สวัสดีค่ะ วันนี้ เราจะมากล่าวถึงสิ่งที่หลายๆคนกลัวเมื่อเข้าสู่อาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ค่ะ นั่นคือ คู่แข่ง และมาบอกว่า จีบผู้หญิง กับหาลูกค้านี่ มีหลักการใกล้กันจริงๆค่ะ

25560923-152842.jpg
image credit:dr.richard teo page

ก่อนอื่นต้องพูดถึงแรงบันดาลใจในการเขียนบลอคนี้ค่ะ ไม่ค่อยเกี่ยวกันหรอก มันเริ่มมาจาก เราไปเจอกระทู้พันทิปอันหนึ่ง เขาเขียนว่า มีเงินเก็บ 4 หมื่น จะทำอะไรดี เบื่องานประจำ ทำนองนี้ค่ะ แล้วเราก็อ่านคอมเมนต์ของคนที่มาโพสต์ ส่วนมาก ก็จะแนะนำให้”ขายอาหาร”ค่ะ ก็เสต็ปๆเดิม ขายข้าวมันไก่ ขายหมูปิ้ง ขายก๋วยเตี๋ยวลุยสวน บ้างก็แนะนำให้ขายของออนไลน์

ซึ่งเราจะบอกว่าคนไทยส่วนมาก พอพูดถึงอาชีพอิสระ ก็จะนึกถึงอาชีพเหล่านี้เป็นหลัก ซึ่งไม่ใช่ไม่ดีนะคะ การขายอาหาร เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่คนต้องการอยู่แล้วค่ะ ถ้าคุณได้ทำเลที่ดี มีสูตรที่ดี ก็อาจจะอยู่ได้จริง แต่ในความคิดเรา การขายอาหารให้สำเร็จนี่…ยากจริงๆค่ะ และเหนื่อยมาก คุณต้องกลุ่มเป้าหมายชัดเจนด้วย เช่น คุณจะขายชาไข่มุก จะขายแก้วละ 30-40 หรือ50 ซึ่ง คนกินชา กาแฟราคาแก้วละ 70-100บาท เขาก็จะไม่กินแก้วละ20-30นะคะ เหมือนคนกินซูชิตามร้านอาหารอย่างฟูจิ ก็จะไม่กินซูชิ 5 บาท

ซึ่งถ้าคุณขายอาหาร คุณต้องเน้นไปเลยว่าจะเอาลูกค้ากลุ่มไหน (ไม่ใช่เฉพาะอาหารค่ะ ทุกธุรกิจเหมือนกันหมดคือคุณต้องมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนค่ะ) เช่น ถ้าคุณเน้นขายอาหาร กลุ่มเป้าหมายระดับกลางล่าง เป็นคนทำงานทั่วไป ทำงานโรงงานหรือออฟฟิศเป็นหลัก คุณต้องเป็นแบบหมูทอดเจ๊จงเลยค่ะ จึงจะอยู่ได้

หมูทอดเจ๊จงมีจุดขาย(unique selling proposition) เรื่อง”ราคา”ค่ะ วันก่อนดูข่าวค่ะ ข้าวของขึ้นราคา แต่หมูทอดเจ๊จงยังคงที่ที่ราคาเดิม ขึ้นราคาทีละไม่เกิน 1 บาท เติมข้าวฟรี มีกล้วยฟรีอีกต่างหาก ถ้าจะริแข่งกับเจ๊แก ก็ต้องขายถูกอย่างเจ๊ ทำอร่อยกว่าเจ๊ โปรโมชันมากกว่าเจ๊ โปรโมทร้านเก่งกว่าเจ๊ ….ซึ่ง”ยาก”ค่ะ บอกตรงๆ ยากเพราะเจ๊แกได้มีชั่วโมงบินหรือประสบการณ์ในการขายอาหารที่เหนือกว่าคุณไปแล้วค่ะ ถ้าคุณยอมเหนื่อยและทุ่มเทจริงๆอาจจะทำได้

