วิชาที่มหาวิทยาลัยไม่สอน

สวัสดีค่ะ entry นี้ เขียนเพื่อเป็นกำลังใจและแนะแนวทางให้ทุกคนค่ะ “วิชาที่มหาวิทยาลัยไม่สอน”

25560929-182346.jpg

เราทุกคนถูกสอนให้เรียนเก่งๆ จบมาทำงานมั่นคง มีครอบครัว มีบ้าน มีรถ

เราใช้ชีวิตแบบกึ่งสำเร็จรูป…ตามเป้าหมายที่ใครไม่รู้กำหนดมา

โดยที่ไม่รู้ว่า จริงๆแล้ว เป้าหมายในชีวิตของเราจริงๆ คืออะไร?
และเราควรเดินทางไหน

เราถูกสื่อและละครหลังข่าวหล่อหลอม
ว่าประสบความสำเร็จ คือ มีบ้านหลังใหญ่ๆ มีเงินใช้มากมาย ร่ำรวยในชีวิต มีตำแหน่งสูงๆ

เราตัดสินความเก่งเด็กจากการเอนทรานซ์ การเอนท์ติดและเรียนจบมหาวิทยาลัยดีๆ
ตัดสินเด็กว่าเก่งหรือไม่เก่งจากเกรดในโรงเรียน,มหาวิทยาลัย,จากเกียรตินิยม

เด็กเรียนอ่อนในโรงเรียน ถูกตราหน้าว่าโง่
บางคนน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าชาตินี้เราคงไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้มาตลอด

เราก็เป็นคนหนึ่งที่เคยเข้าใจแบบนั้น…

ก่อนอื่น…

เริ่มเล่าก่อน เราเคยเป็นทั้งเด็กเรียน top ห้อง และเด็กเรียนอ่อนในห้องค่ะ

ส่วนมาก…เด็กๆส่วนใหญ่รู้ ว่าทำยังไงจึงจะเรียนเก่ง ทำยังไงจึงจะวาดเก่ง

เหมือนที่ทุกคนรู้วิธีลดความอ้วน แต่คนส่วนมาก …ทำไม่ได้
เพราะไม่สามารถชนะใจตัวเองได้

การลดความอ้วน หลักการมี 2 ข้อ ที่ทำยากมากๆ

นั่นก็คือ 1.ควบคุมอาหาร 2.ออกกำลังกาย
มันคือเรื่องของการชนะใจตนเองอย่างที่บอก

สมัยเรียนประถม เราเป็นเด็กเรียนtopวิชาคณิตศาสตร์ ทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม อาจารย์เขียนในสมุดพก
ว่ามีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์

แต่พอมาประถมปลาย เราเจออาจารย์สอนคณิตศาสตร์ที่สอนไม่รู้เรื่องเลย
เวลาเด็กทำไม่ได้ก็ด่า จริงๆก็ไม่อยากโทษอาจารย์
เวลาอยู่นอกห้องเรียน อ.แกก็เป็นคนดีมาก ยังเคยไปเที่ยวบ้านอาจารย์แกเลยค่ะ

ตอนนั้นเราอาจจะเรียนไม่รู้เรื่องหรือหัวช้าเอง แต่เราคิดในใจว่า อ.เป็นคนดีมาก
แต่เราไม่ชอบวิธีการสอนแบบนี้ตรงที่ เด็กทำไม่ได้ก็ด่า
และเราคิดว่า ถ้าเรามีโอกาสสอน เราจะไม่เลือกทำในวิธีการเดียวกันกับอาจารย์

หลังจากนั้นมาเราก็เกลียดวิชาเลขไปเลย
ต่อมาเราเรียนเลขทีไร ได้เกรดประมาณ2ตลอดค่ะ แต่gpaเรายังสูงอยู่ เพราะวิชาอื่นๆเราทำได้คะแนนดี

