สร้างพอร์ทโฟลิโอผลงานวาดอย่างไรให้โดนใจลูกค้า# ตอนที่ 1 online portfolio
สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการสร้างพอร์ทโฟลิโอที่ดีนะคะ เพื่อใช้ในการสมัครงานทำงานวาดในบริษัทต่างๆค่ะ

25560709-132026.jpg

ก่อนอื่นต้องแนะนำก่อนว่าประเภทของพอร์ทโฟลิโอนั้น แบ่งได้เป็น

1.online portfolio

2.offline portfolio
-หนังสือ
-แฟ้มรวบรวมผลงาน

ซึ่งพอร์ทโฟลิโอนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ตัดสินว่าคุณจะได้งานหรือไม่ได้งานค่ะ วันนี้เราจะมาแนะนำทีละประเภทกันเลยนะคะเริ่มตั้งแต่…

ตอนที่ 1 online portfolio

ทำไมต้องมี online portfolio

สำหรับ online portfolio นั้น หลายๆคนในยุคนี้ก็อาจจะสะดวกเป็นการเก็บพอร์ทใน social network online ต่างๆเช่น deviantart,cghub,cgsociety portfolio,facebook page การมี social network เหล่านี้ดีค่ะ แต่ว่าในระยะยาวแล้วความน่าเชื่อถือจะดูน้อยกว่าการมี website รวบรวมผลงานของตัวเองมากค่ะ ทั้งนี้ดูแล้วผลงานจะดูไม่เป็นหลักเป็นแหล่งค่ะ เราไม่สามารถทราบได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับ social network เหล่านั้น อาทิเช่น เว็บอาจจะปิดตัวไป
ทำให้เราไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้ 100% เพราะฉะนั้นที่ปลอดภัยที่สุดคือการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองค่ะ

ขั้นตอนในการทำ online portfolio

1.จดโดเมนเนม

แนะนำว่าควรจะโดเมนเป็นชื่อคุณค่ะ ถ้าชื่อยาวไปอาจจะจดเป็นนามปากกาเอาไว้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการจดโดเมนจะอยู่ที่ราวๆ 300-500 บาทต่อปี ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่น้อยมากเมื่อเทียบกับความน่าเชื่อถือที่ได้ค่ะ แนะนำจดที่ godaddy ค่ะ แต่ว่า godaddy นั้น เมื่อเราจด ขั้นตอนระหว่างจด เว็บจะพยายามให้เราซื้อแพคเกจโฮสต์ด้วย ให้กดปฏิเสธให้หมดนะคะ เพราะว่าเราจะได้สามารถใช้โฮสต์ของที่อื่นได้ค่ะ

หลักการในการจดชื่อโดเมนคือ คุณควรจดชื่อที่สะกดง่าย ถ้าชื่อคุณสะกดเป็นภาษาไทยยากอาจจะเลี่ยงใช้นามปากกาหรือสมมติชื่อสตูดิโอขึ้นมาแทนค่ะ เพราะว่าเวลาคนเข้าเว็บคุณ บางคนจะใช้จำชื่อคุณเอา และทำให้คนสามารถเข้าไปค้นหาใน google ด้วยชื่อคุณหรือชื่อสตูดิโอของคุณได้ง่ายๆค่ะ

ไม่ควรมีตัวเลขในชื่อโดเมนค่ะ เพราะจะทำให้ชื่อโดเมนสะกดแล้วสับสนค่ะ
และควรจดโดเมนกับผู้ให้บริการที่ไว้ใจได้ค่ะ ผู้บริการบางแห่งเขาจะแอบจดโดเมนเราเป็นชื่อของเขานะคะ ทำให้สิทธิ์ในโดเมนกลายเป็นของเขาไปเลยทันทีค่ะ

เมื่อจดโดเมนเสร็จแล้ว ให้ไปเซ็ทค่า nameserver ให้ชี้มาที่โฮสต์ของคุณนะคะ เช่น ns1.zzhost.com ประมาณนี้ แต่ละโฮสต์จะไม่เหมือนกันค่ะ

2.เลือกโฮสต์ติ้ง

การใช้โฮสต์ติ้งนั้น หลายๆคนบอกว่าถ้ากลุ่มเป้าหมายอยู่ในไทยก็ควรเลือกใช้โฮสต์ไทย แต่ว่าโฮสต์ไทยนั้นมีข้อเสียคือ การติดตั้ง cms ยังช้าและบางโฮสต์ ต้องมานั่งติดตั้ง cms หรือเว็บไซต์เอง ทำให้เสียเวลาพอสมควรค่ะ แล้วยังต้องมานั่งเรียนรู้วิธีติดตั้ง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราใช้โฮสต์ต่างประเทศมาตลอดค่ะ แม้กระทั่งเว็บนี้ ก็ใช้โฮสต์ติ้งของ bluehost ค่ะ ซึ่งก็โอเค ล่มน้อย

