สวัสดีค่ะ วันนี้หัวข้ออาจจะแปลกกว่าวันอื่นๆสักหน่อย เราจะมาพูดถึง overnight success หรือสิ่งที่เรียกว่า “ความสำเร็จชั่วข้ามคืน”ค่ะ

25560712-190619.jpg
เราเชื่อว่า”ความสำเร็จชั่วข้ามคืน” เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงค่ะ

สมัยนี้เราจะพบว่า วัยรุ่นหรือเด็กยุคปัจจุบัน เป็นยุคดิจิตัลแล้ว เด็กยุคใหม่ ไม่ว่าทำงานอะไรมักจะมีความต้องการจะมีชื่อเสียงเร็วๆ ไม่อยากทำงานเป็นลูกจ้างใคร จะพบว่า เด็กยุคใหม่ๆ มักจะออกมาทำงานของตัวเองกันมากค่ะ ตั้งแต่ genY เป็นต้นไป (ผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 2520 ขึ้นไป)

นอกจากนี้เด็กจบใหม่ยุคนี้ยังอยากรวยเร็วๆอีกด้วย ข้อพิสูจน์คือ หนังสือสอนเล่นหุ้น,วิธีลงทุนรูปแบบต่างๆกลายเป็นหนังสือขายดีในท้องตลาดค่ะ รวมไปถึงมีความอดทนต่ำ อยากก้าวหน้าเร็วๆ ทำงานที่ไหนไม่ได้นานนักก็ออก เป็นลักษณะของคนรุ่นใหม่ ต่างจากรุ่น genx ขึ้นไปที่มีความจงรักภักดีต่อบริษัท ไม่เปลี่ยนบริษัทบ่อยนัก หรือรุ่นพ่อแม่ของเราอย่าง baby boomer ค่ะ เราเองก็เป็น genY เหมือนกันก็ยอมรับเลยณ.จุดนี้ว่าเป็นแบบที่ว่าจริงๆ ตอนทำงานใหม่ๆก็ไฟแรงมาก อยากก้าวหน้า อยากเก่ง อยากไปได้ไกล ทุ่มเทฝึกฝนการเพนท์สุดตัว จนลืมห่วงเรื่องสุขภาพตนเอง หรือความสมดุลย์ในชีวิตไป

เด็กรุ่นใหม่ๆที่อยากจะเป็นนักวาดก็เหมือนกัน ก็คือ อยากจะเป็นนักวาดที่มีชื่อเสียง อยากดัง อยากอยู่ได้จากงานวาดเร็วๆ อยากได้ค่าจ้างที่ราคาสมน้ำสมเนื้อกับแรงที่ออกไป อยากให้งานตัวเองโกอินเตอร์ อยากขายงานได้เยอะๆ อยากมีคนชอบงานเยอะๆและรวมไปถึงความอยากอื่นๆอีกเยอะแยะมากมายค่ะ ซึ่งก็ไม่เป็นเรื่องผิด เพราะหลายคนที่ทำงานวาดๆต่างก็อยากได้สิ่งเหล่านี้ด้วยกันทั้งสิ้น แม้จะไม่ทุกคนที่ทำงานวาดก็ตามค่ะ

และยุคนี้ เราจะเห็นผู้ที่มีชื่อเสียงขึ้นมาได้ดูเหมือนจะเป็นในระยะเวลาสั้นๆจำนวนมาก บางคนก็มาจากคลิปใน youtube
นักร้องบางคนดังมาได้จากการแชร์คลิปต่อกันไปเรื่อยๆจนได้ออกเทป หรือบางคนก็ดังโดยมีจุดเริ่มต้นมาจากภาพวาดเพียงภาพเดียว เช่น Huke เป็นต้น งานของเขาได้รับการทำเป็นอนิเมชัน เนื่องจากภาพวาด Black rock shooter ของเขาดังขึ้นมา ก็เลยทำให้เด็กๆมักจะคิดว่าการมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงๆ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย

25560712-190918.jpg

แต่ความสำเร็จชั่วข้ามคืนไม่มีอยู่จริง อย่างชื่อ entry นี้ค่ะ เป็นสิ่งที่เราเชื่อมาตลอด

คนส่วนใหญ่มักจะลืมไปว่า เบื้องหลังการมีชื่อเสียงขึ้นมาชั่วข้ามคืนนั้น มันผ่าน process หรือกระบวนการมากมายค่ะ กว่าที่คนๆนั้นจะมีชื่อขึ้นมา ซึ่งคนส่วนมาก มักอยากจะได้”ผลลัพธ์”คือมีชื่อเสียง อยู่ได้จากงานวาด แต่มักจะไม่คำนึงถึง”กระบวนการ”ที่กว่าจะเป็นแบบนั้นได้ต้องทำอะไรมาบ้าง ยกตัวอย่างเช่น Huke ที่ภาพเขามีชื่อเสียงขึ้นมาได้ ก็มาจากสไตล์ที่โดดเด่น จะเห็นได้ว่า งาน Huke นั้น ทั้งหนักแน่นแบบงานตะวันตก แต่มีความน่ารักของคาแรคเตอร์แบบงานตะวันออก งานดูแล้วมืดทึมจากการใช้สีดำในภาพเยอะ ซึ่งสไตล์ลักษณะนี้ไม่ใช่การทำเพียงวันเดียวแล้วจะออกมาได้ แต่มันเป็นการสั่งสมประสบการณ์มาเป็นระยะเวลายาวนาน ฝึกเพนท์มานับจำนวนไม่ถ้วน

เจมส์จีนกล่าวว่า “นักวาดหลายคนต้องทนทำงานอยู่ในมุมมืดหลายสิบปีเพื่อจะมีชื่อเสียงขั่วข้ามคืน”ค่ะ

หลายๆคนลืมไปว่าการจะสำเร็จได้นั้น มันจะมีกฏ 10,000 ชั่วโมงอยู่ คือคุณจะต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำๆเป็นเวลา 10,000 ชั่วโมง จะทำให้คุณเก่ง อยู่ในระดับต้นๆของวงการได้ค่ะ ตามที่หนังสือ the outlier หรือสัมฤทธิ์พิศวงบอกเอาไว้นั่นเอง ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คุณต้องแลกมาค่ะ

เราเห็นงานของคนๆหนึ่งซึ่งเราค่อนข้างทึ่งในพัฒนาการของคนๆนี้มาก นั่นก็คือ นักวาดที่ใช้นามปากกาชื่อ Sakimi chan ค่ะหรือชื่อจริงเธอคือ Yue Wang นักวาดคนนี้อยู่ใน deviantart ซึ่งเวลาเธอโพสต์ทีไร งานเธอก็จะมีคนกดชอบเป็นหลายพันหลายหมื่นทุกครั้ง ซึ่งตอนหลังงานเธอก็ได้ลงหนังสือหลายๆเล่มค่ะ และถ้าไปดูงานเธองานแรกๆจะพบว่าเธอวาดแฟนอาร์ทค่อนข้างเยอะ และก็เหมือนกับนักวาดหลายๆคนที่ค้นหาสไตล์ของตัวเอง และสไตล์งานยังไม่เด่นชัด

แต่ถ้าดูงานหลังๆของเธอ จะพบว่างานของเธอนั้นมีการเพนท์ที่ทักษะสูง ขณะเดียวกันก็เพนท์โครงหน้าได้สวย ปนทักษะการเพนท์แบบตะวันตก แต่มีอารมณ์หรือโทน ความน่ารัก สวยงามอ่อนช้อยแบบตะวันออก ซึ่งบางคนอาจจะมองว่า เธอโพสต์อะไร ก็ได้รับความนิยมทุกครั้ง โดยที่ลืมไปว่า กว่าที่เธอจะเป็นแบบนี้ได้ ก็ต้องผ่านการฝึกฝน คือเพนท์ๆๆ และโพสต์งานอย่างต่อเนื่องจนมีชื่อเสียงในโลกออนไลน์

