สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาพูดถึงชีวิตและมุมมองในการทำงานอิสระเหมือนเคยค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วก็คิดอยู่ว่า การเอาลงในเว็บillustcourse นี้นั้น มันเหมาะหรือเปล่า แต่เรารู้สึกว่าการเป็นนักวาดภาพประกอบก็เป็นอาชีพอิสระเหมือนกัน เลยคิดว่า ความรู้เกี่ยวกับการทำอาชีพอิสระและมุมมองต่อชีวิตของเรา น่าจะเอามาใส่ในเว็บนี้ด้วย เพื่อเป็นความรู้ให้หลายๆคนค่ะ

เผื่อจะเป็นประโยชน์ เพราะเราก็ถือว่าเป็นนักวาดที่แก่กว่า หรือรุ่นโตกว่าหลายๆคนในที่อ่านอยู่นี้ และผ่านประสบการณ์ชีวิตมาพอสมควร อายุก็30กว่าแล้ว ก็คงจะมีมุมมองต่อโลกต่างจากคนที่วัยเด็กกว่านี้พอสมควร

25560906-162105.jpg

เราเข้าร้านหนังสือบ่อยครั้งค่ะ ส่วนมากก็จะเข้าไปดูว่ามีอะไรออกมาใหม่ๆบ้าง และอะไรกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน สำหรับอะไรที่อินอยู่ในปัจจุบันก็คงไม่พ้นเรื่อง”หุ้น”ค่ะ เราคิดว่าคงมีหลายๆคนที่สนใจเรื่องหุ้นอยู่ วันก่อนน้องสาวเราก็ถามเราว่า คิดยังไงกับหุ้น เราก็จะมาเล่าให้ฟังใน entry นี้ค่ะ

เราคิดว่าหลายๆคนเริ่มต้นเล่นหุ้น คงเพราะอยากได้อิสรภาพทางการเงิน หรือ financial freedom ค่ะ อิสรภาพทางการเงินก็คือ การที่คุณสามารถหยุดทำงานได้ โดยมีรายได้จาก passive income หรือรายได้ที่คุณไม่ต้องออกแรงทำงานจนพอที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันค่ะ ซึ่งระดับความปลอดภัยทางการเงินของแต่ละบุคคล แบ่งเป็นขั้นดังต่อไปนี้ค่ะ

1.financial security ความปลอดภัยทางการเงิน
ในขั้นนี้นั้น คุณจะมีความปลอดภัยทางการเงิน คือมีรายได้มาใช้จ่ายในแต่ละวัน มีเงินเก็บอยู่บ้างประมาณ 6 เดือนของรายได้ทั้งหมด หรืออย่างน้อย การหาเงินเดือนชนเดือน ก็ยังถือว่าอยู่ในขั้นนี้ค่ะ คือคุณสามารถจ่ายค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคุณได้ อาจจะมีหนี้บ้านหรือหนี้รถบ้างตามปกติแต่ถ้าคุณยังหมุนเงินทัน คุณถือว่ามีความปลอดภัยทางการเงินค่ะ ซึ่งบางคนนั้น การจะอยู่ในขั้นนี้ยังยากเลย เนื่องจากบางคนกดเงินสดจากบัตรเครดิต มาโปะอีกบัตรนึง กดเงินจากบัตรเงินสด มาใช้เงินกู้นอกระบบ จ่ายหนี้บัตรขั้นต่ำทุกเดือน แบบนี้คือสถานภาพทางการเงินของคุณค่อนข้างอันตรายค่ะ สำหรับคนทั่วไป คุณควรตั้งเป้าไว้ที่การมี”ความปลอดภัยด้านการเงิน” หรือขั้นนี้ให้ได้ก่อนที่จะใฝ่ฝันถึงอิสรภาพทางการเงินค่ะ

