คิดจะเป็นฟรีแลนซ์ต้องกล้า

สวัสดีค่ะ วันนี้จะเขียนถึงความรู้เกี่ยวกับการทำอาชีพอิสระนะคะ ซึ่งจะกล่าวถึงองค์ประกอบที่จำเป็นในการทำอาชีพอิสระให้สำเร็จนั่นก็คือ”ความกล้า”ค่ะ

25560922-185637.jpg

ก่อนจะเริ่มเนื้อหา ขอเขียนถึงเรื่องนี้ก่อน เราดูหนังสือตามท้องตลาดทั่วไปเมื่อเขียนเกี่ยวกับฟรีแลนซ์นะคะ หลายๆเล่มเราไม่อินเพราะส่วนมากเป็นข้อมูลทั่วไปที่รู้กันอยู่แล้ว และเคล็ดที่เขียนในหนังสือก็เป็นเคล็ดทั่วๆไปไม่มีอะไรแปลกใหม่ ถ้าอยากจะอ่านหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับชีวิตฟรีแลนซ์ได้ดีเราแนะนำ การลาออกครั้งสุดท้าย กับ งานไม่ประจำทำเงินกว่า เราคิดว่าเป็นสองเล่มที่โอเคในตลาดณ.ปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะขายดีอย่างเดียวนะคะ แต่เนื้อหาในหนังสือ เขียนโดยคนที่มีชีวิตอิสระจริงๆ และสำเร็จจากสิ่งที่เขาทำจริงๆ นักเขียนบางคนไม่รู้ว่าบางคนมีชีวิตอยู่ด้วยอาชีพอิสระจริงๆหรือเปล่า หรือเป็นนักเขียนที่ทำหน้าที่เขียนถึงการทำอาชีพอิสระอย่างเดียว ถ้าของต่างประเทศ แนะนำ wealthy freelancer กับ book yourself solid ค่ะ

ถ้าอยากรู้ว่าคนที่มีชีวิตอิสระเขามีชีวิตอย่างไร ให้อ่านจากบลอคเยอะๆค่ะ เพราะคนทำอาชีพนี้บางคนก็มีบลอค ยกตัวอย่างบลอคนี้ส่วนมากก็จะเกี่ยวกับนักวาดอิสระ หลังๆแม้เราไม่ได้ทำงานวาดแต่เราก็ใช้ชีวิตอิสระมาจะ 6 ปีแล้วโดยที่มีงานอยู่เรื่อยๆ หลังๆเราจะทำงานสอนอย่างที่หลายๆคนทราบกันค่ะ

1.กล้าที่จะออกจากงานประจำ
อันนี้เป็นขั้นเริ่มต้นเลยค่ะ หลายๆคนกลัวที่จะออกจากงานประจำ เราก็จะบอกว่ามันยากจริงค่ะชีวิตอิสระ มันไม่ได้ง่ายและ มันไม่ได้สวยหรูแบบที่หลายๆคนจินตนาการว่ามีเวลานั่งวาดรูปเล่นได้ทั้งวัน เพราะวันหนึ่งๆคุณมีสิ่งที่ต้องคิดมากมายค่ะ และในโลกนี้มีคนทำสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่มากมาย ทำยังไงคุณถึงจะโดดเด่นจากคนอื่นๆได้ อย่างที่เคยเขียนใน entry ก่อนๆค่ะ ว่าทำไมลูกค้าต้องเลือกคุณ คุณมีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นๆ? คุณมีจุดขายอะไร?

เราได้เงินเดือนสตาร์ทประมาณ 15,000 บาทสำหรับงานออกแบบคอนเซปต์สำหรับเกมค่ะ วันๆก็วาดรูปทั้งวัน เป็นงานที่มีความสุขมาก สมัยจบใหม่ๆ แค่การได้ทำงานในสายที่ชอบก็ถือเป็นเรื่องที่น่าพอใจมากแล้วค่ะ แต่พอมานั่งคิดย้อนไป ทำงาน 21 วัน สมมติว่า20ละกันจะได้หารเลขง่ายๆ เราไม่เก่งเลขนะคะ เอา 15,000ตั้ง หาร 20 สรุปว่าได้วันละ 700 ทำงาน9 โมงถึง 5โมง รวมๆก็ราวๆ8ชั่วโมง สรุปว่ารายได้ประมาณชั่วโมงละเกือบ 100..เท่านั้น นึกย้อนไปแล้วน้ำตาจะไหล แต่จะบอกว่าชีวิตมนุษย์เงินเดือนนี่มีความสุขจริงๆค่ะ ไม่ต้องคิดอะไรมาก วาดรูปๆ สิ้นเดือนก็ได้เงินเดือนแล้ว และการได้ทำงานประจำที่ชอบนั้น ตอนนั้นจะเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมค่ะ

