มุมมองของคนเป็นครู

สวัสดีค่ะ วันนี้มาแปลกอีกแล้ว ก็คือจะเขียนแชร์ชีวิตและมุมมองตั้งแต่เราเริ่มมาเป็นครูสอนวาดแทนการเป็นนักวาดค่ะ

25560818-122428.jpg

เราสอนเต็มเวลาโดยไม่ได้รับงานวาดมากเท่าเก่ามา 3 ปีเต็มแล้วค่ะ แต่ทำงานอิสระมาจะ 6 ปีแล้ว จะครบ 6 ปีในเดือนมีนาปีหน้า จริงๆแล้วการเป็นครูนั้นแตกต่างจากการเป็นนักวาดมาก เนื่องจาก ไม่ใช่นักวาดทุกคนที่จะเป็นครูที่ดีได้ แต่ครูที่ดีต้องเป็นนักวาดที่ดีในระดับนึงค่ะ เหตุผลคือ ถ้าคุณจะสอนใครแล้ว คุณก็ควรจะมีความรู้ในสิ่งที่คุณจะสอน แต่ครูที่ดี ไม่ใช่นักวาดที่ต้องเก่งระดับเทพมากนักค่ะ เหตุผลเดียวกับ การที่คนจะเป็นครูที่ดี ไม่จำเป็นต้องจบด็อกเตอร์ เพราะคนที่เก่งมาก ก็ใช่ว่าจะมีทักษะในการถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองสอนได้ทุกคนค่ะ

ถ้าถามถึงเรื่องชีวิตทั่วไป การที่เราทำงานอิสระแบบนี้ และเป็นเจ้าของเอง ทำให้เราไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของการถูกเลย์ออฟ ถูกปลด หรือมีความกังวลเหมือนพนักงานทั่วไป และตารางเวลาก็อิสระกว่าคนที่สอนประจำกว่าคนสอนในมหาวิทยาลัยที่บางครั้งไม่สามารถเลื่อน หรือหยุดพักได้ในช่วงที่ต้องการค่ะ ส่วนเด็กที่มาเรียน 60%เซิร์จมาเจอ,40%รู้จักเราอยู่แล้วผ่านทางบล็อคหรืองานวาดของเรา ทำให้หลายๆช่วงที่ผ่านมา ตารางงานเราเต็มสอนแทบทุกวันเลยค่ะ ทั้งๆที่เราไม่ใช่ที่ๆสอนราคาถูกที่สุด เราคิดว่าการสอนของเราเน้นคุณภาพและให้เด็กได้ลงมือทำ คนที่เรียนไปจึงมีหลายๆคนที่เห็นผล คือพัฒนาขึ้นจริงๆ

การที่จะเป็นครูนั้น เราต้องละทิ้งหลายๆอย่างไปค่ะ เช่น เราไม่ได้ฝึกวาดรูปมากเท่าเก่า แต่เอาเวลามาพัฒนาทักษะในการสอนและถ่ายทอด สำหรับคนเป็นครูนั้น ผลงานนักเรียนที่ออกมาคือพอร์ทโฟลิโอค่ะ การที่เรามีนักเรียนมาเรียนอยู่เรื่อยๆ เพราะส่วนมากเห็นผลงานของนักเรียนที่มาเรียนกับเรา ที่ฝีมือพัฒนาขึ้น บางคนพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บางคนมีทักษะอยู่แล้ว พอสอนเทคนิคให้หน่อยก็ไปไกลเลย

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับมหาตมะคานธีค่ะ ไม่รู้ว่าเราจะจำมาถูกหรือเปล่านะคะ แต่เรื่องมันประมาณนี้ มีชายคนหนึ่งมีลูกค่ะ ซึ่งลูกชายของชายคนนี้กินน้ำตาลหนักมาก ชายคนนี้ไม่รู้จะทำยังไง เลยพาลูกไปหาคานธี พอคานธีได้พบชายและลูก ก็บอกว่า “อาทิตย์หน้าเดี๋ยวพาลูกชายมาใหม่นะ” พออาทิตย์หน้ามาถึง ชายคนนี้ก็พาลูกมา คานธีก็บอกว่า “ลดการกินน้ำตาลนะ มันไม่ดี” ชายคนนั้นเกิดอาการงุนงง เป็นอย่างยิ่ง ว่าทำไมคานธีถึงไม่บอกให้ลูกชายตนงดน้ำตาลตั้งแต่อาทิตย์แรกที่พามา คานธีตอบว่า “ก่อนที่จะสอนให้ลูกท่านลดน้ำตาล ตัวข้าพเจ้าต้องลดการกินน้ำตาลให้ได้ก่อน” นี่คือคนที่เป็น”ครู”ที่ดีค่ะ ครูที่ดีต้องเป็นต้นแบบที่ดีด้วย การที่จะสอนให้คนอื่นวาดรูปเก่ง ตัวเราเองก็ต้องวาดรูปให้เก่งก่อนค่ะ และต้องสำเร็จให้เห็นก่อน

