เทคนิคเก่ง”ภาษาอังกฤษ”ทักษะจำเป็นของนักวาด
“ภาษาอังกฤษ”
อันนี้เป็นทักษะถือว่าสำคัญเกือบที่สุดเลยก็ว่าได้ค่ะหรืออาจจะสำคัญที่สุดถ้าคุณต้องการไปได้ไกลถึงระดับสากลค่ะ

25560711-103059.jpg
เหตุผลคืองานในด้านนี้ถ้าใครเก่งภาษาก็มีโอกาสรับงานจากต่างประเทศได้ด้วยค่ะ และโอกาสที่จะสมัครงานในต่างประเทศก็มีสูงกว่าค่ะ อย่างที่บอกไปใน entry ที่ผ่านมาว่าจะมีการรวมอาเซียนเป็น AEC เร็วๆนี้ เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่เก่งภาษาอังกฤษควรเร่งเรียนรู้ภาษาอังกฤษนะคะ

ซึ่งถือว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมาเลยก็ได้ สำหรับน้องๆนักศึกษา นักเรียนชาวไทย เพราะว่าหลายคนเกลียดภาษาอังกฤษมาก เรียนตั้งแต่สมัยประถม มัธยม จนกระทั่งมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ยังไม่เก่งขึ้นสักที

จริงๆแล้วจะบอกว่าถ้าอยากเก่งภาษาไหนไม่ยาก เวลาฝึกภาษา ควรฝึกอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ ลองสังเกตุเวลาเด็กทารกพูดหรือเรียนภาษาสิ เด็กแทบไม่ต้องอาศัยความพยายามอะไรมาก แค่เลียนแบบตามผู้ใหญ่ และฟังว่าผู้ใหญ่พูดอะไรจากนั้นพูดตาม ต่อมาเด็กโตขึ้นๆ ก็สามารถซึมซับภาษาอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ

สิ่งที่ยากสำหรับคนไทยคือ เราไม่ได้เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ทำให้การจะฝึกหรือเรียนรู้ภาษาเป็นไปได้ยากกว่าคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกค่อนข้างมาก

วิธีการฝึกอย่างเป็นธรรมชาติคือ การฝึกจากสิ่งที่เรารู้สึกสนุกกับมันก่อนค่ะ และเริ่มสังเกตุจากสิ่งรอบๆตัวเราก่อน
เช่น ซื้อน้ำผลไม้มาขวดหนึ่ง ลองพลิกดูฉลาก และอ่านส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นต้นค่ะ

ซึ่งวันนี้เรามีเทคนิคในการฝึกภาษามาฝากด้วยค่ะ

1)หาภาพยนตร์ต่างประเทศที่ชอบดูมาดู

ดูรอบแรกให้เปิดซัพไว้ ให้พอดูรู้เรื่องค่ะ พอรอบที่ 2 ปิดซัพหรือเปิดเฉพาะซัพอังกฤษค่ะ แต่ภาพยนตร์นี่ควรเลือกนิดนึงนะคะ ถ้าเลือกวัยรุ่นมากอาจจะเจอศัพท์แสลงเต็มไปหมด และดูไม่รู้เรื่อง ซึ่งจริงๆการดูหนังแบบไม่ดูซัพ ปกติแล้วคนที่เก่งการอ่านการฟังมากๆบางคนยังฟังไม่ออกเลยค่ะ เพราะเจอศัพท์วัยรุ่นที่เป็นศัพท์ใหม่ๆ คล้ายๆ จุงเบย,บ่องตงในบ้านเราเนี่ยแหละทำเอาชาวต่างชาติงงเป็นไก่ตาแตก

แต่วิธีของเราคือ เราจะหาดีวีดีสอนวาดรูปมาดูค่ะ หรือพวกดีวีดีความรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เพราะว่าจะได้ความรู้ในเรื่องนั้นๆไปด้วยในตัว และพวกดีวีดีความรู้ ภาษามักใช้ภาษาสุภาพและภาษาที่คนใช้กันทั่วไปค่ะ

2)อ่านการ์ตูนออนไลน์ตามเว็บต่างๆ

ซึ่งส่วนมากเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าชอบก็อย่าลืมสนับสนุนนักเขียนการ์ตูนโดยการซื้อฉบับรวมเล่มนะคะ ซึ่งการอ่านการ์ตูนนั้นเป็นวิธีฝึกภาษาที่ค่อนข้างสนุกค่ะ และเพลินมากทีเดียวค่ะ เว็บอ่านการ์ตูนก็อย่างเช่น mangafox

