จริงๆแล้วก็จะเขียนคุยนั่นแหละ ตามความรู้สึกของเรานะคะ
หลายๆคนคงรู้สึกว่าลังเลใจไม่มากก็น้อยกับการทำงานวาด

25560306-154320.jpg

และไม่ตัดสินใจทำเต็มตัว
เราไม่ได้ว่านะคะ
เพราะชีวิตทุกคนไม่เหมือนกัน
อย่างที่บอกว่า ไม่มีคำตอบถูกและผิดค่ะ
มีแต่คำว่าใช่หรือไม่ใช่ในชีวิตของเรา
และเดินผิดพลาด ก็ไม่ใช่ชีวิตล้มเหลว
เพียงแต่เราได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่สำคัญมากขึ้นเท่านั้นเอง

ก่อนหน้านี้เราเคยเขียน entry หนึ่งค่ะ
เลือกทำงานวาดจะอยู่รอดจริงหรือเปล่า

บางคนคงจะสงสัยว่า ที่ว่าไม่ได้เงินเลยช่วงแรกนั่นจะต้องถึงเมื่อไร?
บางคนอาจจะ”เข้าใจผิด”ว่า ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องทนทำๆไปทั้งๆที่ไม่ได้เงิน
คำตอบคือ คุณต้องทำแบบไม่ได้เงิน ไปจนถึงจุดที่…
“เมื่องานของคุณ มีคุณภาพพอที่จะขายได้ค่ะ”
เพราะฉะนั้นช่วงที่ไม่ได้เงิน คือช่วงที่คุณทำงานฝึกฝนฝีมือนั่นเองค่ะ
แต่บอกได้เลยว่าไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรนั้น
ถ้าคุณนึกถึงเงินมาก่อน
โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จในอาชีพนั้นๆยากมากค่ะ
เพราะว่าในโลกนี้มีคนที่มี passion มากมายที่รักในงานที่เขาทำ
และคนพวกนี้มักจะทำงานที่เขาทำได้ดี เพราะฉะันั้น
การที่คุณทำอะไร โดยที่นึกถึงเงินก่อน
แต่ขาดสิ่งที่เรียกว่า passionยากมากที่คุณจะไปได้ไกล
ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำอาชีพทุกอาชีพให้สำเร็จค่ะ

เพราะฉะนั้น บล็อควันนี้จึงเขียนให้กับทุกคนที่อยากทำงานวาดแต่กลัวความเสี่ยงค่ะ
ถ้าช่วงแรกไม่ได้เงินทำอย่างไร

1.เริ่มจากการทำพาร์ทไทม์ไปก่อนค่ะ
ถ้าคุณมีงานประจำอยู่แล้ว
ในกรณีนี้เช่น ผู้ปกครอง
หรือ ทางบ้านอาจจะไม่สนับสนุนในการวาดรูปเท่าไร
หรือว่าไม่แน่ใจว่าเราจะทำอาชีพนี้เลี้ยงตัวเองได้ไหม
สิ่งที่เราทำได้ก็คือ พิสูจน์ให้ทางบ้านเห็นก่อนค่ะ
ว่าเราพอจะมีช่องทางทำมาหากินจากอาชีัพที่เรารัก
คีย์สำคัญคือ ทำในสิ่งที่ใช่เราค่ะ
สตีฟ จ็อบกล่าวว่า ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมาไม่มีความสุข
แปลว่าเราต้องกลับมาถามตัวเองแล้วค่ะ
ว่าเราใช้ชีวิตผิดพลาดไปหรือเปล่า