2.financial freedom อิสรภาพทางการเงิน
ขั้นตอนนี้เป็นสิ่งที่หลายๆคนใฝ่หามากค่ะ คือการที่คุณมีรายได้ passive income มากพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคุณ ซึ่ง passive income นั้นสามารถสร้างได้หลายทางค่ะ เช่น ค่าลิขสิทธิ์,สินค้าที่คุณทำครั้งเดียวแล้วมีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งไม่ได้มีแค่ขายตรงหรือหุ้นเท่านั้นค่ะ สำหรับรายได้อย่างนี้ ในต่างประเทศมีคนทำกันเยอะแยะมากมายค่ะ และมีพวกที่เดินทางไปทั่วโลก ที่เรียกว่า nomad ไม่มีออฟฟิศเป็นของตัวเอง แต่ทำธุรกิจผ่าน internet ที่เป็นธุรกิจจริงๆ พวก coaching,สัมมนา หรือคอร์ส,หรือเป็น blogger เต็มเวลา กินค่าโฆษณา,ขายอีบุ๊ค,infoproduct หรือทำพวก internet marketing เป็นต้น ซึ่งอาชีพเหล่านี้ในไทยเรายังเห็นไม่ค่อยมาก อย่างมากก็ขายตรง เล่นหุ้น ที่คนไทยนิยมไปทำกันเพื่อให้ได้มาซึ่ง financial freedom ค่ะ

ถัาถามว่าเราคิดว่าเราคิดยังไงกับขายตรง เราเคยสัมผัสมาแล้ว แต่เราคิดว่ามันไม่ใช่แนวทางของเราค่ะ ไม่ใช่พูดแบบคนที่ยังมีอคติกับงานด้านนี้ เราคิดว่าคนส่วนมากที่อคติ เป็นคนที่ไม่เคยสัมผัส แต่ฟังเขาเล่าๆต่อๆกันมา และประสบกับคนที่ทำขายตรงผิดวิธีมากมาย อีกอย่างที่เราไม่ได้ทำต่อเพราะมันเป็นสิ่งที่เราทำแล้วไม่ได้รู้สึกสบายใจด้วยค่ะ ที่เข้าไปสัมผัสเพราะอยากรู้ด้วยว่าคนที่ทำ เขามีแนวความคิดยังไง เราจะได้เขียนถึงอย่างถูกต้องและเข้าใจ
เพราะสมัยก่อนเราแอนตี้ขายตรงเหมือนกัน เพราะหาข้อมูลจากอินเตอร์เนท อ่านๆเอาแล้วก็ตีความไปจากสิ่งที่รู้

เราคิดว่ามันก็เป็นทางเลือกของแต่ละคนเท่านั้นเองค่ะ ซึ่งมันก็คงไม่ใช่เรา แต่มันก็ทำให้เราได้รู้อะไรหลายๆอย่าง จริงๆแล้วเราคิดว่าคนที่เข้าไปทำ เขาก็คงอยากได้สิ่งที่เรียกว่า financial freedom นี่แหละค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วมันยังมีอีกหลายทางในโลกใบนี้ที่จะได้มาซึ่งอิสรภาพทางการเงิน ถ้าให้เราแนะนำสำหรับคนที่เป็นนักวาด อย่าคิดว่าคุณจะทำขายตรงแล้วสำเร็จคุณจะได้มีเวลามาวาดรูปเลยค่ะ เพราะการทำอะไรให้สำเร็จคุณต้องทุ่มสุดตัวและหัวใจของคุณจริงๆ ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่คุณต้องแลก และถ้าคุณแลกไปแล้ว คุณจะไปอยู่ในอีก”เส้นทาง”หนึ่งแล้วค่ะ และเวลาที่คุณตัดสินใจเลือกเส้นทางไหนไปแล้ว เวลานั้นมันจะไม่หวนกลับมาอีกค่ะ

มันก็เหมือนกับการเลือกคณะตอนจะเอนท์ ในชีวิตมันไม่มีปุ่มundo ไม่มีว่าเลือกคณะผิดแล้วนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปแก้ไขได้ คุณแค่ต้องเอนท์ใหม่เท่านั้น ที่ว่าเวลานั้นมันไม่หวนกลับมา หมายความว่าถ้าคุณจะเปลี่ยนเส้นทาง คุณก็ต้องตัดสินใจและลงมือทำในเส้นทางใหม่ทั้งหมด ซึ่งชีวิตคนเรามันจะแตกต่างกันเพราะทางเลือกเล็กๆน้อยๆที่เราตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรในแต่ละวัน เช่น คุณเลือกที่จะดูทีวี ไม่อ่านหนังสือ,คุณเลือกที่จะเสพย์ข่าวบันเทิง,คุณเลือกที่จะดูละครหลังข่าว,คุณเลือกที่จะฝึกวาดรูป ซึ่งชีวิตคุณหลังจากนั้นจะเป็นยังไง มันก็เป็นผลมาจาก”ทางเลือกในอดีต”ที่คุณได้ทำไว้นั่นเองค่ะ