ถ้าใช้โฮสต์ไทย บางทีหลายๆคนจะมีปัญหาถ้าคนเข้าเยอะหน่อย ก็ล่มได้ค่ะ ทั้งนี้ก็แล้วแต่ค่ะ เพราะว่าถ้าใช้ผู้บริการโฮสต์ติ้งในไทยแน่นอนว่าค่อนข้างเร็วกว่าค่ะถ้าเป็นการเชื่อมต่อในประเทศ และถ้ามีปัญหาคุณก็สามารถโทรคุยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ได้ทันที ถ้าคุณใช้โฮสต์นอกเวลามีปัญหาคุณต้องภาษาอังกฤษโอเคค่ะ ในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ โฮสต์บางโฮสต์จะมี livechat ให้คุณได้คุยกับเจ้าหน้าที่ง่ายๆ

ของเราค่าใช้จ่ายโฮสต์จะอยู่ที่ราวๆ 2,500 บาทต่อปี แต่เทียบกับสิ่งที่เราได้กลับมา เงินจำนวนนี้น้อยค่ะ และเทียบกับความน่าเชื่อถือที่จะได้จากการมี homepage ตัวเองย่้อมดีกว่าการใช้ subdomain ของที่อื่นแน่นอน

3.ติดตั้ง CMS wordpress ลงในโฮสต์ต้ิง
ถ้าคุณเลือกใช้ bluehost เหมือนเรา หรือพวกโฮสต์นอกอื่นๆอย่าง hostgator นั้นจะมีตัวติดตั้งพวก cms ลงในโฮสต์ให้ค่ะ ทำให้ไม่ต้องมานั่งติดตั้งเอง แต่ถ้าใช้โฮสต์ไทยบางที่ ก็จะมีบริการติดตั้งให้โดยโปรแกรมเมอร์ค่ะ ลองเลือก choice ที่มีคนช่วยติดตั้งจะดีกว่าค่ะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา

สำหรับคนที่ยังงง ว่า cms คือ อะไร ก็จะอธิบายให้ฟังค่ะ ปกติแล้วเวลาเราทำเว็บไซต์จะต้องเขียน html และอัพโหลดลง host โดยการใช้ ftp แต่ cms นั้นคือระบบจัดการเว็บ ที่คุณแค่ login เข้าไปและทำการอัพเดทเว็บ สำหรับ wordpress นั้น เป็น cms ที่ใช้ทำบลอคเป็นหลัก แต่ปัจจุบันได้มีคนนำมาใช้ทำเว็บไซต์มากมายค่ะ เพราะ wordpress มี theme สำเร็จรูปที่หน้าตาสวยๆมากมายให้เลือก รวบทั้งมี theme แบบจ่ายเงินด้วยค่ะ ใครสนใจสามารถไปหาซื้อได้ที่เว็บอย่าง themeforest ค่ะ

สำหรับ wordpress นั้นก็จะมีอยู่ 2 แบบค่ะ คือ wordpress.com และ wordpress.org อันแรกนั้นจะเป็นผู้ให้บริการบลอคนะคะ ซึ่งเราจะได้ url เป็น subdomain คล้ายๆ exteen ของไทยแต่อันนี้เป็นของต่างประเทศ แต่อันที่แนะนำให้ใช้คืออันที่ 2 ค่ะ ที่ต้องติดตั้งลงบนโฮสต์ เพราะว่าอันที่สองนี้จะมีลูกเล่นเยอะกว่ามากค่ะ และเราสามารถควบคุมลักษณะต่างๆได้ทั้งหมดต่างกับแบบแรก

4.ลง plugin ที่ชื่อว่า next gen gallery ลงใน wordpress ค่ะ

plugin ตัวนี้จะใช้ทำ gallery ให้กับเว็บ ดูตัวอย่างได้ที่ meisanmui.com ค่ะ ซึ่งเวลาที่เราทำพอร์ทโฟลิโอนั้น เราไม่จำเป็นจะต้องลงงานทุกงานที่วาดลงใน gallery ลงเฉพาะผลงานที่ตั้งใจวาดจริงๆ และอาจจะแยกเสก็ตซ์ออกมาไว้อีก gallery หนึ่ง เพราะว่าถ้าคุณไปสมัครงานตำแหน่งอย่างเช่นพวก concept artist ของบริษัทเกม ผู้ว่าจ้างมักจะดูความสามารถในการดีไซน์ของคุณ ซึ่งส่วนมากก็ดูจากการวาดเสก็ตซ์งานต่างๆค่ะ ซึ่งเราก็ควรแยกหมวดหมู่ของงานให้ชัดเจน

สำหรับคนที่สมัครเป็น concept artist อันนี้ต้องระวังนิดนึงในการเลือกผลงานลงใน gallery เพราะโดยส่วนมากแล้วบริษัทโดยเฉพาะบริษัทที่มีชื่อ หรือบริษัทใหญ่ๆ หน่อย มักจะไม่ชอบให้คุณเอาผลงาน fanart มาลงในงานพอร์ทโฟลิโอค่ะ เพราะว่างาน fanart นั้นไม่ได้แสดงความสามารถในการออกแบบของคุณเท่าไร แต่อาจจะแสดงทักษะในการเพนท์หรือการวาดของคุณได้ เพราะฉะนั้นก็ควรเลือกชิ้นผลงานให้ดีๆค่ะ

