แรงบันดาลใจกับก็อปปี้ต่างกันยังไง

สวัสดีค่ะ สำหรับบลอควันนี้ก็จะเป็นเรื่อง แรงบันดาลใจกับการก็อปปี้ต่างกันยังไงนะคะ

25560606-170319.jpg
โพสต์นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากบลอคนี้ค่ะ http://www.vanseodesign.com/web-design/inspired-by-copied-from/
เรื่องของการก็อปปี้กับการได้แรงบันดาลใจมานั้นมีอยู่ในทุกวงการที่เป็นงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นนักวาด,นักเขียน,ภาพยนตร์,โฆษณา,อนิเมชัน,เว็บดีไซน์หรืออื่นๆค่ะ ซึ่งถ้าพูดถึงในแง่ของนักวาดแล้วนักวาดแต่ละคนล้วนมีนักวาดที่เราชอบทั้งนั้น และบางทีเราก็ชอบในเทคนิคของนักวาดคนอื่นและเอามาใช้ในงานของเรา แต่ปัญหาคือ มันมีเส้นแบ่งระหว่างคำว่า “ก็อปปี้”กับ”แรงบันดาลใจ”อยู่

“ก็อปปี้” ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากแหล่งเดียวค่ะ คือใช้ภาพๆเดียวเป็นแบบแล้วอาจจะดูดเทคนิค,สี,องค์ประกอบ,ท่าโพส หรืออื่นๆมา ทำให้เวลาดูแล้วดูออกทันทีว่าก็อปปี้ใครมาถ้าแหล่งที่มาชัดเจนค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วการก็อปปี้เพื่อศึกษาไม่ใช่เรื่องผิด และถือว่าเป็นการศึกษาที่ได้ผลมาช้านาน แม้แต่สถาบันศิลปะก็ยังให้ก็อปปี้เทคนิคของอาร์ติสท์ที่เราอยากเรียนรู้เทคนิค

หรือ แม้แต่ในหนังสือสอนวาดหลายๆเล่ม บางเล่มก็ชื่อดังมากเช่น key to draw ก็สอนให้เราวาดโดยใช้เทคนิคของอาร์ติสท์ที่เราชอบและทำเสมือนว่าเป็นอาร์ติสท์คนนั้น หรือ การที่สถาบันบางแห่งได้ให้นักเรียนเลือกภาพยนตร์ที่ชอบมา แล้วก็อปปี้ฉากที่ชอบมาให้เป็นรูปวาด ซึ่งการก็อปปี้นั้นเป็นการเรียนรู้ด้วยวิธีลัด และเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ได้ผล แม้แต่เด็กเล็ก หัดพูด ก็ยังต้องพูดตามพ่อแม่ “การเลียนแบบ”หรือ”ก็อปปี้”นั้นเป็นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนในการเรียนรู้ค่ะ

เพราะฉะนั้นการก็อปปี้ ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าเป็นการศึกษา แต่ที่ผิดคือ การก็อปปี้แล้วแอบอ้างผลงานว่าเป็นการสร้างสรรค์ของตัวเองค่ะ แต่หลายๆครั้งนักวาดก็มักจะไม่ได้ตั้งใจจะก็อปปี้ คือชอบผลงานของนักวาดคนหนึ่งมากและตอนวาด วาดไปตามสัญชาติญาณแต่มันออกมาดูแล้วคอมโพส สี หรือเทคนิคคล้ายๆกันเอง อันนี้ก็คงอยู่ที่เจตนาของแต่ละคน ซึ่งไม่มีใครรู้นอกจากเจ้าตัวว่าตั้งใจก็อปปี้หรือเปล่า หรือเพียงแต่ได้แรงบันดาลใจมาค่ะ

ถ้าหากเราจะหลีกเลี่ยงการก็อปปี้ ก็คงต้องบอกว่าให้ดูงานหลายๆแนวเข้าไว้ค่ะ และพยายามหาแรงบันดาลใจจาก
วงการอื่นๆที่ไม่ใช่การวาดรูปอย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่น แฟชัน,สถาปัตยกรรม,การออกแบบหรือดีไซน์,และอื่นๆ รวมไปถึงภาพยนตร์,อนิเมชัน ยิ่งเรามีข้อมูลในหัวเท่าไร โอกาสที่งานของเราจะไปคล้ายกับคนอื่นยิ่งน้อยมากเท่านั้นค่ะ

วิธีคือให้ทำ mood board ขึ้นมาก่อนที่เราจะวาดรูปใดๆก็ตาม โดยให้หารูปที่เป็นแรงบันดาลใจจากหลายๆแหล่งให้มากที่สุดเท่าที่เราทำได้ จากอาร์ติสท์หลายๆคน แล้วนำมาแปะรวมกันเป็นบอร์ดแรงบันดาลใจอันใหญ่ ซึ่งเราจะได้สิ่งที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของงานที่เราจะอยากให้เป็นมากที่สุด หรือให้หาภาพอ้างอิงให้มากที่สุดก่อนจะวาดค่ะ