25560712-191229.jpg

มีหลายๆคนเหมือนกันบอกว่า อยากทำงานอิสระแบบที่เราทำอยู่ค่ะ และก็อยากลาออกมาทำบ้าง แต่อาจจะลืมไปว่าเราต้องผ่าน process หรือกระบวนการอะไรมาบ้างกว่าจะทำได้แบบปัจจุบันหรือมีผลลัพธ์แบบปัจจุบัน ถ้าถามว่าเราสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ลาออกมาไหม? ก็จะบอกว่าแล้วแต่คนๆนั้นและเส้นทางของคนแต่ละคน ซึ่งไม่เหมือนกัน

และอย่าพยายามเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เห็นคนอื่นทำแบบนั้นแล้วอยากจะเป็นบ้าง โดยที่ไม่ดูสภาพแวดล้อมหรืออุปนิสัยของตัวเอง บางคนอาจจะไม่ได้เหมาะกับการเป็นนายตัวเอง บางคนอาจจะเป็นพนักงานที่ดี หรือทำงานในสภาพแวดล้อมในออฟฟิศดีกว่า การจะไม่ทำงานประจำแล้วอยู่ได้นั้นประกอบไปด้วยหลายปัจจัยด้วยกันค่ะ

ถ้าใครเคยดูแบทแมนภาคใหม่ dark knight rising มีอยู่ฉากหนึ่งที่แบทแมนจะต้องปีนออกจากคุกที่เป็นถ้ำ แบทแมนปีนถ้ำครั้งแรก ก็เอาเชือกผูกเอวไว้เพื่อเซฟตัว แล้วกระโดดข้ามไป ปรากฏว่ากระโดดไม่ผ่าน ด้านล่างสูงมาก ตกไปตายแน่นอน ต่อมาแบทแมนยอมแลกชีวิต ก็คือเอาเชือกผูกเอวออกและเสี่ยงโดดข้ามไป ปรากฏว่ารอบสองกระโดดผ่าน

หลายๆคนอยากจะมีอิสรภาพ แต่ไม่ยอมแลก ไม่ยอมเสี่ยงทุ่มสุดตัวและสุดกำลังจริงๆ อยากได้ผลลัพธ์ แต่ไม่อยากผ่าน process ก็เลยอยู่ไม่ได้ในการเป็นนักวาดหรืออาชีพฟรีแลนซ์,ผู้ประกอบการ ในชีวิตจริง หลายๆคนยังกระโดด โดยเอาเชือกผูกเอวอยู่เหมือนกับแบทแมนตอนแรกที่เขาทำ เราจะบอกว่าถ้าคุณทำอะไรให้สุดตัว โดยไม่เผื่อทางที่จะถอยกลับนั้น โอกาสที่คุณจะสำเร็จจะมีสูงกว่ามากค่ะ

ถ้าถามว่าเราทำอะไรมาบ้าง กว่าจะอยู่ได้จากอาชีพอิสระแบบปัจจุบัน เราก็จะเล่าให้ฟังถึงเส้นทางของเรากว่าจะมีอย่างทุกวันนี้ได้ค่ะ

เราชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ ตั้งแต่สมัยประถม ถ้าถามว่าวาดมากี่ปีก็จำไม่ได้แต่วาดรูปตั้งแต่ยังเล็กมากๆค่ะ และอ่านการ์ตูนมาแต่เด็ก ฝึกวาดรูปมานาน ส่วนมากวิชาศิลปะจะเป็นวิชาที่เราทำได้ดีเสมอๆค่ะตั้งแต่เด็กแล้ว และตอนม.ต้นเราก็มักจะประกวดในโรงเรียนแล้วได้รางวัลค่ะ จนโรงเรียนส่งออกไปแข่งระดับเขตบ่อยๆ แต่ก็มักแข่งแพ้ค่ะ