2.เตรียมเงินสำรองค่ะ
จริงๆหลายๆคนจะถามว่า ช่วงที่เราลาออกจากงานประจำ
เราเตรียมเิงินสำรองหรือเปล่า
คำตอบคือ “ไม่ได้เตรียมค่ะ” ขนาดเราไม่ได้เตรียมเงินสำรองเลย เรายังไม่กลัวเลยค่ะ
อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้มีภาระอะไรเป็นพิเศษ อยู่บ้านพ่อแม่
ไม่ได้ซื้อบ้าน ซื้อรถของตัวเองค่ะ
ถ้าถามว่า อยากได้ไหม บ้านหรือรถ อยากได้เหมือนคนทั่วๆไปแหละค่ะ
แต่เราจะซื้อต่อเมื่อ มันไม่เป็นภาระกับเรา
แล้วเรามีเงินหมุนเวียนพอค่ะ เพราะว่าบ้านหรือรถ
เป็นภาระหนี้สินระยะยาวค่ะ ถ้าสมมติว่าจะซื้อจริงๆ
จะต้องเตรียมความพร้อม
อีกอย่างตอนนี้ก็ไม่ได้เดือดร้อน
และเงินของเรา ส่วนหนึ่งใช้ตอนรักษาตัวด้วยค่ะ
สำหรับคนที่มีภาระต้องผ่อนบ้านผ่อนรถ
แนะนำว่า ควรจะเลือกทำงานประจำแล้วทำงานวาดเป็นงานเสริมค่ะ
หรือถ้าจะออกจากงานประจำก็คือมีเงินสำรองแล้วทำธุรกิจส่วนตัวไปเลย
เพราะว่าการที่ต้องผ่อนบ้านผ่อนรถนั้น ทำให้เรามีความรับผิดชอบ ที่เพิ่มขึ้นมา
นอกจากนี้ ตอนนี้เราก็ยังไม่ได้มีครอบครัวด้วยค่ะ
ทำให้ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ถ้าถามเราว่าควรเตรียมเงินสำรองเท่าไร
อย่างน้อยเท่ากับค่าใช้จ่ายประมาณ 6 เดือนคือเซฟที่สุดแล้ว
สำหรับคนที่มีภาระค่ะ ส่วนคนที่ไม่มีภาระหนี้สินก็ไม่ต้องกังวลในจุดนี้มากนัก

3.เมื่อไรจึงจะเรียกว่างานขายได้?
ตรงนี้หลายๆคนอาจจะสงสัยค่ะ เมื่อไรจึงจะเป็นมืออาชีพ
คือในจุดที่คุณสามารถเลี้ยงชีพได้โดยการทำสิ่งนั้นๆเต็มตัวนั่นเองค่ะ
แต่ว่าในจุดที่”งานขายได้”นั้น คุณอาจจะยังไม่ได้ทำเป็นอาชีพเต็มตัวก็ได้ค่ะ
คือเริ่มจากทำเป็นงานเสริมไปก่อน
ณ.จุดนี้แนะนำว่าควรจะเริ่มจากคนใกล้ๆตัวค่ะ
คนที่มี connection เยอะๆอาจจะได้เปรียบนิดหน่อย
ตรงที่เวลาญาติหรือคนรู้จักมีงาน คุณก็จะเป็นคนแรกๆที่เขานึกถึงค่ะ
แต่ถ้าคุณไม่ค่อยมีคนรู้จัก ก็อาศัยช่องทางออนไลน์
สำหรับคำแนะนำนั้น ก็คงเป็นการที่คบเพื่อนต่างอาชีพไว้บ้างค่ะ
เช่น ถ้าเราเป็นนักวาด อาจจะมีเพื่อนทำกราฟฟิคแต่วาดคนละแนว
เวลาที่เขามีงาน เขาอาจจะติดต่อเรามา
หรือคุณอาจจะไม่ได้ไปทางสายรับจ้างวาดรูป
แต่อาจจะเป็นสายอื่นๆเช่น เน้นการทำ product
อย่างนั้นในจุดที่อยู่ได้จริงๆก็คือเมื่อคุณมีฐานลูกค้ามากพอนั่นเองค่ะ

