สวัสดีค่ะ วันนี้ต่อจาก entry ที่ผ่านๆมาค่ะ…จะมาสอนวิธีการถอดแบบความสำเร็จจาก idol ของเรา ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน 2 entry ที่แล้ว กลับไปอ่านให้ละเอียดก่อนค่ะ แล้วค่อยมาอ่าน entry นี้

25560927-172810.jpg
สองเอนทรี่ที่แล้วตามไปอ่านให้ละเอียดก่อน
ฝึกฝนตัวเองให้เป็นระดับtop1%
การเดินทางสำคัญกว่าเป้าหมาย

entry ที่แล้ว เราพูดถึงการฝึกฝนตัวเอง ให้เป็น top1%ของวงการค่ะ คุณจะเป็น top1%ของวงการไม่ได้ ถ้าคุณไม่มี idol เพราะมันเหมือนคุณกำลังเดินป่า แล้วไม่มีแผนที่ ไม่รู้ว่าทางออกอยู่ตรงไหน คุณก็จะเดินแบบมั่วๆซั่วๆ สุดท้ายก็หลงตายอยู่กลางป่านั่นเอง

ก่อนอื่น เราต้องกำหนดเป้าหมาย หรือหลักชัยของเราก่อนค่ะ ไปศึกษา entry ที่แล้วละเอียดก่อนนะคะ คือ คุณจะต้องกำหนดก่อนว่าคุณจะเป็นระดับ top1%ของวงการอะไร ทำอะไร ในระดับไหน?

ถ้าคุณไม่มีเป้าหมาย หรือกำหนดเป้าหมายผิดทิศ คุณก็จะไม่ถึงเส้นชัยค่ะ มันเหมือนคุณจะไปเชียงใหม่ แต่ดันซื้อตั๋วเครื่องบินไปภูเก็ต คุณก็เสียเวลา เสียค่าตั๋วเครื่องบินค่ะ

ซึ่งในชีวิตคนเรา มันเป็นแบบนี้แหละ และน่าเศร้าที่หลายๆคนก็ยังเดินหลงทางอยู่ในวังวนนี้ด้วยค่ะ …

คุณควรมี idol ประมาณ 6 กลุ่ม ตามระดับเสกลที่คุณต้องโฟกัส

กลุ่มแรก…คือ…คนที่เป็นtop1%…ของวงการคุณ…ในระดับโลก
กลุ่มที่สอง…คือ…คนที่เป็นtop1%ของทุกวงการ…ในระดับโลก
กลุ่มที่สาม…คือ…คนที่เป็นtop1%ของวงการคุณ…ในระดับภูมิภาคเอเชีย
กลุ่มที่สี่…คือ…คนที่เป็นtop1%ของทุกวงการ…ในระดับภูมิภาคเอเชีย
กลุ่มที่ห้า…คือ…คนที่เป็น top1%ของวงการคุณ…ในระดับประเทศ
กลุ่มที่หก…คือ…คนที่เป็น top1%ของทุกวงการ…ในระดับประเทศ

การศึกษาtop1%ของทุกวงการ เพื่อคุณจะได้รู้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จ เขามีแนวคิดอย่างไร แล้วคุณก็ถอดแบบแนวคิด(mindset)ของคนที่ประสบความสำเร็จออกมา

ซึ่ง เมื่อคุณลงลึกไปเรื่อยๆ ให้พยายามศึกษา ว่า idol ของ idol เป็นใครค่ะ และศึกษาแนวคิดของเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้…ทั้งนี้การที่คุณต้องศึกษาแนวคิดเยอะ ….คุณอย่าไปหลงทางค่ะ…ให้กลับไปดูว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร…?

