ทำยังไงดีเพื่อนมีคนชอบงานมากกว่าเรา

วันนี้มีคำถามจากน้อง Aค่ะ ว่าทำยังไงดี เพื่อนมีคนชอบงานเยอะกว่า

25561218-113329.jpg
สวัสดีค่ะพี่มุ่ย
A มีเรื่องปรึกษาอีกแล้วค่ะ อาจจะเป็นเรื่องเดิมๆ แต่รบกวนหน่อยนะคะ

เมื่อไม่นานมานี้ได้คุยกับเพื่อนคนนึงที่ไม่ได้สนิทมาก แต่เค้าบอกว่างานAเปลี่ยนไปตั้งแต่รู้จักกับเพื่อนคนนึง ก็จริงค่ะ สไตล์งานAเริ่มเหมือนเพื่อนคนนั้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครชอบงานAมากขึ้นค่ะ แถมยังน้อยลง ตอนคุยกัน เพื่อนคนนั้นบอกว่าชอบงานAสมัยก่อนมากกว่าที่ไม่ได้ฝืนวาด ที่เป็นตัวของตัวเอง เห็นงานAตอนนี้แล้วไม่ชอบ ไม่อินด้วยเลย Aดีใจนะคะ ที่เค้าบอกแบบนั้น (ถึงแม้ว่าAจะคิดว่าไม่จริงก็ตาม) ประเด็นคือAอยากกลับไปเป็นตัวเองมากค่ะ วาดงานแบบเมื่อก่อน อย่างที่เคยเป็น ถึงจะมีคนชอบน้อย
แต่Aน่าจะมีความสุขมากกว่าตอนนี้ที่เป็นได้แค่เงา

ที่แย่คือตอนนี้ติดเส้นเพื่อนคนนั้นมาก จนกลับไปแบบเดิมไม่ได้ พี่คิดว่ามีวิธีมั้ยคะ ทำให้กลับไปวาดงานแบบเดิมที่เคยวาด
A เป็นอย่างนี้เพราะเห็นว่าเพื่อนคนนั้นมีคนชอบงานเค้าเยอะค่ะ ทั้งฝีมือและสไตล์ ตามเค้าไม่ทันเลย แต่Aก็ชอบงานเค้ามากๆ จนอยากทำได้บ้าง และที่สำคัญคือเพื่อนที่Aติดสไตล์งานมาคนนี้บอกว่าชอบงานAมากค่ะ Aเลยเริ่มสับสนเหมือนกันว่ายังไงดี

เริ่มงงแล้วค่ะว่ายังไง สไตล์คืออะไร ความเป็นตัวเองคืออะไร มีทั้งคนที่บอกว่าไม่เหมือนใคร
มีทั้งคนที่บอกว่าเป็นตัวของตัวเองแม้ว่ามันจะไปเหมือนใครก็ตาม

พี่ว่าAควรจะทำยังไงดีคะ

ขอบคุณมากค่ะ
=======================================================
ก่อนอื่นพี่ต้องขอบอกน้อง A (นามสมมุติ) ก่อนว่า ตอนแรกพี่จะทำวีดีโอพูดให้ฟัง แต่เนื่องจากตอนนี้หน้าพี่
บวมน้ำมากๆเพราะไปต่างจังหวัดมากินแบบจัดเต็ม อ้วนมาก 55 ไม่กล้าสู้กล้อง ก็เลยขออนุญาติน้อง A เอาคำถามมาโพสต์ในนี้ให้เพื่อนๆดูแทน เพราะกรณีนี้น่าจะเป็นประโยชน์