ทั้งนี้ณ.วันนี้ เรารู้สึกขอบคุณอ.คนนั้นค่ะ ที่ทำให้เราเข้าใจ”หลักการอะไรบางอย่าง”…

เวลาเด็กโดนด่า โดนตี มันจะมีผลลัพธ์2แบบเกิดขึ้นค่ะคือ…

1.ไม่เก่งขึ้นมากๆ 2.ก็ห่วยลงมากๆ

เพราะการถูกด่า หรือดูถูกตรงๆที่ตัวเด็กคนนั้น
มันคือการแตะที่ “ความมั่นใจในตัวเอง” หรือself esteem
หรือความพึงพอใจในตัวเองของเด็กคนนั้นๆ

ถ้าเด็กคนนั้นself esteemสูง มันจะเป็นการทำให้เด็กคนนั้นมีแรงฮึด
แต่ถ้าเด็กคนนั้นself esteemต่ำ มันจะเป็นการกดเด็กคนนั้นลง

เด็กคนที่เก่งขึ้นมาก มันเป็นเพราะเด็กคนนั้นมีอีโก้ หรือความทะเยอทะยานส่วนตัว ที่อยากจะเอาชนะคำด่า หรือคำดูถูกของอาจารย์ให้ได้ แรงผลักมันจะสูง เด็กพวกนี้ เวลาด่าไป มันเหมือนการเติมเชื้อเพลิงจรวดของจรวด ที่มีความเร่งพอที่จะเอาชนะแรงโน้มถ่วงโลก

ซึ่งถามว่าคำด่ามันยังจำเป็นไหม ในการสอน สำหรับเราคิดว่า คนเรามีวิธีในการสอนแตกต่างกันค่ะ
การเลือกที่จะด่าเด็กคนไหนตรงๆ เราต้องดูว่าเด็กคนนั้นเป็นคนยังไง?

บางกรณี มันอาจจะไม่จำเป็นต้องระบุไปที่ตัวเด็กคนนั้นตรงๆ…

ในระดับมหาวิทยาลัย ประมาณปี3คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
เราจำคำด่าอาจารย์ได้เลยค่ะ คือ อ.ฟู
อ.ฟูเป็นอ.ที่ดุมากๆ อ.กล่าวในชั้นเรียนวิชาอ.ว่า..

“ถ้าพวกเธอไม่ตั้งใจเรียน เธอไม่อยากทำอาชีพนี้ เธอก็ออกไปเอนท์ใหม่เลย ที่นี่ไม่เหมาะกับเธอ”

เราขนลุกเกรียวเลยค่ะ
อ.ไม่ได้ระบุตัว ไม่ได้ด่าที่เราตรงๆ
เราเป็นนักเรียนที่ไม่ได้อยากทำอาชีพสถาปนิก…แต่เราอยากเรียนจบคณะนี้

อ.ฟูถ้ามาเรียนไม่ตรงเวลา อ.แกปิดห้องเลย

ตั้งแต่นั้นมา เวลาเรียนวิชาอ.ฟู เป็นวิชาไม่กี่วิชาที่เราตั้งใจเรียน…

ถึงคาบอ.เรานั่งข้างหน้าตลอด จำได้ว่า วิชาที่เรียนกับอ.ฟูตรงๆมี2วิชา

คือLandscape architecture presentationอันนี้ได้B+
อีกวิชาคือ LA researchอันนี้ได้Aเลยค่ะ

…เพราะความกลัวอาจารย์มากๆ ทำให้ตั้งใจเรียนมาก

(วิชาอื่นๆเดี๋ยวมาดูกันค่ะ อ่านต่อไปเรื่อยๆ)

ยกตัวอย่างอีกอันค่ะ
เป็นเรื่องของอ.เฉลิมชัย เราดูวีดีโออันหนึ่ง ชื่อ “ชัยชนะจากความโกรธของอ.เฉลิมชัย”
ไปหาในyoutubeดูนะคะ เนื้อหาประมาณว่า…