เรามาดูเหตุการณ์สมมติที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันค่ะ ที่คนเราหลงทางอยู่ทุกวัน

เหตุการณ์สมมติ

คุณ a ทำงานประจำ เป็นกราฟฟิคดีไซน์เนอร์ แต่ที่จริง คุณ a รักการออกแบบเว็บมาก ณ.ตอนแรก คุณ a อยากเป็นtop1%ของนักออกแบบเว็บ …

คุณ a เริ่มฝึกฝนการทำเว็บนอกเวลางาน การเขียนภาษาhtml,การใช้css แต่คุณ a ไปร้านหนังสือ เห็นหนังสือหุ้นอยู่เรียงรายตามแผง คุณ a ก็ซื้อมาอ่าน อ่านๆไป ไม่เข้าหัวคุณ a เลย เพราะคุณa เกลียดวิชาคำนวณมาแต่เด็ก เวลาอ่านถึงช่วงคำนวณค่า p/e ratio คุณ a ก็เกิดอาการหน้ามืด…เวียนหัว…จะอาเจียน

แต่คุณ a ก็ยังไม่ยอมแพ้ คุณ a คิดว่า ในเมื่อมหาชนสนใจการเล่นหุ้นขนาดนี้ แปลว่า…มันต้องมีอะไรดี มันต้องทำให้เรารวยได้แน่ๆ คุณ a เจอตำราหุ้นมากมาย

บางเล่มก็บอกให้เล่น short(ขายหุ้นเพื่อทำกำไรให้เร็วที่สุด),day trade(เล่นหุ้นรายวัน),บางคนก็บอก value investor(ลงทุนเน้นหุ้นคุณค่า) สิดีที่สุด…คุณ a เริ่มสับสนในชีวิต…เดินเข้าร้านหนังสืออีกครั้ง…มีหนังสือมาใหม่…”รวยด้วยอสังหาริมทรัพย์”…”รวยด้วยธุรกิจกาแฟ”…”รวยด้วยการค้าขายออนไลน์”…คุณ a ตัดสินใจซื้อมาทุกเล่ม

คุณ a เริ่มฝึกฝนการทำเว็บ…แต่ว่า…ไม่มีลูกค้าเข้ามาเลยสักคน คุณ a สับสน ไม่รู้ว่าเลือกเส้นทางถูกไหม…กลับไปดูกองหนังสือ…เห็นหนังสือ “การลาออกครั้งสุดท้าย” ของคุณใบพัด คุณ a อ่านจบ มันโดนใจคุณมากๆ คุณ a ตัดสินใจว่า คุณใบพัดนี่แหละคือ idol ของเรา…เราจะมีอิสรภาพทางการเงินจากการลงทุนแบบคุณใบพัดนี่แหละ…

คุณ a ฝืนทำงานกราฟฟิค ทั้งๆที่ใจคุณ a ไม่อยากทำแล้ว เก็บเงินได้ก้อนหนึี่งด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของคุณ a ประมาณ200,000บาทตั้งใจว่าจะลงทุน..จากนั้น เพื่อนของคุณ a ที่อ่านหนังสือหุ้นมาด้วยกัน ก็มาบอกว่า

“…เมื่อวานซื้อหุ้นaมา…แล้วขายออกไปวันนี้…ได้กำไรมา 100,000บาท….”

ฟังเพื่อนจบ…คุณ a ตาโต…100,000…นี่เราเก็บเงินทั้งปีเลยนะ ถึงจะได้ แต่เพื่อนเราทำได้วันเดียว

คุณ a ดูกราฟ…หุ้นaกำลังขึ้นเรื่อยๆ…คุณa ตัดสินใจซื้อหุ้นaด้วยเงินทั้งหมดที่คุณ a มี…และคิดว่า…วันรุ่งขึ้น…จะขายเพื่อทำกำไรบ้างแบบเพื่อน…ปรากฏว่า…วันรุ่งขึ้น…หุ้นaตกลงมาอย่างรวดเร็ว…คุณ a ตัดสินใจขายทันที…และสูญเงินเก็บไป150,000

คนแบบคุณa พบได้ในสังคมทั่วไปในปัจจุบันนี้ ชีวิตคุณa อาจจะไปคล้ายกับเพื่อนคุณ,ญาติคุณ,หรือแย่สุด อาจจะคล้ายคุณ (หวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น) อ่านจบแล้ว คุณคิดว่า คุณa ทำผิดพลาดไปตรงไหนคะ?

