ความรู้

หนทางสู่ชีวิตที่ใฝ่ฝัน

สวัสดีค่ะ อย่างที่เราบอกใน entry ที่แล้วว่า เราจะแชร์มุมมองในเรื่องของการใช้ชีวิตอิสระลงในบลอคแห่งนี้ด้วย วันนี้เราก็จะมาเล่าให้ฟังต่อค่ะ

25560907-204229.jpg

เราเชื่อว่า หลายๆคนมีวันที่ใฝ่ฝันของตัวเองอยู่ค่ะ เราคิดว่า น่าจะลองเขียนวันที่เพอร์เฟคของคุณขึ้นมาดูค่ะ ว่าไลฟ์สไตล์ในวันนั้นของคุณเป็นอย่างไร สำหรับเรา ณ.วันนี้ ในแต่ละวัน เป็นวันที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับไลฟ์สไตล์ที่เราเคยอยากได้ค่ะ แม้จะไม่ 100% แต่คิดว่าใกล้มากแล้วค่ะ

สมัยก่อนเราเป็นเด็กที่ไม่มีความฝันอะไรเป็นพิเศษค่ะ แต่เป็นคนที่การเรียนโอเคในระดับหนึ่ง คือการเรียนใช้ได้ อยู่ในกลุ่มเด็กที่เรียนมาตลอด ก็ยังเคยคิดว่าจะเป็นหมอเหมือนเด็กคนอื่นๆทั่วๆไปค่ะ เราไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรในชีวิตเป็นพิเศษ รู้แต่ว่าตัวเองชอบวาดรูปมากเท่านั้นค่ะ แต่การเอาจริงเอาจังกับการวาดรูปนี่ เป็นตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และโชคดีที่เราได้งานสายนี้มาตลอดค่ะ และตอนที่เราอยู่มัธยมปลาย เราได้เล่นเกมเพลย์สเตชัน และก็คิดว่าถ้าได้เป็นคนที่ออกแบบคาแรคเตอร์ในเกมก็คงดี หลังจากจบมาเราก็สมัครงานสายเกมค่ะ และก็ได้งาน

ตอนที่เราทำงานอยู่นั้น เราคิดว่า ถ้าหากมีงานสักอย่างที่ เราสามารถกำหนดเวลาในการทำงานเองได้ ไม่ต้องตื่นเช้าฝ่าการจราจรไปทำงาน สามารถหยุดเมื่อไรก็ได้ ก็คงจะดีค่ะ แต่ตอนนั้นเราก็รักในงานวาดมาก ก็คิดอยากจะไปไกลในสายการวาดค่ะ แต่เราก็แวะร้านหนังสือเกือบทุกวันเวลาไปทำงาน

ตอนทำงานที่สิงคโปร์ ก็ยังแวะร้านหนังสือที่โน่นอยู่เช่นกันค่ะ จนรู้จักร้านหนังสือหลายๆสาขา เรียกได้ว่าเกือบทุกร้านที่เป็นร้านใหญ่ๆไปมาหมดแล้ว และเรามักจะยืนอ่านหนังสือ และซื้อหนังสือเยอะมากทีเดียวค่ะ เรียกได้ว่าเวลานอกเหนือจากการทำงานและฝึกวาด ก็มักจะอ่านหนังสือนี่แหละค่ะ ซึ่งหนังสือส่วนใหญ่ที่เราอ่านก็จะเป็นแนวพัฒนาตนเอง และความเป็นผู้ประกอบการค่ะ ซึ่งเรารู้สึกว่าณ.จุดนี้การที่เราชอบอ่านหนังสือแนวนี้ทำให้ หน้าที่การงานของเราช่วงหลังค่อนข้างลงตัวค่ะ ซึ่งเราจะเอาความรู้เหล่านี้มาแชร์ในบลอคนี้เรื่อยๆ

ถ้าให้เราเล่าประสบการณ์ของเรา ช่วงชีวิตที่ผ่านมาเราจะเจอคนทำงานวาดหลายประเภทด้วยกันค่ะ แต่เราจะแบ่งได้เป็นประเภทดังต่อไปนี้

1.พ่อค้าแม่ค้า
คนเหล่านี้ขายของเก่งมากค่ะ คือรู้ว่าคนชอบอะไร และเขาจะผลิตสินค้าออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด เรามีเพื่อนที่วาดรูปเป็น และค้าขายเก่งมาก เดือนหนึ่งได้เงินเป็นแสนๆ มากกว่าพนักงานประจำในหลายๆตำแหน่ง คนเหล่านี้ไม่ได้มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ หรือไม่ได้เป็นที่รู้จักค่ะ ไม่ได้โด่งดังในแง่ของการเป็นนักวาด แต่เขาทำงานเก่ง คือเก่งในเรื่องค้าขาย เขาจะมีเซนส์ในด้านจิตวิทยาสูงมาก แค่คนจับสิ่งของ ก็จะสามารถพูดให้คนซื้อสินค้านั้นๆได้ค่ะ เขาจะรู้ว่าพูดยังไงคนจะซื้อสินค้า และมีเทคนิคการขายแพรวพราวมากค่ะ เขาจะรู้ว่าสินค้าไหนสามารถขายได้ค่ะ