สมัยอ.เฉลิมชัยยังเรียนอยู่ มีวิชานึง อ.เฉลิมชัยอยากเรียนมากๆ คือวิชาศิลปะไทยค่ะ
และอ.ให้อ.เฉลิมชัย วาดภาพส่ง อ.เฉลิมชัยตั้งใจเขียนมากๆ ภาพใหญ่ และใส่จิตวิญญาณแกลงไปในภาพ
(อารมณ์ตั้งใจสุดชีวิต)

ผลออกมา ปรากฏว่า …อ.ให้Bค่ะ

อ.เฉลิมชัยโกรธมาก ไปถามอ.ว่า ทำไมให้Bแก เพราะแกตั้งใจวาดมาก อ.ตอบว่า
อ.เฉลิมชัยฝีมือดี แต่ไม่มีสมอง …อ.เฉลิมชัยโกรธสุดๆค่ะ ตั้งใจว่าจะเอาชนะอ.คนนี้ให้ได้
แกเปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นคนตั้งใจเรียนสุดๆ ฝึกวาดรูปทุกวัน

จนกระทั่งมีการประกวดระดับชาติ อ.ของอ.เฉลิมชัย ก็ลงประกวดด้วย
แต่ผลคือ อ.เฉลิมชัย ได้ที่1. อ.ได้ที่3ค่ะ
ตั้งแต่นั้นมาอ.เฉลิมชัยเลยรู้สึกสำนึกในพระคุณของอาจารย์มาตลอด

กลับมา..ที่เรา

ตอน…ม.ต้น เราก็เป็นเด็กเรียนอันดับต้นๆในชั้นอีกเช่นกันค่ะ

ทั้งนี้เราไม่ใช่เด็กขยันมากมาตลอด
ที่เราสอบได้คะแนนดีในช่วงประถม,ม.ต้นและม.ปลาย มันเพราะเรารู้หลักการเรียนให้เก่งค่ะ

นั่นคือ…

1.ตั้งใจเรียนให้ห้อง โดยการตั้งใจจดสิ่งที่ครูสอน.และทบทวน
2.อ่านหนังสือสอบ

โดยที่ส่วนมาก เราก็เป็นพวกอ่านวันนึงก่อนสอบเหมือนคนอื่นๆนั่นแหละ
แต่เด็กๆเราเป็นคนความจำดี และมีเซนส์ในการเดาข้อสอบหรือ choice พอสมควร

พอม.ปลาย ก็อยู่ในกลุ่มเด็กเรียนค่อนข้างดีค่ะ ก็เรียนรอดมาตลอด แต่ม.ปลายเราไม่ค่อยได้ topวิชาอื่น แต่มีอยู่ไม่กี่วิชาที่ทำคะแนนได้ดี…นั่นคือ ภาษาอังกฤษ และ ศิลปะ แต่การเรียนทีีผ่านมาgpaเราอยู่ประมาณ3ค่ะ

เป้าหมายของเราตอนเด็กๆเรามีอยู่ข้อเดียว ก็คือ การสอบเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ได้

และเราก็เลือก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เพราะเกี่ยวข้องกับการวาดรูป
สมัยนั้นถ้าเรียนสายวิทยาศาสตร์มา ก็ต้องสอบเข้า สถาปัตยกรรมศาสตร์ค่ะ

เรายังไม่มีเป้าหมายชีวิต ว่าจะทำอาชีพอะไรเป็นพิเศษ

ตอนเอนท์เรานอนฝันหลายวัน ฝันว่าเอนท์ไม่ติดบ้าง เอนท์ติดอันดับสุดท้ายบ้าง

แต่สุดท้าย ก็เอนท์ติดค่ะ…

แต่ชีวิตคนเรา ไม่ได้จบแค่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ค่ะ
พอเราสอบเข้าได้ เรายังไม่มีเป้าหมายอื่นในชีวิตนอกจากเรียนให้จบที่นี่
นอกจากนี้ก่อนจะเอนท์ เรายังไม่ได้เข้าใจในวิชาชีพสถาปนิกจริงๆด้วยค่ะ

