สวัสดีค่ะ เอนทรี่วันนี้เริ่มต้นมาจาก มีน้องที่กำลังเรียนกับเราอยู่ ออกมาเป็นฟรีแลนซ์กันหลายคน บางคนก็ทำงานด้านวาด บางคนก็ไม่ได้ทำงานด้านวาด ซึ่งในวันนี้ เราก็จะมาไกด์การเริ่มต้นสำหรับคนที่อยากจะทำงานด้านนี้ค่ะ เราจะเขียนให้ละเอียดเท่าที่เราจะสามารถทำได้ค่ะ มันอาจจะยาวหน่อย

25560910-170649.jpg

ซึ่งในเอนทรี่นี้ เราจะเปิดเผยตัวเลขรายได้ในสายอาชีพนี้จากที่ผ่านมาของเราค่ะ เพื่อเป็นทางเลือกให้แต่ละคนตัดสินใจ ว่ามันคุ้มค่าไหมในการที่จะเลือกทางสายนี้ ทั้งนี้ อาชีพด้านวาดๆ คุณจะได้เงินมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับประวัติการทำงานที่ผ่านมาของคุณด้วยค่ะ

ถ้าถามเราว่า งานด้านวาดๆ ค่าตอบแทนดีไหม จริงๆแล้วเราถือว่าค่อนข้างโอเคทีเดียวค่ะ ไม่ได้ด้อยไปกว่าอาชีพอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้รายได้มากขนาดจะทำให้คุณรวยได้จากสายอาชีพนี้หรอกค่ะ แต่คุณจะได้ความสุขที่ได้ทำงานที่รักแทน ซึ่งอันนี้เราคิดว่าประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ยากค่ะ ลองคิดดูมีกี่อาชีพที่จ่ายเงินให้คุณทำในสิ่งที่ตัวเองชอบค่ะ

ทั้งนี้ก็มีคนทำงานกราฟฟิคที่ทำงานด้านวาดด้วยมาบ่นกับเรา และเราได้ยินมาบ่อยครั้ง ว่า ทำงานโลโก้แป๊บเดียวก็ได้เงินเป็นหมื่นๆแล้ว แต่ทำงานวาดรูปละเอียดอลังการมาก ใช้ความพยายามเยอะมาก แต่ได้เงินน้อยกว่ามาก จริงๆแล้วสำหรับข้อนี้ เราคิดว่ามันเป็น”ความถนัดเฉพาะบุคคล”ค่ะ และ”ความสุขในการทำงาน”ของแต่ละคน

คุณอย่าไปเทียบปริมาณ detail ของสิ่งที่คุณทำลงไป ถ้าคุณทำสิ่งได้สิ่งหนึ่งนานๆ คุณจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณ บางอย่างมันเป็นเรื่องง่ายๆสำหรับคุณ และคุณก็มีความสุขระหว่างที่ทำงานด้วย เวลาเราทำงานวาดเราจะรู้สึกอีกแบบหนึ่งค่ะ เรารู้สึกว่า งานที่คุณรู้สึกมีความสุขระหว่างทำ มันมีไม่มากนักค่ะ และเงินที่ได้มาถือเป็นโบนัสในชีวิตมากกว่า

คือเราไม่ได้คิดว่างานนี้ วาดเยอะ แต่ได้เงินน้อยกว่าค่ะ และถ้าให้เราไปออกแบบโลโก้ หรือทำงานสถาปัตย์ เราคิดว่าเป็นวันๆเราก็คิดไม่ออกค่ะ เราเคยเป็นมาแล้ว สมัยเรียน กว่าจะคิดงานออกนานมาก มันไม่ใช่สิ่งที่เราถนัดหรือเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ค่ะ ตรงกันข้ามสำหรับงานวาด งานสอน หรือการเขียน มันเป็นงานที่ถนัดสำหรับเรา

การจะดูว่าอะไรถนัดหรือไม่ถนัดสำหรับคุณ ลองดูว่าคุณต้องใช้ความพยายามเยอะมากหรือเปล่าในการทำสิ่งนั้นๆค่ะ ถ้าสิ่งไหนคุณไม่ต้องใช้ความพยายามมากในการทำ นั่นคือสิ่งที่คุณถนัดค่ะ แต่ก็ต้องดูด้วยค่ะ เพราะเราต้องแยก ระหว่าง สิ่งที่รัก,สิ่งที่ชอบทำ,สิ่งที่ถนัด,และสิ่งที่สามารถเลี้ยงชีพเราได้ค่ะ

