สวัสดีค่ะ วันนี้มาพูดถึงสิ่งที่สำคัญที่หลายๆคนยังไม่รู้ค่ะ นั่นคือ คำว่า niche,นิช

25560315-095722.jpg
เป็นศัพท์เชิงการตลาดอย่างหนึ่งค่ะ หมายความว่าตลาดเฉพาะทางหรือเฉพาะกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นหมอ ก็ไม่ใช่หมอที่รักษาโรคทั่วไป แต่อาจจะเป็นหมอที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคผิวหนังโดยเฉพาะเป็นต้น,ถ้าเป็นนักบัญชี ก็เป็นนักบัญชีที่ทำบัญชีให้กับลูกค้าธุรกิจขนาดเล็กที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารเป็นหลัก,ถ้าเป็นนักออกแบบเว็บ ก็เป็นนักออกแบบเว็บที่ทำให้กับกลุ่มธุรกิจประเภทสัตว์เลี้ยง เป็นต้น
ซึ่งการจะเป็นนักวาดที่อยู่ได้นั้นคือ คุณต้องหาตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือ “นิช” ของตัวเองที่ว่าให้พบค่ะ

นักวาดใหม่ๆพอถามว่าลูกค้าของคุณส่วนมากเป็นใคร?
ก็มักจะตอบว่า “ใครก็ได้ที่มาจ้างเราอะพี่ ทำทั้งนั้น”
โดยมากคนที่ตอบแบบนี้เอาเข้าจริงมักถังแตกในที่สุดค่ะ
จริงๆแล้วคุณต้องหาสิ่งที่เรียกว่า”นิชของตัวเอง”ค่ะ

คนที่หานิชของตัวเองพบและนิชนั้นมีลูกค้ามากพอเท่านั้นค่ะ
ถึงจะเป็นนักวาดที่อยู่ได้อย่างสบายหน่อย
คนที่เจอนิชที่ใช่ของตัวเองและโฟกัสให้เต็มที่ในนิชนั้นก็จะสบายทุกคนค่ะ

บางคนมักจะเข้าใจผิดว่า การเป็นนักวาดคือต้องวาดได้ทุกอย่าง ทุกงานที่เข้ามา จริงๆไม่ใช่นะคะ
การที่คุณเป็นนักวาดที่ดี คือคุณรู้จักว่าตัวเองมีจุดแข็งทางด้านไหนเป็นพิเศษ คุณสามารถวาดอะไรได้ดีเป็นพิเศษ คุณสามารถทำงานชนิดไหนได้ดี? คุณอยากดีลงานกับลูกค้ากลุ่มไหน?

ยกตัวอย่างเช่น การที่คุณรับทำงานฟรีแลนซ์ คุณต้องกำหนดก่อนว่างานของคุณ หรือ ลูกค้ากลุ่มไหนที่คุณอยากทำงานด้วย? งานชนิดไหนที่คุณอยากทำเป็นพิเศษ? ลองดูว่า ในบรรดาลูกค้าที่ผ่านมาของคุณ มีลูกค้าที่จ้างให้คุณวาดงานประเภทไหนเป็นพิเศษ?

เช่น คุณมักจะได้งานแม็กกาซีนเสมอๆ ซึ่งแม็กกาซีนนี้เป็นแม็กกาซีนเฉพาะกลุ่ม ได้แก่แม็กกาซีนที่แจกให้กับลูกค้าที่ซื้อบ้าน ลูกค้าของคุณคือเอเจนซี่ขนาดเล็กที่ทำโฆษณาให้กับบ้านจัดสรร คุณก็ควรโฟกัสที่ลูกค้ากลุ่มนี้ โดยดูว่า ลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ที่ไหน? life style เป็นยังไง?เว็บไหนที่ลูกค้ากลุ่มนี้ชอบเข้าไปดู? แล้วก็ทุ่มเทโปรโมทงานในที่ๆลูกค้าคุณอยู่ให้เต็มที่ค่ะ

เมื่อเจอนิชของคุณแล้ว ให้ตัดลูกค้ากลุ่มอื่นๆของคุณออกไปเลยค่ะ ทั้ง message ที่คุณส่งออกไปหรือวิธีการในการโปรโมทจะต้องสอดคล้องกับนิชที่คุณเลือกแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องทำให้ถูกใจทุกคนค่ะ ในหนังสือ pumpkin plan บอกว่าขั้นตอนนี้เหมือนกับการปลูกต้นฟักทองค่ะ คือเราเลือกเฉพาะลูกที่โตๆและฟูมฟักมันอย่างเต็มที่ เด็ดลูกที่ไม่โตออกไปค่ะ

บางคนอาจจะไม่รู้ว่า แล้วจะหานิชของตัวเองได้ยังไง ให้ถามคำถามกับตัวเองเรื่อยๆค่ะ
เช่น ผู้ติดตามงานหรือลูกค้าของคุณ เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงมากกว่ากัน? ส่วนมากอายุเท่าไร? มีความชอบเกี่ยวกับอะไรเป็นพิเศษ ? นั่นแหละเรียกว่าตลาดนิช(niche market)ค่ะ