3)หาหนังสือที่ชอบมาอ่าน

จากที่เราอ่านหนังสือมา พบว่าจริงๆแล้วนิยายนี่เป็นสิ่งที่อ่านค่อนข้างยากและภาษาที่ใช้มักจะเป็นภาษาเขียนมากกว่าจะเป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันค่ะ หนังสือที่คุณควรเลือกอ่านควรจะเป็นหนังสือแนว nonfiction ที่คุณชอบ อาจจะเป็นด้านที่คุณสนใจอยู่แล้ว เช่นใครสนใจประวัติศาสตร์ก็อ่านแนวนั้น หรือสนใจความสวยความงาม แฟชัน ก็เลือกอ่านแนวนั้น

หรือใครจะเลือกอ่านนิยายก็ได้ค่ะ แต่เราจะบอกว่านิยายเป็นสิ่งที่อ่านค่อนข้างยากกว่าหนังสือแนวอื่นๆเพราะคนเขียนพยายามจะหาศัพท์สวิงสวายมาอธิบายสถานการณ์ต่างๆในเรื่องค่ะ รวมไปถึงศัพท์แปลกๆก็จะเยอะกว่าหนังสือประเภทอื่นๆด้วย อีกทั้งหนังสือนิยายเก่าๆก็จะมีศัพท์ที่เราไม่ค่อยได้ใช้แล้วในยุคนี้ค่ะ
สำหรับเราแนวที่เราชอบคือแนวธุรกิจ,entrepreneurship และแนวพัฒนาตัวเองค่ะ เราก็จะหาแต่แนวนี้มาอ่าน

เวลาอ่านหนังสือ ให้เลือกอ่านจากหนังสือที่เราเข้าใจก่อนค่ะ อย่าเลือกจากหนังสือที่อ่านยากเกินไป เพราะจะทำให้เราท้อถอยก่อนที่จะอ่านเสร็จจบทั้งเล่ม และเราอาจจะซื้อหนังสือเล่มนั้นฉบับแปลไทยมาอ่านด้วยก็ได้เพื่อเพื่ิมความเข้าใจในหนังสือเล่มนั้นๆมากขึ้นค่ะ

สำหรับวิธีฝึกภาษาวิธีของเราจะแนะนำให้ซื้อ amazon kindle(affiliate link) มาค่ะ ราคาประมาณ3,000 กว่าบาท เป็นเครื่องอ่านอีบุ๊คของ amazon ค่ะซึ่งค่อนข้างคุ้มมาก เพราะคุณจะได้ฝึกอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ จากที่เราฝึกมาโดยใช้เครื่องนี้ ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้เราอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้เร็วมาก และผลจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ ก็ทำให้ทักษะด้านภาษาด้านอื่นๆของเราเช่นการฟัง การเขียนดีไปด้วยค่ะ เพราะเราจะได้ศััพท์ใหม่ๆมาใช้ นอกจากนี้ยังมีหนังสือฟรีจาก project gutenburg ให้ดาวน์โหลดมากมายด้วย มีทั้งนิยายคลาสสิค และหนังสืออื่นๆค่ะ ซึ่งมีเป็นหมื่นเล่มทีเดียว

หรือถ้าเอาแบบฟรีก็หาบล็อคแนวที่ชอบภาษาอังกฤษมาอ่านค่ะ รวมทั้งฟัง podcast ด้วย

4)ฝึกเขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษ

อาจจะเริ่มจากการเขียนไดอารี่ก่อนค่ะ เพื่อฝึกการใช้ภาษา
การฝึกภาษาโดยการเขียนนั้นเป็นสิ่งที่เราทำค่ะ ขั้นแรกคือเราจะเขียนบทความเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นพยายามแปลบทความนั้นเป็นภาษาอังกฤษ คำที่นึกไม่ออกอาจจะใช้ดิคออนไลน์อย่าง longdo ช่วยค่ะ ซึ่งเรามีไอแพด ก็จะโหลดแอพดิคไว้ในเครื่อง เวลาสงสัยคำไหนก็เปิดได้ทันทีค่ะ

5)ดูคลิป youtube ภาษาอังกฤษ

แนะนำให้ดูพวก tedtalk ค่ะ และคลิปพวกพัฒนาตนเอง อย่างเช่นพวก Jim Rohn หามาดู หรือว่าจะเป็นคลิปสอนภาษา แต่โดยส่วนตัวแล้วชอบดูคลิปที่พูดเป็นเนื้อหามากกว่าจะเป็นคลิปสอนค่ะ เพราะคลิปสอนจะพูดช้า ไม่ได้ฝึกฟังมากเท่ากับการฟังคลิปที่พูดสุนทรพจน์หรือพูดยาวๆนัก ซึ่งการฝึกจาก youtube จะดีกว่าดูหนังนะคะในความคิดของเรา เหตุผลคือฟรีด้วย

