สวัสดีค่ะ ต้องเขียนต่อค่ะ เพราะว่าหลายๆคนอ่าน entry ก่อน ถ้าเนื้อหาไม่ครบอาจจะเอาไปใช้กันผิดๆได้ วันนี้มาต่อนะคะ

25560925-164439.jpg

ขออนุญาติยกข้อความบางส่วนจาก entry ที่แล้วมาค่ะ

“การที่คุณอยู่ไม่ได้ มันเพราะคุณตั้งเป้าหมายต่ำเกินไปค่ะ เช่น ขอให้อยู่ได้จากงานวาดก็พอ ขอให้อยู่สบายก็พอ ถ้าคุณตั้งเป้าแค่อยู่ได้ คุณจะไส้แห้ง ถ้าคุณตั้งเป้าที่อยู่สบายสุดท้ายคุณจะแค่พออยู่ได้ ถ้าคุณอยากอยู่สบาย ก็ตั้งเป้าไว้ที่รวยค่ะ”

จะบอกเหตุผลนะคะ ว่าทำไมน้องจึงควรตั้งเป้าที่รวยในการทำงานวาด ไม่ใช่แค่อยู่ได้ ไม่ใช่แค่อยู่สบาย…

เพราะการตั้งเป้าที่รวยไปเลยนั้น ทำให้น้องต้องทำ”บางสิ่งบางอย่าง ที่แตกต่างจากคนทั่วๆไปในวงการเดียวกัน”ค่ะ
ถ้าน้องทำในสิ่งเดิมๆวิธีการเดิมๆน้องก็จะได้ผลลัพธ์เหมือนคนทั่วๆไปค่ะ คือ…”ไส้แห้ง” นั่นเอง เพราะว่าน้องเอาแต่ทำแต่สิ่งที่อยู่ใน comfort zoneค่ะ

“เสียสติ คือ การทำสิ่งเดิมๆซ้ำๆ แล้วหวังว่าผลมันจะเปลี่ยนไป”-อัลเบิิร์ต ไอน์สไตน์

ก่อนอื่น…ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า ที่คนส่วนมาก คิดว่าเป็นไปไม่ได้ มันเป็นเพราะ พวกเราถูกกรอกหูมาแต่ยังเด็กค่ะ
“ศิลปินไส้แห้ง”….”อย่าทำเลยงานวาดๆเขียนการ์ตูน ไม่รวยหรอก ไส้แห้งแน่ๆ”
ทุกๆคนรอบตัว ล้วนกรอกหูคุณว่า ไส้แห้งๆอยู่ทุกวัน แล้วเป็นไงคะ ?
เขาเรียก …self fulfilling proprecy ค่ะ คือ คิดว่าไส้แห้ง คุณก็จะไส้แห้งจริงๆ

มันเหมือนกับการทดลองนึง ที่เขาเอาลูกช้างมาล่ามโซ่ไว้ ลูกช้างพอโดนล่ามมันก็พยายามจะดึงให้โซ่ขาด ปรากฏว่ามันทำไม่ได้ ยิ่งดึงเท่าไรยิ่งเจ็บ พอลูกช้างโตเป็นช้างตัวใหญ่ เขาเอาโซ่ออก เอาเชือกรัดขามันแทน ผลสรุปเป็นไงรู้ไหมคะ?ช้างมันไม่ได้พยายามดึงให้เชือกขาดเลยค่ะ มันปล่อยให้ตัวเองโดนล่ามอยู่อย่างนั้น คุ้นๆไหมคะ…เหมือนคุณหรือเปล่า?ถ้าคุณยังไส้แห้งอยู่ณ.วันนี้ คุณไม่ต่างจากช้างที่โดนล่ามตัวนั้นเลย คุณได้ลองพยายามดึงเชือกเส้นนั้นให้ขาดหรือยังคะ?หรือคุณเชื่อ…ว่าออกแรงดึงไปก็เปล่าประโยชน์ ?