เช่น บางอย่างคุณรักมากแต่ไม่ได้เลี้ยงชีพคุณ เช่น คุณรักการกินมากค่ะ แต่รักการกินอย่างเดียว มันไม่ได้ทำให้เกิดรายได้ขึ้นมา แต่เผอิญคุณมีความถนัดในการเขียนและการทำเว็บ, คุณก็อาจจะเขียนรีวิวร้านอาหารที่ชอบลงบลอค และติดโฆษณาในเว็บไซต์ หรือขายหนังสือที่คุณเขียน อันนี้ก็ถือว่าคุณสามารถทำรายได้จากสิ่งที่คุณชอบได้ค่ะ

ไม่เช่นนั้น ทุกคนก็คงรู้สึกเก็กซิมเหมือนกันหมด ถ้าเราเอาแต่ตัดสินงานจากปริมาณ detail หรือแรงที่ลงไป เพราะคนเป็น ceo ได้เงินเดือนหลายแสน ทั้งๆที่ทำงานตัดสินใจไม่กี่อย่างหรือตัดสินใจน้อยมาก และดูเหมือนเป็นตำแหน่งที่แทบไม่ต้องลงแรง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับตำแหน่งนี้ค่ะ เพราะ ceo มีความรับผิดชอบเยอะ บางทีการตัดสินใจบางอย่างก็ตัดสินชะตาชีวิตของบริษัทได้

บางคนจึงทำงานน้อย แต่ได้เงินเยอะกว่า เพราะต้องแบกรับความรับผิดชอบสูงกว่า อย่างที่เคยบอกค่ะ อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เพราะความถนัดแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ และแต่ละคนเป็นคนๆละประเภทหรือคนละแบบกัน

ทั้งนี้ถ้าคุณเป็นนักวาดที่มีชื่อเสียง มีงานเข้ามาเรื่อยๆ ก็จะได้ค่าตอบแทนค่อนข้างดีทีเดียวค่ะ บางคนก็ได้ค่าตอบแทนมากกว่าพนักงานประจำเมื่อเป็นฟรีแลนซ์ ส่วนเงินเดือนสตาร์ท สำหรับอาชีพนี้ ก็ไม่ได้น้อยกว่าอาชีพอื่นๆค่ะ เราคิดว่าอัตราเงินเดือนคงปรับขึ้นพอสมควร เพราะตอนที่เราทำงานประจำ สตาร์ทประมาณ 15,000 ซึ่งก็เท่าๆกับอาชีพอื่นๆที่เป็นสายกราฟฟิคค่ะ ยกเว้นคุณจะเป็นนักเรียนที่ได้เกียรตินิยม และเป็นคนที่บริษัทโฆษณาหรือบริษัทใหญ่ๆจองตัว ก็อาจจะได้เงินเดือนสูงขึ้นกว่าคนอื่นๆ หรือคนที่จบปริญญาโทจากต่างประเทศ ก็อาจจะฐานเงินเดือนขยับขึ้นมาค่ะ

นอกจากนี้ถ้าไปทำงานด้านนี้ในต่างประเทศ สำหรับเราถ้าเทียบกับเพื่อนที่เป็นสถาปนิกแล้ว ถือว่าเงินเดือนค่อนข้างน้อยกว่าพอสมควรค่ะ ตอนที่เราไปทำเราได้ประมาณ 2,000 เหรียญสิงคโปร์ ซึ่งก็ประมาณ 45,000 บาทไทยค่ะ ซึ่งถือว่าค่อนข้างธรรมดา คือเป็นเรทเงินเดือนที่ถ้าเป็นชาวสิงคโปร์ เขาก็สตาร์ทกันประมาณ 1,800-2,000 กันอยู่แล้วค่ะ สำหรับ salary man นะ ถ้าเป็นเพื่อนเราที่เป็นสถาปนิก บางคนก็ได้ 2,500 หรือ 3,000 เหรียญ ซึ่งเงินเดือนประมาณนี้ถ้าเป็นนักวาดต้องเป็นระดับ senior/หรือ art director ค่ะ แต่คนที่เก่งๆก็จะได้เงินเดือนเยอะไปด้วย ถ้าได้ปรับตำแหน่ง

นอกจากนี้คนทำงานสายวาดๆ โอกาสจะได้งานในต่างประเทศก็น้อยกว่าอาชีพอย่างสถาปนิกอีกด้วย เพราะว่าบริษัทที่เปิดรับงานด้านนี้มีน้อยกว่ามากค่ะ แต่ถ้าคุณได้งานในต่างประเทศ เงินเดือนจะเยอะกว่าตอนอยู่ไทยมากทีเดียวค่ะ แต่ถ้าเทียบกับค่าครองชีพแล้ว ค่าครองชีพก็จะสูงตามไปด้วยค่ะ ซึ่งเราคิดว่าคงมีน้องๆหลายคนใฝ่ฝันอยากจะได้งานในบริษัทดีๆในต่างประเทศพอสมควร ก็คงต้องอยู่ที่พอร์ทโฟลิโอจริงๆค่ะ

นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับชะตากรรมของน้องด้วยค่ะ ที่เขาบอกเก่งและเฮงนี่จริง คือจังหวะชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ บางคนเก่งมากๆ แต่จังหวะชีวิตไม่ได้ ก็ไม่ได้งานเป็นต้นค่ะ เช่น บริษัทต่างประเทศเปิดสมัครงานตอนที่น้องได้งานในไทยไปแล้ว นอกจากนี้ การได้งาน ยังขึ้นอยู่กับ connection ที่น้องมีอีกด้วยค่ะ เช่น น้องรู้จัก art director ของบริษัทนั้นๆเป็นการส่วนตัว

ส่วนงานวาดฟรีแลนซ์ สมัยที่เราทำงานประจำ ก็เริ่มไต่ๆค่ะ คือช่วงแรกๆเราก็ได้ภาพละไม่กี่บาท สมัยเรียนอยู่ได้เรทภาพละประมาณ 2,000 บาท ค่ะ ซึ่งถ้าหลายๆคนมาถามเราว่าควรจะคิดราคาเท่าไร ถ้าคุณยังไม่ได้มีชื่อเสียงมากนักหรือเพิ่งเริ่มทำงาน และต้องการงานด้วย ก็ควรจะคิดประมาณนี้ค่ะ คือ 2,000/ภาพ เป็นเรทที่ไม่ได้สูง และไม่ได้ต่ำเกินไป สำหรับผู้เริ่มต้นค่ะ

นอกจากนี้ยังต้องดูด้วยว่า ผู้ว่าจ้างของน้อง เป็นบุคคลทั่วไป หรือเป็นบริษัท จ้างน้องเพื่อเอางานไปทำอะไร เช่น บางคนอาจจะจ้างไปเป็นปกนิยายที่เขียนเอง น้องบางคนอาจจะไม่ได้คิดราคาเท่ากับพวกสำนักพิมพ์ค่ะ(ย้ำว่าบางคนนะ เพราะการคิดราคามันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล) เพราะถึงเป็นเชิงพาณิชย์ก็จริง แต่งานไม่ได้ออกวงกว้างมากเท่าทำกับสำนักพิมพ์ ส่วนระยะหลังๆ ถ้าเป็นภาพที่ละเอียดๆ เราจะคิดที่ภาพละ 5,000-10,000 กว่าขึ้นอยู่กับว่าความละเอียดของงานขนาดไหน และเอาไปใช้ทำอะไรค่ะ ทั้งนี้เวลารับงานเราจะดูที่ความอยากทำเป็นหลัก เพราะเราไม่ได้ต้องทำงานวาดมากเท่าสมัยก่อนค่ะ และสามารถเลือกงานได้พอสมควร เราไม่ได้ต้องการงานวาดเยอะมากขนาดนั้นค่ะ เราจึงตั้งเรทไว้เท่านี้

ถ้าเป็น personal commission เราเคยคิดราคาสูงสุดที่ 250 เหรียญหรือ 7,500 บาทค่ะ อันนี้คือไม่ได้เอาไปใช้เชิงพาณิชย์นะคะ คือ วาดให้ส่วนตัว เช่น เอาไปปรินท์ติดผนังบ้าน หรือเอาไปทำอะไรที่ไม่ใช่การค้าค่ะ

ถ้าถามเราว่าเริ่มต้นยังไง?ก็คงจะมีน้องๆหลายๆช่วงวัยที่อ่านบลอคเราอยู่ค่ะ ซึ่งหลังจากส่วนนี้ไปขอเรียกตัวเองว่าพี่นะคะ ถ้าน้องอยู่ประมาณ ม.ปลาย น้องก็ควรจะเลือกสายที่ได้วาดๆพอสมควรค่ะ ซึ่งเคย guide ให้บ้างแล้ว ถ้าน้องอยู่่มหาวิทยาลัย ได้อยู่คณะที่เป็นสายวาดๆ ก็ถือว่าน้องไปได้ไกลกว่าคนอื่นๆเสต็ปหนึ่งค่ะ แต่ถ้าไม่ได้อยู่ด้านวาดๆ ก็ควรหาเวลามาวาดรูป ทำพอร์ทโฟลิโอให้ดีๆค่ะ เพราะงานด้านนี้พอร์ทโฟลิโอสำคัญที่สุดค่ะ ในการที่น้องจะได้งานหรือไม่ได้งาน

