เหตุผลที่ไม่ควรกลัวคู่แข่ง

สวัสดีค่ะ entry วันนี้ก็จะต่อจากเมื่อวานนะคะ คือเราจะพูดถึงคู่แข่ง ซึ่งเรื่องนี้นี่คนเป็นฟรีแลนซ์ควรอ่านและรู้เอาไว้ก่อนจะทำอาชีพอิสระค่ะ เพราะหลายๆคนดูเหมือนจะกลัวคู่แข่งกันมาก

25560924-130020.jpg

จริงๆแล้วเรารู้สึกว่า ไม่ต้องกลัวคู่แข่งหรอกค่ะ เพราะแต่ละคนมีจุดยืนแตกต่างกันไป ซึ่งจริงๆแล้วคู่แข่งนั้น ให้คิดว่าเขาก็คือเพื่อนร่วมวงการคนหนึ่งที่ทำมาหากินเหมือนกันกับเรานั่นเองค่ะ ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม การมีคู่แข่งนั้นเป็นเรื่องที่ดีกว่าไม่มีเลยค่ะ เพราะว่า ยิ่งคู่แข่งเยอะ แสดงว่าตลาดนั้นยิ่งใหญ่ขึ้น อีกทั้ง การมีคู่แข่งก็ทำให้คุณต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอค่ะ

ซึ่งไม่ต้องกลัวว่าคู่แข่งจะแย่งลูกค้าคุณไปหรอกค่ะ เพราะตลาดมันกว้างกว่าที่คุณคิดค่ะ ถ้าจิตใจคุณคิดถึงการแข่งขันอยู่เรื่อยๆมันเป็นจิตใต้สำนึกแห่งความขาดแคลนค่ะ ซึ่งคุณก็จะดึงดูดเอาความขาดแคลนเข้ามาสู่ชีวิต

มันก็เหมือนกับตอนคุณเริ่มฝึกวาดรูปแรกๆ อาจจะมีเพื่อนในห้องเรียนซักคน ที่คุณชอบงานเขา แล้วก็พยายามวาดรูปให้ได้ดีขึ้น และก็กลายเป็นคิดว่าว่าวาดแข่งกันกับเพื่อน เห็นเพื่อนเป็นแรงบันดาลใจในการวาดต่อไป พอคุณวาดได้ดีขึ้นเรื่อยๆ คุณก็อาจจะหาแรงบันดาลใจจากนอกห้อง ไปพบนักวาดคนหนึ่งในออนไลน์ที่วาดเก่งมาก ก็เกิดแรงบันดาลใจ วาดรูปให้ดีขึ้นไปอีก การที่มีคู่แข่ง หรือมีคนแข่งด้วยนั้น มันดีค่ะ มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ

แต่ความรู้สึกที่คิดว่าใครสักคนเป็นคู่แข่งนั้น มันจะทำให้เราทุกข์ได้ง่ายๆค่ะ เพราะว่าพอเราวาดดีขึ้น เราก็จะไม่พอใจผลงานของตนเอง เพราะว่ายังดูด้อยว่านักวาดคนนั้น คนนี้ ทำให้เราต้องหาคนมาแข่งด้วยเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น คนที่คุณควรแข่งด้วย มีคนเดียวค่ะ คือตัวคุณเอง แค่ตั้งเป้าว่าจะเก่งกว่าเมื่อวาน ก็พอแล้วค่ะ

นอกจากนี้การตั้งตัวเป็นคู่แข่งกับใครสักคน เป็นอารมณ์ด้านลบค่ะ ซึ่งมันจะดึงเอาอารมณ์ด้านลบอื่นๆออกมาด้วย เช่นอารมณ์อิจฉาริษยา ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่สิ่งที่ดีค่ะ เพราะมันจะทำให้เกิดทุกข์ ตราบใดที่เรายังไม่ดีเท่าคนๆนั้น กลายเป็นว่าคุณเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆตลอดเวลา นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมม้าแข่ง เวลาวิ่งมันต้องมีที่ปิดตาด้านข้าง เพื่อจะไม่ให้เห็นทิวทัศน์ข้างๆหรือเห็นว่าม้าตัวอื่นนำมันไปแล้ว การที่คุณจะทำงานได้ดี โฟกัสที่การพัฒนาตัวเองค่ะ ไม่ใช่การแข่งขันกับผู้อื่น