เราเริ่มเล่นอินเตอร์เนท ดูผลงานนักวาดในอินเตอร์เนท และเป็นช่วงที่เราฝึกฝนวาดรูปพอดีตั้งแต่ปีหนึ่ง
ก็เลยเรียนแบบให้พอผ่านๆไป เราเอาเวลาว่างมาฝึกวาดรูป ทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าตอนนั้นจะทำอาชีพอะไร เพราะวงการวาดภาพประกอบ มันยังแคบมากๆ ไม่เหมือนตอนนี้

ทุกๆเย็น ตอนสมัยปี1-3เรายังไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตนเองค่ะ
เราฝึกฝนลงสีcg โดยการไปตระเวนหาว่ามีห้องคอมที่ไหนให้ใช้ได้ เราเลยไปใช้ห้องคอมคณะวิทยาศาสตร์ ฝึกโดยใช้เมาส์ลงสีลายเส้นดินสอ ที่ใช้คอมพ่อแสกนลายเส้นเอาค่ะ

แต่ระหว่างนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนค่ะ

คือเราเกลียดวิชา building material and construction หรือเรียกสั้นๆว่าวิชา con มาก

วิชานี้ มันมีสองส่วนค่ะ …

คือส่วนเลคเชอร์ กับส่วนที่ต้องดราฟหรือเขียนแบบคอน ตอนปี1 อาจารย์ให้ดราฟงานตามแบบคอนค่ะ
ซึ่งเราไม่ชอบเลย…ก็เลยฝืนทำให้มันผ่านๆไป

ผลการดราฟงานอันหนึ่งออกมาได้ เกรดออกมาสวยมากๆค่ะ ได้เกรดดีลบ(D-)ค่ะ
เพื่อนเราคนหนึ่งเลยล้อว่า “มุ่ยDด็อกลบ- ๆ”
จำได้เลยว่าตอนนั้นกำลังเดินขึ้นลิฟท์ มีเพื่อนอยู่เต็มลิฟท์ เลยขายหน้ามาก

ตั้งแต่วันนั้นมา เราก็นึกโกรธเพื่อนค่ะ แต่โกรธเขาอยู่แค่ในใจนะ
ไม่ได้แสดงอาการโต้ตอบออกมา เราแค่ยิ้มๆตอนเพื่อนล้อ

และตัดสินใจตั้งแต่วันนั้นว่า

“เราจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต”

…แต่ในวันนี้เรานึกขอบคุณเพื่อนคนนั้นมากจริงๆค่ะ(ขอสงวนนามไว้นะ)

จนกระทั่งปี2-3ค่ะ ตอนนั้นจำได้ว่า มีเทตซึยะ โนมูระ เป็นidol เพราะชอบเกม final fantasy มาก
ก็เลยคิดว่า จบแล้วอยากจะทำงานออกแบบคาแรคเตอร์ในเกม ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าเป็นได้ยังไงเลยค่ะ
แต่ตอนนั้นวงการก็ยังไม่เปิดกว้างเท่านี้

ตอนเราอยู่มหาวิทยาลัย…เราได้เล่นเกมๆนึง และติดมาก…
นั่นคือ รักนรก ออนไลน์ ค่ะ …Ragnarok online

ซึ่งเกมนี้…มันสอน “ปรัชญาในการดำเนินชีวิต” ให้เรา

ก่อนอื่น ในเกม…ทุกคนมีจุดเริ่มต้นเหมือนกันหมด คือ เป็น Novice หรือนักรบอ่อนๆ

จากนั้น เราต้องเลือกว่า เราจะเป็นอาชีพอะไร?