ส่วนถ้าน้องทำงานแล้ว แต่คนละสาย ก็มีความเห็นเหมือนน้องที่เรียนคนละสายค่ะ คือน้องควรหัดวาดรูปมากๆ จนมีฝีมือในระดับหนึ่งแล้ว สร้างพอร์ทโฟลิโอขึ้นมาค่ะ น้องบางคนอยากจะไปเปลี่ยนสายทันที คืออยากออกมาทำงานวาดทันที ทั้งๆที่มือยังไม่ได้ดีมากนัก หรือยังไม่ได้มีชื่อ พี่ถือว่าเป็นเรื่องอันตรายพอสมควรค่ะ เพราะงานด้านนี้เอาเข้าจริง การแข่งขันค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังมีการตัดราคากันอีกด้วย คือมีคนที่ฝีมือดีๆ แต่รับทำงานในราคาที่ต่ำกว่ามากมายค่ะ น้องควรจะเริ่มสร้างชื่อเสียงก่อน โดยการโพสต์งานเรื่อยๆให้คนเห็น และหมั่นพัฒนาฝีมืออยู่ตลอดเวลา อย่างที่พี่บอกไว้นั่นเองค่ะ

นอกจากนี้ยังมีน้องมาถามเราหลายคนอีกด้วยว่า ควรจะไปเรียนต่อด้านวาดๆเมืองนอกดีไหม?มันจะคุ้มค่ากับเงินที่ต้องเสียไปเป็นล้านหรือเปล่า? เราคิดว่า การศึกษาคือการลงทุนระยะยาวค่ะ เหมือนกับการปลูกต้นไม้ยืนต้น กว่าจะให้ผลก็ใช้เวลาหลายสิบปี การลงทุนด้านการศึกษา เป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ว่าค่ะ คือคุณอาจจะไม่ได้เห็นความสำเร็จของมันในทันทีทันใด แต่ทักษะที่คุณได้จากการเรียน มันเป็นสิ่งที่จะอยู่กับคุณไปตลอดค่ะ เวลาจะลงทุนด้านการศึกษา ต้องดูกันระยะยาวๆค่ะ เช่น น้องที่เคยเรียนกับเราเมื่อ 2-3 ปีก่อน หรือน้องที่เป็นรุ่นแรกๆ ปัจจุบันก็มีหลายๆคนที่ไปได้ไกลในสายการวาด น้องบางคนมีแฟนๆผลงานชาวไทยมากกว่าเราอีก หรือน้องบางคนก็ใกล้เคียงค่ะ

น้องที่ยังไม่ได้ทำงานด้านนี้ แต่อยากทำ จะมองโลกสวยงามพอสมควรค่ะ เช่น อยากลาออกมาวาดรูปอยู่บ้านอย่างเดียว คงจะมีความสุขดี แต่การทำแบบนั้น พอเอาเข้าจริงแล้วมันอาจจะไม่ได้เป็น lifestyle ที่น้องอยากได้ก็ได้นะคะ เพราะพี่ก็เคยผ่านมาแล้วคือมีเวลาวาดรูปเยอะๆ ทำงานวาดเยอะๆอย่างทีี่อยาก แต่ก็ไม่ได้มีความสุขมากขึ้นอย่างที่เคยบอกไว้ใน entry ก่อนๆค่ะ

แต่พอน้องลาออกมา มันอาจจะเป็นสิ่งที่น้องค้นหามานานก็ได้ ซึ่งมันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลจริงๆค่ะ น้องจึงควรมีการวางแผนในชีวิตพอสมควร เช่น ออกมาแล้วจะทำอะไรก่อน วางแผนโปรโมทผลงานตัวเองอย่างไร? จะไปต่อสายนี้อย่างไร?เป็นต้นค่ะ คือน้องควรจะมีงานที่เลี้ยงชีพน้องต่อไปได้ด้วยค่ะ เช่น น้องอาจจะรับทำปกนิยาย,รับทำการ์ดเกม,รับทำพรีเซนต์งานแต่ง หรือ ถ้าน้องมีความสามารถด้านอื่นๆ เช่น การออกแบบเว็บ หรือ การเขียนด้วย ก็อาจจะพัฒนาทักษะด้านนั้นๆไปด้วยเพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพและหาจุดพอดีในชีวิตของน้องค่ะ ซึ่งแต่ละคนมีจุดนั้นไม่เหมือนกัน

ทั้งนี้การประสบความสำเร็จในสายวาด จากที่เป็นครูมาสามปีแล้ว เห็นงานเด็กๆมามากมาย พี่ไม่ได้มองว่าน้องต้องวาดเส้นละเอียด อลังการ เพนท์เก่งจึงจะประสบความสำเร็จในสายการวาดค่ะ เพราะโลกนี้มีคนเพนท์เก่งมากมาย และวาดรูปเก่งมากมาย ที่ไม่ได้มีชื่อ หรือหลบอยู่ในมุมมืด แต่คนที่วาดเส้นแบบ simple แต่มีอะไรโดนใจคน กลับไปได้ไกลมากกว่า โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ลายเส้นแนวใหม่ๆ ได้รับความนิยมมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