ซึ่งการขายของออนไลน์,ขายอาหาร,ขายกาแฟ,หรือขายตรงก็ตาม ธุรกิจพวกนี้มี barrior of entry ต่ำค่ะ คือคนสามารถเริ่มต้นทำได้ง่ายๆ ไม่ว่าจบการศึกษาขั้นไหนมา หรือมีพื้นฐานความรู้แค่ไหน เพราะฉะนั้น ถ้าอาหารคุณไม่อร่อยจริง ขายเสื้อผ้า สายป่านคุณไม่ยาวจริง จุดขายไม่เด่นจริง จะเจ๊งได้ง่ายๆค่ะ เพราะคนทำเยอะ หรือแม้แต่การวาดภาพประกอบก็ตาม แต่เราคิดว่าการวาดภาพประกอบนี่ ไม่ถือว่าเป็นงานที่ barrior of entry ต่ำค่ะ เพราะว่าการที่คุณจะเข้ามาทำงานในวงการได้ คุณจะต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างต่ำ2-3ปีเป็นอย่างต่ำค่ะ ไม่ใช่ ใครจะทำกันง่ายๆ

เหมือนกับการที่คุณเป็นผู้ชาย แล้วอยากได้ภรรยาเป็นสาวหน้าตาสวย รวย เก่ง แบบนี้คู่แข่งคุณจะเยอะมากค่ะ การจะจีบสาวให้สำเร็จก็อาจจะยากเพราะผู้หญิงมีตัวเลือกเยอะ เหมือนกับลูกค้านี่แหละ ลูกค้ามีตัวเลือกเยอะค่ะ การที่คุณเลือกทำสิ่งที่ barrior of entry ต่ำ โอกาสประสบความสำเร็จคุณจะยากกว่า เช่น คุณขายอาหาร ถ้าร้านข้างๆทำอร่อยกว่า ราคาถูกกว่า ก็เสร็จเลยค่ะ ลูกค้าก็หาย

การหาลูกค้า กับการจีบสาวนี่ มีหลักการใกล้เคียงกันมากค่ะ ทำยังไงคุณจึงจะจีบสาวคนนั้นได้? ..ขั้นแรกคุณต้องอยู่ในลีกเดียวกันกับผู้หญิงคนนั้นก่อนค่ะ เหมือนเวลาชกมวยนั่นแหละ อย่าไปชกข้ามรุ่น ถ้าคุณคิดจะชกข้ามรุ่น …จะไปจีบสาวคนนั้นๆคุณต้องมีคุณสมบัตินั้นๆก่อน เช่น คุณอยากได้สาวสวย หุ่นดี เซ็กซี่ รวย เก่ง…เอาเป็นว่าเพอร์เฟคเลย คุณก็ต้อง หล่อ…รวย..ล่ำ…และเก่งนั่นเอง ถ้าคุณหน้าตาธรรมดา,ฐานะธรรมดา ก็ควรมองผู้หญิงที่มีความเหมาะสมกันในทุกด้าน ที่เขาเรียกว่าศีลเสมอกันค่ะ

ก็เหมือนกันกับลูกค้าของคุณนั่นแหละค่ะ คุณวาง positioning หรือวางตำแหน่งตัวเองไว้ระดับไหน คุณก็จะได้ลูกค้าแบบนั้นค่ะ เราเคยอ่านสัมภาษณ์อ.เฉลิมชัยค่ะ เขาบอกว่า ถ้าจะขายภาพให้คนรวย คุณก็ต้องอยู่ในสังคมคนรวย การอยู่ในสังคมคนรวย คือคุณต้องเป็นคนรวยนั่นเอง เหมือนการที่คุณจะจีบดาราสาว…คุณก็ต้องเป็นไฮโซก่อน…ถ้าไม่เป็นไฮโซก็ต้องทำงานที่หน้าที่การงานดีมากๆเป็นหมอ เป็นวิศวกร เจ้าของธุรกิจ…หรือมีอย่างอื่นทดแทนเช่น หน้าตาดีมาก มีความเหมาะสมกันในทุกด้าน หรือที่เรียกว่ามี chemistry เข้ากันได้

บางคนอาจจะบอก “โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยพี่ ทำไมคนเราต้องมองกันที่ภายนอกด้วย ทำไมไม่มองกันที่จิตใจกันก่อน ทำไมมองแต่หน้าตา หรือ ฐานะก่อน” พี่จะบอกว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกน้องที่มองกันด้วยหน้าตาหรือฐานะ คนที่มองคนที่จิตใจมีอยู่จริงๆ เพียงแต่สิ่งเหล่านี้มันเป็นเสมือนปราการด่านแรก เหมือนน้องจะกินอาหาร ถ้าอาหารอร่อยมาก อร่อยขั้นเทพเลย แต่หน้าตามันดูเหมือนขี้มาก น้องจะยอมกินไหม? เวลาน้องจะซื้อสินค้า ทำไมน้องต้องมองบรรจุภัณฑ์ก่อน ? เหมือนกับที่น้องผู้ชายชอบมองผู้หญิงสวยๆ หุ่นดีๆนั่นเอง