1.คุณ a เกลียดการคำนวณ
การลงทุนมีหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบอย่างน้อยคุณต้องคำนวณพื้นฐานเป็น

กฏเหล็ก คือ คุณไม่สามารถประสบความสำเร็จในการทำสิ่งที่คุณเกลียดได้เลยค่ะ สิ่งที่คุณควรมีคือ passion ในการทำสิ่งนั้น ๆ

2.คุณ a อ่านหนังสือคุณใบพัด ตัดสินใจให้คุณใบพัดเป็น idol …

แต่คุณ a ไม่ได้ทำ อย่างที่ idol ของคุณa หรือ คุณใบพัดทำ…

นั่นคือ…คุณa ตัดสินลงทุน ตามคำบอกของเพื่อน ถ้าคุณเข้าใจหลักการของหนังสือคุณใบพัดจริงๆ จะพบว่า คุณใบพัด ลงทุนตามหลักการของ วอร์เรน บัฟเฟท ซึ่งเป็น idol ของเขาอีกที (idolของidol) และถ้าเราศึกษาวอร์เรนลึกลงไป idolวอร์เรน คือ ชาร์ลี มังเกอร์ และเบนจามิน แกรมห์ค่ะ

วอร์เรน กล่าวว่า

“อย่าลงทุนในสิ่งที่คุณไม่รู้จัก”

และ วอร์เรนมีกฏ 2 ข้อในการลงทุนคือ

1)อย่าขาดทุน
2)ทำตามข้อ1อย่างเคร่งครัด

ปัญหาคือ เราไม่ได้มี idol เอาไว้ เพื่อเป็น “เป้าหมายลอยๆ” เท่านั้น …

เช่น …อยากเก่ง เหมือนคนนั้น อยากรวยเหมือนคนนี้จังเลย

คนส่วนมาก… ก็แค่อยากรวยเหมือนวอร์เรน มีวอร์เรนเป็น idol ทั้งนั้น แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ได้ทำสิ่งที่วอร์เรนทำ

การมีidol เราต้องศึกษาสิ่งที่เขาทำ หรือวิธีในการคิด และมุมมองต่อโลกของเขาจริงๆค่ะ

ทั้งนี้คุณไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ idol คุณทำทุกอย่างค่ะ เพราะคุณไม่ใช่คนๆนั้น คุณไม่สามารถทำแบบเขาทุกอย่าง แล้วให้ผลเหมือนกัน100%ได้ เพราะ skillset ของคนเราแตกต่างกัน สภาพแวดล้อมที่เราเจอมันต่างกัน ความชอบของเราแตกต่างกัน ทำให้ผลลัพธ์ของแต่ละคนออกมาต่างกัน

ยกตัวอย่าง เช่น คุณจะเปิดร้านสะดวกซื้อร้านหนึ่ง คุณลอกเซเว่นหมดทุกอย่าง ตั้งแต่วิธีการจัดร้าน ระบบต่างๆ สีโลโก้ เสื้อพนักงาน…ถามว่าคุณจะประสบความสำเร็จได้เท่าเซเว่นไหม?

…ก็คงต้องตอบว่า…”ไม่…ถ้าคุณ…ไม่ใช่เซเว่น…คุณไม่ใช่ cp”

เซเว่น…มีแบรนด์ เจ้าของคือ cp มีเงินสดหมุนเวียนเยอะกว่าคุณ …เซเว่น ออกตัวเร็วกว่าคุณหลายสิบปี
และเหตุผลสำคัญคือ…”เซเว่นเป็น top1%ใน…วงการร้านสะดวกซื้อ…ระดับโลก”ค่ะ ซึ่งระดับเสกลใหญ่มาก

คุณชอบลายเส้นออเดรย์ คาวาซากิมาก คุณทำสไตล์เดียวกับออเดรย์ ใช้อุปกรณ์เดียวกับออเดรย์ บินไปอยู่อเมริกา แบบออเดรย์ ถามว่าคุณจะมีโอกาสประสบวามสำเร็จเท่าออเดรย์ไหม…?คุณคงรู้คำตอบดีแล้วค่ะ…คุณไม่ใช่ออเดรย์

เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าคุณทำทุกๆอย่างเหมือนกันกับไอดอล แล้วจะประสบความสำเร็จระดับเดียวกันแบบไอดอลทุกคน

การที่คุณอยากรวยเหมือนวอร์เรน บัฟเฟท มันไม่ผิดค่ะ แต่วอร์เรน skillset ของเขาคือ…การอ่านงบการเงิน…และประเมินค่าบริษัทนั้นๆ…วอร์เรนมีสิ่งที่รักคือ”การลงทุน”ค่ะ…ถ้าคุณไม่ได้รักการลงทุนเท่าวอร์เรนจริงๆ คุณทำแบบเขาไม่ได้หรอกค่ะ เพราะมันต้องอดทนและฝึกฝนมาเป็นระยะเวลานาน

ถ้าคุณอยากรวยแบบวอร์เรน คุณต้องศึกษาว่าวอร์เรนมีการใช้ชีวิตยังไง มีแนวคิดยังไง วอร์เรนตัดสินใจยังไงเวลาเจอปัญหา แล้วเอามาปรับใช้กับเส้นทางของคุณเอง

ลอก “mindset” (วิธีการคิด) ของ idol ค่ะ ถ้าคุณจะลอก “skillset”(ทักษะ) ของ idol คุณต้องรักสิ่งนั้นๆ และอยากเป็น top1%ของการทำสิ่งนั้นๆ…

ทั้งนี้…ในการวาดรูปหรือออกแบบ เวลาลอกหรือถอดรูปแบบความสำเร็จของ idol อย่างที่บอกค่ะ ลอก mindset+skillset ของ idolคุณค่ะ ไม่ใช่ลอก style

ทั้งนี้ลอก mindset ไม่ใช่การเปลี่ยนความคิดทุกอย่างให้เหมือน idol แต่คุณศึกษาวิธีการคิดของ idol ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆค่ะ แล้วเอามาปรับใช้กับชีวิตคุณ

ถ้าคุณลอกมาแต่ style ของ idol คุณ…วาดเหมือนidolคุณทั้งเส้นทั้งสี..

ลอกอย่างร้าย…คุณเป็นได้แค่…copycat หรือ ของปลอม
…เหมือนกระเป๋าหลุยส์ปลอมค่ะ หลุยส์ปลอม ต่อให้ก็อปเหมือนเท่าไรไม่มีทางขายได้ราคาเท่าหลุยส์จริง…

ลอกอย่างดี…คุณเป็นได้แค่…เบอร์สองในวงการนั้นๆ

บอกไปแล้วค่ะ

คนไม่จำเบอร์สอง คนจำเบอร์หนึ่งค่ะ

การเป็นเบอร์สอง คุณเป็นมวยรองหรือ underdog ค่ะ
ซึ่ง…ถามว่ามีโอกาสชนะเบอร์หนึ่งไหม
“มี”…แต่คุณต้องเลือกที่จะแตกต่างจากเบอร์หนึ่งในที่สุดทางใดทางหนึ่งค่ะ

เช่น โค้ก เป็นแบรนด์เบอร์หนึ่งของโลกค่ะ เป๊บซี่ เป็นเบอร์สอง ขายน้ำดำเหมือนกัน รสชาติใกล้เคียงกัน เป๊บซี่เป็นมวยรองหรือ underdog ค่ะ เพราะเลือกทำน้ำดำเหมือนโค้ก เพราะโค้กมาก่อน เป๊บซี่สร้างความแตกต่างโดยที่เน้นกลุ่มวัยรุ่น โดยมีสโลแกนคือ รสชาติของคนรุ่นใหม่ ปรากฏว่า เป๊บซี่ ยอดขายชนะโค้กได้ในบางประเทศค่ะ แต่โค้กก็เป็นแบรนด์เบอร์หนึ่งในเรื่องน้ำดำอยู่ดี