สิ่งที่สำคัญเลยคือ ณ.จุดแรกที่น้องเริ่มวาดรูป “น้องควรจะเป็นตัวของตัวเอง เป็นสิ่งที่น้องคิดว่าอยากจะเป็นจริงๆก่อนค่ะ” คือ ถ้าน้องทำงานวาด ก็วาดในสิ่งที่อยากวาด ทำงานเขียน ก็เขียนในสิ่งที่น้องอยากเขียนก่อน ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นๆชอบหรือสิ่งที่เป็นกระแสนิยมในขณะนั้นค่ะ (ยกเว้นว่าสิ่งที่น้องชอบจะเป็นสิ่งที่อยู่ในกระแสด้วย) ซึ่งเป็นเสต็ปแรกของการทำงานด้านวาดๆให้มีความสุขก่อนค่ะ ถ้าน้องมีความสุขในสิ่งที่ทำ น้องจะสามารถทำสิ่งนั้นๆได้ดีค่ะ

เช่น การเขียนบลอคนี้ พี่ก็ไม่ได้หวังว่าจะมีชื่อเสียง หรือได้รายได้จากการเขียนค่ะในเบื้องต้น เพราะพี่ถือว่าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และได้สนองความต้องการของตัวเองแล้ว การที่มีคนติดตามอ่าน มีคนลดไลค์ ถือเป็นผลพลอยได้ ซึ่งน้องควรจะปรับความคิดให้ได้ใกล้เคียงนี้ในเสตปแรกก่อนค่ะ เพราะถ้าน้องหวังรายได้ หรือ หวังที่จะมีชื่อเสียงก่อนในเสตปแรก งานน้องจะขาดความจริงใจ หรือขาด inner หรือสิ่งที่มันเป็นตัวน้องจริงๆ และขาดพลังในตัวผลงาน ซึ่งมันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้งานน้องจะโดนใจคนทั่วๆไปค่ะ

ณ.เสต็ปต่อมาคือ “น้องต้องสามารถขายผลงานของตัวเองได้ทางใดทางหนึ่งค่ะ” เพราะฉะนั้น จุดนี้มันอาจจะขัดกับจุดแรกนิดหนึ่งค่ะ คือ บางคน มีปัญหาจุดนี้ คือเป็นตัวของตัวเองมากๆเลย แต่งานขายไม่ได้เลยค่ะ หรือมีคนชอบงานน้อยมาก หรืองานไม่ได้เป็นที่นิยมเลย ไม่มีงานเข้ามาหาเลย เลยถึงกับเงิบไปเลย และเฟดไปเลยว่าเราอาจจะไม่เก่ง ทั้งๆที่จริงๆ มันเกี่ยวกับความเก่งหรือไม่เก่งน้อยค่ะ การที่งานน้องไม่เป็นที่นิยม ไม่ใช่ว่าน้องนั้นไม่เก่งค่ะ น้องอาจจะเก่ง แต่เทสต์หรือรสนิยมของน้อง ไม่ได้ตรงกับคนส่วนใหญ่หรือคนที่อยู่ใน community นั้นๆค่ะ ทั้งนี้มีนักวาดจำนวนมากที่ไม่ได้เป็นที่นิยมแต่ก็มีงานเข้าอย่างต่อเนื่องค่ะ

ในฐานะที่ผ่านมาแล้วหลายสถานะ ทั้งคนที่เริ่มต้นในงานวาด และมีผลงานที่เคยเป็นที่นิยมบ้าง และไม่เป็นที่นิยมบ้างปะปนกันไป ก็จะบอกเหมือนเดิมว่า จุดนี้น้องต้องหา “จุดสมดุลย์ในชีวิต” ให้เจอแล้วค่ะ เช่น ถ้าน้องเป็นตัวของตัวเองแล้ว แต่งานดันขายไม่ได้ นั่นคือ

-น้องต้องปรับตัวอะไรบางอย่างหรือเปล่า?
-หรือน้องต้องหาอาชีพรองรับ ที่ไม่ต้องทำงานวาดเป็นอาชีพหลัก?
-หรือน้องต้องหากลุ่มลูกค้าหรือniche ของตัวเองให้เจอ?

เหมือนทฤษฏีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วินนั่นแหละ สิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวได้ตามความเปลี่ยนแปลงของโลก ก็จะสามารถมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้ หรือเหมือนธุรกิจนั่นเอง ที่ถ้าไม่สามารถมีนวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆรองรับโลกและความต้องการของคนที่หมุนไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นธุรกิจที่ตายไปจากโลกนี้ ยกตัวอย่างเช่น กล้องฟิล์ม,ธุรกิจเช่าวีดีโอ