เราคิดว่าถ้าคุณอยากเป็นนักวาด ก็เป็นนักวาดนี่แหละ คือ choice ที่ตรงที่สุดแล้ว คุณอยากเป็นนักวาด ก็วาด,คุณอยากเป็นนักเขียนก็เขียน ถามว่าทำไมเราถึงคิดอย่างนี้ ก็คงเป็นเพราะ เราก็เคยคิดง่ายๆมาก่อนว่าสมมติทำสำเร็จมี passive income ก็จะได้วาดรูปอย่างที่เราอยากวาดโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินหรือต้องวาดในสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อแลกเงิน แต่พอเราเจอเส้นทางของตัวเองเรารู้สึกว่า ควรคิดอะไรให้ง่ายกว่าเดิมค่ะ คุณแค่ต้องหาเส้นทางที่ว่าของตัวเองให้เจอ คือจุดที่คุณรู้สึก”พอดี” จุดที่โลกของอุดมการณ์มาตัดกับโลกของความจริง ซึ่งสำหรับเราแล้วการสอนวาดรูปตอบโจทย์เราค่ะ คือเป็นงานที่เรามีความสุข และไม่ต้องฝืนทำในสิ่งที่เราไม่ได้รู้สึกโอเค และเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรารัก เมื่อเราทำงานด้านนี้เรายังมีเวลามาทำในสิ่งที่เรารักอื่นๆได้ด้วย เช่นการเขียนบลอคนี้ หรือการวาดรูปตามใจอยากเป็นต้นค่ะ

ส่วนหุ้น เราก็คิดว่ามันเหมือนกับขายตรงในแง่ที่ว่า มันก็เป็น”เครื่องมือ”ชนิดหนึ่ง ที่จะทำให้คุณบรรลุเป้าหมายค่ะ เหมือนคุณจะไปเชียงใหม่ คุณสามารถเลือกไปทางรถไฟ รถทัวร์ หรือเครื่องบิน คุณก็ถึงจุดหมายเหมือนกัน แต่การที่คุณจะทำอะไรสำเร็จ อย่างเช่น ลงทุนในหุ้น แล้วคุณได้ผลตอบแทนที่ดี คุณก็ต้องลงทุนเรื่องของเวลา ในการศึกษารูปแบบการลงทุน เครื่องมือในการลงทุนต่างๆ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็เหมือนกับการวาดรูปนั่นแหละที่คุณจะเก่งได้คุณต้องฝึกเทรด แล้วก็ฝึกอ่านงบการเงิน ฝึกประเมินผลประกอบการของบริษัท และคุณต้องเป็นคนตามข่าวสถานการณ์บ้านเมืองในระดับหนึ่ง ยกเว้นคุณจะเป็นนักลงทุนประเภท vi หรือพวก value investor หรือที่เรียกกันภาษาของนักเล่นหุ้นว่าพวก”ชาวสวน” คือพวก vi มักจะขายหุ้นในเวลาที่เศรษฐกิฐดี และซื้อหุ้นยามที่คนตื่นตระหนกกัน ซึ่งสวนทางกับชาวบ้านชาวช่องค่ะ ข่าวต่างๆจึงมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนประเภทนี้ในระดับหนึ่งเท่านั้นคือคุณเทรดปีละไม่กี่ครั้งแต่ว่าแต่ละครั้งที่คุณเทรดจะเป็นการตัดสินใจที่สำคัญๆ ยกตัวอย่างนักลงทุนประเภทนี้ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ วอร์เรน บัฟเฟทค่ะ ในไทยก็ด.ร.นิเวศน์