2.ศิลปิน
คนเหล่านี้จะวาดรูปเก่งค่ะ แต่ส่วนมากจะเกลียดการขายและการตลาดมาก และจะตรงข้ามกับพ่อค้าแม่ค้า คือไม่ชอบพรีเซนต์ และไม่ชอบขายงานตัวเอง แต่จะชอบวาดรูปมาก ทำให้บางที ถ้าคนกลุ่มนี้ไม่เป็นศิลปินไปเลย เขาก็จะทำอาชีพอื่นๆที่มั่นคง หรือทำงานประจำ และทำงานศิลปะเป็นงานอดิเรก คนเหล่านี้มักจะไม่รู้ว่าจะขายงานตัวเองอย่างไรค่ะ และไม่ชอบถ้าคนอื่นจะมองว่าตัวเองเป็นพ่อค้าแม่ค้า

คนเหล่านี้ถ้าไม่มีชื่อเสียงไปเลย ก็จะเป็นคนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักค่ะ เพราะแนวคิดของศิลปินส่วนมากจะค่อนข้าง extream คือไม่ชอบการค้าขาย และเกลียดการตลาด ไม่ชอบที่งานตัวเองจะต้องมี pricetag ค่ะ และไม่อยากให้ใครมองว่าตัวเองเป็นพ่อค้าแม่ค้า ศิลปินส่วนมากที่มีชื่อเสียงก็มักจะเป็นคนที่เก่งเรื่องพรีเซนต์งานและเข้าใจในเรื่องการตลาดส่วนหนึ่ง และมีความเป็นผู้ประกอบการส่วนหนึ่งค่ะ

เราเคยได้ยินเรื่องจุดเปลี่ยนของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนีค่ะ สมัยเรียนนั้น อาจารย์ถวัลย์ถือว่าเป็นคนที่วาดเก่งมาก แต่มีวิชาหนึ่งของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี อ.ศิลป์ ให้ D อ.ถวัลย์ แล้วก็ให้เหตุุผลว่า “นายเขียนม้า แต่ม้าของนาย มันไม่มีชีวิต” นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อ.ถวัลย์วาดแนวที่ทำให้อ.มีชื่อเสียงได้อย่างปัจจุบันค่ะ

3.นักวาด
นักวาดก็จะวาดรูปเก่งเช่นกันค่ะ แต่ว่าส่วนมากจะทำงานตามคำสั่งซะส่วนใหญ่ แต่นักวาดจะต่างจากศิลปินตรงที่ นักวาดสามารถขายงานได้ และทำใจได้ที่งานของตัวเองจะไม่ได้เป็นศิลปะติดตามผนังบ้าน เคยมีคนสัมภาษณ์นักวาดคนหนึ่งที่เราชอบ ที่เป็นนักออกแบบคาแรคเตอร์เกม ถามเขาว่า “คุณเสียใจไหมที่งานของคุณ ไม่ใช่ศิลปะติดตามฝาผนังบ้านได้” เขาตอบว่า “ผมไม่เสียใจ เพราะ ศิลปะของผม คนสามารถวิ่งเล่นได้ในเกม และมีปฏิสัมพันธ์กับมันได้ด้วย”

จุดแตกต่างของนักวาดกับศิลปินก็คือ นักวาดทำงานตามลักษณะของ commercial art หรือพาณิชย์ศิลป์ค่ะ และนักวาดจะมีทักษะในการขายด้วยส่วนหนึ่ง คือจะสามารถขายและกล้าที่จะ present งานตัวเองได้ค่ะ บางคนที่ขายเก่งและงานมีชื่อด้วย ก็จะไปได้ไกลในสายการวาดค่ะ แต่เราคิดว่าถ้าทำงานให้ดี มันก็จะขายได้ในตัวของมันเองอยู่แล้วค่ะ และถ้างานเป็นที่นิยมด้วย ก็ยิ่งทำให้งานขายได้ นักวาดส่วนมากก็จะเป็นฟรีแลนซ์ หรือไม่ก็ทำงานประจำในสตูดิโอหรือบริษัทเกม,บริษัทโฆษณาค่ะ