ตอนเราสอน เราจะเจอเด็กอยู่ 4 แบบค่ะ
1.เก่ง ขยัน
กลุ่มนี้เวลาให้การบ้านอะไรไป ก็กลับไปทำ และทำอย่างเต็มที่ทุกครั้งฝีมือพัฒนาอย่างรวดเร็ว เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่มีอนาคตไกล สอนง่ายค่ะ เพราะซึมซับง่าย ส่วนมากเด็กกลุ่มนี้จะมีความคิดเป็นของตนเอง เวลาสอนอะไร ก็มักจะกลั่นกรอง และเป็นเด็กที่มีความพยายามและความเชื่อมั่นในงานวาดของตัวเองค่ะ บางคนก็ขยับจากเก่งปานกลางมาเป็นเก่งมาก จากการที่ทำงานเยอะขึ้นๆ ถ้าเทียบกับศัพท์เชิง product เขาเรียกว่าเป็น star ค่ะ คือคนที่มีศักยภาพที่จะเติบโตเป็นนักวาดที่จะมีชื่อเสียงในอนาคต เด็กกลุ่มนี้ถ้าเรามีงานที่เขาสามารถทำได้ เราก็จะสนับสนุนโดยการส่งงานไปให้ทำบางคนค่ะ

2.เก่ง ขี้เกียจ
กลุ่มนี้ก็มาเรียนบ้างไม่เรียนบ้าง แต่เวลาให้การบ้านไป พอทำออกมาก็ทำได้ดีทุกครั้ง เรียกได้ว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่สอนยากในระดับนึงค่ะ เพราะว่าจะค่อนข้างมีอีโก้ในการเรียนอยู่ในระดับนึง คือค่อนข้างจะเลือกสิ่งที่เขาจะซึมซับมาก เขาจะไม่ค่อยสนใจในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เป็นแบบนี้ ทำให้เด็กกลุ่มนี้ค่อนข้างจะเป็นน้ำเต็มแก้ว แต่เด็กกลุ่มนี้ก็เป็นเด็กที่มีอนาคตไกลเช่นกัน เพราะว่าเป็นคนขี้เกียจเลยมักจะหาวิธีทำงานให้เสร็จเร็วๆ และออกมาดีกว่ามาตรฐานเสมอ เรียกได้ว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กฉลาดและมีพรสวรรค์ส่วนนึงคือมือดีค่ะ

3.ไม่เก่ง ขยัน
กลุ่มนี้มีโอกาสพัฒนาเป็นเด็กเก่ง ขยันได้ค่ะ เด็กขยันยังไงก็คงเป็นเด็กขยัน แต่เป็นเด็กที่สอนยากระดับปานกลาง เนื่องจากมาถึงก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ต้องมาปรับพื้นฐานใหม่ตั้งแต่สอนจับปากกาวาดเส้น เบสิคกันเลยทีเดียว พอทำการบ้านมาก็ ทำงานออกมาไม่ถึงมาตรฐานแต่ด้วยความที่มีความพยายาม ก็จะทำงานมาครบทุกครั้ง แต่งานที่ออกมาก็ยังไม่ค่อยดีเท่าไร เด็กกลุ่มนี้แนะนำว่าถ้ามาเรียนแล้วต้องหาเวลาไปฝึกนอกเวลามากๆด้วยค่ะ เด็กกลุ่มนี้เวลาเรียนจะมีความตั้งใจเป็นพิเศษ คือด้วยความที่ยังไม่เก่ง เขาจะตั้งใจในสิ่งที่เราสอนไปมากค่ะ ซึ่งเป็นข้อดี เด็กกลุ่มนี้มักจะมาจากคนที่ไม่ได้จบสายการวาด และไม่ได้อยากจะมีชื่อเสียง แต่เขาแค่อยากวาดรูปเก่งขึ้นค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ารักดีในมุมมองของคนสอน

4.ไม่เก่ง ขี้เกียจ
เด็กกลุ่มนี้เราจะไม่ค่อยเจอค่ะ เพราะว่าเราค่อนข้างจะสกรีนเด็กที่เราสอน ถ้าตกอยู่ในกลุ่มนี้ บางคนเราจะไม่สอนเลยค่ะ เพราะเป็นเด็กที่สอนยากที่สุดแล้ว เพราะเด็กไม่ได้มีความสนใจในสิ่งที่เราจะสอนเป็นพิเศษ แต่เด็กกลุ่มนี้มีสิ่งอื่นๆที่เขาสนใจค่ะ กลุ่มนี้คือเด็กที่ผู้ปกครองบังคับมาเรียนโดยที่เด็กไม่ได้สนใจค่ะ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เราจะตัดออกไปเลยค่ะ ผู้ปกครองควรจะผลักดันให้เขาไปในทางที่ชอบ เพราะเขาจะไปได้ไกลกว่า โชคดีที่เราไม่ได้สอนในมหาวิทยาลัย เพราะเราจะเจอเด็กกลุ่มนี้บ้างค่ะ จริงๆเด็กกลุ่มนี้ในบางส่วนเขาอยากรู้ว่าทำยังไงถึงจะเก่งขึ้น เขาแค่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง และวาดยังไงก็ไม่เก่งขึ้นสักที ก็เลยกลายเป็นขี้เกียจไป ถ้าเด็กที่เป็นแบบนี้บางคนเราจะเลือกที่จะสอน เพราะว่าถ้าเขาจับจุดได้ เขาจะมีโอกาสกลายเป็นเด็กเก่งได้ค่ะ

