สวัสดีค่ะ สำหรับที่มาของเอนทรี่นี้ คือเราสร้างโพลล์ไว้ที่ deviantart และถามคำถามใน facebook page ว่า
ระหว่างงานมีเอกลักษณ์ กับ งานเป็นที่นิยม คนส่วนใหญ่จะเลือกอะไรมากกว่ากัน


ดูโพลล์ที่นี่
ปรากฏว่างานมีเอกลักษณ์กินขาดเลยค่ะ

25560608-120753.jpg

จากที่เห็นและดูแนวโน้มของหลายๆคน เลือกที่จะเป็นเอกลักษณ์มากกว่าเป็นที่นิยม
ถ้าใครเคยอ่านบาคุแมน(เสียดายที่เราไม่ได้อ่านเล่มหลังๆเลยค่ะ)จะพบว่ามีการ์ตูนอยู่2แบบค่ะ คือแบบแรก รีเสิริ์จหรือค้นหาข้อมูลมาแน่นปึ้ก และวิเคราะห์ว่าอะไรเป็นที่นิยมและเขียนตามนั้น กับอีกแบบคือเขียนตามใจอยาก ในเรื่องกล่าวว่าสุดท้ายคนที่เขียนตามใจอยากกลับเป็นที่นิยมมากกว่า

ถ้าใครเคยฟังเรื่องของคุณบอยด์ โกสิยพงศ์ นักแต่งเพลงชื่อดัง จะพบว่า คุณบอยด์มาดังเอาช่วงที่เขาแต่งเพลงตามใจตัวเองเป็นหลักค่ะ โดยที่ตอนนั้นกระแสเพลงป็อบแบบวัยรุ่นหลายๆอันมาแรงแต่คุณบอยด์แต่งเพลงที่ฉีกแนวออกไปและเป็นตัวเขาเองจริงๆ งานเขาจึงเป็นที่ยอมรับ

Huge Mcleod เป็นอาร์ติสท์ชาวอเมกันชื่อดังค่ะ ฮิวก์นั้นใช้เวลาว่างหลังเลิกงาน จากงานครีเอทีฟของเขา มาสร้างงานการ์ตูนหลังนามบัตร เขาบอกว่า เขาเลือกที่จะวาดรูปเป็นงานอดิเรกในตอนแรกค่ะ แต่ปรากฏว่า การ์ตูนหลังนามบัตรของเขา มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก เขาได้สร้าง e-mail newsletter ซึ่งเป็นการ์ตูนส่งไปให้กับผู้ที่สมัครสมาชิกอีเมล์ค่ะ จนสุดท้ายเขาได้ออกหนังสือหลายเล่ม ซึ่งหลายเล่มมีแปลออกมาในไทยค่ะ ถ้าสังเกตุลายเส้นและวิธีการเขียนงานของเขา ดูแล้วเป็นเส้นยุ่งๆและมีคำพูดคล้ายๆจะเป็นคำคมอยู่ด้านข้าง ใครๆอาจจะคิดว่าแบบนี้เหรอที่จะเป็นงานที่เป็นที่นิยม? เพราะดูเหมือนเจ้าตัวจะเลือกความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าที่จะได้รับความนิยม แต่สุดท้ายแล้วงานเขากลับได้รับการยอมรับในวงกว้างในที่สุด

25560608-120542.jpg

อีกกรณีหนึ่งก็คือเรื่องของกระต่ายอ้วนมาชิมาโร่ ที่เป็นคาแรคเตอร์ที่ใครหลายคนรู้จัก คิมแจอินและแจงมียอง ได้สร้างคาแรคเตอร์นี้ เพื่อเสนอให้กับบริษัทที่ทำสื่อการเรียนการสอนของเด็ก แต่ถูกปฏิเสธว่า คาแรคเตอร์นั้นไม่น่ารักพอ ทั้งสองคนจึงสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่การ์ตูนแฟลช ปรากฏว่าการ์ตูนนั้นได้รับความนิยม