4.เจ้าของกิจการ
ในที่นี้ ส่วนมาก ก็จะเป็นนักวาด หรืออาร์ติสท์ แต่มีกิจการเป็นของตัวเอง คนกลุ่มนี้ที่เราสัมผัสมา จะค่อนข้างแตกต่างจากกลุ่มอื่นๆพอสมควรค่ะ แต่ที่เราพบจะมีหลายแบบ มีทั้งที่เจ้าตัวเป็นอาร์ติสท์ที่มีชื่อเสียง และเป็นเจ้าของกิจการด้วย กับคนที่มีเซนส์ทางศิลปะ วาดรูปได้ แต่ไม่ได้มีชื่อ และเป็นเจ้าของกิจการ

กลุ่มนี้จะเป็นอีกแบบหนึ่งค่ะ คือ จะเป็นส่วนผสม ระหว่างพ่อค้า+ศิลปิน+นักวาดค่ะ คือกลุ่มนี้จะไม่ได้เกลียดการขายแบบศิลปิน เป็นกลุ่มที่เข้าใจการขายและการตลาดพอสมควร สามารถทำงานตามสั่งของลูกค้าได้ และทำงานของตัวเองขายด้วย โดยมาก ก็จะเป็นเจ้าของสตูดิโอ หรือเอเจนซี่ หรืออาจจะเป็นพวกนักวาดฟรีแลนซ์ นั่นเองค่ะ

นักวาดฟรีแลนซ์ก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มนี้ เพราะเป็นกิจการของตัวเอง ทำเอง แต่ว่าไม่มีลูกจ้าง เรียกว่าเป็นพวก self-employ นั่นเองค่ะ แต่ใช่ว่านักวาดฟรีแลนซ์ทุกคนจะมีความเป็นเจ้าของกิจการหมด เพราะบางคนก็จะเข้าข่ายจะเป็นศิลปินมากกว่าจะเป็นเจ้าของกิจการค่ะ ต้องดูว่าคนๆนั้นเป็นคนแบบไหนมากกว่ากันค่ะ
โดยมากเจ้าของกิจการ จะเป็นคนที่สนใจในเรื่องอื่นๆที่นอกเหนือไปจากการวาดด้วยค่ะ

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหัวข้อ entry ในวันนี้ ? เรากำลังจะโยงเข้าเรื่องอยู่ค่ะ เราเชื่อว่า คนทำงานวาดแต่ละคน ก็มีเป้าหมายในชีวิตไม่เหมือนกันค่ะ คุณต้องถามตัวเองว่า คุณพอใจณ.จุดไหน? ซึ่งรูปแบบทั้ง 4 แบบ ก็เหมาะกับคนแต่ละประเภทไปค่ะ ซึ่งเราไม่ได้บอกว่า เจ้าของกิจการ ดีกว่าพ่อค้า หรือศิลปิน ดีกว่านักวาด เพราะเรื่องนี้มันเป็น”ความใฝ่ฝัน”ของแต่ละคนค่ะ และมันขึ้นอยู่กับนิสัยของคุณ ว่าคุณเป็นคนอย่างไร วันที่สมบูรณ์แบบของคุณ มีลักษณะเป็นอย่างไร คุณอยากทำงานแบบไหน?

บางคน อาจจะชอบทำงานวาดแบบชิลๆ ไม่ต้องคิดมากเรื่องเงิน คุณอาจจะเหมาะ ในการทำงานเป็นพนักงานบริษัทค่ะ คุณต้องดูว่า คุณมีความใฝ่ฝันอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า เช่น บางคนใฝ่ฝันว่า อยากจะเป็นคาแรคเตอร์ดีไซน์ ให้กับบริษัทเกมชื่อดัง แบบนี้คุณก็จะเหมาะกับเป็นพนักงานบริษัทมากกว่าค่ะ

บางคนอาจจะรักอิสระ ไม่แคร์ถ้าได้เงินน้อยกว่าการทำงานประจำ แต่ชอบที่จะได้เลือกงานบ้าง และอยากมีเวลาวาดรูปเยอะๆ ที่บ้านไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน ไม่ได้เป็นเสาหลักของครอบครัว พ่อแม่ยังหาเลี้ยงชีพได้อยู่ ไม่มีภาระเป็นพิเศษคุณก็อาจจะเหมาะกับการเป็นนักวาดฟรีแลนซ์มากกว่าค่ะ