จนมาสมัยม.ปลาย เราเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เหตุผลไม่มีอะไรมาก พ่อเราบอกว่าเรียนสายวิทย์สอบได้สองสายและเอนท์ได้หลายคณะ ก็เลยเชื่อพ่อเรียนสายวิทย์ เราเลือกโปรแกรมพิเศษจบภายใน 2 ปีครึ่งค่ะ เรียนหนักมาก พอเรียนม.ปลาย มีวิชาหนึ่งในโรงเรียน ชื่อวิชาความถนัดสถาปัตย์ ก็ไปลงเรียน อาจารย์ให้วาดพวกเมืองในอนาคต เพอร์สเปคทีฟห้อง ซึ่งตอนนั้นทำแล้วชอบ ประกอบกับมีเพื่อนสนิทในโรงเรียนอีกคน ที่เราเรียนมาด้วยกันและจะเข้าสถาปัตย์เหมือนกัน

พอเอนท์ติด สถาปัตย์ จุฬา ก็เหมือนกับความฝันที่เคยคิดไว้เป็นจริงค่ะ แต่พอเข้ามาเรียนมันไม่ใช่อย่างที่คิด ตอนแรกคิดว่าเรียนสถาปัตย์น่าจะได้วาดรูปเยอะ และวาดฉากการ์ตูนเก่งขึ้น เป็นความคิดแบบเด็กๆ แต่พอเราเรียนแล้วก็ไม่ชอบ คิดได้อย่างเดียวว่า “ไม่ทำงานด้านนี้แน่นอน”ค่ะ ซึ่งหลายๆคนอาจจะบอกว่าแล้วเลือกเรียนทำไม ก่อนเอนท์เรารู้สึกว่ามันใช่ค่ะ ตอนที่เรียนเรารู้สึกชอบในบางวิชาในคณะค่ะ แต่เรียนไปถึงพบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ใช่สำหรับเรา การจะถอยกลับก็ช้าไปแล้วเพราะกว่าจะรู้ตัวก็เรียนมา 3 ปี อีกทั้งอยากเรียนให้จบปริญญาที่นี่เพื่อพ่อแม่ด้วย แต่ตอนนั้นชอบเล่นเกมมาก อยากทำงานเป็นคนออกแบบคาแรคเตอร์ในเกมเท่านั้น พอจบมาก็สมัครงานในบริษัทเกมเลยค่ะ

ระหว่างนั้นเราฝึกวาดรูปอย่างหนักค่ะ ก็ทำเว็บส่วนตัวเผยแพร่ผลงานวาด และโพสต์งานในเว็บบอร์ด หาที่โพสต์มาเรื่อยๆ ก็มีเว็บบอร์ดที่โพสต์ประจำคือ Pocketonline ณ.ขณะนั้นซึ่งต้องขอบคุณที่นี่มากค่ะที่เป็นจุดเริ่มของเรา รวมไปถึงบอร์ด all-final ด้วย ต่อมาเราไปเจอ deviantart ก็โพสต์งานในนั้นมาเรื่อยๆและรับงานฟรีแลนซ์วาดมาทำตั้งแต่สมัยเรียนค่ะ มีคนบอกว่าเห็นเราวาดรูปมาสิบกว่าปีแล้ว ซึ่งถ้าใครทันสมัยนั้นก็จะพบว่าเราวาดรูปอย่างต่อเนื่องมาสิบกว่าปีแล้วจริงๆ ซึ่งไม่มีเลยที่เราจะหายหน้าไปไหน ยกเว้นหายหัวไปทำงาน ส่วนมากก็จะโพสต์ออนไลน์อยู่เรื่อยๆ หลังๆจะหนักไปทางบทความมากกว่ารูปวาด