สิ่งที่คุณควรมีคือ “idol” ค่ะ ไม่ใช่ “คู่แข่ง” คือใครสักคนที่คุณเห็นเขาเป็นแบบอย่าง ซึ่งคุณอาจจะมี idol ในหลายๆด้านของชีวิต ซึ่งเขาเก่งกว่าคุณและประสบความสำเร็จกว่าคุณมากๆ และคุณตั้งเป้าไว้ว่า คุณจะต้องไปถึงระดับนั้นให้ได้ ถ้าคุณตั้งเพื่อนคุณหรือนักวาดในวงการเดียวกันเป็นคู่แข่ง สุดท้ายงานคุณจะดีกว่าเพื่อนคุณหรือคนๆนั้นแค่นิดเดียวค่ะ คุณอาจจะวาดได้ดีกว่าเดิมไม่มาก หรือคุณอาจจะวาดได้แย่กว่าเพื่อนอีกด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายคุณเล็กไปค่ะ แต่การที่ตั้งเป้าไว้ที่ เก่งแบบ idol มันเป็นเป้าหมายที่อยู่สูงกว่าคุณมากค่ะ มันทำให้คุณต้องออกแรงฝึกฝนเยอะมากๆ

มีอยู่ช่วงนึง ประมาณอายุ 25 ตอนที่เราทำงานวาดเป็นงานหลัก เราตั้งเป้าไว้ที่เก่งแบบ hyung tae kim ค่ะ การที่เก่งแบบเขา ไม่ใช่การไปก็อปปี้เขา ไปลอกสไตล์เขามา แต่เป็นการตั้งเขาไว้เป็นเป้า ว่าเราอยากจะมีชื่อในระดับ international แบบเขา ซึ่งถามว่าเราไปถึงจุดนั้นไหม? เราอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าเขา แต่ชีวิตเราดีขึ้นมากค่ะ เราได้งานต่างประเทศ งานได้ลงสื่อต่างประเทศ แม้ไม่ได้ยิ่งใหญ่มากก็จริง แต่เราเชื่อค่ะว่า shooting for the moon,even if you miss you will land among the star เล็งเป้าที่ดวงจันทร์สุดท้ายคุณจะได้ดวงดาวค่ะ

เราเคยดูหนังเรื่องหนึ่งค่ะ ชื่อซีบิสกิต มันเป็นม้าอ้วน พยศค่ะ สุดท้ายเจ้าของฝึกให้มันแข่ง ซึ่งตอนหลังพบว่าซีบิสกิต เป็นม้าขี้เกียจ เมื่อรู้ว่าตัวเองนำ แต่มันจะสู้ไม่ถอย เมื่อรู้ว่าตัวเองตามหลังม้าตัวอื่น ทำให้มันเอาชนะวอร์แอดมิรัล ที่เป็นม้าในตำนานได้ในที่สุดค่ะ

มีน้องมาบอกเราใน line ค่ะ ว่าอยากเห็นเราวาดภาพอลังการๆแบบเดิมที่เราเคยวาดสมัยก่อน จริงๆเราก็อยากวาดค่ะ แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่า เป้าหมายของเรา ไม่ใช่การวาดรูปเก่งๆแล้วค่ะ เพราะเราพบว่า ความเก่งนั้นไม่มีเพดานที่สิ้นสุดค่ะ เราอยากใช้ชีวิต โดยการถ่ายทอดประสบการณ์ให้นักวาดรุ่นหลังๆและคนอยากทำงานอิสระมากกว่าการวาดรูปสวยๆอย่่างเดียว ทั้งนี้ ถ้าน้องอายุน้อย มีความฝัน ฝันให้ไกล ไปให้ถึงค่ะ

เราจะบอกว่า…ทำไมนักวาดส่วนใหญ่จึงยังไส้แห้งอยู่ค่ะ จริงๆไส้แห้งมันไม่ผิดค่ะ เพราะช่วงแรกคุณหลีกหนีการไส้แห้งไม่ได้อยู่แล้ว การที่คุณจะมีชื่อ ประสบความสำเร็จในสายนี้คุณต้องยอมแลกทั้งชีวิตของคุณค่ะ เหมือนที่เราบอกเรื่องโสเครตีสนั่นแหละ คุณต้องการอะไรสักอย่างมากเท่ากับต้องการอากาศหายใจเมื่อไร คุณจะได้มันค่ะ