ก่อนอื่น คุณต้องคิดก่อนค่ะ ว่ามันเป็นไปได้ที่จะรวยจากการวาดรูป

แล้วทำไม เอนทรี่ก่อนๆ เราถึงบอกว่า รายได้จากการวาด มันไม่ทำให้คุณรวยได้จากอาชีพนี้ …

จริงๆแล้วอันนี้คงต้องพูดใหม่ค่ะ เติมประโยคเข้าไปด้านหลัง…
รายได้จากการวาด มันไม่ทำให้คุณรวยได้จากอาชีพนี้ …
“ยกเว้นคุณจะเป็นระดับ top 1% ของวงการนั้นๆ” ….ถ้าคุณเป็น top10%คุณจะอยู่สบายค่ะ

การเป็น top1%ของวงการ…คือ อะไร?
มันไม่ใช่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เข่นฆ่ากันแบบห่วงโซ่อาหาร ทำลายคนอื่น เพื่อจะไปอยู่จุดยอดของปิรามิดนั้นๆค่ะ
แต่คือการ”พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆในทุกวัน” จนมาวันนึงรู้ตัวอีกที ก็เป็นคนที่อยู่ใน top1%นั้นแล้วค่ะ เหมือนที่บอกใน entry ก่อนๆคือคุณต้องมี idol ค่ะ เพราะidolของคุณ…ส่วนมากก็คือพวก “top1%ในวงการนั้นๆ” นั่นเอง…

การมี idol ไม่ใช่การวาดให้เหมือน idol ,วาดให้เก่งกว่า idol นะคะ เพราะว่าการตั้งเป้าแบบนั้น คุณกำลังแข่งขันกับ idol คุณ ซึ่งคุณจะทุกข์มากค่ะ เพราะคุณแข่งกับ idol คุณไม่ได้หรอก เพราะ idol ได้”ชนะ”คุณไปแล้วตั้งแต่ก่อนเริ่มแข่งเสียอีก ถ้าคุณแข่งกับคนนั้น แปลว่าคนนั้นไม่ใช่ idol แต่เป็น”คู่แข่ง”ค่ะ การมีคู่แข่ง จะทำให้คุณเป็นทุกข์มากกว่าจะวาดรูปอย่างมีความสุขค่ะ มีคู่แข่งคือตัวเองคนเดียวก็พอ… idol คือคนที่อยู่เหนือคุณมากๆที่คุณเห็นเขาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตหรือหน้าที่การงานค่ะ ซึ่ง…เราก็มี idol เช่นกันในหลายๆด้านของชีวิต

ถ้าถามว่า…สามารถประสบความสำเร็จ เท่าๆกัน หรือมากกว่า idol ตัวเองได้ไหม “ได้ค่ะ” แต่ต้องใช้เวลาพอสมควร ถ้า idol คุณหยุดพัฒนาตนเองแล้ว ในขณะที่คุณกำลังพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ วันหนึ่งคุณอาจจะประสบความสำเร็จได้มากกว่าเขาค่ะ ก็เหมือนกับบริษัทที่ไร้นวัตกรรมใหม่ๆนั่นแหละ ก็จะถูกบริษัทอื่นๆแซงหน้าไปค่ะ

ถ้าถามเรา…พี่มุ่ยไม่กลัวเด็กวาดเก่งๆกว่าเหรอ ที่อายุน้อยกว่า เก่งกว่า มาแย่งงาน…
ไม่กลัวค่ะ คนเรามีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีนินทา…คนมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จเท่าไร ก็มีคนทำได้ดีกว่าเราได้ทุกวันอยู่แล้ว การมัวแต่คิดว่าเดี๋ยวคนนั้นเก่งกว่า คนนี้ดีกว่า คนนั้นรวยกว่า ก็เป็นทุกข์เปล่าๆค่ะ

บางคนก็บอก ชอบงานสมัยก่อนพี่มุ่ยมากกว่า
…ค่ะ…อันนี้ก็นานาจิตตังค่ะ บอสเก่าเราชื่อเอ็ดมันด์ เขาบอกเราว่า…

“มันไม่สำคัญว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับคุณ แต่สิ่งที่สำคัญคือ คุณคิดยังไงกับตัวเอง”

สมัยก่อนเราก็เป็นค่ะ… คิดว่า เอ๊ะ!ทำไม …อ.(เติมชื่อนักวาดชอบ)ลายเส้นเปลี่ยน ชอบแบบสมัยก่อนมากกว่า…