ผลการทำ blindtest ปรากฏคนบอกว่าเป๊บซี่อร่อยกว่าโค้ก แต่พอคนรู้ความจริงว่าตัวเองบอกเช่นนั้น ก็กลับคำค่่ะ กลายเป็น… บอกว่าโค้ก อร่อยกว่า เป๊บซี่…

แสดงให้เห็นว่า ถ้าคุณลอกลายเส้น idol มาเป๊ะๆ…ไม่ใช่ว่าคุณเก่งกว่า idol ,ดีกว่า idol,วาดเทพกว่า idol แล้ว…คุณจะชนะใจคนได้เสมอไปค่ะ…ที่โค้กชนะเป๊บซี่เพราะแบรนด์ผูกพันกับคนมาระยะเวลายาวนานกว่า ถึงแม้ผลจะบอกว่าเป๊บซี่จริงๆแล้วอร่อยกว่าโค้กก็ตาม

ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าเป๊บซี่ไม่ดีค่ะ เป๊บซี่เลือกเป็นเบอร์สอง แต่เป็นเบอร์สองที่ยิ่งใหญ่ในใจคน เพราะเป๊บซี่เลือกที่จะแตกต่างจากโค้ก แม้จะทำน้ำดำเหมือนกัน

มาดูเบอร์สองที่แซงเบอร์หนึ่งได้ค่ะ…

มือถือซัมซุง ก่อนหน้านี้ ยอดขายต่ำกว่า แอปเปิ้ลมาตลอดค่ะ และซัมซุงเพิ่งแพ้คดีในศาล เรื่องการ”ก็อปปี้ดีไซน์”ของแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลเป็นที่ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟนมาตลอด ซัมซุงเคยเป็น underdog มาก่อน แต่เลือกที่จะแตกต่างจากแอปเปิ้ล หลักการซัมซุง…คือจะทำทุกอย่าง ที่แอปเปิ้ลไม่ทำ

เช่น สตีฟ จ็อบ เคยบอกไว้ว่า แอปเปิ้ล จะไม่ทำมือถือมีสไตลัส…ซัมซุง ทำ…แอปเปิ้ล ไม่มีการแบ่ง segment หรือ รุ่นของผลิตภัณฑ์เยอะค่ะ …ไอโฟน มีให้เลือกแค่ขนาดความจุเท่านั้น แต่ซัมซุงมีมือถือจับตลาดเกือบทุกส่วน ตั้งแต่รากหญ้า ไปจนถึงระดับสมาร์ทโฟน

จนตอนนี้ยอดขายรวมของมือถือซัมซุง แซงแอปเปิ้ลไปแล้ว

ทั้งนี้…ถึงแม้ยอดขายจะแซงเบอร์หนึ่งอย่างแอปเปิ้ล…แต่มันก็เป็นตราบาปส่วนหนึ่งค่ะ…ที่เคยแพ้คดีเรื่องก็อปปี้ดีไซน์ ทำให้ภาพลักษณ์ของซัมซุง ในสายตาของคนที่มีเงินซื้อสมาร์ทโฟนบางคน ดูดรอปกว่าไอโฟนไป

เพราะฉะนั้น การที่ซัมซุงประสบความสำเร็จได้ณ.วันนี้แม้จะเคยเป็นเบอร์สอง เพราะซัมซุงเลือกที่จะแตกต่างค่ะ แต่ก็ไม่สามารถลบภาพเรื่องเคยก็อปปี้ดีไซน์ได้อยู่ดี

ยังไงก็ตาม คุณไม่ควรตั้งเป้าว่าจะเอาชนะหรือแข่งขันกับ idol ของคุณค่ะ เช่น จะไปล้ม idol ของคุณ

คนที่เป็น idol เขาก็เหมือนโยดา หรือ โอบีวัน เคโนบี สำหรับคุณนั่นเองค่ะ (อาจารย์ของเจได ในสตาร์วอร์ส) ถึงแม้ idol จะไม่ได้มาสอนคุณตรงๆต่อหน้าก็ตาม แต่การที่คิดจะไปฆ่าโยดา หรือ ฆ่าโอบีวัน คุณก็กลายเป็น ดาร์ธ เวเดอร์หรือตัวร้ายในเรื่องในที่สุดค่ะ ซึ่งการทำแบบนั้นคุณก็จะมีจุดจบอีกแบบหนึ่ง…คุณก็จะได้รับผลกรรมในที่สุด