พี่คิดว่าพี่เข้าใจความรู้สึกน้อง A นะ เรื่องนี้มันเหมือนตอนพี่เล่าให้ฟังใน entry วิชาที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน
ที่คล้ายๆกันคือ พี่เป็นทั้งเด็กเรียนtopและเด็กเรียนอ่อนในคนๆเดียวกัน เหมือนกรณีที่พี่เปลี่ยนสายมาสอน พี่คิดอยู่นาน เพราะ George bernard shaw เคยพูดเอาไว้ว่า Those who can,do-Those who can’t teach มันตีความได้หลายอย่าง เช่น คนไม่เก่งด้านนั้น ทำงานด้านนั้นไม่ได้จึงมาสอนแทน หรือคนที่ไม่อยากเป็นนักวาด เลยเป็นครูแทน

แต่มาคิดอีกที ตอนจะทำงานสอน พี่คิดว่า เราเคยชอบสอนคนจริงๆ เพราะตอนสมัยมีกลุ่มการ์ตูนกันเมื่อสิบปีก่อน
พี่ก็สอนให้น้องในกลุ่มเรื่องวิธีการใช้ไม้บรรทัดโค้ง แล้วก็ชอบมาก ก็เลยคิดว่า เราได้ผ่านประสบการณ์มาเยอะ ทำงานประจำ และเป็นฟรีแลนซ์วาดรูปอยู่นาน ก็เลยคิดว่า ไม่ได้อยากวาดรูปเก่งขึ้น แต่อยากวาดรูปอย่างมีความสุข และได้ร่วมงานกับคนที่อยากร่วมงานด้วยมากกว่า และเราไม่ใช่คนที่ทำงานอย่างอื่นไม่ได้เลยมาสอน แต่เป็นคนที่มีประสบการณ์จริง
และการที่เห็นเด็กๆพัฒนาขึ้นมันมีความสุขแบบบอกไม่ถูกค่ะ

การสอนนั้นทำให้พี่ต้องฝึกทักษะหลายๆอย่างมาก ทำให้ไม่มีเวลาวาดรูป จนเดี๋ยวนี้เด็กรุ่นแรกๆที่เรียนกับพี่
ที่ฟิตมากๆในการฝึก ยังทักษะดีกว่าพี่เลยค่ะ น้องที่เป็นศิษย์หลายคนวาดเก่งกว่าพี่อีก และลายเส้นทันสมัย ที่น้องๆมีไม่เท่าพี่ก็คือเรื่องของประสบการณ์การทำงานเท่านั้น ถ้าพี่คิดแบบที่น้อง A คิด พี่ก็จะอิจฉาเด็กๆที่ไฟแรงกันจริงๆวาดกันเก่งมากตั้งแต่อายุน้อยๆ แม้แต่ลูกศิษย์ตัวเองที่ไปไกลมาก และดูท่าเป็นอย่างนั้นอีกนาน และอายุของเด็กที่เก่งมากๆจะลดลงเรื่อยๆ

ย้อนกลับไปที่ การที่พี่เป็นเด็กเรียนอ่อนทำให้พี่รู้ว่าเด็กแต่ละคนเราต้องสอนยังไง รู้ว่าเด็กที่เรียนอ่อนคิดยังไง รู้ว่าเด็กเก่งคิดยังไง ตอนเรียนสถาปัตย์ ไม่ใข่ว่าพี่ไม่ชอบทำแบบ พี่ชอบนะ แต่ทำไม่ได้จริงๆ ทำไม่เป็น คิดไม่ออก เกลียดการดราฟแบบมากๆ ทั้งๆที่ในมหาวิทยาลัย พี่เข้าห้องสมุด และหมกตัวในนั้นนานๆ เข้าหอสมุดกลางไปอ่านหนังสือตลอด ดูหนังสือเยอะๆ แต่ก็ไม่ช่วยให้พี่คิดแบบออกเลย ตอนทำแบบส่วนที่สนุกที่สุด คือการลงสีเพลทพรีเซนต์ ฝนสีไม้ ลงมาร์คเกอร์ รู้สึกมีความสุขจริงๆ สุดท้ายงานพี่เลยได้คะแนนน้อยเพราะใช้เวลาคิดแบบน้อยเกินไปและจับจดอยู่กับงานที่ไม่สำคัญ และการเรียนคณะสถาปัตย์ทำให้พี่รู้ตัวว่าจริงๆแล้วอยากทำอะไรในชีวิต และทำให้รู้ว่าเวลาสอนเด็กแต่ละแบบควรสอนยังไง
น้อง A ควรมีความสุขกับการเดินทางสู่จุดหมายของตัวเอง มากกว่าจะคิดเปรียบเทียบกับเพื่อน เพราะว่าคนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน มีชีวิตที่แตกต่างกัน งานอาจจะเหมือนกันบ้างเพราะเราอาจจะชอบอะไรคล้ายๆกัน แต่ว่าสิ่งที่จะทำให้งานแต่ละคนไม่เหมือนกันคือ innerหรือสิ่งที่อยู่ในใจของน้อง ซึ่งสุดท้ายสิ่งนี้แหละที่จะทำให้งานน้องต่างกับเพื่อน น้องควรถามตัวเองว่าวาดอย่างไหนแล้วมีความสุขมากกว่ากัน