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับทฏษฏีกบต้มค่ะ ทฏษฏีนี้อันแรกเขาเอากบเป็นๆมาใส่น้ำร้อน ปรากฏว่ากบกระโดดหนีทัน แต่ถ้าเราเอากบใส่ลงหม้อ แล้วเพิ่มอุณหภูมิที่ละน้อยๆ กบมันจะไม่รู้ตัว และจะโดนต้มจนสุก กลายเป็นกบต้มค่ะ

ก็เหมือนกับคนยุคปัจจุบันนั่นเองค่ะ เราจะสังเกตุได้ว่าปัจจุบันมีนักวาดใหม่ๆมามาก นักวาดบางคนปรับตัวตามกระแสโลกได้ทัน ก็สามารถรับงานวาด เปิดสตูดิโอ รับงานต่างประเทศเป็นล่ำเป็นสัน บางคนก็ล้มหายตายจากไป ในยุคที่เป็นรอยต่อระหว่างยุคเทคโนโลยีกับแฮนด์เมด เพราะไม่สามารถปรับตัวได้ทันยุคสมัย เหมือนกบที่ถูกต้มในหม้อจนสุกโดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นการที่โลกเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ เราต้องปรับตัวให้ทันโลก โดยการหาความรู้ใส่ตัวเสมอๆ อ่านหนังสือให้ได้อาทิตย์ละ 1 เล่มเป็นอย่างน้อย เลือกอ่านหนังสือที่อยู่นอกวงการบ้าง อ่านบลอค ฟัง podcast ค่ะ

เราไม่เคยเชื่อว่าดีกรี หรือใบปริญญาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตค่ะ ใบปริญญาเป็นสิ่งที่การันตีว่าคุณจะได้งานเท่านั้น การที่บางคนเลือกทางเดินในชีวิตผิด แล้วมาเปลี่ยนแปลงภายหลัง จนประสบความสำเร็จ หรือคนที่ประสบความสำเร็จโดยไม่มีใบปริญญา เช่น สตีฟ จ็อบส์,บิล เกต,มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เป็นคนที่ทำให้เห็นว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคือ คนที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรในชีวิต และศึกษาหาความรู้นอกห้องเรียนอย่างสม่ำเสมอค่ะ

ส่วนมุมมองต่อนักวาดที่ประสบความสำเร็จ เราคิดว่า พอเรามาอยู่ในจุดที่เป็นครู เราเห็นอนาคตของเด็กบางคนที่มาเรียนได้ค่ะ เราไม่เชื่อว่าทักษะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการเป็นนักวาดที่ประสบความสำเร็จ คุณสามารถใช้สิ่งต่างๆเป็นอาวุธได้ เปรียบเสมือนนักดาบที่เก่ง ใบไม้ก็ใช้เป็นอาวุธได้ หรือคำว่ากระบี่อยู่ที่ใจ ทักษะนั้นมีในระดับนึงให้เกิดสไตล์ค่ะ แต่การที่คุณจะประสบความสำเร็จในการเป็นนักวาด คุณต้องหาแนวทางตัวเองให้เจอ

ซึ่งถ้าจุดแข็งของคุณ ไม่ได้อยู่ที่ลายเส้น คุณอาจจะเน้นไอเดียหรือแนวความคิดในการวาดรูป แทนการวาดเส้นละเอียด อลังการก็ได้ค่ะ ซึ่งคณะสถาปัตย์สอนเรามาตรงนี้ว่าการดีไซน์คือการออกแบบที่ดี จะต้องมีแนวความคิด หรือคอนเซปต์ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพ ซึ่งนักวาดทั่วไป มักจะไม่ได้คิดถึงจุดนี้ คือวาดไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดถึงเบื้องหลังของคอนเซปต์ในภาพค่ะ ทำให้งานออกมาดูสวยก็จริงแต่ขาดความลึกซึ้งที่จะทำให้คนอึ้ง หรือดูแล้วรู้สึกว่าคิดได้ไงเนี่ย

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับมุมมองของเราเช่นเคยค่ะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านกัน ถ้ามีอะไรก็คอมเมนต์ได้ด้านล่างค่ะ แต่ว่า facebook เป็นอะไรไม่รู้ไม่สามารถตอบคอมเมนต์ตรงๆได้ค่ะ