แต่ศิลปะนั้น มันเปลียนแปลงไปเรื่อยๆค่ะ ในตอนที่คุณอายุถึงจุดหนึ่ง งานคุณจะเปลี่ยนไปบ้าง จากการมองโลก หรือ การใช้ชีวิตของคุณ สิ่งที่สำคัญคือ ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนไปยังไง ก็ควรจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำในทุกวันค่ะ ถ้าคุณมีความสุข คุณไม่ต้องสนหรอก ว่างานนี้ คนไลค์น้อย คนชอบน้อยลง

และคุณไม่รู้หรอกว่า artist แต่ละคนเจอกับอะไรมาบ้างในชีวิตของเขา หรือมีประสบการณ์อะไรบ้างงานเขาจึงเปลี่ยนไปหรือเป็นแบบที่เขาเป็นอย่างทุกวันนี้ค่ะ และไม่ต้องไปเสียเวลาในการเดาหรอก เพราะคุณเดาไม่ถูกหรอกค่ะ คนไทยส่วนมากชอบเดาเอาเองแล้วเก็บเอาไปวิจารณ์ เหมือนกับสังคมเราทุกวันนี้ ถ้าคุณเสียเวลาวิจารณ์ชีวิตคนอื่นๆโดยเปล่าประโยชน์ สู้เอาเวลาไปพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นดีกว่าค่ะ

มีอาร์ติสท์ที่เราชอบคนนึงค่ะ วาดงานดาร์คมากๆ ปรากฏว่า ไปอ่านสัมภาษณ์ มันเป็นเพราะ พ่อแม่เขาแยกทางแต่เด็กค่ะ เลยทำให้เขาวาดแต่งานที่ดูมืดๆดาร์คๆ

seth godin บอกว่า ศิลปะ คือ การเปลี่ยนแปลงคนค่ะ ไม่สำคัญว่ามันจะอยู่ในรูปแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นงานวาด งานเขียน ภาพยนตร์ โฆษณา ภาพถ่าย

ถามว่า เราตั้งเป้าที่รวยตั้งแต่แรกเลยไหม ตั้งแต่เริ่มวาด…
ไม่ใช่ค่ะ…เราเริ่มตั้งเป้าหมายที่รวย เมื่ออายุประมาณ23ปี ช้าค่ะ เด็กเดี๋ยวนี้ 14-15ก็อยากรวยเป็นเถ้าแก่น้อยกันแล้ว ณ.ตอนนั้นเป็นพนักงานประจำค่ะ รายได้15,000 …แต่เราตั้งเป้าไว้แต่แรกแล้วค่ะ ว่าจะได้เงินเดือนประมาณ 5หมื่น…

การตั้งเป้าที่รายได้เท่านี้ ทำให้เราต้องขยันมากค่ะ ฝึกฝนฝีมือทุกวัน หามรุ่งหามค่ำ เพนท์ทั้งวันทั้งคืน

บางคนบอก โห…ช่างกล้าเนอะ…หมื่นห้า…แต่ฝันอยากได้เงินเดือน 50k

การตั้งเป้าที่รายได้เท่านี้ ทำให้เรามีวิธีการที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆค่ะ นั่นคือ การต้องเลือกที่จะไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งมันเป็นฝันมาก สำหรับคนที่ไม่ได้จบอาร์ทตรงๆแบบเรา และผลการเรียนเราก็ไม่ได้ระดับเกียรตินิยมด้วย ทั้งนี้เป็นสิ่งที่เราคิดในใจมาตั้งแต่จบแล้วว่าอยากได้งานในต่างประเทศจริงๆ ไม่ใช่เพิ่งเริ่มคิดค่ะ เราไม่รู้หรอก ณ.ขณะนั้น ว่าจะได้งานหรือเปล่า… ที่บ้านห้ามค่ะ ตอนแรกจะไม่ให้ไป แต่สุดท้ายก็ไปค่ะ สรุปคือ เงินเดือนเราปรับจาก หมื่นห้า เป็นเกือบ5 หมื่น ในเวลาประมาณ2ปีกว่าค่ะ

ถ้าถามว่าทำไม เราถึงได้งานต่างประเทศ
มีอยู่วันนึง เพื่อนโทมาหาค่ะ บอกว่า”ช่วยลงสีหน่อย งานเยอะ ทำไม่ไหว” เราก็รับมาทำค่ะ ปรากฏก็เป็นงานฟรีแลนซ์ของบริษัทที่เราได้งานนั่นแหละ หลังจากนั้นเราก็บินไปสิงคโปร์ค่ะ ไปเจออาร์ทไดเรคเตอร์กับเจ้าของสตู คุยกัน แล้วก็เป็นเพราะแสตนลีย์ที่เป็น creative director รู้จักงานเรา ผ่านทาง deviantart ค่ะ (ตอนนั้นงานเราค่อนข้างเป็นที่นิยมในระดับหนึ่ง) ก็เลยได้งานค่ะ จังหวะชีวิตจริงๆ