มี พ่อค้า(อัพจ็อบสองเป็นนักตีดาบ),นักดาบ(อัพจ็อบสองเป็นไนท์),นักธนู(อัพจ็อบสองเป็นฮันเตอร์),อโคไลท์(อัพจ็อบสองเป็นพรีสต์),โจร(อัพจ็อบสองเป็นนักฆ่า),นักเวทย์(อัพจ็อบสองเป็นวิซาร์ด)

เวลาจะเป็นอาชีพไหน เราก็ต้องเก็บเลเวลให้ครบ ทำเควสต์
และอัพสเตตัสจนเปลี่ยนอาชีพเป็นอาชีพนั้นๆได้

มีstatusอยู่6อย่าง

Strength(str ความเข้มแข็ง)
Agility(agi ความเร็ว)
Dexterity(dex ความแม่น)
Vitality(vit ความอึด)
intelligent(int ความฉลาด)
Luck(โชค)

เราเลือกเล่น อาชีพนักดาบเป็นตัวแรก
นักดาบมี2สาย คือสายagi (ตีเร็ว)หรือ สายvit(อึด)
เราเลือกเป็นนักดาบสายvit

เวลาเลือกอาชีพแล้ว ก็ต้องอัพstatusและskillอาชีพนั้นๆ
การเป็นนักดาบสายนี้ เราเลือกอัพVitกับstr คือ เข้มแข็งและอึด

การไปอัพstatusและskillอื่นที่ไม่จำเป็น
มันจะทำให้ตัวคาแรคเตอร์นั้นๆไม่ได้เก่งสายนั้นสุดๆค่ะ

ทั้งนี้ เราเป็นประเภทชอบเล่นคนเดียวหลายๆครั้ง คือไม่ได้เล่นเป็นปาร์ตี้
เพราะฉะนั้น เราจึงชอบอาชีพ ที่สามารถลุยเดี่ยวได้

ซึ่งหลักการนี้ เราก็เอามาใช้ กับการเลือกอาชีพชีวิตจริงๆของเราด้วยเช่นกัน
นั่นก็คือ การเลือกที่จะทำงานของตัวเองหรือเป็นฟรีแลนซ์

มีอาชีพหนึ่งที่เราเล่น แล้วรู้สึกสนุก ก็คือ พรีสต์ หรือ อโคไลท์บู๊ ซึ่งเล่นคนเดียวได้เช่นกัน
แต่สามารถช่วยเหลือคนอื่นๆได้

การอัพstatusของอาชีพนี้จะแตกต่างจากอาชีพอื่นๆ

ก่อนอื่นต้องเลือกก่อนว่า จะเป็นพรีสต์สายอึด หรือหลบเก่ง
แล้วอัพค่านั้นๆ เราเลือกหลบเก่ง ตีเร็วค่ะ
ทำให้ต้องอัพ agi,int,dex
คือstatusที่ต้องอัพจะหลายค่ากว่าอาชีพอื่นๆ

มันเหมือนกับการเลือกที่จะทำอาชีพไหนๆในชีวิตจริงๆเลยค่ะ

นั่นคือ ก่อนอื่นคุณต้องเลือกที่จะเป็นอาชีพไหน สายไหนก่อน?
เสร็จแล้วคุณก็อัพสกิลหรือทักษะของสายนั้นๆ

ถ้าคุณอัพstatusอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาชีพนั้นตรงๆ หรือ อัพskillที่ไม่สำคัญ คุณอาจจะไม่ใช่คนที่เก่งสายนั้นสุดๆ
แต่คุณอาจจะเหมือนคนที่เลือกจะเป็น”พรีสต์บู๊”นั่นเองค่ะ

พรีสต์บู๊ ไม่ใช่นักสู้ที่เก่งที่สุดเท่านักดาบ ฮีลไม่เก่งเท่าพรีสต์ทั่วๆไป
แต่พรีสต์บู๊สามารถลุยเดี่ยวได้ ช่วยเหลือเพื่อนได้ แม้จะไม่ได้ดีที่สุด