ทั้งนี้ ไม่ใช่ให้บอกว่าน้องต้องไปโฟกัสที่การปรับลุค ให้ดูหล่อมาก ไปเล่นฟิตเนส กินเวย์โปรตีนจนกล้ามเป็นปู และสร้างฐานะจนร่ำรวยเพื่อไปจีบสาวที่น้องใฝ่ฝันอย่างเดียว แต่ถ้าน้องเกิดมาไม่ได้ดูหล่อมาก แต่น้องดันไม่ดูแลตัวเองอีก ไม่อาบน้ำ ปล่อยผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ปล่อยตัวไปวันๆ ไม่ทำมาหากินอะไร ลุคดูเหมือนอยู่ป่าแบบทาร์ซาน แล้วน้องมีฝันอยากได้ภรรยาที่ทั้งสวยทั้งรวยและหุ่นเอ็กซ์แตกด้วยนี่ คงจะต้องช่วยด้วยการบ้องหัวซักทีให้ตื่นได้แล้วเพราะคงจะเป็น”ฝันกลางวัน”แน่ๆ และจะเป็นฝันต่อไปถ้าน้องไม่ลุกมาปรับปรุงตัวเอง

แต่ถ้าน้องไม่ได้เกิดมาหน้าตาหล่อ อาจจะมีปล่อยตัวบางช่วงให้หุ่นอวบอ้วนเป็นนวลฉวี มีท้วมบ้าง แต่น้องมีความพยายามในการดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอๆ ออกกำลังกาย เล่นกีฬา พัฒนาตัวเอง ขยันทำมาหากินสร้างฐานะ แต่งตัวให้เหมาะสมกาลเทศะ น้องก็สามารถมีแฟนที่สวยๆกับเขาได้เหมือนกันจ้า พี่เห็นมาเยอะแล้วจริงๆ …

ทั้งนี้การหาลูกค้าก็เหมือนกันค่ะ คุณก็ต้องแต่งตัวให้ถูกกาลเทศะ ดูแลตัวเองให้ดูโอเคอยู่เสมอ เพราะลูกค้าส่วนมากก็มองคุณที่ภายนอกก่อนเช่นกัน เช่น ถ้าคุณไปดีลงานกับลูกค้า…ราคาโปรเจคมูลค่าหลายหมื่น แต่คุณแต่งตัวแบบหนีบอีแตะไป กางเกงยีนส์ขาดๆรุ่ยๆ หนวดไม่โกน เล็บไม่ตัด ผู้หญิงก็ไปแบบหน้าโล้นๆ ผมเผ้าไม่หวี ใส่สายเดี่ยว กางเกงขาสั้น ไปดีลงาน อารมณ์ว่าแวนซ์กับสก๊อย…แบบนี้ลูกค้าจะเชื่อใจคุณได้ยังไง

กลับมาที่การจะจีบสาวให้ติดนี่… อย่างแรกคือคุณต้องเป็นคนไม่ needy ก่อนค่ะ คือผู้หญิงโดยส่วนมาก จะชอบคนที่ไม่ได้แสดงออกว่าต้องการในตัวเธอมากเกินไปค่ะ ถามว่าเราเป็นผู้หญิง ทำไมถึงรู้ว่าทำอย่างนี้แล้วผู้หญิงชอบ ก็เพราะว่าเราเป็นผู้หญิง ถึงรู้ว่าผู้หญิงคิดอะไรค่ะ …ผู้หญิงกับลูกค้านี่ เหมือนกันมากค่ะ เพราะลูกค้า ก็จะไม่ชอบคนที่แสดงออกว่าต้องการ หรือคน needy เช่นกัน…ยกตัวอย่างค่ะ การที่ internet marketing เมืองนอกประสบความสำเร็จมาก มีการขายหนังสือ ขาย product ต่างๆกันอย่างล่ำสัน เพราะว่าส่วนมาก ถ้าเราเคยซื้อสินค้าจากต่างประเทศ จะพบว่า เมืองนอก มีการรับประกันการคืนเงินทันทีเมื่อลูกค้าไม่พอใจค่ะ โดยไม่มีการถามคำถามลูกค้าว่า ทำไมถึงคืนเงิน เป็นต้นค่ะ