4.โฟกัส
พลังแห่งการโฟกัสค่ะ
เวลาที่เราทำงานวาดนั้น สายการวาดมีอยู่หลายๆอย่างค่ะ
ให้เราโฟกัสในสิ่งที่ใช่ตัวเองเป็นหลัก แล้วตัดอันที่ไม่ใช่ทิ้งค่ะ
แต่ว่าค่อยๆตัดนะ วิธีตัดออก ดูหลัก 80/20 นั่นเองค่ะ
มีงานไหน 20 % สร้างรายได้ให้เรา 80%และมีความสุข 80%
งานนั้นแหละใช่คุณค่ะ
บางคนอาจจะบอกว่า ทำไมเรื่องมากจัง ต้องทำในสิ่งที่ชอบด้วยเหรอ
คติของเราคือ ถ้าจะทำอะไรซักอย่างให้สำเร็จนั้น ต้องโฟกัสในสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ใช่ค่ะ
กา่ีีรที่รับงานไปเรื่อยๆ โดยไม่คำนึงว่างานนั้นใช่หรือเปล่า
คุณบัณฑิต อึ้งรังษีบอกไว้ว่า งานนั้นอาจจะเป็นงานที่เรียกว่า pigeon hole ค่ะ
พ่อเราบอกว่า มันคล้ายๆกับ ดารา hollywood ที่พอรับบทบางบทแล้ว
ไม่สามารถไปเล่นบทอื่นได้อีกเลย
หรือบางคนอาจจะเคยเห็นดาราที่เป็นนางเอกแล้วพอไปเล่นเป็นตัวร้าย
กลับไปเล่นเป็นนางเอกอีกไม่ได้เลย
ก็คือเวลารับงานไม่ใช่ว่ารับหมด ให้เลือกงานด้วยค่ะ
เช่น ถ้าเขาสั่งให้ก็อปปี้ๆๆก็ไม่ใช่ว่าไปรับมาทำ
ทำแล้วก็เสียเครดิต โดนด่าไปด้วย
แต่บางคนอาจจะไม่มีทางเลือกมากนัก และมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ
ก็อาจจะรับทำค่ะ
สำหรับเรานั้น เรียกได้ว่าตัดงานหน้าปกออกไปเลยค่ะช่วงก่อนหน้านี้
หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าทำไม เราคิดว่างานปกนั้นเหมาะกับบางคนค่ะ
ก็เหมือนกับงานสอน หรือการทำ product นั่นเอง ที่บางคนจึงทำได้
ดูเอาค่ะว่าตัวเราเป็นสายไหนกันแน่ค่ะ สำหรับเรา…

-งานปก เป็นงานที่ถือว่ามีปัญหาจุกจิกเยอะสำหรับเราค่ะ
-ส่วนใหญ่แล้วเราเป็นคนวาดรูปตามอารมณ์ค่ะ
ทำให้เวลาทำงานปกหรืองานจ้างบางงานแล้วเรารู้สึกไม่ใช่ในบางครั้งค่ะ
แต่จริงๆถ้าเจอน่าสนใจก็อยากทำค่ะ
-บางเจ้าแก้งานเยอะค่ะบางทีแก้ไปเยอะมากๆจนไฟนอลเลย
สุดท้ายไม่เอา แล้วก็ไม่จ่ายด้วยค่ะ
ที่จริงอาจจะผิดที่เราที่ชอบทำงานตามอารมณ์
จริงๆแล้วแก้งานเยอะไม่ใช่ไม่โอเคนะคะ
และจริงๆบางครั้งก็ผิดที่เราเองด้วยค่ะ อย่างที่บอก
แต่ลองเทียบเรื่องเวลา สำหรับต่างประเทศนั้น
เวลาแก้ไขงานเขาจะชาร์จต่างหากค่ะ
แล้วตอนเราำทำงานสตูดิโอ จะบอกว่าเจอแก้น้อยมากๆค่ะ
เพราะส่วนใหญ่อาร์ทไดจะเป็นคนดูว่างานนั้นเหมาะกับเรา
แล้วเวลาจะแก้ก็แก้ตอนเสก็ตซ์เลย
ถ้าเทียบกันแล้วเรารับจ้างต่างประเทศ งานง่ายกว่า เงินพอๆกัน
อาจจะชาร์จน้อยๆในบางงานแล้วเน้นจำนวนเอา
บางช่วงรับงานเสก็ตซ์ก็คิดไม่แพงมาก แต่พอทำเยอะๆก็อยู่้ได้ค่ะ
-เราทำภาพประกอบแม็กกาซีน ไม่ค่อยมีปัญหาจุกจิกค่ะ
แม้งานจะออกสู่สายตาคนน้อยกว่า
เพราะเป็นแม็กกาซีนเฉพาะทาง แต่ว่าเราถือว่าโอเคแล้วค่ะ

5.ปกติแล้วถ้ารอคำว่า “พร้อม” แล้วออกมาทำ….
ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ…คุณจะไม่พร้อมสักทีค่ะ เพราะฉะนั้น อย่ารอค่ะ
เพราะชีวิตคนเรามันสั้น แต่ว่าก่อนจะลาออกมาหรือเริ่มทำ ขอให้มีแผนสำรองนิดนึงค่ะ

ขอให้ทุกคนโชคดีค่ะ หวังว่า entry นี้จะเป็นประโยชน์ค่ะ