3.financial abundance ความมั่งคั่งทางการเงิน
ในระดับนี้คือคุณมีรายได้จาก passive income มากพอที่จะจ่ายใน lifestyleที่คุณใฝ่ฝันเอาไว้ค่ะ เราคิดว่าการจะถึงระดับนี้คือคุณต้องมีธุรกิจอะไรสักอย่างที่ให้รายได้คุณอย่างสม่ำเสมอและเป็นรายได้ที่มากพอในการที่จะซื้อในสิ่งที่คุณอยากได้ หรือจ่ายในชีวิตที่คุณใฝ่ฝัน ยกตัวอย่างเช่น cp มีระบบของ 7-11 ที่แฟรนไซส์ซีจะต้องจ่ายค่าแฟรนไชส์ให้cp ทุกปีเป็นต้นค่ะ cp ก็ต้องจ่ายให้กับต้นสังกัดของ 7-11อีกที ตอนหลัง cp จึงซื้อแมคโครมาเป็นของตัวเองเพื่อที่จะวางระบบของตัวเอง หรือถ้าลงทุนในหุ้นคุณก็ต้องมีหุ้นในพอร์ทที่จ่ายเงินปันผลมากพอที่จะทำให้คุณอยู่ได้โดยไม่ต้องออกแรงทำงาน

พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วหลายๆคนมักจะเกิดอาการ”องุ่นเปรี้ยว”ค่ะ คือพอพูดถึงเงิน คนหลายๆคนก็มักจะบอกว่า เงินไม่สำคัญหรอก ความสุขสำคัญกว่า ความรักในงานสำคัญกว่า หรือบอกว่า”เงินไม่จำเป็นหรอก มีความสุขก็พอ” ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันคนละ factorกัน การเทียบเงินกับความสุขหรือความรัก มัน BS มาก มันเหมือนเราถามว่าแขนกับขา อย่างไหนสำคัญกว่า?หรือพ่อกับแม่ ใครสำคัญกว่า?นั่นแหละ มันเทียบกันไม่ได้ค่ะ เพราะมันสำคัญเหมือนกัน เงินนั้นมีความสำคัญกับทุกเรื่องที่ต้องใช้เงิน ไม่เช่นนั้นลองไปร้านค้าแล้วบอกพนักงานดูก็ได้ว่า “ผมขอจ่ายค่าสินค้าด้วยความรักนะครับ” แล้วลองดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นค่ะ เวลาคุณป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล ลองบอกหมอว่า “ผมขอจ่ายค่ารักษาด้วยความสุข” ดูค่ะ

คุณจะรู้ว่าจริงๆแล้วการดำเนินชีวิตบนโลกทุนนิยมนี้ เงินนั้นสำคัญจริงๆค่ะ แต่”ความสุข”และ”ความรัก”ก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกันอย่างที่บอก เหมือนคุณต้องกินทั้งน้ำทั้งอาหารเพื่อจะมีชีวิตอยู่นั่นแหละ คุณคงไม่อดอาหารแล้วกินน้ำอย่างเดียว หรือกินอาหารแต่ไม่กินน้ำ ยกเว้นว่าโลกเราจะเปลี่ยนเป็นระบบอะไรสักอย่างที่ไม่ต้องใช้เงิน ถึงวันนั้นเงินคงไม่มีความสำคัญอย่างที่ใครหลายๆคนว่า

เพียงแต่เงิน มันไม่ใช่ทุกคำตอบของทุกความสุขเท่านั้นเอง ความสุขบางอย่างคุณไม่สามารถใช้เงินซื้อได้ค่ะ และเคยมีการวิจัยนึง ไปถามคนที่มีเงินเดือน5,000บอกว่าถ้าได้ขึ้นเงินเดือนเป็น10,000 จะมีความสุข,ถามคนที่ได้เงินเดือน10,000บอกว่า20,000จะมีความสุข ถามคนที่ได้เงินเดือน100,000บอกว่าต้อง200,000ถึงจะสุข ปรากฏว่าระดับความต้องการของคนนี่ไม่เคยพอค่ะ คุณจะต้องการมากขึ้นๆ เมื่อไปถึงจุดนั้น ขนาดแอนดรูว์ คาร์เนกี้ที่เป็นเศรษฐีระดับพันล้าน มีคนไปถามเขาว่า คุณรู้สึกว่าตัวเองรวยหรือยัง แกยังตอบว่าอีกนิด เลยค่ะ