ถ้าคุณเลือกที่จะเป็นพรีสต์บู๊แล้ว คุณสามารถเป็นพรีสต์บู๊ ที่เก่งที่สุดจนถึงเลเวล99ได้
หรือที่เราบอกไว้ entry ที่ผ่านๆมา ว่า…“คุณสามารถเก่งเป็นtop1%ของวงการนั้นๆ”

ทั้งนี้ พรีสต์บู๊ ไม่ได้เก่งสุดๆในการ PVP หรือสู้ตัวต่อตัวค่ะ
ไม่ได้เป็นคาแรคเตอร์ที่เก่งสุดๆ ในการทำสงครามกิลด์
เพราะว่าพรีสต์บู๊ไม่สามารถทำค่า Damage สูงๆ อย่าง วิซาร์ด หรือออกไปแทงค์(ป้องกัน)ให้เพื่อนได้เหมือน ไนท์

ถ้าคุณจะเล่นPVPหรือสู้ตัวต่อตัว
หรือเล่นสงครามกิลด์ หรือกิลด์วอร์ที่สู้กันเป็นทีม

คุณก็สร้างคาแรคเตอร์ใหม่ขึ้นมาได้เสมอ
คุณแค่ต้องใช้เวลาในการเก็บเลเวลเท่านั้น

มันเหมือนกับการที่…”คุณสามารถมีอาชีพได้มากกว่า1อาชีพในชีวิตคุณ”ค่ะ

ถ้าคุณอยากเก่งมากๆในสายอาชีพนั้น คุณก็อัพเลเวลอาชีพนั้นจนถึงจ็อบสอง แล้วเก็บเลเวลไปจนเลเวล99

เช่น ถ้าคุณเลือกที่จะเป็น artist ในสตูดิโอ เลเวลอัพ คุณก็เป็น senior artist
เลเวลอัพอีกที เป็น art director เลเวลอัพอีกที เป็น senior art director

คือการขึ้นตำแหน่งนั่นเอง…

แต่บางคน อาจจะไม่ได้อยากเก่งถึงขั้นนั้น แต่อยากไปเล่นอีกอาชีพหนึ่ง
คือ สร้างพ่อค้าขึ้นมาอีกคาแรคเตอร์ เอาไว้ตั้งขายของที่อีกตัวเก็บมาได้ กับหาเงิน

ในชีวิตจริง คุณก็สามารถทำอีกอาชีพหนึ่ง นอกเวลางานได้เสมอๆค่ะ เป็นอาชีพเสริม

ทั้งนี้ในเกม คุณสามารถเก็บเลเวลพ่อค้า หรือ อีกคาแรคเตอร์หนึ่งได้จนถึงจ็อบสอง คือนักตีดาบ เลเวล99
เพราะเวลาในเกม มันไม่เยอะมาก คุณอาจจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หรือเร็วกว่านั้นถ้าคุณใช้บอท(ตัวโกง)

แต่เวลาในชีวิตจริงคนเรา มันไม่ได้ยาวนานขนาดนั้น เรามีเวลาจำกัดบนโลกนี้ค่ะ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณควรทำ คือ รู้ว่าคุณควรโฟกัสที่ตรงไหน?อัพทักษะอะไรบ้าง?
ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับ “เป้าหมายในชีวิต”ของแต่ละคน

ในเกมถ้าคุณใช้บอทโกง คุณอาจเจอ GM(game master)จับแบน
ชีวิตจริง ถ้าคุณโกง คุณอาจเจอตำรวจจับ หรือขึ้นศาลค่ะ

ทั้งนี้ไม่ใช่หลักการทุกอย่างของเกม จะเอามาประยุกต์กับชีวิตจริงได้หมดค่ะ

มาต่อกับชีวิตจริง…เรารู้หลักการอัพstatusกับทักษะ มาจากการเล่นเกมที่ว่ามา
และเราเอามาใช้ในการดำเนินชีวิตค่ะ