และอีกอย่างคือ ปกติแล้วในหนัง มักจะใช้แสลงค่อนข้างเยอะ ถ้าจะหาหนังมาดูให้หาหนังที่ใช้ภาษาโอเคหน่อยค่ะ อาจจะเป็นพวกการ์ตูนอนิเมชัน อันนี้ส่วนใหญ่ภาษาจะโอเคค่ะ ไม่หยาบคาย แต่ถ้าใครอยากฟังแบบกึ่งๆมุขหยาบปนทะลึ่งก็อาจจะดู channel พวก timothy delaghetto ซึ่งคนนี้เราเคยได้ยินว่าเค้าเป็นคนไทยที่ดังใน youtube ค่ะ เราชอบฟังที่เป็นช่วงตอบจดหมายจากทางบ้านของเขา หรือช่วง dear delaghetto ซึ่งส่วนมาก คนที่ถามจะเป็นเด็กวัยรุ่นที่สับสนในตัวเอง ขาดความมั่นใจค่ะ เนื้อหาก็จะเป็นพวก การจีบสาว การเดท การดูแลตัวเองทั่วๆไป

นอกจากนี้เราก็จะหาคลิปสัมภาษณ์ของดารานักร้องที่เราชอบมาดูด้วยค่ะ เช่น ตอนนี้เราชอบ เจย์ พาร์ค (เป็นเกาหลี อเมริกันค่ะ คือ คนเกาหลีที่เกิดในอเมริกา) ซึ่งพูดภาษาอังกฤษชัดมากค่ะ

6)ฝึกคุยกับชาวต่างชาติ

อันนี้ให้เราสมัครสมาชิกพวก community ต่างประเทศเอาไว้ค่ะ แล้วก็พยายามเข้าไปแสดงความคิดเห็นในjournal,forum หรืออื่นๆ และอาจจะหาเพื่อนชาวต่างชาติแล้วแชทคุยกันผ่าน facebook,skype ก็ได้ค่ะ ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านเราจะบอกว่า ไทยเป็นประเทศที่อ่อนภาษาอังกฤษมากเทียบกับมาเลเซีย,สิงคโปร์,ฟิลิปปินส์ค่ะ สามประเทศนี้เก่งภาษากันมากค่ะ เลยทำให้อาร์ติสท์หรือนักวาดของประเทศเหล่านี้ หรือศิลปินที่มาจากประเทศเหล่านี้ไปได้ไกลในระดับสากล แม้กระทั่งเวียดนามยังรู้สึกว่าเขาเก่งภาษามากกว่าคนไทยเลยค่ะ

7)เวลาเจอสำนวนอะไรแปลกๆ ให้เข้า google แล้วพิมพ์ค้นหาดูค่ะ

บางคำ เป็นคำแสลง หรือสำนวนที่บางทีเราแปลตรงๆมันอาจจะไม่ได้ความหมายที่ถูกต้อง เช่นคำว่า out of the blue หมายถึง การที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด หรือไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เช่น he contact me out of the blue แปลว่าจู่ๆเขาก็ติดต่อมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คุณจะสามารถเรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆได้จากวิธีนี้มากค่ะ ซึ่งบางคำเป็นศัพท์ที่วัยรุ่นชอบใช้กัน หรือเป็นคำย่อ เช่น lol(laugh out loud),rofl(rolling on the floor) เป็นต้น

โดยปกติแล้วทักษะภาษาอังกฤษจะยากเรียงลำดับตามนี้ค่ะ reading-listening-writing-speaking ซึ่งทักษะการพูดนั้นจะยากสุดเนื่องจากเราต้องหาคำศัพท์มาพูดให้ได้ทันท่วงที รวมทั้งการพูดนั้นเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างสดด้วย เวลาฝึก คุณควรฝึกไล่จากง่ายไปยากคือเริ่มจากการอ่านก่อนค่ะ จะสังเกตุได้ว่าทักษะในการเสพย์จะยากน้อยกว่าเพราะมันเป็นการ input ข้อมูล ไม่เหมือนการ output อย่างการพูดและการเขียนค่ะ

สุดท้ายนี้เรื่องภาษาก็เหมือนกับการวาดคือคุณจะเก่งได้ต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอค่ะ