ควรพยายามพัฒนาเทคนิคที่เป็นตัวเราเอง แบบที่คนอื่นเห็นแล้วรู้เลยว่าต้องเป็นงานของเราแน่ๆเอาไว้ด้วยค่ะ
อย่างเช่น ลักษณะการใช้ฝีแปรงแบบนี้,โทนสีลักษณะนี้,องค์ประกอบแบบนี้ เป็นเราวาดแน่ๆ

สำหรับคนที่โดนก็อปงาน เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่โพสงานออนไลน์ค่ะ ก็คือจะเจอคนที่เอางานไปก็อปปี้ ไม่ว่าจะเพื่อศึกษาหรือเพื่อแอบอ้าง ทั้งนี้อยากจะให้ทำความเข้าใจว่าส่วนมาก นักวาดที่ก็อปงานคนอื่นๆมักจะอยู่ในวัยเด็ก ซึ่งวุฒิภาวะยังน้อย ยังไม่สามารถแยกแยะว่าอะไรถูกหรือผิด รวมทั้งจริงๆแล้วนักวาดที่ก็อปก็คงจะชื่นชมผลงานของคนที่ตัวเองก็อปปี้ในระดับหนึ่งค่ะ ถึงเลือกที่จะก็อปปี้งาน และไม่มีใครเลยไม่เคยทำผิด สิ่งที่ทำได้ก็คงจะเป็นการตักเตือนถ้านักวาดคนนั้นยังเด็กอยู่ค่ะ

สำหรับเรานั้น เราจะภูมิใจค่ะเวลาที่ใครบอกว่าเราเป็นแรงบันดาลใจของเขา และถ้าคนๆนั้นสามารถก้าวข้ามเรา ที่เป็นแรงบันดาลใจของเขาในจุดเริ่มต้นไปได้ เราจะถือว่าคนนั้นเป็นอาร์ติสท์ที่เก่งค่ะ เพราะไม่ใช่ง่ายๆที่จะวาดแล้วขาดจากแรงบันดาลใจของตัวเอง เราเชื่อว่าไม่มีใครอยากเป็นอาร์ติสท์ชื่อ X(เติมชื่ออาร์ติสท์ที่ชอบลงไป)คนที่สองค่ะ ทุกคนล้วนอยากเป็นตัวของตัวเองทั้งนั้น ถึงแม้ว่าเราจะชอบอาร์ติสท์คนนั้นแค่ไหนก็ตาม เราก็ยังอยากเป็นตัวของตัวเอง เวลาที่มีคนบอกว่า “สวยดีนะ แต่งานเหมือน X จัง” เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยไม่มีใครรู้สึกดี (ยกเว้นคนที่จงใจก็อปปี้ค่ะ)

บางทีก็จะมีอีกกรณีหนึ่ง คือเพื่อนๆอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หรือรู้จักกัน ชอบผลงานกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และฝึกวาดรูปมาด้วยกัน โอกาสที่จะติดลายเส้นหรือได้ลายเส้นของคนที่เป็นแรงบันดาลใจจะค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเรารู้สึกว่าเพื่อนเราคนนั้นเก่ง และเหมือนจะแข่งกันวาดรูปมาโดยตลอด อย่าไปคิดว่าเพื่อนก็อปเทคนิค หรือ ก็อปอะไรเราเลยค่ะ เพราะว่าจริงๆแล้วเพื่อนอาจจะเห็นเราเป็น”แรงบันดาลใจ”คนหนึ่งก็ได้ พยายามพัฒนาตัวเองให้ไกลไปก้าวหนึ่งอยู่ตลอด ก็จะทำให้งานเราโดดเด่นและอย่าเปรียบเทียบงานตัวเองกับคนอื่นค่ะ เพราะแต่ละคนล้วนเป็นปัจเจกบุคคล คนเราล้วนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาค่ะ เมื่อเราโตขึ้น เสพย์งานต่างออกไป คนที่เคยเป็นแรงบันดาลใจก็ไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจหลักเหมือนเมื่อก่อน เมื่อนั้นงานจะถูกหล่อหลอมให้ต่างกันไปเองและขาดจากแรงบันดาลใจช่วงเริ่มต้นของเราในที่สุดค่ะ คิดซะว่าการวาดรูปมันก็เหมือนวิ่งมาราธอน ถ้าวาดไปเรื่อยๆ จับจุดได้ เดี๋ยวก็เจอตัวตนของตัวเองค่ะ

ยกตัวอย่างงานของศิลปินชื่อดัง อย่าง แคลมป์ ก็ยังเคยได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปินคนอื่นๆอย่าง HR Giger เลยค่ะ

25560606-170238.jpg

25560606-170255.jpg