คนแต่ละคนมีเทอร์โมสตัท ของความมั่งคั่งในตัวอยู่ค่ะ เทอร์โมสตัท คือตัวควบคุมอุณหภูมิ ถ้าร้อนไปหรือเย็นไป มันจะปรับให้เท่ากับอุณหภูมิที่เหมาะสมเสมอค่ะ อาทิเช่น ยกตัวอย่างนะคะ ถ้าคุณมีเทอร์โมสตัทที่เลขหกหลัก xxx,xxx พอคุณได้มากกว่านี้ มันจะมีเหตุการณ์อะไรซักอย่างหรือตัวคุณเอง ที่ทำให้คุณต้องสูญเสียเงินนั้นไปอยู่เรื่อยๆค่ะ

โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเศรษฐีระดับหมื่นล้านค่ะ ก่อนหน้านี้แกเคยหมดตัว เป็นหนี้เป็นสินประมาณพันล้าน สุดท้ายแกกลับมารวยกว่าเดิม เทอร์โมสตัทของโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ที่ระดับหมื่นล้านค่ะ คนแบบนี้ ถ้าสูญเงินไป ก็จะหาได้เท่าเดิมค่ะ

นี่เป็นเหตุผลที่ทำไม คนถูกล็อตเตอรี่ จึงกลับมาจนอีกครั้งในเวลาไม่นานค่ะ เพราะเขาตั้งเทอร์โมสตัท ไว้ที่ตัวเลขน้อย พอได้เงินมา เขาก็จะหาทางกำจัดเงินออกไปจากชีวิตให้เท่ากับระดับที่เรารู้สึกว่าปลอดภัยค่ะ

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากไส้แห้ง คุณก็ต้องตั้งเทอร์โมสตัท ไว้สูงกว่าปกติหน่อยค่ะ นี่คือเหตุผลที่ ทำไมคุณต้องตั้งเป้าที่รวย…ทั้งนี้ การตั้งเป้าหมายที่ถูกต้อง คุณควรกำหนดเป็นตัวเลข ที่มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาด้วยค่ะ เพราะคำว่ารวย มัน subjective เกินไปค่ะ

เป้าหมายที่ดี…ยกตัวอย่าง…เช่น เก็บเงิน 1 ล้านบาท ให้ได้ ภายในอายุ 40 ปี

“การเดินทางไปสู่เป้าหมาย” สำคัญกว่า”ตัวเป้าหมาย”นั้นๆค่ะ
เช่น เวลาคุณเล่นเกม rpg คุณสนุกตรงไหนคะ?ก็ต้องเป็นระหว่างการดำเนินเรื่อง ที่เราต้องไปคุยกับคนในหมู่บ้าน เดินหาไอเทม แล้วก็รับรู้เนื้อเรื่องที่ดำเนินไปค่ะ ไม่ใช่ตอนจบของเกมที่สู้กับบอส แล้วเจอฉากจบ แต่ฉากจบ เป็นสิ่งที่ทำให้เราอดทนเล่นไปจนจบเกมค่ะ

ถ้าคุณเล่นเกม แล้วปรากฏว่าเกมมันดันให้คุณสู้กับบอส แล้วเนื้อเรื่องก็จบตรงนั้นเลย มันจะสนุกไหมคะ?