ซึ่งลายเส้นสมัยนิยมนี่ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามยุคสมัยค่ะ สมัยเรายังเด็กๆพบว่าลายเส้นที่แหวกๆออกจากการ์ตูนญี่ปุ่นมากๆ ไม่ได้รับความนิยมเลย นักวาดส่วนใหญ่ที่มีชื่อ ไม่แนวญี่ปุ่นไปเลยก็เป็นแนวอาร์ทไปเลย แต่ในปัจจุบันด้วยอิทธิพลของ social media ทำให้ช่องว่างตรงนั้นกว้างขึ้นมากค่ะ มีงานของนักวาดแนวใหม่ๆออกมามากมายที่เป็นที่นิยม ทั้งๆไม่ได้วาดแนวญี่ปุ่น และมีความหลากหลายของผลงานมากขึ้น เป็นต้นค่ะ

ซึ่งสิ่งทีน้องปรับนั่้นอาจจะไม่ใช่เรื่องของลายเส้นของน้อง ซึ่งจริงๆลายเส้นคนมันเปลี่ยนยาก แต่อาจจะเป็นการทำให้งานมีความน่าสนใจขึ้นหรือเปล่า?เป็นการคิดถึงคนที่เขาเสพย์งานน้องให้มากขึ้น เช่น การใส่เนื้อเรื่องให้ภาพ หรือถ้างานน้องไม่มีเนื้อเรื่อง อาจจะเป็นการทำให้สไตล์ชัดเจนขึ้นอีกหรือเปล่า?หรือสร้างคาแรคเตอร์ของตัวเองขึ้นมา?

หรือน้องอยู่ใน community ที่ไม่ถูก เช่น ถ้าน้องโพสต์ deviantart มันจะมีงานไม่กี่แนวที่เป็นที่นิยมอยู่ในนั้นค่ะ ไม่ตะวันตกจ๋าๆไปเลย ก็ตะวันออกแบบมังงะไปเลย หรือกึ่งๆหน่อย งานที่แหวกๆเช่น งานผสมกราฟฟิค ก็จะเป็นส่วนน้อยที่ได้รับความนิยมในนั้น ถ้างานน้องแหวกแนวไปมากๆหรืออาร์ทจ๋าๆ มันจะไม่เป็นที่นิยมค่ะ หรืออย่างใน pixiv ที่ถ้าน้องโพสต์งาน original หรือ fanart จากเรื่องที่ไม่ได้เป็นที่นิยม คนจะให้ความสนใจน้อยกว่า ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น้องต้องทดลองทำดูค่ะ ว่างานประเภทไหนของน้องที่เวลาทำแล้ว คนให้ความสนใจมากที่สุด สถานที่ใดที่น้องโพสต์ไปแล้ว คนให้ความสนใจมากที่สุด เป็นต้นค่ะ

นอกจากนี้น้องต้องดูว่ากลุ่มลูกค้าของน้องคือใคร?ด้วยค่ะ เช่น ถ้ากลุ่มลูกค้าน้องส่วนมาก เป็นกลุ่มเอเจนซี่โฆษณา น้องถนัดในการทำพวกสตอรี่บอร์ดโฆษณา และมี connection ในวงการโฆษณาเยอะ ก็อาจจะไม่จำเป็นที่น้องจะต้องมีชื่อเสียงมากในสายตาคนทั่วไปก็ได้ค่ะ

หรือกลุ่มลูกค้าของน้อง อยู่ต่างประเทศซะส่วนใหญ่ เช่น เป็นสตูดิโอในต่างประเทศ งานของน้องอาจจะต้องเป็นแนวตะวันตกที่เพนท์เก่งๆ ซึ่งอาจจะได้รับความนิยมน้อยกว่าในไทย ตรงกันข้าม ถ้าน้องออกงานการ์ตูน ขายผลงานโดจินชิ หนังสือทำมือ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆเช่นไอโฟนเคส,เสื้อยืดในประเทศไทยเป็นหลัก น้องอาจจะต้องมีกลุ่มลูกค้าส่วนหนึ่งค่ะ หรือเสื้อยืดที่น้องขาย อาจจะเป็นเสื้อยืดที่เจาะจงกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่มค่ะ เช่น ลายอาจจะเป็นลายกราฟฟิคประกอบตัวอักษรกราฟฟิคแนวกวนๆเป็นต้นค่ะ

ต่อมาคือ การทำงานนั้นน้องจะต้องรู้สายงานของตัวเองด้วยค่ะ สายงานแต่ละอย่างขึ้นอยู่กับบุคลิคลักษณะนิสัยและทักษะในการทำงานของแต่ละคน ซึ่งมันก็ไม่จำเป็นเสมอไปที่น้องจะต้องเป็นที่นิยมในหมู่คนทั่วไป ขึ้นอยู่กับสายงานที่น้องเลือก
เราจะแบ่งงานด้านวาดเป็นสายดังต่อไปนี้นะคะ ซึ่งจำได้ว่าเคยเขียนและอธิบายไปบ้างแล้ว แต่เพื่อความสะดวกในการอ้างอิง จะเขียนอีกครั้งในนี้