คน needy คืออะไร ….คือคนที่ต้องการมากจน”ยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้สิ่งนั้นๆมาค่ะ” เช่น การที่คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองสุดขั้ว ยอมทำสิ่งที่ไม่ชอบ เพราะหวังว่าคนที่คุณชอบจะมารักคุณ หรือ การยอมลดราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากๆ เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ สุดท้ายคนประเภทนี้ก็จะโดนเอาเปรียบอยู่เรื่อยๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในความสัมพันธ์หรือหน้าที่การงาน การที่คุณมีมาตรฐานของตัวเอง ไม่ยอมลดมาตรฐานในการทำงานของตัวเอง หรือไม่ยอมถูกเอาเปรียบง่ายๆ คือ ถ้าลูกค้าต่อราคามากๆ ก็ปล่อยลูกค้าไปเลยดีกว่าค่ะ เหมือนคนรักนี่แหละ ถ้าคุณต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองมากๆแบบสุดขั้ว 180องศา แปลว่าคนๆนั้นไม่ใช่คนที่ใช่แล้วค่ะ ปล่อยเธอไปดีกว่าค่ะ

ถ้าคุณบอกว่า “ถ้าผมปล่อยลูกค้าไป เดือนนี้ผมไม่มีจะกินแล้วนะพี่ ทำยังไงดี” ทำยังไงก็ได้ค่ะ ให้ตัวเองอยู่ได้ โดยไม่ลดมาตรฐานตัวเองลงไปค่ะ ถ้าคุณอยู่กับพ่อแม่ อาจจะกินข้าวบ้าน และประหยัดไปก่อน เพราะว่าการที่คุณยอมทำในสิ่งที่มัน extream มาก เท่ากับว่าคุณได้ลดตัวลงไปอยู่ที่เลเวลนั้นค่ะ สุดท้าย คุณก็จะเจอลูกค้าที่ชอบต่อราคา และเจอตัดราคา เจอแต่งานฟรีล้วนอยู่เรื่อยๆไป เป็นวงจรอุบาทว์ค่ะ

ย้อนไปนิด จริงๆ การพูดถึงเรื่องรวยไม่รวยใน entry นี้ อาจจะดูเป็นเรื่องวัตถุนิยมไปนิด แต่เรารู้สึกว่า มันเป็นความจริงของทางโลกค่ะ เพราะ”รวย” เป็นมาตรวัดประสบความสำเร็จทางโลกนั้นเอง แต่เร็วๆนี้เราอ่านบทความของดร.richard teo ค่ะ เขาเป็นศัลยแพทย์ชื่อดังชาวสิงคโปร์ ที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจของตัวเอง ตอนแรกเขาก็เหมือนคนอื่นๆค่ะ คือไล่ล่าความสำเร็จ จนตัวเองได้รวยสมใจ

ตอนแรกเป็นแพทย์ธรรมดา แต่พอเห็นว่าทำธุรกิจความงามรวยกว่า เขาก็ไปทำธุรกิจความงาม จนมีเงินซื้อเฟอรารี่ แต่ปรากฏว่า ตอนหลังดร.ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดค่ะ แกบอกว่าตอนแกทราบนั้นเหมือนโลกทั้งโลกพังทลายไปต่อหน้า ทั้งๆที่แกก็รักษาสุขภาพอย่างดี เล่นฟิตเนส เล่นกีฬาตลอด ณ.ตอนที่แกเป็นมะเร็ง แกก็รับรู้ได้ว่า…ตอนจะตายไป ก็ไม่สามารถเอาเฟอรารี่ไปด้วยได้ แต่สิ่งสุดท้ายที่มีความหมายที่สุดสำหรับคนใกล้ตาย กลับกลายเป็น “เพื่อน” และ”ครอบครัว” นั่นเองค่ะ เขาถึงบอกกันว่า คนเราถ้ารู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย จะใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งค่ะ ดร.richard เสียไปแล้วในปี 2012 ค่ะ โดยทิ้งมรดกเป็นสุนทรพจน์ที่แกพูดเอาไว้ก่อนตาย ลองหาดูใน youtube นะคะ

วันนี้รู้สึกว่าเขียนยาวแล้ว เรื่องนี้คงต้องต่อตอนหน้าแล้วค่ะ ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องพูดถึง