ซึ่งพอจบมางานเราได้ลงหนังสือเลย ขณะนั้นคือ cg painting ค่ะ ซึ่งนักวาดรุ่นใกล้ๆกันที่วาดรูปมาด้วยกันเคยอยู่เว็บบอร์ดเดียวกัน ปัจจุบันก็เป็นนักวาดอยู่และดูจะประสบความสำเร็จหลายคนด้วยกันค่ะ เช่น Vic,Asuka111,Kappa,อุ้มอุ้ย Ayaume,แผน Skan,โน็ต Sinad หลายคนในนี้ก็โกอินเตอร์และอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึงหลายคนค่ะ คนเหล่านี้เราเห็นการเติบโตและพัฒนาการของเขามาแต่ช่วงแรกๆ บางคนก็อยู่ในกลุ่มที่ฝึกวาดรูปมาใกล้เคียงกัน กว่าที่ทุกคนที่พูดถึงจะมีทุกวันนี้ได้เขาก็ฝึกฝนมาเยอะ และทำงานอย่างต่อเนื่อง และเริ่มทำงานตั้งแต่ยังเรียนอยู่ทั้งสิ้นค่ะ

พอเราจบเราก็สมัครงานบริษัทเกมค่ะ ที่บริษัท Algorithm ซึ่งเป็นที่แรกที่เราได้ทำงาน และเป็นที่แรกที่ให้โอกาสเรา เราสมัครที่เดียวแล้วก็ได้งานเลยค่ะ ก็เข้าไปทำงานออกแบบตัวละครกับฉากในเกม ทำสักพัก บริษัทก็ย้ายไปอยู่เครือเอเชียซอฟท์และเปลี่ยนชื่อเป็น playpal.co.ltd ช่วงนั้นฝึกเพนท์ทั้งวันทั้งคืน ทำงานวาดปกด้วย การทำงานวาดโดยตรงทำให้ฝีมือพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะ

ตอนกลับจากทำงาน เรามักจะไปอยู่ร้านหนังสือ หรือไม่ก็ฝึกเพนท์ ซึ่งตอนนั้นได้อ่านหนังสือของโรเบิร์ต คิโยซากิและหนังสืออีกหลายเล่มเกี่ยวกับการทำกิจการของตัวเอง ซึ่งก็ทำให้เราอยากเดินทางสายการเป็นผู้ประกอบการมาตั้งแต่นั้น แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีค่ะ

ต่อมาเราก็รับงานฟรีแลนซ์จาก IFS สิงคโปร์ ซึ่งต่อมาเราได้งานประจำที่นี่ เราไปอยู่สิงคโปร์พักหนึ่ง มีน้องถามว่าเราเป็นผู้หญิงทำไมตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ ต่างบ้านต่างเมือง ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการอยากจะเก่งขึ้นค่ะ ซึ่งต่อมาเพราะทำงานที่นี่ก็เปลี่ยนชีวิตเราหลังจากนั้นไปเลยค่ะ คือมีบางอย่างทำให้เราต้องกลับไทย ประเด็นหลักคือเรื่องสุขภาพเรา เราโหมทำงานหนักจนสุขภาพเสียไปช่วงหนึ่งค่ะ ทำเสาร์อาทิตย์เพนท์ตลอดเวลา บริษัทไม่ได้บังคับ เราทำของเราเอง ตอนนั้นก็ไม่มีอะไร อยากประสบความสำเร็จเร็วๆนั่นเอง งานที่ IFS จะบอกว่าดีค่ะ ถ้าเราไม่มีเหตุจำเป็น เราก็คงเป็นพนักงานประจำต่อไป เพราะที่นี่ก็ดีค่ะ แต่ก็คงต้องขอบคุณหลายๆเหตุการณ์ที่ทำให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้