-concept artist/visual development artist สายนี้น้องทำงานประจำในบริษัทเกมหรืออนิเมชันเป็นส่วนใหญ่ค่ะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นในสายนี้ก็คือพอร์ทโฟลิโอที่ดีๆค่ะ ก็คือน้องควรสามารถวาดได้หลายอย่าง ทั้ง มอนสเตอร์,คาแรคเตอร์,ฉาก

รวมถึงบางคนอาจจะมีความสามารถในการทำ ui หรือ user interface ได้ด้วย หรือบางคนทำ 3d ได้ด้วย ซึ่งถ้าน้องอยู่สายนี้ น้องอาจจะไม่จำเป็นจะต้องเป็นที่นิยมในสายตาคนทั่วไปค่ะ ถ้างานน้องเป็นที่นิยมด้วยถือเป็นโบนัสค่ะ คือสามารถขายงานตัวเองให้กับคนภายนอกได้ด้วย

-นักเขียนการ์ตูน สายนี้น้องต้องวาดการ์ตูนลงนิตยสารการ์ตูนอาจจะเป็นรายเดือนหรือรายสะดวกก็แล้วแต่ค่ะ หรืออาจจะเป็นเว็บคอมิค ซึ่งจริงๆเราคิดว่าคนเป็นนักเขียนการ์ตูนนี่ต้องเก่งรอบด้าน คือเสพย์เยอะ มีมุมมองในการใช้ชีวิตแบบแปลกกว่าคนอื่น ถึงจะสามารถทำงานการ์ตูนได้ดีค่ะ และการที่งานเป็นที่ินิยมก็จะโอเคกว่าเช่นกัน

ทั้งนี้สายนี้เป็นสายที่ต้องฝึกฝนเยอะมาก ทั้งสกิลการถ่ายทอดเนื้อเรื่อง และสกิลในการวาดค่ะ ซึ่งเรายอมรับเลยว่าไม่ใช่นักวาดทุกคนจะเป็นนักเขียนการ์ตูนได้ค่ะ เพราะทักษะในการถ่ายทอดเนื้อเรื่องออกมานั่นเอง แต่มีนักเขียนการ์ตูนบางคนสามารถเป็นนักวาดได้ด้วยค่ะ เพราะนักเขียนการ์ตูนทักษะในการวาดนี่สำคัญพอสมควรค่ะ นอกจากนี้คุณอาจจะขายงานของตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำกับสำนักพิมพ์อย่างเดียวค่ะ

-storyboard artist อันนี้น้องทำงานประจำอยู่ในบริษัทโฆษณาค่ะ ซึ่งทักษะในการถ่ายทอดภาพออกมาเป็นฉากๆได้สำคัญที่สุด คือ ต้องรู้มุมกล้อง การตัดฉาก และการเล่าเรื่องด้วยภาพค่ะ ซึ่งสายนี้ภาพสวยๆไม่จำเป็นเท่าทักษะในการเล่าเรื่องออกมาค่ะ ถ้าน้องเป็น storyboard artist ที่ดี น้องอาจจะสามารถทำงานเขียนการ์ตูนได้ด้วยค่ะ เพราะว่าทักษะในการเล่าเรื่องของการ์ตูนก็ใช้ทักษะใกล้เคียงกัน

-illustrator หรือนักวาดภาพประกอบค่ะ สายนี้ก็ส่วนมากเป็นฟรีแลนซ์กันมากกว่าค่ะ ไม่ค่อยเป็นพนักงานประจำ ยกเว้นจะเป็นกราฟฟิคดีไซน์ที่บางที่กำหนดเลยว่าต้องวาดรูปได้ด้วย ก็จะเป็นการทำงานประจำด้านกราฟฟิค แล้วก็วาดรูปไปด้วยในตัวค่ะ สายนี้ก็อาจจะต้องมีคนติดตามงานอยู่บ้างค่ะ ไม่เช่นนั้นก็อาจจะต้องมีกลุ่มลูกค้าหรือ connection ที่ชัดเจน จึงจะมีงานเข้าอย่างต่อเนื่อง

ส่วนมากคนที่ทำงานด้านวาดๆเป็นอาชีพก็อาจจะมีทักษะการทำงานอย่างอื่นติดตัวอยู่บ้างค่ะ หรืออาจจะสามารถทำงานวาดชนิดอื่นๆที่เป็นสายใกล้เคียงได้ด้วย เช่น บางคนเป็นทั้งนักเขียนการ์ตูน และนักวาด,บางคนมีอาชีพหลักอย่างอื่น แล้วทำงานวาดไปด้วย หรือบางคนเป็นนักวาดที่มีความสามารถอย่างอื่นด้วย เช่น ทำเว็บ,งานปั้น,งานประดิษฐ์,ถ่ายภาพ บางคนก็เขียนก็อปปี้ไรต์เป็น ทำกราฟฟิคได้ เป็นต้นค่ะ