พี่เคยผ่านนั้นมาแล้วค่ะ จุดที่วาดแล้วเพื่อนๆที่ฝึกวาดรูปมาด้วยกันวัยเดียวกัน วาดเก่งกว่าพี่ หรือมีแฟนๆเยอะกว่าพี่อีก ได้งานวาดๆเยอะกว่าพี่อีกด้วย เช่น อุ้มอุ้ยayaume Kappaเขาฝึกวาดรูปมาพร้อมๆกันกับพี่ และวาดเก่งมาก่อนพี่นานมาก จนเราไปคนละสายกัน คือ กัปปี้ kappy ลายเส้นจะกึ่งๆคือเส้นเป็นชายกับหญิงปนกันนะ คือถ้าดูงานที่กัปปี้วาดเป็นชิ้นๆอื่นๆจะพบว่างานดูกึ่งแมนกึ่งหญิง

ส่วนอุ้มอุ้ยเขาจะสไตล์หญิงมากๆ และงานป็อบปูล่าร์มากๆ เนี้ยบ เส้นมีคุณภาพคงที่มากโพสต์ลงเฟสบุคทีไร คนกดไลค์เป็นพันขึ้นไป. หรืออย่างเจ๋ง(page happy drawing) คนนี้เมื่อก่อนเขาก็ไม่ได้ดังเท่าตอนนี้ โพสต์ใน DA (deviantart)คนกด +favไม่ถึงร้อย แต่พอมาเฟสบุค แฟนๆมีถึงราวๆ160,000 ถ้าพี่คิดเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเพื่อนพี่ที่พูดถึงนี้เรื่องจำนวนไลค์คงเครียดตายเลยจ้า

มาพูดถึงคนที่แฟนๆในไทยน้อยกว่า แต่คนจะรู้ว่าเป็นระดับเก่งมากของไทยเช่น แผน(สกาล) หรือ โน๊ต(สินาด) แผนมีเฟสบุคของบริษัท Studiohive ถ้าน้องอยากดูงานเขาก็ไปกดดูได้ค่ะ งานละเอียดมาก สองคนนี้จบวาดโดยตรงและเก่งทั้งคู่
ถ้าพี่เปรียบเทียบกับเขาเรื่องสกิล ก็คงเฟลไปแล้วค่ะ พี่จบสถาปัตย์ไม่ได้จบวาดโดยตรง เพราะฉะนั้น โดยพื้นฐานแล้ว เรื่องทักษะ สองคนนี้จะวาดอะไรได้หลายอย่างกว่าพี่มาก เช่น เครื่องจักร,มอนสเตอร์