พอเราออกมาเราก็ตัดสินใจว่า “เราจะไม่กลับไปทำงานประจำอีก” ค่ะ ถ้าถามว่าทำไมคิดอย่างนี้ เราคิดว่าเราได้เคยทำงานในต่างประเทศมาแล้ว การกลับไปเป็นลูกจ้าง ก็เหมือนกลับไปสู่จุดเดิมอีกครั้ง ถ้าไม่ได้อยู่ในจุดที่ดีกว่าเดิม ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม

ถ้าถามว่าทำไมไม่ไปทำงานต่างประเทศอีก จริงๆก็น่าสนใจค่ะ แต่เรารู้สึกว่าสุดท้ายเราก็คงมีวันที่กลับมาตั้งรกรากที่ไทยอยู่ดีเพราะบ้านเกิดเราอยู่ที่นี่ อยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนอยู่ที่นี่ และในเมื่อเป็นอย่างนั้น การตัดสินใจกลับมาที่นี่ในวันนี้หรือวันไหนก็ไม่ต่างกัน ถ้าเราเริ่มตั้งตัวได้เร็ว เราก็จะก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่า เราอยากสร้างเนื้อสร้างตัว มีอะไรที่เป็นของตัวเอง

และตอนเราออกมาจากบริษัทเราพบว่า บริษัทนั้นถึงแม้ไม่มีเราก็ตาม บริษัทก็ยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้โดยไม่เดือดร้อน บริษัทสามารถหาพนักงานที่เก่งๆมาแทนได้เสมอค่ะ ไม่ว่าเราจะเป็นคนเก่งแค่ไหนก็ตาม นั่นคือความจริงของการเป็นพนักงานประจำคนหนึ่งที่เราค้นพบ เราย้อนกลับไปมอง ปัจจุบัน เพื่อนที่ทำงานด้วยกันมา และยังอยู่ที่เดิม เขาก็มีฝีมือสูงขึ้นๆ เป็นพนักงานเหมือนเดิม เรารู้สึกว่านั่นคือทางเลือกของเขาค่ะ ไม่มีใครถูกหรือผิด หรือใครเลือกแล้วดีกว่าใคร ทางเลือกแต่ละคน และทางเดินชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ ไม่ควรเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วมองตัวเอง โห…คนนั้นได้เป็นระดับหัวหน้าแล้ว ผ่อนบ้าน ผ่อนรถแล้ว คนแต่ละคนล้วนมีเบื้องหลังที่อาจจะมีสุขหรือทุกข์ปะปนกันไปไม่ต่างกันค่ะ ไม่ว่าคนๆนั้นจะอยู่ในระดับใด

เคยคิดถึงทฤษฎีโลกคู่ขนานไหมคะ? เรามักจะคุยกับน้องสาวเรื่องนี้ มันอาจจะมีตัวเราในมิิติอื่น ที่เลือกทางเดินแบบอื่นๆก็ได้ค่ะ และก็น่าสนใจว่า ตัวเราที่เลือกทางเดินแบบอื่นนั้น ชีวิตจะออกมาเป็นอย่างไร? ในรูปแบบไหน? เราเคยคิดว่าถ้าในวันนั้นเราไม่ตัดสินใจทำแบบนั้น ณ.วันนี้เราจะเป็นอย่างไร? เราอาจจะไม่ได้อยู่ณ.จุดนี้หรือเป็นเรา ทำในสิ่งที่เราในปัจจุบันทำได้อย่างทุกวันนี้ค่ะ