เรารู้สึกว่าการที่คุณจะมีความสุขโดยไม่ต้องใช้เงิน คุณต้องมีความสุขอีกระดับนึง ที่เป็นความสุขที่ละเอียดขึ้น เรียกว่า”ความสุนทรีย์ในชีวิต” เช่นการได้ปั่นจักรยานในสวน,ได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก,ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ซึ่งความสุขที่ไม่ต้องใช้เงิน มักเป็นความสุขที่เป็นอีกขั้นหนึ่ง คือหลุดจาก”ความพึงพอใจในวัตถุ”ไปแล้วค่ะ นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมคนเราอายุเยอะๆแล้วจะเข้าหาธรรมะ เพราะรู้สึกว่าชีวิตได้ผ่านความสุขมามากมาย จนเริ่มค้นหาว่าอะไรคือ”ความสุขที่แท้จริง”ในชีวิต

กลับมาที่หัวข้ออีกครั้ง ทุกสิ่งล้วนต้องแลกมาค่ะ ในชีวิตของคนเรา ไม่ว่าจะเป็น ความสุข,ความสำเร็จ,อิสรภาพในชีวิต

อย่างเช่น อิสรภาพทางการเงิน การงาน คุณต้องถามตัวเองค่ะ ว่าคุณอยากได้อิสรภาพที่ว่ามากพอที่จะ”ยอมแลก”หรือเปล่า อิสรภาพทางการงาน ที่คุณสามารถทำงานที่อยากทำ กับคนที่อยากทำ ในเวลาที่อยากทำได้ อิสรภาพทางการเงิน ที่คุณมีรายได้พอที่จะใช้จ่ายในแต่ละวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ซึ่ง MJ de marco ผู้เขียนหนังสือ millionaire fastlane ได้กล่าวไว้ว่า ความมั่งคั่งที่แท้จริงหรือ wealth=family+fitness+freedom ค่ะคือมีครอบครัวที่ดี มีสุขภาพที่ดี และมีอิสรภาพในทางเลือก ถ้าสมมติมีคนมาจ้างคุณเดือนละล้าน แล้วให้คุณนั่งเฉยๆอยู่ในคุกแคบๆ มีอาหารและน้ำป้อนให้ทุกวัน ในห้องไม่มีอะไรเลยเป็นห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ไม่มีหน้าต่าง ผนังเป็นปูน ให้คุณอยู่ในนั้นตลอดชีวิต คุณจะยอมแลกไหมคะ? กับเงินเดือนละล้าน แลกกับอิสรภาพทั้งชีวิตของคุณ จะเห็นได้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ ใช่ว่าเงินจะมีผลต่อทางเลือกของคุณเสมอไป แต่ก็ไม่แน่ค่ะ อาจจะมีคนยอมแลกจริงๆก็ได้

มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งไปถามโสเครตีสค่ะ ว่า “ข้าอยากมีปัญญาอย่างท่าน ข้าต้องทำอย่างไร” โสเครตีส จับเด็กหนุ่มคนนั้นกดน้ำค่ะ เด็กหนุ่มที่จมน้ำอยู่ดิ้นรนจะขึ้นจากน้ำ เมื่อเด็กหนุ่มโผล่พรวดขึ้นมาจากน้ำ พร้อมกับสำลักน้ำ โสเครตีสจึงบอกเด็กหนุ่มว่า “ถ้าเจ้าต้องการปัญญา มากพอกับที่เจ้าต้องการอากาศ เจ้าจะได้มัน”

คุณต้องถามตัวเองว่าสิ่งที่คุณอยากได้ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความสุข,เงิน,ความสำเร็จ,ความรัก,อิสรภาพ,คุณต้องการมันมากพอที่จะ “ยอมแลก” หรือเปล่าค่ะ เพราะโลกนี้มันดำเนินไปด้วยกฏฟิสิกส์ที่ว่า action=reaction คือคุณทำสิ่งไหน คุณก็จะได้สิ่งนั้นตอบแทน เพียงแค่คุณต้อง”อยากได้มันให้มากพอ”ที่จะยอมแลก เหมือนที่โสเครตีสบอกค่ะ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ค่ะ