แต่การที่คุณอยู่ไม่ได้ มันเพราะคุณตั้งเป้าหมายต่ำเกินไปค่ะ เช่น ขอให้อยู่ได้จากงานวาดก็พอ ขอให้อยู่สบายก็พอ ถ้าคุณตั้งเป้าแค่อยู่ได้ คุณจะไส้แห้ง ถ้าคุณตั้งเป้าที่อยู่สบายสุดท้ายคุณจะแค่พออยู่ได้ ถ้าคุณอยากอยู่สบาย ก็ตั้งเป้าไว้ที่รวยค่ะ ทั้งนี้ความรวยของแต่ละคนมันมีค่าไม่เท่ากันค่ะ บางคนบอกว่ามีเงินเก็บล้านนึงถือว่ารวยแล้ว บางคนต้องมากกว่านั้น ทั้งนี้เป้าหมายของคุณ เป้าที่ดี มันควรไม่เล็กมากจนทำได้ง่าย แต่ไม่ใหญ่เกิน จนคุณท้อค่ะ

การที่คนส่วนมากล้มเหลว ไม่ใช่เพราะตั้งเป้าหมายสูงเกินไป แต่เป็นเพราะตั้งเป้าหมายต่ำเกินไปต่างหาก-ไมเคิล แองเจโล

การตั้งเป้าที่รวย ทำให้เราต้องศึกษาเยอะมากค่ะ ทั้งวิธีการ ชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งในขั้นต้นเราตั้งเป้าหมายที่ ได้รายได้ประมาณเงินเดือนประจำสมัยเราอยู่สิงคโปร์ โดยที่ใช้ชีวิตอิสระอย่างปัจจุบัน ได้บ้างไม่ได้บ้าง มากกว่านั้นบ้าง น้อยกว่านั้นบ้างแล้วแต่เดือนค่ะ แต่ชีวิตเราไม่ได้ลำบากค่ะ สามารถกินอาหารตามร้านในห้างได้บ้าง ซื้อของที่ชอบได้บ้าง

หลายๆคนbiasอีก เอ้า…ตกลงทำอาชีพนี้ๆเพราะอยากรวยใช่ไหม มีอาชีพที่ชอบไม่พอใช่ไหม ทำไมวัตถุนิยม ทำไมต้องรวย แค่มีสิ่งที่ชอบไม่พอเหรอ โลกนี้มันไม่ได้สวยงามเป็นโลกในอุดมคติเป็น “ยูโทเปีย” อย่่างที่คุณคิดค่ะ ทำสิ่งที่ชอบ พออยู่ได้มันไม่พอ เพราะ… เวลาคุณป่วยหนัก คุณต้องใช้เงินหรือเปล่าคะ? เวลาพ่อแม่คุณป่วย ต้องนอนโรงพยาบาล คุณช่วยเหลือท่านได้ไหม?เราไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองค่ะ ที่บ้านเราไม่ได้ฐานะดีมาแต่เราเกิด เราต้องเลี้ยงบุพการีของเรา …บิล เกตต์บอกไว้ว่า “ถ้าคุณเกิดมาจน คุณไม่ผิด แต่ถ้าคุณตายไปแบบยังจน มันเป็นความผิดคุณเองค่ะ”

บางคนก็บอก ดูแวนโก๊ะเป็นตัวอย่างสิ นี่แหละศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ตายไปแล้วมีชื่อเสียงมาก… ค่ะ แวนโก๊ะเป็นอัจฉริยะบุคคลจริงๆงานสวยจริงๆ ลองศึกษาประวัติดูก็ทึ่งมาก เพราะแวนโก๊ะ ชีวิตลำบากยากแค้น ตั้งแต่เกิดจนตายไปเลยค่ะ คนทำแบบนี้หัวใจต้องใหญ่จริงๆ คืออุทิศชีวิตให้ศิลปะทั้งชีวิต แต่เรา…มีครอบครัว มีพ่อแม่ที่ต้องดูแลค่ะ การที่เราคิดแต่จะทำสิ่งที่เราชอบอย่างเดียว โดยไม่คำนึงเลยว่าครอบครัวเราจะเป็นตายร้ายดียังไง สำหรับเราเองมันเป็นการเห็นแก่ตัวมากค่ะ เราต้องทำทั้งสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เรารัก และได้เงินมาเลี้ยงครอบครัวด้วยค่ะ