ประมาณเดือนก่อน บ้านเก่าเราถูกปลวกกินค่ะ และพ่อกับน้องเราต้องจัดบ้านใหม่หมด เหตุเพราะมีแมลงสาบตัวหนึ่งมันวิ่งเข้าไปหลังตู้ล็อคเกอร์ใส่ของ ทำให้พ่อเราเห็นรังปลวก ทำให้ต้องรื้อบ้านและจัดใหม่ พ่อเราบอกว่า “ต้องขอบคุณแมลงสาบตัวนั้น ที่ทำให้เราได้จัดบ้าน” ซึ่งชีวิตคนเราก็มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกับเหตุการณ์นี้ค่ะ เพียงแต่ในชีวิตของคุณมันอาจจะไม่ใช่แมลงสาบเพียงแค่ตัวเดียว มันอาจจะออกมาในรูปเหตุการณ์ต่างๆมีทั้งประสบการณ์ที่มีทั้งร้ายและดีในชีวิต ซึ่งคุณควรจะขอบคุณทุกเหตุการณ์ที่หล่อหลอมให้คุณเป็นตัวคุณอย่างในทุกวันนี้ค่ะ ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายหรือว่าเหตุการณ์ที่ดีก็ตาม มันก็ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เรามีโอกาสได้เรียนรู้และเติบโตทั้งสิ้น

เราลองมานั่งนึกๆดูค่ะ ว่าตอนเราจบใหม่ๆ เราทำงานเงินเดือนประมาณ 15,000 บาท ทำงานขยันมากวันละ 9 ชั่วโมง เดือนละ 22 วัน บางวันก็เพนท์นานกว่านั้น พอหารจำนวนวันกับจำนวนชั่วโมงออกมาก็ค่อนข้างน้อยเทียบกับปัจจุบัน แต่ว่าบริษัททั้งสองที่รวมทั้งหลายๆสำนักพิมพ์ที่ณ.ตอนนั้นให้โอกาสเราได้ทำงานที่เรารัก รวมถึงได้เงินด้วย ซึ่งโอกาสที่เราได้นี้ไม่สามารถตีค่าได้ณ.ขณะนั้น และทำให้เราสามารถทำงานสอนวาดได้อย่างทุกวันนี้ ซึ่งนี่คือเรื่องที่เราขอบคุณอยู่ทุกวันนี้ค่ะ

ทั้งนี้เราเคยอ่านหนังสือ linchpin ของ Seth Godin นักเขียนที่เราชอบ เขาบอกว่าการทำงานบางอย่าง ถ้าเราอยากเป็นคนที่องค์กรขาดไม่ได้ เราก็ต้องทำอะไรบางอย่างที่ถือว่าเป็น gift หรือเป็นของขวัญ โดยที่เราไม่หวังผลตอบแทนทันท่วงทีค่ะ เราคิดว่าการที่จะเป็นคนที่บริษัทขาดไม่ได้ ก็คงต้องเป็นระดับ CEO,ระดับผู้บริหารหรือ manager แล้ว
แต่การเป็นพนักงานระดับนั้น พอแก่ตัวไป ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกปลดออกอยู่ดี ผู้บริหารบางคน ถูกปลดหรือ early retire ตอนแก่แล้วก็พบว่าจะหางานที่เงินเท่าเดิมเป็นไปได้ยากแล้ว นอกจากจะสร้างกิจการตัวเอง เพราะว่าไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต เราเชื่อว่าความมั่นคงในการทำงานบริษัทไม่มีอยู่จริง ยกเว้นคุณจะเป็นข้าราชการ อาจจะมั่นคงกว่างานอื่นๆหน่อยค่ะ

ส่วนตัวเรามีลูกค้าอยู่ส่วนหนึ่งก่อนจะออกค่ะ ทำให้พอออกจากงานประจำแล้วเราก็มีงานอยู่ค่ะ รวมไปถึงเราอยากพิสูจน์ตัวเองด้วย ต่อมาเราก็สร้างพอร์ทโฟลิโอให้ดีๆและงานเลยได้ feature สื่อไทยกับต่างประเทศหลายที่อยู่ ซึ่งส่งผลดีต่อหน้าที่การงานช่วงหลังๆของเรามากค่ะ

ช่วงประมาณปลายปี 2011 ผลงานเขียนเราก็ได้รวมเล่ม จากการเขียนบล็อค exteen มาประมาณ 7 ปีด้วยกันค่ะ ชื่อเรื่อง ลาเจ้านายไปตามฝัน ส.น.พ.สยามอินเตอร์ และก็ทำให้เราได้โอกาสอื่นๆตามมา ก็คือการออกสื่อทีวี