เหมือนกับชีวิตคนเรา…สิ่งที่สำคัญคือ การพัฒนาตัวเองระหว่างนั้นค่ะ เหมือนการค่อยๆเลเวลอัพ แล้วไปตีบอสนั่นแหละ
เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญ คือ การเดินทางระหว่างนั้นค่ะ

ทั้งนี้ การตั้งเป้าว่ารวย ไม่ใช่การทำทุกอย่าง ไม่เลือกวิธีการ จนไปสู่ความรวยได้ ถ้าคุณคิดแบบนี้ คุณได้เสีย”จิตวิญญาณ”ของคุณไปแล้วค่ะ…สุดท้ายคุณก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก เช่น เห็นคนขายเคสมือถือแล้วรวย ก็เอามั่ง เห็นคนเปิดร้านกาแฟแล้วรวยก็เอามั่ง …คุณต้องมีจุดยืนในชีวิตพอสมควร เช่น จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง…หรือ…ทำในสิ่งที่รัก ซึ่งจุดยืนหรืออุดมการณ์แต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ

อ่านมาถึงนี่แล้ว ก็…ลองจินตนาการตามนะคะ จินตนาการ ว่าตกลง”คนรวย”จริงๆหน้าตาเป็นยังไง ใช้ชีวิตยังไง?

น้องๆอาจจะบอก

“ก็มีเงินเยอะๆไงพี่ มีสาวๆสวยๆล้อมรอบ มีรถสปอร์ต ferrari,porsche carrera 911,มีบ้านหลังใหญ่ๆโตๆราคาหลายสิบล้าน,มีคนใช้ล้อมรอบเป็นสิบเป็นร้อย,มีสระว่ายน้ำที่บ้าน สวนใหญ่ๆ มีเสื้อผ้ายี่ห้อแบรนด์ดังๆ ถือหลุยส์วิตตอง กินไข่ปลาคาเวียร์ทุกวัน นอนโรงแรมห้าดาว ขึ้นเครื่องบินชั้นbusiness class…บลาๆ”

สิ่งที่น้องว่ามา…คือ “คนรวย”หรือ “ภาพของความรวย” คะ?

รวย…วัดกันที่ไหน?

มีหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ millionair next door ค่ะ เขาได้สำรวจเศรษฐีชาวอเมริกัน ว่ามีชีวิตความเป็นอยู่ยังไง? ปรากฏว่า คนที่เราๆคิดกันว่าเป็นเศรษฐีกันอย่างภาพข้างบน ส่วนมากคือ ….รวยเฉพาะเปลือก แต่ติดหนี้สินเป็นสิบเป็นร้อยล้านเพราะการใช้เงินเกินตัวค่ะ

ส่วนเศรษฐีหรือคนรวยจริงๆ ดูไม่ออกเลยค่ะว่าเป็นคนรวย เพราะคนรวยหรือเศรษฐีจริงๆแต่งตัวธรรมดา เดินดินกินข้าวแกงเหมือนเราๆนี่แหละ อาศัยอยู่ในชุมชนที่ไม่ใช่ย่านคนรวย ขับรถมือสองค่ะ

รวยจริงไม่จริง วัดกันที่”ปริมาณทรัพย์สินสุทธิ”ค่ะ (net worth,asset) หุ้น,กองทุนรวม,พันธบัตร,เงินฝาก,ธุรกิจ…ฯลฯ

ทรัพย์สินคืออะไร?
ทรัพย์สินคือ สิ่งที่สร้างกระแสเงินสด(cashflow)เป็นบวกค่ะ คือ ให้เงินกับเรา ภาพวาดของคุณ,งานเขียนของคุณถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาค่ะ

บ้านเป็นทรัพย์สินหรือเปล่า?
บ้าน ถ้าให้กระแสเงินสดเป็นบวก เช่น คุณปล่อยให้เช่า ได้ค่าเช่าบ้านในแต่ละเดือน ถือว่าเป็นทรัพย์สินค่ะ แต่ถ้าคุณต้องผ่อนเองทุกเดือน ถือเป็นหนี้สินค่ะ

รถเป็นทรัพย์สินหรือเปล่า?
รถ มูลค่าต่ำลงทันทีตั้งแต่คุณซื้อค่ะ ถ้าคุณต้องผ่อนรถทุกเดือน ก็ถือว่าเป็นหนี้สินค่ะ จนกว่าคุณจะผ่อนหมดนั่นแหละ

ความมั่งคั่งที่แท้จริง ….MJ de marco เศรษฐีที่เขียนหนังสือ millionaire fast lane กล่าวไว้ค่ะ ว่า คือ..
“family…fitness…freedomค่ะ” ขอเพิ่ม friends เข้าไปอีกหนึ่งอย่าง

