ความสุขอยู่ที่ไหน?

สวัสดีค่ะ จริงๆแล้วเราจำได้ลางๆว่าเราเคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องความสุขลงในบลอคที่ exteen มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในวันนี้ เราคิดว่าความคิดเราค่อนข้างตกตะกอนพอสมควร เราไม่ได้เปิด entry ที่เราเคยเขียนๆไว้มาดูนะคะ แต่เรารู้สึกว่า ระยะหลังๆนี้เราสามารถเขียนบรรยายได้ค่อนข้างตรงกับความรู้สึก เราจึงคิดว่าควรจะเขียนถึงเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งที่นี่ค่ะ

25560908-114840.jpg
ถ้าถามว่าทำไมเราถึงเลือกที่เราจะเอามาลงที่ illustcourse นี้ เรารู้สึกว่า เราไม่อยากให้บลอคนี้ เป็นบลอคสอนวาดรูปอย่างเดียว แต่อยากให้เป็นบลอคที่เราสามารถถ่ายทอดวิธีการคิดและมุมมองในการใช้ชีวิตของเรา ในฐานะที่เราเป็นนักวาดรุ่นที่โตกว่าหลายๆคนอย่างที่บอก เราผ่านประสบการณ์มาเยอะ ผ่านปัญหา ความสุขและความทุกข์มามากกว่าหลายๆคน เราจึงคิดว่าควรจะเล่าให้ฟัง เผื่อหลายๆคนจะเจอปัญหาแบบที่เราเจอ

เราเคยมีช่วงหนึ่งในชีวิตที่เราคิดว่า ความสุขคืออะไร? ความสุขอยู่ที่ไหน?ค่ะ เราได้ทำงานวาดรูปอย่างที่ชอบ มีเวลาอยู่เยอะๆกับครอบครัว ได้ออกผลงานของตัวเอง และดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเองในระดับหนึ่ง แต่เรากลับไม่ได้มีความสุขมากขึ้นในชีวิตค่ะ ถึงขั้นถามตัวเองว่า ความหมายของชีวิตคืออะไร?

เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งค่ะ รู้สึกว่าจะชื่อ think different มีการทดลองหนึ่ง เขาเอาหนอนผีเสื้อมาจำนวนหนึ่ง และเอากระถางต้นไม้วางตรงกลาง แล้วก็มีอาหารวางไว้ตรงกลางกระถางค่ะ เอาหนอนวางไว้ขอบกระถาง ปรากฏว่า หนอนเดินตามหนอนตัวแรกไปเรื่อยๆ เป็นวงๆ เพราะคิดว่า หนอนตัวแรก จะเดินทางไปหาอาหาร แล้วมันก็เดินวนอยู่อย่างนั้น จนตายไปทีละตัวๆ โดยไม่รู้ว่า อาหารอยู่ตรงกลางกระถาง อยู่ไม่ไกลจากตัวมันค่ะ เขาเรียกกันว่า processional caterpillar syndrome ค่ะ

เราคิดมาตลอดว่า หนอนผีเสื้อเหล่านี้ ก็เหมือนกับชีวิตคนเรา เรามักจะคิดกันเสมอๆว่า ถ้ารวยกว่านี้ ถ้าเราได้แต่งงานกับคนที่เรารัก ถ้าเราได้งานที่เราชอบ ถ้าเรามีชื่อเสียง ถ้าเราได้สิ่งนั้นมา เราก็คงจะมีความสุขกว่านี้ เราเดินตามกระแสสังคม เรียนให้เก่งๆ จบมาทำงานที่ดี มีครอบครัว มีบ้าน มีรถ เพราะเราหวังว่า สิ่งเหล่านั้น มันจะนำมาซึ่ง “ความสุข” ในชีวิต