25560608-120621.jpg

เราจะเล่าเรื่องตอนที่เราได้ออกพ็อคเกตบุคกับสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์ให้ฟังค่ะ ที่เราได้ออกเพราะว่าบ.ก.สยามอินเตอร์ขณะนั้นคือคุณพอกลอน เห็นงานของเรา เพราะว่างานของเราขึ้นฮอตโพสต์ใน exteen บ่อยค่ะ เราดูในโปรไฟล์พบว่าเราขึ้นฮอตโพสต์มาแล้วร้อยกว่าเอนทรี่ ณ.ตอนแรกเราเองก็อยากเป็นที่นิยมเหมือนคนอื่น เลยค้นหาตัวเองมาเรื่อยๆ ลองผิดลองถูก ค้นหาสำนวนที่เป็นตัวเอง ตอนแรกก็คิดเหมือนคนทั่วไปว่า ถ้าเป็นที่นิยมในออนไลน์ ก็คงจะเป็นช่องทางให้ออกผลงานของตัวเองได้ ก็เลยพยายามเขียนเรื่องที่คิดว่าคนน่าจะชอบ

แต่พอเขียนๆไปพบว่าการเขียนที่เป็นตัวของตัวเองหรือมีเอกลักษณ์ แล้วความนิยมเป็นผลพลอยได้นั้น ทำให้เราสบายใจกว่าค่ะ เราคิดว่าการที่งานเขียนเราได้ฮอตโพสต์บ่อยๆณ.ขณะนั้น ทั้งๆที่เราไม่เคยเอ่ยปากขอดาวเลย หรือแม้กระทั่งฟีดแบ็คในเว็บไซต์นี้ เป็นเพราะเราเขียนสิ่งที่มีประโยชน์และเข้าถึงจิตใจคนหัวอกเดียวกัน ที่ทำอาชีพนักวาดเหมือนเรา เพราะฉะนั้นเราคิดว่าองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้งานเป็นที่นิยม คือ เป็นตัวเองและจริงใจค่ะ

ไม่ว่าคุณจะเขียนการ์ตูนหรือวาดรูป หรือทำงานเขียนก็ตาม คุณไม่สามารถหลีกหนีรากแท้ที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณได้ค่ะ อาทิเช่น คุณวาดรูป หรือเขียนงานดาร์คๆ ถ้าตัวตนคุณ ไม่เคยผ่านเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาเลย งานคุณก็จะดูแล้วดาร์คแต่ภายนอกเท่านั้น คนอ่านก็จะอ่านแล้วไม่อิน และเอกลักษณ์นี่แหละที่มันมาจาก”รากแท้”หรือ”ตัวตนภายใน”ของคุณผสมกับทักษะและสิ่งที่คุณสนใจ ถ้าคุณเป็นคนน่ารัก ง่ายๆ สบายๆ งานของคุณก็จะสะท้อนตัวตนของคุณออกมา งานของแต่ละคนคือกระจกสะท้อนตัวตนของคนๆนั้นค่ะ

เราเคยเขียนโดจินชิเรื่องหนึ่งค่ะ จำได้ว่าเป็นเรื่องดีเกรย์แมน แล้วก็เป็นเรื่องแนวซีเรียสหน่อยๆ แล้วเพื่อนเราทักว่า
“แกไม่เคยผ่านเหตุการณ์นี้มาเลย แล้วแกเขียน ทำให้เราไม่รู้สึก” ซึ่งเพื่อนคนนี้เป็นคนแรกที่ทักแบบนี้ เพราะส่วนใหญ่คนที่อ่านก็จะฟีดแบ็คดี ทำให้เราฉุกคิดว่า จริงหรือเปล่าที่เราจะต้องสัมผัสเรื่องนั้นมาก่อน ก่อนที่เราจะเขียนเรื่องไหนได้?