สมัยเรายังเด็ก คุณยายป่วย เราไปนอนค้างที่โรงพยาบาล เราเห็นยายนอนในห้อง icu สุดท้ายบิลค่าใช้จ่ายเป็นแสนค่ะ เราจึงคิดว่า ถ้าบ้านเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นบ้าง จะทำยังไง? อย่าใช้ชีวิตบนความประมาทค่ะ

กลับมาที่เรื่องคู่แข่งนะคะ เราเป็นคนไม่กลัวคู่แข่งเลยค่ะ เพราะเราคิดว่าคนเป็นลูกค้า มีสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดให้ตัวเองค่ะ แล้วเราก็ไม่ได้เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เช่น คนนั้นได้จำนวนไลค์เพจมากกว่า คนนั้นมีคนชอบงานมากกว่าเรา เพราะเรารู้สึกว่า ไลค์น้อย ไม่ใช่งานเราไม่ดี สู้เขาไม่ได้ เรารู้สึกว่า เราให้ความสำคัญกับคนที่ชอบงานเราจริงๆมากกว่า ยกตัวอย่างศิลปินละกันค่ะ เอาเป็นว่า the cranberries วงที่เราชอบ อาจจะมีแฟนๆ น้อยกว่า lady gaga แต่มันไม่ได้หมายความว่า เพลง lady gagaดีกว่า the cranberries คนอาจจะชอบlady gagaมากกว่าก็จริง แต่มันก็ไม่ทำให้ความชอบในวง the cranberriesของเราเปลี่ยนไป เพราะคนเราชอบในสิ่งที่แตกต่างกันค่ะ ทำเต็มที่ แล้วปล่อยวางกับผลลัพธ์ค่ะ

ทั้งนี้สมมติว่าถ้าใครจะสอนวาดการ์ตูนบ้างแบบเรา หรือทำงานวาดบ้าง โดยอาจจะอยากได้เงินต่อภาพ มากกว่าเรา ค่าสอนมากกว่าเรา คุณก็ทำได้ค่ะ แต่คุณพยายามมากได้เท่าเราหรือมากกว่าหรือเปล่า? ถ้าคุณพยายามมากกว่าเรา คุณก็ทำได้ค่ะ อาจจะดีกว่าเราด้วยซ้ำ คุณจะสอนวาด คุณทำบลอคสอน เขียนบทความให้ความรู้มากเท่าๆเราได้ไหม ?นี่คือ “personal brand” ของเรา ที่เราใช้เวลาสร้างมาหลายปีค่ะ อาจจะมีนักวาดที่เก่งกว่าเรา มีคนสอนที่สอนวาดเก่งกว่าเราก็จริง แต่คนแบบเรานี่… มีคนเดียวในโลกค่ะ เหมือนกับคุณนั่นแหละ คนแบบคุณมีคนเดียวในโลก คุณก็ศักยภาพ ไม่ได้ด้อยกว่าคนอื่นค่ะ

ลองเซิร์จคำว่าสอนวาดการ์ตูนญี่ปุ่น หรือ นักวาดภาพประกอบดู จะพบว่า เว็บนี้หรือ video ที่เราสอนใน youtube อยู่หน้าแรกๆ ของ google ค่ะ ทั้งนี้คุณอย่าชะล่าใจกับความสำเร็จในวันวาน เพราะมีคนที่ขยันกว่าคุณ เก่งกว่าคุณ พยายามกว่าคุณ อายุน้อยกว่าคุณ และประสบความสำเร็จมากกว่าคุณอยู่ทุกวันค่ะ เพราะฉะนั้น อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง อย่างที่ท่านศาสดาจ๊อบ บอกไว้ “stay hungry,stay foolish” ค่ะ