คุณต้องลองเขียนลิสต์ความฝันของคุณออกมาค่ะ ว่าคุณอยากทำอะไรบ้างในชีวิตนี้ ความใฝ่ฝันและเป้าหมายของคุณ ด้านการวาดรูปเป็นอย่างไร? ซึ่งมันอาจจะเปลี่ยนแปลงได้เมื่อคุณโตขึ้นๆ ความใฝ่ฝันของคุณก็อาจจะแตกต่างจากครั้งที่คุณยังเด็กมากค่ะ ซึ่งแต่ละประเภทก็มีเส้นทางที่แตกต่างกันออกไป คุณต้องดูด้วยว่าคุณเป็นคนยังไงค่ะ เพราะแต่ละแบบก็เหมาะกับคนแต่ละประเภท และไม่ใช่ว่า เจ้าของกิจการ จะดีกว่า ศิลปิน หรือ ดีกว่านักวาด เพราะแต่ละแบบมันแตกต่างกันมากค่ะ และจริงๆแล้วคุณไม่สามารถเปลี่ยนในสิ่งที่เป็น”เนื้อแท้”ของคุณได้ เช่น คุณอยากเป็นเจ้าของกิจการ แต่เป็นคนเกลียดการขายและการตลาดมาก และเป็นคนชิลๆ แบบนี้คุณอาจจะต้องหาเส้นทางที่เหมาะกับตัวเองค่ะ หรือคุณจะจ้างคนที่เก่งการตลาดหรือการขายมาช่วยคุณแทนเพื่อปิดจุดอ่อนของคุณ

ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าของกิจการ คุณอาจจะต้องอัพสกิลด้านอื่นๆที่นอกเหนือไปจากงานวาดรูปด้วย เช่น ทักษะความเป็นผู้นำ,การตลาด,ทักษะในการเจรจาต่อรอง,การบริหารงาน ฯลฯ เป็นต้นค่ะ ซึ่งบางคนก็ใช่ว่าจะเกิดมาเพื่อสิ่งนี้เสมอไป และใช่ว่าเจ้าของกิจการจะดีกว่าลูกจ้างนะคะ เพราะเจ้าของกิจการ ก็ต้องแบกรับภาระมากมายเช่นกัน และก็มีความเครียดสูงกว่า ถึงแม้ผลตอบแทนจะมากกว่าแต่ความเสี่ยงก็สูงกว่าเช่นกันค่ะ เหมือนกับที่ชีวิตฟรีแลนซ์ มันไม่ได้เหมาะกับทุกคนค่ะ คุณต้องดูด้วยว่าจริงๆแล้วคุณเป็นคนยังไง อย่างที่เราบอก บางคนเหมาะจะเป็นพนักงานที่ดีค่ะ

และแต่ละคนก็เกิดมาพร้อมกับความสามารถที่แตกต่างกัน พนักงานประจำระดับสูงบางคน เงินเดือนเยอะกว่าเจ้าของกิจการขนาดเล็กอีกค่ะ คุณต้องดูว่า ความสุขของคุณ อยู่ที่ตรงไหน? คุณชอบวาดรูปอย่างเดียวหรือเปล่า? คุณเป็นคนชอบทำงานตามสั่งหรือเปล่า?เป็นต้นค่ะ ซึ่ง เรามีลูกพี่ลูกน้องของเรา ทำงานเป็นพนักงานในองค์กรใหญ่ เก็บเงินได้ตอนนี้น่าจะเกือบล้านแล้วค่ะ มีความสุขกับการทำงานพอสมควร คือไม่ได้เกลียดงานของตัวเอง ในขณะเดียวกัน ก็มีเพื่อนเราบางคน พอย้อนกลับไปมอง กลายเป็นเจ้าของกิจการ บางคนเป็นเจ้าของรีสอร์ท มีผลิตภัณฑ์ของตัวเองออกมาขาย ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าชีวิตใครดีกว่าใครค่ะ เพราะความใฝ่ฝันของแต่ละคนมันแตกต่างกัน บุคลิคและนิสัยของแต่ละคนก็แตกต่างกัน จึงมีผลให้เส้นทางของแต่ละคน แตกต่างกันไปด้วยค่ะ

ซึ่งคุณควรหลีกเลี่ยงที่จะเปรียบเทียบเส้นทางของตัวเองกับคนอื่นๆค่ะ และสิ่งที่ไม่่ควรทำเลยก็คือเปรียบเทียบชีวิตในแง่ของ”ความสำเร็จ” เช่น มองว่า เพื่อนกลายเป็น ceo แล้ว,เพื่อนมีกิจการของตัวเองแล้ว เป็นต้นค่ะ เพราะแต่ละคนมีนิยามของความสำเร็จไม่เหมือนกัน คุณอาจจะอยากมีครอบครัวที่อบอุ่น มีการงานที่มั่นคง ความสำเร็จของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันค่ะ อย่าไปเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเพราะแต่ละคนเส้นทางไม่เหมือนกัน และนิสัยไม่เหมือนกัน อย่างที่บอกค่ะ

ถามตัวเองค่ะว่า “ชีวิตที่คุณใฝ่ฝัน” เป็นอย่างไร คุณอยากเป็นแบบไหน และลงมือทำตามเส้นทางที่เลือกไว้ค่ะ:)