ตอนนั้นเลยใช้ชีวิตอย่างประมาทค่ะ เดือนชนเดือนตลอด นั่งแทกซี่ไปทำงานทุกวันค่ะ (เงินเดือนน้อยยังนั่งอีก) ทำบัตรเครดิตใช้ รูดซื้ออาร์ทบุคทุกเดือน เงินหมดทุกเดือนค่ะ…

พอไปอยู่สิงคโปร์ จะเล่าให้ฟังว่า… คุณภาพชีวิตดีขึ้นค่ะ เพราะได้เงินเดือนเยอะขึ้น 3 เท่าตัวอย่างที่เคยเล่าในเอนทรี่ก่อน ค่าครองชีพก็ ตีว่าค่ากินราวๆมื้อละ100นะคะ รวมน้ำ ค่าเดินทางก็แพงกว่าไทยนิดหน่อยซื้อบัตร ezlink เอาค่ะ ตกวันหนึ่งใช้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันราวๆ2-300บาท เดือนนึงก็9,000 ค่าเช่าห้องพอดีช่วงหลังอยู่ห้องที่สตูจัดให้เช่าเดือนละไม่แพง รวมค่าใช้จ่ายราวๆ15,000ค่ะ

ทั้งนี้มันนานแล้วนะคะที่เราไปอยู่ ปัจจุบันค่าครองชีพอาจจะสูงขึ้น อีกทั้งเราก็จำตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ค่ะ ที่นั่นน้ำแพงมากเพราะเป็นเกาะ แต่ก็หาทางประหยัดค่ะ โดยการซื้อทูน่ากระป๋องจากไทยไปทำแซนวิชกิน(เพื่อนเคยบอกว่าซื้อมาไมวะที่นี่ก็มี แบกมาอย่างหนัก ราคาไม่ต่างกันมาก แต่จริงๆลองหาดูแล้วราคาต่างกันอยู่นะ) กินมาม่าบ้าง มื้อเย็นกินแอปเปิ้ลเขียว ราคาไม่แพง อยู่ได้หลายเดือนพอสมควร แต่ก็ไม่มีเงินเก็บค่ะ ซื้อหนังสือหมด จับจ่ายหมด ส่งให้ที่บ้านบ้าง เงินหมดทุกเดือนอีกเช่นกัน เราเริ่มมีเงินเก็บช่วงทำงานอิสระนี่แหละค่ะ

แต่ลองมาหารดู ถ้าได้เงินสามเท่าก็แปลว่าวันหนึ่งๆได้ราว2,000 ลองหารจำนวนชั่วโมงราวๆชั่วโมงละ300 ก็ไม่ถือว่าน้อยค่ะ แต่เทียบกับการเป็นฟรีแลนซ์แล้วได้เยอะกว่านี้ พอคิดแบบนี้ ก็คิดว่า ช่วงแรกๆเราไม่มีทางเลือกมากนักก็ต้องทำงานแลกเงินเป็นมนุษย์เงินเดือนแบบนี้แหละ แต่รายได้ต่อชั่วโมงของมนุษย์เงินเดือนจะบอกว่าน้อยค่ะ ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์หรือทำงานอิสระ คุณจะได้เงินตามปริมาณงานที่คุณทำจริงๆ

แต่ตอนนั้นเทียบกันเรารู้สึกว่าประสบการณ์ที่เราได้มามันมีค่ามาก เพราะเราชอบงานแสตนลีย์ ที่เป็นครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ของบริษัทที่เราอยู่ตอนนั้น เราจึงรู้สึกว่าการที่เรามีโอกาสได้ทำงานร่วมกับเขาครั้งนึงในชีวิตเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ค่ะ ทั้งนี้ การจะเลือกอาชีพ หรือเลือกงานประจำ คุณควรเลือกจากองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ใช่วัดจากจำนวนเงินที่จะได้รับอย่างเดียวค่ะ

นอกจากนี้ เราเคยคุยกับเพื่อนบางคน ที่ทำงานประจำ บางคนทำงานเสร็จแล้ว ไม่มีอะไรทำต่อ จะเล่นเฟซบุคในเวลางานก็รู้สึกผิดอีก กลายเป็นว่าต้องหาอะไรมาทำอุดเวลาว่างไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่ไม่ใช่งานที่จำเป็นหรือสำคัญด้วย ก็เลยกลายเป็นว่าคนทำงานประจำจะยุ่งตลอดเวลาค่ะ เพราะหาอะไรมาทำตลอดเวลา