สำหรับเรื่องหลังจากนี้ ก็คงต้องเขียนต่อใน entry ถัดๆไปแล้วค่ะ เพราะวันนี้ถือว่าเขียนไว้ละเอียดมากทีเดียว(ยาวมาก) ก็คงจะพอเป็นไกด์ให้กับคนที่อยากทำงานวาดๆแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรได้พอสมควรค่ะ แต่จะบอกว่า การเป็นนักวาดแล้วอยู่รอดได้นั้น คุณต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควรทีเดียวค่ะ ไม่ใช่ว่าออกจากงานประจำปุ๊บปั๊บแล้วจะรอดเลย ส่วนมากคนที่ทำแบบนี้ได้ก็มักจะมีงานตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ทั้งสิ้น เรียกว่าสะสมบุญมานานพอสมควรค่ะ

แต่เราก็มีเทคนิคมาฝากกันค่ะ ซึ่งก็ไม่ได้สงวนแต่อย่างใด จะเอาไปทำกันก็ได้ค่ะ สำหรับเรานั้น ที่อยู่รอดจนถึงปัจจุบันนี่(จะ 6 ปีแล้ว)เป็นเพราะเราเขียนบลอคแชร์ความรู้เยอะมากๆด้วยค่ะ เฉพาะใน illustcourse นี่ก็ประมาณ 200 กว่าโพส ทำให้คนรู้จักเราไม่ใช่จากงานวาดอย่างเดียว แต่จากผลงานการเขียนของเราด้วย

งานเขียนทำให้เราแสดงความเป็น authority หรือรู้จริงในสายงานนั้นๆค่ะ ซึ่งณ.จุดนี้เราไม่ได้หวังว่าจะรวมเล่มหรืออะไรเป็นพิเศษ เพราะเราถือหลักการยิ่งให้ยิ่งได้ค่ะ การที่เราเขียนบลอคแชร์ความรู้ฟรีๆ ทำให้หลายๆคนติดต่อให้เราทำงานจากการเห็นเราเขียนหรือเซิร์จมาเจอค่อนข้างเยอะมากค่ะ ซึ่งเราก็ไม่ได้รับทำทุกงานที่เข้ามา

นักเรียนบางคนเซิร์จมาเจอ เห็นผลงานนักเรียน ก็ตัดสินใจลงเรียนเลยค่ะ เรียกได้ว่าได้งานจากเว็บไซต์นี้เยอะมาก ซึ่งเราโพสต์งานเขียนอย่างต่อเนื่องไม่หยุดมา 3 ปี บางทีก็เป็นวีดีโอ ซึ่งเราเคยย้ำว่าการจะทำอะไรให้สำเร็จ คุณจะต้องมีความต่อเนื่องในการทำงานและความอดทนยาวนานพอค่ะ ซึ่งคนรุ่นใหม่ส่วนมากจะขาดจุดนี้ เพราะอยากได้ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่มีค่ะ ถ้าคุณอยากเก่ง การฝึกวาดรูปทุกวัน วันละ 5 นาที ดีกว่าวาดเดือนละครั้ง วันละ 5 ชั่วโมงนะคะ

เหมือนงานเขียนเรา พอย้อนกลับไปอ่านเนื้อหาตอนช่วงเริ่มเขียน พบว่า เขียนได้น้อยมาก เคาะบรรทัดเยอะมาก เนื้อหาไม่รู้จะอธิบายอะไรมากมายดี เขียนสั้นๆ แต่ปัจจุบันเขียนยาวๆได้แล้ว เพราะฝึกฝนเยอะ เลยสามารถเขียนได้เยอะขึ้นค่ะ ซึ่งการที่เขียนแล้วมีเนื้อหาเยอะ มันก็ส่งผลให้เว็บนี้ติดอันดับต้นๆในการค้นหาใน google หลายๆ keyword ที่เกี่ยวข้องกับการวาดภาพประกอบและการวาดการ์ตูนค่ะ เราจึงมีงานอยู่เรื่อยๆอย่างที่หลายๆคนเห็น รวมทั้ง เวลาเราประกาศสอนคอร์สกลุ่ม ก็จะเต็มตลอด เป็นต้นค่ะ

สุดท้ายนี้ถ้าอยากทำงานวาดกันเป็นอาชีพ ก็คงต้องฝากไว้เรื่องความอดทนและความต่อเนื่องในการทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จค่ะ ที่หลายๆคนเคยได้ยินมา เก่งไม่กลัว กลัวคนขยัน แต่ระวังขยันผิดที่ ก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์มากมายนักค่ะ และ practice make perfect ค่ะ ฝึกมากๆก็จะเก่งขึ้นเองค่ะ