การที่เราเป็นเด็กเรียนอ่อนในคณะ
ทำให้เราต้องวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนของตัวเองตอนเรียนจบแล้ว
เพื่อที่จะเลือกอาชีพที่เราต้องการจะเป็นจริงๆ ว่าเราเก่งอะไรบ้าง ไม่เก่งอะไรบ้าง

เราวิเคราะห์ตัวเองจากวิชาที่ได้B+หรือA หรือเกรดสี่มาทั้งชีวิต

เราเก่งวิชาวาดๆทั้งหมด คือ ทุกวิชา…ที่ลงท้ายด้วยคำว่า presentation
เราเก่งวิชาที่ใช้ทักษะการพูด เช่น seminar(สัมมนา)
เราเก่งวิชาภาษาทั้งหมด(ไทย,อังกฤษ)
เราเก่งวิชาพื้นฐานในการออกแบบ(design fundamental)

วิชาที่ได้Bขึ้นไป…หรือ3
พวกวิชาใช้การท่องจำทั้งหมด

วิชาที่ได้Cลงมา(เกรดสอง)
เราอ่อนวิชาออกแบบสถาปัตย์
เราอ่อนวิชาคำนวณ
เราอ่อนวิชา construction

เราก็เลยพบว่า ถ้าเราเลือกที่จะไปสายสถาปัตย์ โอกาสประสบความสำเร็จน้อยกว่า เพราะเราไม่ได้ชอบ
และไม่ได้ทำได้ดีด้วย จึงเลือกสมัครงานสายเกม เป็น concept artist ค่ะ

ผลสรุป(ขออนุญาติพูดซ้ำนะคะ สำหรับคนที่ไม่รู้จักเรา แล้วอ่านentryนี้เป็นentryแรก)

-ปัจจุบัน เราได้ทำงานที่เรารัก รายได้เลี้ยงบุพการีได้ และมีชีวิตที่ดี
-เราได้งานเป็นคอนเซปต์อาร์ติสท์ในไทย และเป็นดิจิตัลอาร์ติสท์ในต่างประเทศ
-ผลงานวาดเราได้ลงสื่อไทยและต่างประเทศหลายแห่ง
-เราได้ออกผลงานเขียนของตัวเอง
-ได้ออกTV

ถ้าถามว่าประสบความสำเร็จในชีวิตหรือยัง ก็คงต้องบอกว่า เรามาไกลกว่าที่คิดมากๆจริงๆค่ะ

ในชีวิตจริงคนเรา ถ้าคุณอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
คุณควรเป็นคนให้เลือกให้เกรด กับสิ่งต่างๆในชีวิตคุณด้วยตัวเองค่ะ

แบ่งเป็น

สิ่งที่คุณรักให้เกรดA
สิ่งที่คุณชอบให้เกรดB+
สิ่งที่คุณถนัดให้เกรดB
สิ่งที่คุณเฉยๆให้เกรดC
สิ่งที่คุณไม่ชอบให้เกรดD
สิ่งที่เกลียดให้เกรดF

ถ้าคุณอยากเป็นtop1%ของวงการไหนๆก็ตาม

ให้อัพทักษะของ สิ่งที่คุณรัก,สิ่งที่คุณชอบ,สิ่งที่คุณถนัด
ตามเป้าหมายของชีวิตคุณค่ะ ว่าคุณอยากเป็นอาชีพอะไร?
มันก็เหมือนกับค่าstatusและskillที่คุณต้องอัพ

เพิกเฉยกับสิ่งที่คุณเฉยๆ,สิ่งที่คุณไม่ชอบ,สิ่งที่คุณเกลียด
สิ่งเหล่านี้ในชีวิตจริง คุณสามารถจ้างคนอื่นมาทำได้ค่ะ

ถ้าคุณเลือกที่จะอัพทักษะที่คุณเกลียด,ไม่ชอบและเฉยๆ
เลือกทำในอาชีพที่คุณเกลียด ไม่ชอบ หรือเฉยๆ
คุณจะเสียเวลาทำในสิ่งที่มีความหมายในชีวิตจริงๆของคุณ สิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขในชีวิตคุณไป

สิ่งที่แตกต่างจากในเกมคือ คุณสามารถเลือกที่จะอัพทักษะอะไรก็ได้ค่ะในชีวิตจริง
มันขึ้นอยู่กับว่าคุณมีเป้าหมายในชีวิตอย่างไร?