ถ้าคุณรวยเงินทองจริง แต่ต้องแลกกับสุขภาพเสีย โหมทำงานหนักสุขภาพแย่ เข้าๆออกๆโรงพยาบาล คุณจนมากๆค่ะ…
“สุขภาพที่ดีเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแลกเป็นตัวเงินได้”ค่ะ
คุณไม่สามารถใช้เงินยื้อความตายได้

โอเค…คุณอาจจะบอก…”ชั้นมีเงิน ชั้นจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ ชั้นยื้อชีวิตของชั้นได้”

จริงเหรอ?…หึหึ…คุณไม่ได้จ่ายเงินยื้อชีวิตได้ค่ะ อย่าดีใจไป…คุณแค่ยังไม่ถึงฆาต…คนเราถึงวินาทีที่จะตายจริงๆ…คุณให้เงินมัจจุราชหมื่นล้าน…ไหว้วานบอก”ขออยู่ต่อเถอะ” ได้ไหมคะ?คนเราจะตายวินาทีเดียวก็ยื้อไม่ได้ค่ะ

…มันจะดีกว่านั้นไหมคะ ถ้าคุณไม่ต้องป่วย เพราะป่วย…มันคือ “ผลลัพธ์อย่างหนึ่งของการใช้ชีวิตผิดพลาด”ค่ะ เราผ่านช่วงนั้นมาแล้วค่ะ ถึงพูดได้ ..แต่ไม่ใช่ทุกโรคนะคะ ส่วนมากเท่านั้น บางโรคก็อยู่ที่กรรมพันธุ์ค่ะ

ทั้งนี้มีน้องนักเรียนของเราคนนึง ชื่อน้องนุชค่ะ น้องนุชเคยป่วยเป็นลิวคีเมีย หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวค่ะ ซึ่งการเป็นโรคพวกนี้ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า เราจะเป็นเมื่อไร เราอาจจะเป็นคนรักษาสุขภาพดี แต่อยู่มาวันนึงเป็นก็ได้ เราเคยให้นักเรียนรุ่นแรกๆ เขียนเป้าหมายชีวิตลงไป จำได้ลางๆว่า…น้องนุชเขียนว่า “ทำสิ่งที่ชอบ”คือการวาดรูปนั่นเองค่ะ อีกข้อคือ “ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”ค่ะ น้องนุชไม่ได้เขียนเป้าหมายว่าจะรวยจากงานวาด เพราะน้องเค้าเคยผ่านการเป็นมะเร็งมาแล้วจึงรู้ว่าอะไรที่สำคัญในชีวิต

สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา คือ คนที่คุณรัก กับ ตัวคุณเอง …พวกเป้าหมายต่างๆมันเป็นแค่สิ่งที่ทำให้คุณสนุกในการเดินทางและไม่หลงทางไปก่อนเท่านั้นค่ะ คุณควรมีความสุขในระหว่างการเดินทางสู่เป้าหมายนั้นๆด้วยค่ะ ไม่ใช่การทุ่มเทอย่างเอาเป็นเอาตายกันไปข้าง คือเอาสุขภาพคุณไปแลก ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เวลาป่วย มันทุกข์จริงๆค่ะ คุณควรอยากได้สิ่งนั้นๆบนความปล่อยวางค่ะ คุณต้องมีความสุขก่อนแล้วความรวยตามมาทีหลัง…ไม่ใช่ต้องรวยก่อน ถึงจะมีความสุขค่ะ

การใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง…คือ “มีความสุขในทุกวัน” ค่ะ
ป่วย…=ทุกข์ค่ะ

และ ถามตัวเองว่า ถ้าในวินาทีนี้…มีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ เอาปืนมาจ่อหัวคุณ แล้วบอกคุณว่า
“ก่อนตาย ขอถามหน่อยว่า แกมีความสุขกับชีวิตของแกมั้ย….แกมีความสุขกับสิ่งที่แกทำอยู่มั้ย…”

คุณจะตอบว่าอะไรคะ?
นี่เป็นวิธีเช็คค่ะ ว่า…คุณกำลังเดินในหนทางที่ถูกต้องอยู่หรือเปล่า หรือ มรณานุสติ ค่ะ
วิธีได้มาจาก…คู่มือจีบสาว…ค่ะ

มีลิงค์แนะนำให้ไปอ่านเพิ่มเติม คือเรื่องของดร.richard teo ที่เคยกล่าวไว้ใน entry ที่แล้วค่ะ ตามไปอ่านให้จบทุกตัวอักษรนะ