การที่เราเปรียบเทียบนักวาดที่การกดไลค์เท่านั้น หรืองานที่คนชอบเยอะๆเท่านั้น หรือความเก่งเรื่องสกิล พี่คิดว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ใช่น่ะค่ะ มันไม่ได้วัดว่าคุณเก่งหรือไม่เก่งจริง มีฝีมือมากกว่ากันหรือไม่ แต่ถ้างานคุณอยู่ในกระแสนิยมขณะนั้น คุณก็จะป็อบค่ะ เหมือนแนวเพลงนั่นแหละ ถ้าทำมาถูกจังหวะคนก็จะชอบมากกว่า และชีวิตของคนเราไม่ได้มีมิติเรื่องงานอย่างเดียว บางคนเรื่องงานไม่โดดเด่น แต่มีครอบครัวที่อบอุ่น พี่ก็ถือว่าเป็นคนประสบความสำเร็จในชีวิตนะคะ

คิดว่า คนที่วาดเก่งๆ เขาใช้ inner หรือความเป็นตัวเขาในการวาดค่ะ คือคิดยังไงก็วาดแบบนั้น วาดแบบที่เหมือนงานเป็นสิ่งที่รักที่สุดของเขา ถ้าเป็นผู้ชายก็คิดว่างานคือผู้หญิงในอุดมคติ และรักในงานมากๆ และปล่อยความเป็นตัวเองออกมาให้มากที่สุด ไม่ใช่การไปเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ถ้าเราเอาแต่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆเราจะทุกข์ค่ะ แม้กระทั่งตอนนี้ ที่ idol หรือคนที่พี่ชอบลายเส้นเขา ก็ไปไกลกว่าพี่มาก เพราะพี่หยุดพัฒนาลายเส้น มาเน้นเรื่องการสอนยังไงให้เด็กเก่งขึ้นแทนและโฟกัสเรื่องการเป็นผู้ประกอบการ ทำในสิ่งที่มีความหมายกับชีวิต นั่นก็คือช่วยเหลือผู้อื่นให้เก่งขึ้น งานพี่ตอนนี้คิดว่าคนกดไลค์น่าจะน้อยกว่าน้อง Aด้วยนะคะ เพราะพี่วาดตามใจอยากจริงๆ หรือวาดคลายเครียดเฉยๆ โพสต์ทีคนกดไลค์14-15คน ก็ดีใจแล้วค่ะ

เริิ่มต้นคือ น้อง A ต้องเริ่มจาก”ความสุขในการวาดรูป” ก่อน นอกจากนี้น้อง Aบอกพี่ว่ามีปัญหาเรื่องสุขภาพ เรายิ่งต้องปล่อยวางมากขึ้น บางสิ่งบางอย่างมันไม่ได้มาในทันทีทันใด บางสิ่งน้องต้องเรียนรู้เอาจากประสบการณ์ ในฐานะที่เป็นนักวาดที่โตกว่าพี่ผ่านปัญหาที่น้อง A เจอมาหมดแล้วค่ะ เรื่องนี้น้องต้องโฟกัสที่ตัวเอง น้องอย่าไปถามคนอื่นๆ ว่าชอบลายเส้นแบบไหนมากกว่ากัน หรือสนใจว่าเพื่อนคนนี้ชอบลายเส้นของน้อง เพราะบางที ที่เค้าพูดออกมาเราก็ไม่รู้ว่าพูดออกมาจากใจหรือเปล่า หรือพูดเพราะเป็นเพื่อนเรา การที่เราเปลี่ยนลายเส้นไป ก็ย่อมมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบเป็นธรรมดา ที่สำคัญคืออย่าหยุดพัฒนาตัวเองมากกว่าไปฟังเสียงที่คนอื่นๆพูดถึงเรา หรือว่าไปใส่ใจว่าใครจะวาดเก่งกว่าเรานะคะ

ขอบคุณที่มาเล่าให้พี่ฟังและหวังว่าบทความของพี่จะช่วยน้อง A ได้บ้างค่ะ มีอะไรก็ปรึกษาได้เช่นเคยค่ะ

พี่มุ่ย