สิ่งที่สำคัญก็คือ อย่าพยายามเป็นทุกอย่างสำหรับคนทุกคน คุณไม่สามารถทำให้คนทุกคนชอบงานคุณได้ค่ะ แค่คุณมีคน”บางกลุ่ม” ที่ชอบงานคุณมากพอ คุณก็สามารถอยู่ได้แล้วในการเป็นนักวาด
แล้วก็ถ้ามีลูกค้า ควรรักษาลูกค้าเก่าให้ดีค่ะ เพราะโดยมากถ้าคุณทำงานดี ลูกค้าเก่าจะมีงานต่อเนื่องให้กับคุณ และโดยมาก การที่จะดูนิชของคุณก็คือตัดสินจากแนวๆของกลุ่มลูกค้าเก่าของคุณนั่นเองค่ะ ว่าโดยมากแล้ว ลูกค้าของคุณเป็นกลุ่มไหน? ลูกค้ากลุ่มไหนที่ให้งานระยะยาวกับคุณ? งานแนวไหนที่คุณทำแล้วรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ฝืนมากนัก

ยกตัวอย่างเช่น กรณีเรานะคะ ณ.ตอนที่เราทำงานวาดฟรีแลนซ์ที่ผ่านมา เรารับงานหลักอยู่สองแนวเท่านั้นค่ะ คือแนวลายเส้นง่ายๆแบบแนวภาพประกอบ pocketbook กับแนวการ์ตูนแฟนตาซี ซึ่ง 2 แนวนี้ก็มีกลุ่มลูกค้าแตกต่างกันไป เราเคยมีปัญหาค่ะคือ รับงานนอกเหนือไปจากนิชที่ตัวเองถนัด ปรากฎว่าส่วนใหญ่งานจะไม่ผ่านค่ะ เพราะว่าพอไม่ถนัดเลยเป็นแนวที่พอทำแล้วรู้สึกว่ามันยากกว่าปกติ ถ้ามีงานแนวที่นอกเหนือจากที่ว่ามา โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะไม่รับทำค่ะ โดยมากจะดูบรีิฟของหนังสือก่อนว่าเป็นแนวที่ทำได้ไหม ถ้าทำได้ถึงจะรับทำค่ะ ไม่ได้รับทุกแนวณ.ปัจจุบันค่ะ

illustcourse ก็เหมือนกันค่ะ สำหรับเด็กกลุ่มที่เราถนัดสอนมากที่สุดก็คืออายุ 18-24 ปีค่ะหรือวัยรุ่นตอนปลายค่ะ หรือเป็นเด็กที่มีวุฒิภาวะค่อนข้างสูงแล้ว ถ้าต่ำกว่านี้มาส่วนใหญ่จะไม่รับ เพราะเราไม่ถนัดในการสอนเด็กวัยเล็กกว่านี้มากนักค่ะ และโดยส่วนมากแล้วเราจะรับเด็กที่มาลงเรียนเองค่ะ ไม่ใช่ผู้ปกครองหาที่เรียนให้ลง เพราะโดยมากเด็กที่เรียนเองจะมี passion ในการวาดรูปอยู่แล้วค่ะ และรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้เราไม่มีเรื่องปวดหัวมากนักในการสอนค่ะ

กับงานที่รับจ้างจากลูกค้าต่างประเทศ ก็เป็นนิชเหมือนกันค่ะ คือลักษณะแนวเราจะเป็นแนว manga ที่ผสมเพนท์กึ่งตะวันตกและสีน้ำเข้าไปและงานดินสอ ซึ่งก็มีผู้ติดตามผลงานเราและมาจ้างพอสมควรค่ะ ณ.ตอนที่ทำงานวาด

การที่โฟกัสไปที่นิชนั้น ระยะยาวแล้วจะดีกว่าหว่านแหไปเรื่อยๆและรับทำหมดทุกงานที่ขวางหน้า เพราะคุณจะกลายเป็นคนที่เรียกว่า jack of all trade,master of none หรือไม่เชี่ยวชาญไปสักอย่างหนึ่งค่ะ

ซึ่งหลักการหานิชของตัวเองนั้นคล้ายๆกันทุกอาชีพและเป็นสิ่งที่ควรหาให้พบค่ะ ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น หมอ ทนายความ นักออกแบบกราฟฟิค นักออกแบบเว็บไซต์ เจ้าของธุรกิจ หรือนักวาดก็ตามค่ะ

ปัญหาของคนส่วนมากคือ พอไม่มีลูกค้า เลยทำให้พยายามรับงานทุกแนวที่เข้ามา แล้วก็เลยขาดนิชของตัวเองที่จะทำให้อยู่ได้ในระยะยาวและกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในแนวนั้นๆจริงๆค่ะ

จำไว้ว่า “ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกอย่าง สำหรับคนทุกคน” ค่ะ