มีปัจจัยในชีวิตมากมายที่ทำให้เราเดินมาถึงจุดนี้ เราคิดว่าประเด็นหลักเลยที่เราไม่กลับไปทำงานประจำนั่นก็คือ “ความอิสระเสรีเหนือสิ่งอื่นใด” ที่ได้มานี่แหละค่ะ เราไม่มีเจ้านาย เป็นนายตัวเอง เราคิดว่าหลายๆคนที่ไม่ทำงานประจำอีกแล้วก็คงคิดเหมือนกัน เรามีอิสรภาพ มีเวลาอยู่กับคนที่เรารัก(พ่อแม่)ในเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่ มีเวลาให้กับสิ่งที่ชอบ(การเขียน,การวาด,ที่เราสามารถวาดและเขียนอย่างใจอยากโดยไม่มีใครมาบังคับ) อยากไปเที่ยวไหนก็ไปได้ โดยไม่ต้องลาใคร(ถ้าช่วงนั้นไม่มีงาน) เราเคยไปเที่ยวสมุทรสงครามเป็นอาทิตย์จนเจ้าของโฮมสเตย์บอกว่านึกว่าหลบใครมาค่ะ 55 ทั้งนี้ความสุขในการทำงานประจำ กับความสุขในการทำงานอิสระมันค่อนข้างแตกต่างกันค่ะ ในงานประจำเราจะได้สังคม แต่ก็ตามมาด้วยการเมืองมากมายในหลายๆบริษัท ที่ทำให้หลายๆคนอยากจะออกมาให้รู้แล้วรู้รอด

2.กล้าที่จะหาลูกค้า
กล้าที่จะหาลูกค้า ณ.ที่นี่เราก็เคยบอกแล้วว่า ตอนแรกคุณอาจจะเริ่มๆจากคอนเนคชันที่คุณรู้จักก่อนก็ได้ค่ะ ใครมีเพื่อนเยอะก็ได้เปรียบตรงนี้ สำหรับเรา ลูกค้าส่วนใหญ่ของเรามาจากอินเตอร์เนททั้งนั้นค่ะ ส่วนมาก search เจอหรือติดตามงานของเราอยู่แล้ว น้อยมากที่จะมาจากคนรู้จัก เพราะหลังจากไม่ทำงานประจำแล้วสังคมเราแคบมาก วันๆเจอแต่ครอบครัว คนรู้จักเราจริงๆเลยน้อย ส่วนมากก็จะรู้จักจากโลกออนไลน์ก่อน

คนอื่นๆอาจเริ่มจากฐานลูกค้าที่คุณมีก่อนแล้วก็ค่อยๆขยับขยายไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะต้องโดดเด่นจากฟรีแลนซ์คนอื่นๆในสายงานนั้นๆด้วยค่ะ การโดดเด่น ไม่ใช่การมีชื่อเสียง มีคนรู้จักมากในโลกออนไลน์อย่างเดียว แต่การที่คนจะซื้อสินค้า หรือบริการจากคุณ เขาจะต้องมี”ความเชื่อใจ”ให้คุณด้วย

เราเซริ์จ internet ไปเรื่อย ลิงค์ไปเรื่อยๆ ไปเจอกับเว็บหนึ่งค่ะ. http://www.inattt.com/ ซึ่งเจ้าของเว็บเป็นนักออกแบบจิวเวลลี่ และเป็นนักร้องด้วย เขารับร้องเพลงในงานแต่งงานค่ะ นอกจากนี้ก็ลองไปดูในเว็บเขาได้ค่ะ ซึ่งเราคิดว่าน่าสนใจมาก เพราะว่าพอเราเจอบลอคเขาเราก็ไล่อ่านบลอคไปเรื่อยๆ เขาก็เขียนให้ความรู้กับคนทั่วไป เช่น การเลือกวงดนตรีงานแต่ง,บางบลอคก็เป็นบลอคเน้นบันเทิง กับชีวิตและมุมมองทั่วไปของเขา และมี youtube channel ของตัวเอง โพสต์วีดีโอเวลาไปเล่นงานต่างๆด้วย ซึ่งเรารู้สึกว่านี่แหละค่ะ ถ้าคุณอยากทำงานอิสระให้อยู่ได้ คุณต้องเป็นคล้ายๆลักษณะนี้ คือเป็นคนที่เวลาใครพูดถึงเรื่องนั้น แล้วคุณเป็นหนึ่งในใจเขา อันนี้คือ การสร้าง personal brand ค่ะ เป็นความแตกต่างระหว่างคนที่อยู่รอดกับไม่รอด