เพราะในชีวิตจริง ทักษะที่เราต้องเพิ่ม มันมีมากกว่าในเกมเยอะ
ในชีวิตจริง มีทักษะ…มนุษย์สัมพันธ์,การขาย,การเขียน,การวาด,การเจรจาต่อรอง,การเล่นดนตรี,การเล่นกีฬา
ฯลฯ

มันมากกว่าเวลาทั้งชีวิตของคนเรา ในการเรียนรู้ทุกอย่างในโลกใบนี้

ชีวิตคนเรามีจำกัดค่ะ ถ้าอยากประสบความสำเร็จในสายไหน คุณต้องรู้จักโฟกัส
ถ้าอยากอยู่ได้จากการทำสิ่งที่รักคุณต้องเก่งในการทำสิ่งนั้นๆมากๆ
ถ้าอยากรวยจากสิ่งที่รัก คุณต้องอยู่ในtop1%ของวงการนั้นๆ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณควรโฟกัสในชีวิตของคุณ มีสมการง่ายๆคือ

“สิ่งที่คุณรัก,ชอบ”+”สิ่งที่คุณถนัด”+”มีตลาดรองรับ” ค่ะ

ถ้าคุณรักหรือชอบแต่คุณไม่ถนัดในการทำสิ่งนั้น การจะประสบความสำเร็จ มันยาก
เช่น เราชอบร้องเพลง แต่เราร้องเพลงไม่เก่ง เสียงเราไม่ดี ถ้าเราเลือกเป็นนักร้อง โอกาสประสบความสำเร็จน้อย

ถ้ารัก ชอบ ถนัด แต่ไม่มีตลาดหรือตลาดแคบไป คุณก็อยู่ไม่ได้
เช่น คุณรักการเลี้ยงกิ้งก่า และคุณอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ แถวๆตีนดอย

ถ้าคุณเปิดร้านขายอุปกรณ์เลี้ยงดูกิ้งก่าอยู่แถวๆตีนดอย คุณก็อาจจะเจ๊ง เพราะคนเลี้ยงกิ้งก่าแถวนั้นน้อยไป
แต่ถ้าคุณเปิดร้านออนไลน์เป็นภาษาอังกฤษ ส่งทั่วโลก คุณอาจจะมีโอกาสสำเร็จ เพราะคนเลี้ยงกิ้งก่าทั่วโลกอาจจะเยอะ

สิ่งที่สำคัญในชีวิตคุณ…เคยถามตัวเองไหมคะ ว่ามันคืออะไร?
เคยถามตัวเองไหม…ว่าคนเรา เกิดมาทำไม?

…สิ่งที่คนเราทุกคนอยากได้จริงๆ…มันคือความสุข
แต่คนส่วนมากทุกวันนี้…ไล่ตามภาพของความสำเร็จ…
จนลืมการใช้ชีวิตให้มีความสุข…

เราคิดว่าทำงานเก็บเงินไป รอเกษียณแล้วเราจะได้ทำสิ่งที่ชอบ สิ่งที่เรารัก
พอรู้ตัวอีกที มีเวลาเหลืออยู่น้อยแล้ว ในการที่จะมีความสุขในชีวิต

มาตรวัดจริงๆควรเป็น…

“ใครมีความสุขในชีวิตกว่า…คนนั้นประสบความสำเร็จกว่า”

วิชาที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยไม่สอน…

คือ “วิชาชีวิตจริง” ค่ะ