และถ้าใครไปดู page deviantart ของเรา Meisan DA จะพบว่าเราโพสต์งานที่นั่นแล้วกว่า 9 ปีค่ะ ก่อนหน้านั้นเราก็โพสต์ที่ pocketonline หลายปี ณ.จุดที่ได้เราได้งานต่างประเทศเราโพสต์ Deviantart ติดต่อกันมาแล้วประมาณ 4-5 ปีด้วยกัน ทำให้อาร์ทไดเรคเตอร์เห็นผลงานและรู้จักเรา และเราฝึกวาดรูปอย่างหนัก ทำงานเยอะมากเป็นร้อยๆชิ้น เราจึงไม่เชื่อว่า การที่คนๆหนึ่งจะสำเร็จได้นั้นเป็นเรื่องของ overnight success หรือ “ความสำเร็จชั่วข้ามคืน” เพราะส่วนใหญ่มันเกิดจากความพยายามและผลในการทำงานทั้งสิ้น เราเชื่อว่าการที่คนจะสำเร็จได้ ไม่ใช่การทำงานอย่างหนักค่ะ แต่เป็นการทำงานอย่างฉลาดมากกว่า

แม้เราทางเดินเรายังอีกไกลแต่เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราผ่านมาทั้งหมด ก็ผ่านทั้งความสำเร็จ รวมไปถึงความล้มเหลวมาหลายครั้งด้วยกันค่ะ และส่วนมากก็เจอกับล้มเหลวหลายครั้ง ก่อนที่จะสำเร็จสักครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่คุณดูว่าใครสักคนสำเร็จ ดูเบื้องหลังของความสำเร็จนั้นก็จะพบว่ามันต้องแลกมาด้วยหลายสิ่งในชีวิตจริงๆค่ะ และไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ

คนส่วนมาก เจอความล้มเหลวหน่อยเดียวก็ท้อถอยแล้ว จริงๆเราก็เข้าใจ เราก็เคยคิดท้อเหมือนกันในชีวิตค่ะ เป็นเรื่องปกติ ก็เหมือนกับทุกๆคน ที่เราเองก็เคยคิดว่า เราจะหวนกลับไปทำงานประจำเหมือนกัน และเราก็ผ่านอะไรมาเยอะกว่าจะถึงจุดที่เป็นอยู่ณ.ปัจจุบันค่ะ เพราะฉะนั้นก็อยากให้หลายๆคนตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อผลลัพธ์ของวันพรุ่งนี้ ที่จะเป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ทำให้วันหนึ่งเราประสบความสำเร็จในที่สุดค่ะ

ถ้าคุณปลูกมะม่วง คุณจะไม่มีทางได้มะละกอ หรือมะเขือ ผลของต้น”มะม่วง” ย่อมเป็นผล”มะม่วง” ก็เหมือนกับความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับการเพาะเมล็ดพันธุ์ในอดีตของคุณ ถ้าคุณตั้งใจทำงาน พัฒนาผลงานตัวเอง ทำงานอย่างดีที่สุด ผลของมันย่อมเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากความสำเร็จ เพียงแต่คุณต้องทำมันอย่างต่อเนื่อง และอดทนรอ กว่าต้นไม้แห่งความสำเร็จจะผลิดอกออกผลค่ะ และที่สำคัญคือต้องอดทนรออย่างรู้สึกปล่อยวาง แม้คุณจะไม่ได้ความสำเร็จแบบที่คุณหวังทันที คุณก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในทุกวัน อย่างที่ศาสนาพุทธบอกเอาไว้ค่ะ

สุดท้่ายนี้ฝากว่า ผลลัพธ์อันหอมหวาน มาจากกระบวนการอันขื่นขมค่ะ