บางคนอยากเก่งระดับ top1% แต่ยังหลงทางอยู่

เช่น การที่ คุณดูไทเกอร์ วูด …เห็นไทเกอร์ วูด…เป็นแชมป์กอล์ฟ
ดูโรเจอร์ เฟรดเดอเรอร์ เป็นแชมป์เทนนิส…

แล้วคุณตั้งเป้าว่า…อยากเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก…

แต่คุณดันไปฝึกตีกอล์ฟ…แบบไทเกอร์วูด…
ไปฝึกเทนนิส…แบบโรเจอร์ เฟรดเดอเรอร์…
คุณก็คงไม่มีทางได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกแน่ๆในชาตินี้ ถ้าคุณยังไม่เปลี่ยนวิธีการฝึก

เวลาคุณศึกษา idol คือพวกแชมป์โลก (top1%ของวงการ) คุณดูว่าเขามีวิธีการฝึกฝน จำนวนการฝึกฝน และมีวิธีก้าวสู่แชมป์ได้ยังไงค่ะ เช่น ไทเกอร์ วูด ต้องฝึกพัตต์วันละกี่ครั้ง…ไมเคิล จอร์แดน ฝึกชู๊ตวันละกี่ครั้ง…การที่คุณจะโมเดลเขา…ไม่ใช่การไปฝึกพัตต์ลูกกอล์ฟแบบเขาถ้าคุณไม่ได้เล่นกอล์ฟ…ไม่ได้อยากเป็นแชมป์กอล์ฟ…

ถ้าคุณอยากเป็นแชมป์ในสาขาตัวเอง…ถ้าสมมติระดับโลก…คุณก็ต้องดูว่าคนที่เป็นแชมป์โลกโดยส่วนมากเขามีอัตราการฝึกฝนเท่าไรค่ะ แล้วก็ตั้งจำนวนการฝึกที่เท่าๆกับคนที่เป็นแชมป์

จะสำเร็จระดับโลก malcolm gladwell เขียนไว้ใน outlier ค่ะว่าคุณต้องฝึกอย่างน้อย 10,000ชั่วโมง…ซึ่งคุณทำไม่ได้หรอกถ้าคุณไม่ได้รักสิ่งนั้นจริงๆ เหมือนที่คุณไม่สามารถลงทุนได้ผลตอบแทนเท่าวอร์เรน ถ้าคุณไม่ได้รักการลงทุนอย่างวอร์เรนรัก

3.คุณa เกิด “Distraction”หรือ สิ่งยั่วยุ ที่ทำให้เดินหลุดออกนอกเส้นทางเดิมที่ตั้งใจไว้ค่ะ

นั่นคือ เป้าหมายแรก คุณa อยากเป็นนักออกแบบเว็บ อยากเป็นtop1%ของนักออกแบบเว็บ แต่เดินเข้าร้าน มีแต่หนังสือหุ้น อ่านๆไปก็พบว่า… เราก็อยากได้อิสรภาพทางการเงินนี่นา…หุ้นน่าจะทำให้เรามีอิสรภาพทางการเงิน แล้วเราจะได้นั่งทำสิ่งที่เราชอบทั้งวัน

มันไม่ผิดค่ะ ที่คุณ a อยากได้อิสรภาพทางการเงิน เพราะใครๆก็อยากได้ทั้งนั้น ทุกคนล้วนอยากรวย เป้าหมายคือ เพื่อในที่สุดจะได้ทำงานอดิเรก หรือสิ่งที่ชอบจริงๆหรือใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้จริงๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน หรือมีอิสรภาพทางการเงินเพื่อคนที่เรารัก

หนังสือสอนทำยังไงจึงจะรวย ออกมาเต็มท้องตลาด และสิ่งเหล่านี้แหละคือ “distraction” หรือที่จะทำให้คุณหลุดออกจากเป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตของคุณค่ะ

วันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกันค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์