5.เขียนหน้า about page ค่ะ

หรือหน้า profile หน้านี้สำคัญมากค่ะ เพราะจะทำให้ลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างคุณได้รู้จักคุณคร่าวๆ สิ่งที่คุณควรใส่ลงไปก็คือ ประวัติการศึกษา ไล่ตามปี เช่น 2000-2005 คุณเรียนอยู่ที่ไหน อาจจะไม่ต้องไล่ลงไปถึงระดับอนุบาลค่ะ แค่ระดับมหาวิทยาลัยก็เพียงพอแล้ว ต่อมาก็เป็นประวัติในการทำงานของคุณ,รางวัลที่ได้รับ,ผลงานที่ผ่านมา,สื่อที่ลงค่ะ หน้านี้ควรเขียนภาษาอังกฤษค่ะ หรือถ้าใครอยากใส่ภาษาไทยลงไปด้วยก็ย่อมได้ค่ะ

ถ้าใครไม่เคยมีผลงานระดับมืออาชีพมาก่อนเลย คุณอาจจะใส่เป็นงานที่อาสาทำ งานชมรมต่างๆ โปรเจคมหาวิทยาลัย หรือผลงานระหว่างฝึกงานก็ได้ค่ะ

นอกจากนี้คุณอาจจะเล่าประวัติตัวเองสักประมาณ 5-10 บรรทัดเช่น ไปไงมาไงถึงได้มาวาดรูปและทำไมถึงอยากจะทำงานด้านนี้,ความใฝ่ฝันและเป้าหมายในชีวิตอะไรทำนองนี้ หรือเขียนartist statement เล่าถึงแนวทางในการทำงานหรือสไตล์ของคุณ เล่าถึงแรงบันดาลใจ ใช้ภาษาให้กระชับน่าสนใจ อย่าฟุ้งมากจนเลยเป็น 2-3 หน้าเพราะคงไม่มีใครจะอ่านประวัติคุณยาวขนาดนั้นค่ะ

6.ทำลิงค์ไป social network อื่นๆของคุณ และใส่ข้อมูลการติดต่อในหน้า contact

คุณควรทำลิงค์ไปหา social network อื่นๆของคุณที่มี เพื่อให้ผู้ว่าจ้างสามารถเข้าไปดูงานที่นั่นได้ด้วย social network ที่น่าจะมีเอาไว้ได้แก่ facebook,linkedin,deviantart หรือ cghub หรือ cg society portfolio ค่ะ มีสักประมาณ 4-5 ที่น่าจะดีค่ะ เผื่อในกรณีเว็บล่มหรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดคุณจะได้ไม่สูญเสียตัวตนในโลกออนไลน์ของคุณไปค่ะ และใน social network ของคุณก็ควรทำลิงค์มาที่ homepage ของคุณค่ะ

ส่วนท้ายสุดอาจจะเป็นข้อมูลการติดต่อคุณค่ะ อีเมล์ แนะนำว่าไม่ควรใช้ yourname@hotmail.com หรือพวกฟรีอีเมล์อะไรแบบนี้นะคะ อย่างแย่สุดใช้ gmail น่าจะดูโอเคกว่าค่ะ ควรใช้อีเมล์ที่เป็น yourname@yourdomainname.com ค่ะ จะดูน่าเชื่อถือกว่ามาก เพราะหลายคนใช้ฟรีอีเมล์แล้วไปแสปมชาวบ้าน และใครๆก็สมัครฟรีอีเมล์ได้ทำให้ดูแล้วไม่เป็นมืออาชีพเท่าไรค่ะ คุณควรใส่อีเมล์ลงไปในหน้าการติดต่อในออนไลน์พอร์ทโฟลิโอด้วยค่ะ

7.ทำแบนเนอร์ขนาด 200×40 pixel แปะเอาไว้ค่ะ
เผื่อใครสนใจจะลิงค์มาที่ homepage ของคุณ

สุดท้ายนี้อยากฝากไว้ว่า หลายๆคนสมัยนี้มักลืมความสำคัญของ homepage ไปค่ะ จริงๆแล้วจะบอกว่าถ้าคุณมี homepage หรือมี hub ของตัวเองย่อมดีกว่าอยู่แล้วค่ะ จะส่งผลดีต่อ personal brand ของคุณในระยะยาวด้วย และยิ่งสมัยนี้ การทำ homepage ไม่ยาก หรือต้องรู้ภาษา html อะไรมากมายเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปเพราะเรามีตัวช่วยเยอะแยะค่ะ

ถ้าใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำพอร์ทโฟลิโอดูได้ที่ การทำพอร์ทโฟลิโอและงานด้านวาดค่ะ