จริงๆจะบอกว่า ไม่จำเป็นเสมอไปที่คุณจะต้องสัมผัสทุกเหตุการณ์ก่อนที่คุณจะเขียนเรื่องใดๆค่ะ แต่คุณต้องมีประสบการณ์ตรงกับบางเรื่องที่ใกล้เคียงกันหรือหาข้อมูลเยอะ ไม่เช่นนั้นงานของคุณก็จะไม่แน่นหรือคนอ่านๆแล้วไม่อิน และสิ่งที่เป็นรากแท้ของคุณเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ที่คุณได้ผ่านมาในชีวิต สิ่งที่คุณชอบ สิ่งที่คุณเป็น เพลงที่คุณฟัง นักวาดที่คุณชอบ สิ่งที่คุณเสพย์ สิ่งเหล่านั้นมันจะหลอมรวมกันกลายเป็น”เอกลักษณ์”ของคุณค่ะ

คนที่เลือกที่จะมีเอกลักษณ์ก่อน ไม่ว่างานจะขายได้หรือไม่นั้น ถือว่าต้องมีจิตใจที่หนักแน่นพอสมควรที่เดียวค่ะ เคย
อ่านหนังสือต่างประเทศเล่มหนึ่งเขาพูดถึง starving artist syndrome ค่ะ คือเราเป็นตัวของตัวเองอย่างเดียว โดยที่ไม่สนใจตลาดเลย และไม่สนใจเลยว่างานจะขายได้หรือไม่ แต่จะมีอาร์ติสท์กลุ่มหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการขายงาน นั่นคือบาลานซ์สิ่งที่ตลาดต้องการ กับสิ่งที่ตัวเองชอบวาดได้ค่ะ ทั้งนี้ถ้าเราเลือกที่จะเป็นเอกลักษณ์ก่อนสุดท้ายแล้วจะยั่งยืนกว่าเพราะว่าคนซื้องานเราเพราะเป็นเราจริงๆไม่ว่าจะคนซื้องานมีจำนวนมากหรือน้อย

ปัญหาที่สำคัญคือ เป็นเอกลักษณ์ยังไงให้งานขายได้?ซึ่งดูเหมือนจะเป็นปัญหาสำหรับอาร์ติสท์หลายคน
เราจะบอกว่าเรื่องนี้มันเหมือนวงกลมสามวงซ้อนกันค่ะ(ดูภาพประกอบ) วงหนึ่งคือ”แนวที่คุณชอบ” ,”แนวที่คุณถนัด” และ “แนวที่มีตลาด” คุณต้องหาจุดซ้อนทับกันของวงกลมสามวงนี้่ค่ะ และพัฒนาจุดเด่นในงานคุณขึ้นมา ที่มันไม่เหมือนใคร และดูรู้ว่าเป็นงานคุณ คุณต้องหาลายเส้นตัวเองค่ะ คุณจะเป็นอาร์ติสท์ที่ทั้ง”มีเอกลักษณ์”และ”งานขายได้”

25560608-120719.jpg
คนหลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า​”งานขายได้” คือ “เป็นที่นิยม” คำพูดนี้ถูกครึ่งเดียวค่ะ คุณแค่เป็นที่นิยมในหมู่คนที่ชอบงานคุณ ถ้าคุณเคยอ่าน Tribe ของ Seth godin เซ็ธบอกว่าอาร์ติสท์แต่ละคนมีแฟนจริงๆ 1,000 คนก็อยู่ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นหมื่นเป็นแสน คุณแค่มีคนที่ติดตามงานคุณ ที่ชอบงานคุณมากจริงๆจนควักกระเป๋าซื้องานคุณค่ะ

สุดท้ายนี้ฝากคำพูดจากคอมเมนต์ใน DA ที่น่าสนใจและชวนฉุกคิดค่ะ

25560608-120648.jpg