มีเรื่องเล่าอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเทพเจ้าแห่งความสุข มารวมตัวกันค่ะ และคิดว่าจะเอาความสุขไปซ่อนไว้ที่ไหนดี มนุษย์จึงจะหาไม่เจอ เทพเจ้าองค์หนึ่งพูดขึ้นมาว่า
“เอาความสุขไปซ่อนบนยอดเขาเสียดฟ้าสิ มนุษย์จะได้หาไม่เจอ”
แล้วองค์อื่นๆก็ตอบว่า​”ไม่หรอก เดี๋ยวมนุษย์ก็คงจะหาเจอ”
อีกองค์ตอบว่า “เอาไปซ่อนไว้ใต้สุดทะเลลึกสิ” องค์อื่นๆก็ไม่่เห็นด้วย
และบอกว่า สุดท้ายมนุษย์ก็จะหาเจอ แต่มีองค์หนึ่ง บอกว่า
“เอาความสุขไปซ่อนไว้ในใจมนุษย์สิ”
ตั้งแต่นั้นมา มนุษย์ผู้ไม่เคยรู้ว่า ความสุขที่แท้จริง อยู่ที่ใจของเขาเอง ก็ไม่เคยค้นหาความสุขเจออีกเลย

ความสุขของคนเรา จากประสบการณ์เราแล้วมีอยู่ 3 แบบด้วยกันค่ะ

1.ความสุขจากวัตถุ
ความสุขอันนี้เป็นความสุขที่พื้นฐานที่สุดของคนเราค่ะ เช่น เราซื้อมือถือใหม่,ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ,มีบ้าน,มีรถ ความสุขประเภทนี้ใช้เงินซื้อได้ง่ายๆค่ะ และเป็นความสุขที่คนทั่วไปมักจะอยากได้กันมากที่สุด แต่วัตถุนั้น นำมาซึ่งความสุขที่ไม่ถาวรค่ะ เพราะว่าเมื่อคุณได้สิ่งนั้นๆมาแล้ว คุณก็จะต้องการสิ่งอื่นๆมากขึ้นไปเรื่อยๆ ต้องการสิ่งที่ดีกว่าเดิม ใหญ่กว่าเดิม หรูหรากว่าเดิม เพราะคุณเชื่อว่า ถ้าคุณได้สิ่งนั้นๆมา มันจะนำมาซึ่งความสุขในชีวิต

ความสุขลักษณะนี้ เหมือนกับการที่เราอมลูกอมค่ะ เพราะว่ามันจะหวานสักพักหนึ่ง แต่พอลูกอมละลายจนหมด ก็ไม่เหลือความหวานอีก คนส่วนมาก แม้กระทั่งตัวเราก็เคยคิดว่าถ้ารวยก็คงจะมีความสุขขึ้นค่ะ อย่างที่บอกในเอนทรี่ที่ผ่านมาค่ะ ว่า”เงิน”เป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิตคนเรา แต่ไม่ใช่ทุกคำตอบของความสุขในชีวิตค่ะ จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมคนที่มีชื่อเสียง เหมือนจะประสบความสำเร็จในชีวิตหลายคน กลับหันไปพึ่งพายาเสพย์ติด หรือฆ่าตัวตาย เพราะค้นหาความสุขไม่เจอ เช่น มาริลีน มอนโร,หรอวิสนีย์ ฮุสตันเป็นต้นค่ะ

2.ความสุขจากประสบการณ์
ความสุขอันนี้ บางอย่างก็เงินซื้อได้ บางอย่างก็เงินซื้อไม่ได้ค่ะ ความสุขอันนี้มันจะอยู่ในความทรงจำระยะยาวของคุณ เช่น การที่คุณได้ไปเที่ยวประเทศที่อยากไป,การที่คุณได้ใช้เวลากับคนที่คุณรัก,การได้ดูคอนเสิร์ตของศิลปินที่ชอบ เป็นต้นค่ะ

ถ้าคุณต้องเลือก ระหว่างความสุขจากวัตถุ กับความสุขจากประสบการณ์ ที่บางอย่างเงินซื้อได้เหมือนกัน คุณควรเลือกใช้เงินซื้อประสบการณ์มากกว่าซื้อวัตถุค่ะ เพราะว่า ประสบการณ์จะอยู่ในความทรงจำระยะยาวของคุณ จนกระทั่งคุณตายไปจากโลกนี้ ในขณะที่วัตถุ อยู่กับคุณแค่ช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้นค่ะ อาจจะมีวัตถุบางอย่างอยู่กับคุณนาน อย่างบ้าน หรือ รถ แต่สองอย่างนี้ อาจจะถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตสำหรับบางคนค่ะ แต่สุดท้ายแล้วบ้านหรือรถของคุณ เมื่อคุณตายไป มันก็อาจกลายเป็นของคนอื่น เช่น ของลูกหลาน แต่ความทรงจำ เป็นสิ่งที่เป็นของคุณตลอดไปค่ะ