มีอีกเว็บที่เราชอบเข้าไปดู ซึ่งน้องเขาทำอาชีพอิสระเหมือนกัน แต่เขาเป็นนักออกแบบเว็บค่ะ http://www.buksohn.com/ ซึ่งบลอคของเขาและเฟซบุค ถ้าใครติดตามพบว่าเขาจะไปเที่ยวและนำมาโพสต์เป็นบทความให้อ่าน แล้วก็มีรูปถ่ายสวยๆ ในเว็บก็มีบทความให้ความรู้ เช่นวิธีปรับสีภาพ,วิธีออกแบบเว็บ ซึ่งถ้าดูแล้วสมมติว่าคุณจะมีงานทำเว็บแล้วคุณเซริ์จไปเจอสองคน คนนึงโพสต์หางานตามเว็บบอร์ด ค่าจ้างถูกมาก กับอีกคนคือน้องบักสนที่มีเว็บไซต์มีตัวตนเรียบร้อย และยังมีบลอคส่วนตัวให้ความรู้อีก ถามว่าคุณจะจ้างใครคะ? คนแรก หรือคนที่สอง

ซึ่งเราบอกได้เลยว่า “ราคาที่ถูก” ไม่ใช่ตัวเลือกเสมอไปค่ะ ถ้าลูกค้าคนนั้นตัดสินด้วยราคา ปล่อยเขาไปเถิดค่ะ เขาอาจจะไม่ใช่กลุ่มลูกค้าของคุณ ยกเว้นคุณจะมีจุดเด่นเรื่องราคาถูก แต่เราเคยเขียนบลอคไปแล้วค่ะ ว่าบางทีเรื่องนี้นี่ต้องเรียกว่า you pay what you get จริงๆค่ะ และถ้าคุณเอาราคามาเป็นจุดเด่นหลัก เป็นไปได้ยากที่คุณจะทำให้มีคุณภาพสูงๆได้ด้วยเพราะมันสวนทางกันค่ะเรื่องนี้ เช่น คุณกินข้าวมันไก่ข้างทาง แล้วคุณจะหวังความสะอาดและบริการระดับภัตตาคารมันเป็นไปไม่ได้ค่ะ ถูกและดีอาจจะมีจริง แต่ถูกและมีคุณภาพ ยากจริงๆค่ะ

และถ้าใครทำแบบนี้ ระยะยาวคุณอยู่ยากค่ะ เพราะคุณเจอตัดราคาแน่นอน สิ่งที่จะทำให้คุณเหนือกว่าคนอื่นๆจนลูกค้าต้องเลือกคือ “personal brand” หรือแบรนด์ส่วนบุคคลของคุณค่ะ ยกตัวอย่างนะ มีมือถือสองอันหน้าตาเหมือนกันมาก รูปร่างหน้าตาเหมือนทุกอย่าง ทัชได้เหมือนกัน อีกอันคือไอโฟนราคา20,000กว่า อีกอันคือจีนแดง ราคา2,000 คุณเลือกอะไรคะ?ถ้าคุณตอบว่าแอปเปิ้ล แปลว่าคุณแคร์เรื่องแบรนด์ ถ้าคุณตอบจีนแดง แปลว่าคุณแคร์เรื่องราคา

3.กล้าที่จะพรีเซนต์ตัวเอง
อันนี้ก็คือโปรโมทตัวเองนั่นเองค่ะ ไม่พูดถึงมากแล้วกันนะคะ เพราะสอดคล้องกับข้อ 2.ย้อนกลับไปดูได้ค่ะ

4.กล้าที่จะรับคำวิจารณ์
การเขียนบลอคให้ความรู้ การแชร์รูป โพสต์งานหรืออื่นๆในโลกออนไลน์ หลีกเลี่ยงไม่ได้ค่ะ การที่มีคนชอบคุณ ก็ย่อมมีคนที่ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วยเป็นธรรมดา ถ้าคุณรอให้คนทั้งโลกเห็นด้วย ก็ไม่ต้องทำอะไรเลยค่ะ อยู่เฉยๆยังมีคนวิจารณ์ คนนินทา เป็นของคู่กัน ทำเฉยๆค่ะ ขนาดพระพุทธเจ้ายังหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วคุณเป็นคนธรรมดาจะหลีกเลี่ยงคนวิจารณ์ คนนินทาได้ยังไง อันนินทากาเลเหมือนเทแกลบค่ะ เหมือนวีดีโอใน youtube นั่นแหละมีกดไลค์ มีกดดิสไลค์ โลกนี้ไม่มีความสมบูรณ์แบบค่ะ ทำในสิ่งที่คุณคิดว่าใช่ ถ้าคุณตามใจคนอื่น เพราะกลัวเขาวิจารณ์ สุดท้ายคุณก็จะเป็นคนไร้จุดยืนในที่สุดค่ะ