ความทรงจำบางอย่าง มันจะกลายเป็นความทรงจำที่สวยงามของคุณค่ะ ไม่ว่าคุณนึกถึงเมื่อไร คุณก็จะยิ้มได้ทุกครั้ง คุณควรเลือกที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีๆในชีวิตของคุณค่ะ โดยเฉพาะความทรงจำกับคนที่คุณรัก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก หรือ เพื่อน และไม่จำเป็นเสมอไป ที่เราจะต้องใช้เงินซื้อประสบการณ์พวกนี้ บางอย่างมันก็สามารถได้มาง่ายๆโดยไม่ต้องใช้เงินมากมาย เช่น การกินข้าวร่วมกันกับครอบครัว,การไปเดินเล่นในสวนกับเพื่อน เป็นต้นค่ะ

ซึ่งเราเองก็เคยไล่ตามความสำเร็จ จนลืมสิ่งเหล่านี้ในชีวิตไปค่ะ จนเราต้องย้อนกลับมามองว่า เราได้ลืมสิ่งที่สำคัญจริงๆในชีวิตไปหรือเปล่า? จนตอนหลัง เราให้ความสำคัญ กับการใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้นกว่าเดิม เรารู้สึกว่า ประสบการณ์เหล่านี้สุดท้ายแล้วมันจะอยู่ในความทรงจำระยะยาวของคุณค่ะ เวลาคุณไปที่สถานที่ไหน ที่เคยใช้เวลาร่วมกับคนที่สำคัญในชีวิตคุณ มันก็จะดึงเอาช่วงเวลาที่ดีๆ ที่คุณเคยมีร่วมกันมาค่ะ โดยส่วนมากความสุขที่ละเอียดขึ้น ก็จะเป็นความสุขที่มาจากประสบการณ์ซะส่วนมากค่ะ

3.ความสุขจากความสุนทรีย์ในชีวิต
ความสุขประเภทนี้ โดยมากแล้วคุณต้องสร้างให้เกิดขึ้นในจิตใจคุณเองค่ะ เป็นความสุขที่ละเอียดขึ้นมาอีกขั้นจากความสุขทั้งสองแบบ เพราะว่าคุณไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก หรือพึ่งพาคนอื่นๆ เพื่อที่คุณจะมีความสุขในชีวิตค่ะ มันเป็นความสุขที่คุณต้องรู้สึกด้วยตัวเอง ความสุขประเภทนี้ เช่น การทำสมาธิ,การได้ทำในสิ่งที่ชอบ,การได้ฟังเพลงที่ชอบ เป็นต้นค่ะ

ซึ่งความสุขประเภทนี้ สุดท้ายแล้วคุณควรจะต้องมีหรือสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง เพราะว่าไม่มีใครอยู่กับเราไปจนตลอดชีวิตค่ะ คนที่เรารักทุกคน หรือแม้แต่ตัวเราเอง สุดท้ายก็ต้องจากโลกนี้ไป บางคนสูญเสียคนที่ตัวเองรักไป จนกระทั่งมีความทุกข์อย่างสาหัส และรู้สึกว่าตัวเองคงจะมีความสุขไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้ ถึงบอกว่า บางคนก็จะรู้จักหรือเข้าใจธรรมะ ตอนที่มีความทุกข์ในชีวิตนี่เองค่ะ ความสุขประเภทนี้นี่เองที่มันซ่อนอยู่ในใจของเราค่ะ เราควรจะรักตัวเองให้มากๆค่ะ

มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราทุกข์ จนกระทั่งวาดรูปไม่ออกอยู่เหมือนกันค่ะ แล้วเราก็ถามตัวเองว่า ทำไมเราทำสิ่งที่ชอบ แต่เราไม่มีความสุข แล้วก็พบว่า เราได้เอาความสุขของเรา ไปผูกกับ”เงื่อนไข”บางอย่างในชีวิตค่ะ ตราบใดที่เหตุการณ์นั้นมันไม่เกิดขึ้นกับเรา เราก็จะไม่มีความสุข

ซึ่งตอนหลังเราพบว่า คนเราควรจะมีความสุขได้เสมอค่ะ ไม่ว่าเหตุการณ์ใดที่คุณอยากให้เกิดจะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นในชีวิตของคุณ หรือไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นในชีวิตของคุณ เช่น คุณอาจจะอยากจะเป็นคนมีชื่อเสียง แต่คุณก็มีความสุขได้ ถ้าคุณไม่มีชื่อเสียง เป็นต้นค่ะ ในศาสนาพุทธ ก็คือการ”ปล่อยวาง”นั่นเองค่ะ ถ้าคุณอยากได้สิ่งไหน คุณอยากได้ให้มากพอ ทำให้เต็มที่ แล้วปล่อยวางค่ะ ถ้าทำเต็มที่ แล้วไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็ยังมีความสุขในชีวิตของเราได้ค่ะ

เรารู้สึกว่า นักวาดเด็กๆ ก็คงจะคิดเหมือนกันค่ะ เพราะตอนเราเด็กๆกว่านี้ เราก็คิดว่าถ้ามีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จ ก็คงจะดี ก็คงจะมีความสุขมากขึ้นแน่ๆ แต่พอเราเดินทาง มาถึงจุดหนึ่งในชีวิต พบว่าสิ่งที่เราอยากได้ แล้วเราได้มันมาแล้ว มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นในชีวิต เราจึงถามตัวเองว่า ความสุขที่แท้จริง มันคืออะไรกันแน่ค่ะ

มันเหมือนกับเราเดินบนบันได ที่ไม่มีจุดจบ พอเดินมาเรื่อยๆกลับพบว่าข้างบนนั้นมันว่างเปล่า ไม่มีอะไร มันก็แค่บันไดที่เราต้องเดินขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนความสำเร็จ ที่ไม่เคยจะพอค่ะ เราแค่ต้องถามตัวเองว่า เมื่อไรเราถึงจะรู้สึกพอ เมื่อไรเราถึงจะมีความสุขได้ค่ะ

ซึ่งเรารู้สึกว่าบางคนกว่าจะถึงขั้นนี้ ก็อาจจะเจอที่ช่วงอายุ 40-50 ในชีวิต ทำงานไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีความสุข คิดในใจว่า ถ้าได้ลาออกมาทำงานที่ชอบ คงจะมีความสุขขึ้น แล้วพอลาออกมา พบว่าทำในสิ่งที่ชอบ ก็ไม่ได้มีความสุขขึ้นกว่าเดิม อาจจะกลายเป็นวิกฤตการณ์ในช่วงวัยกลางคนไปค่ะ ซึ่งเรารู้สึกว่าเราโชคดี ที่เราได้ค้นพบคำตอบที่เราเคยค้นหา ในระหว่างที่อายุไม่ถึงขั้นนั้น เราเคยถามตัวเองว่า อะไรคืออิสรภาพ?อะไรคือความสุขในชีวิต? และค้นหาคำตอบมานาน

เราคิดว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความสุขจริงๆในชีวิตของคนเรา มันมีอยู่ไม่กี่อย่างค่ะ ถ้าคุณค้นพบสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข คุณควรจะรักษามันเอาไว้ และทำมันเป็นประจำเท่านั้นเอง สำหรับเรา การได้เขียน ได้วาด ได้แชร์ประสบการณ์ของเรา คือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขค่ะ นอกจากนี้ก็คงเป็นการใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว อย่างที่เราบอกเอาไว้ค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือคุณควรจะมีความสุขได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาความสุขจากคนอื่นๆหรือปัจจัยภายนอกค่ะ

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนพบคำตอบของความสุขที่คุณกำลังค้นหาค่ะ