สวัสดีค่ะ วันนี้มาพบกับเอนทรี่อีกอันที่อาจจะให้หลายๆคนฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ค่ะ

25561220-172633.jpg
สมัย 7-8 ปีก่อนนั้น เราเป็นคนที่อยากจะมีชื่อเสียงมากค่ะ เราพยายามหาเวทีที่จะแสดงความสามารถในการวาดของเรา ทั้งๆที่ตอนนั้นยังวาดไม่ค่อยเก่งเท่าไร เลยเข้าไปโพสต์หลายๆเว็บบอร์ด ซึ่งเว็บบอร์ดที่เราโพสต์บ่อยที่สุดคือ pocketschool online ค่ะ ซึ่งที่นี่ทำให้เราได้เจอVic,Asuka111,Garun,เจ๋ง,Zoo ฯลฯ ตั้งแต่สมัยที่พวกเขายังใช้เมาส์ลงสี และบอร์ด All-final ที่โพสต์อีกที่นึง เจอ Kappy,AyaUme,น้องเอ้ Kumawindแต่สามคนแรกนี้เราเคยรู้จักตั้งแต่สมัยมีกลุ่มการ์ตูนที่มีการแบกแฟ้มงานไปแลกกันดูอยู่แล้วค่ะ และVicตอนนั้นเรียนอยู่เตรียมอุดม ซึ่งอยู่ข้างๆคณะสถาปัตย์ ก็เลยเห็นงานมาตั้งแต่ตอนนั้น ตอนที่ดูงานเขียนการ์ตูนเขา คิดเลยว่า ถ้าน้องเขาไม่เลิกวาด ต่อมาจะเป็นคนที่มีชื่อเสียง สำหรับคนที่ทำให้เรารู้สึกอย่างนั้นในปัจจุบันคือน้องที่ใช้นามปากกาชื่อ Enfer de hell,น้องหมอกที่เขียนม.ปลายสายมังงะค่ะ

นอกจากการแลกงานกันดู ช่วงนั้นยังฮิตส่งจดหมายหากัน เราจึงทำแบบลายจดหมายไว้ใช้เองบ่อยมาก และซีร็อกซ์รูปไปให้เพื่อนๆดู ตั้งแต่สมัยต้องนั่งขูดสกรีนสติ๊กเกอร์เลยค่ะ นอกจากนี้เรายังได้ทำนิตยสารกลุ่ม บทบาทของเราคือเป็นบ.ก. และเขียนคอลัมน์ค่ะ เราเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับเกมส์ที่เราเล่น ต่อมาเราก็ได้เขียนต้นฉบับลง Let’s magazine บางเล่มแรกๆค่ะ

นอกจากนี้สมัยก่อนเรายังรู้จักงานของคนเก่งๆอีกทางคือผ่านแม็กกาซีนรินะ ที่จะมีโจทย์ให้นักวาดวาดแต่ละเล่ม ใครได้ที่1 ก็ได้รางวัลไป ทำให้เรารู้จักพี่เจนจิรา Achoซึ่งเขาวาดการ์ตูนลงรินะด้วย และสมัยนั้นมีกลุ่มการ์ตูนที่ดังๆหลายกลุ่มค่ะ กลุ่มที่เรานึกถึงก่อนเลยคือ AchoกับKazeที่เป็นกลุ่มใหญ่ งานของ Achoจะเป็นผู้หญิงมากกว่าค่ะ เพราะฉะนั้นคนที่ดังๆหรือคนรู้จักเยอะ ก็จะไปอยู่กลุ่มการ์ตูนเหล่านี้ มีการทำกิจกรรมแลกนิตยสารกลุ่มกัน

สมัยโพสต์ลงเวบบอร์ด เราจะดีใจมากเวลาที่มีคนมาคอมเมนต์และดูกระทู้ที่เราโพสต์เยอะๆ และเราโพสต์งานค่อนข้างบ่อย เพราะเราไม่ชอบงานดราฟแบบ คิดแบบของมหาวิทยาลัยเลย เลยคิดว่าจะทำอะไรดีที่เหมาะกับเรา ตอนแรกเราแค่คิดเฉยๆว่าถ้าหากเข้าคณะสถาปัตย์ก็คงวาดฉากการ์ตูนได้เก่งขึ้นมั้ง ตอนนั้นก็แค่เป็นเด็กเนิร์ดๆคนนึงที่ชอบวาดการ์ตูน พอโพสต์รูปลงกระทู้เราได้รับความนิยม มีคนมาคอมเมนต์เยอะๆ ก็จะดีใจมากค่ะ

นอกจากนี้เรายังชอบงานพี่ Montoกับพี่กอล์ฟGuri rpg(กนกฉัตร ทองบำรุง) ด้วย สมัยที่เรายังเด็กอยู่ยัง ซื้อ Tvmag มาอ่านก็เห็นงานพี่เขาได้ลง CKidsบ่อยๆแล้วงานเขาสวยมาก แม้ช่วงแรกๆจะเป็นงานวาดตามแบบและเป็นแฟนอาร์ทส่วนมากก็ตาม

เรามีโอกาสได้เจอพี่ Monto ตอนเราไปทริปเชียงใหม่กับมหาวิทยาลัย เราแอบออกมาตอนกลางคืน ไปงานเทศกาลอาหารที่เชียงใหม่ และคืนนั้นเพื่อนพยายามจะแกล้งเราโดยการเอารถด่วน(หนอนไม้ไผ่) ใส่ปากเราตอนนอน
พอได้ดูงานดินสอที่เป็นต้นฉบับของพี่แป้ง Montoแล้วเราก็รู้สึกว่าพี่เค้าเก่งมาก เส้นสะอาดสุดๆ งานเนี้ยบ แล้วก็แปลกตาสำหรับคนสมัยนั้นมาก

โดยเฉพาะตอนที่พี่แป้ง Monto เขาได้วาดการ์ดเกม Summoner ซึ่งต่อมา แผน(สกาล) และ โน็ต(สินาด) และอีกหลายๆคนดังมาจากการวาดภาพการ์ดเกมค่ะ ซึ่งตอนหลังเรามาทำงานปกแจ่มใสแนวแฟนตาซีบางปกได้เพราะพี่แป้งแนะนำเรา แต่แนวรักนั้นเราเคยทำบ้างบางปกค่ะ แต่ลายเส้นเราตอนทำปกแจ่มใสนั้น มันไม่ได้เป็นที่นิยมต่อคนอ่านขนาดนั้น(มันไม่ใช่อินเนอร์ของเราน่ะค่ะ เรารู้สึกว่ามันเขียนยาก ทำให้รู้ว่า มีบางสิ่ง ถึงแม้จะพยายามเท่าไร แต่เราอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงแรกที่เรากลับไทย เราติดสไตล์ทำงานตะวันตกมาจากตอนทำสตูดิโอ ยิ่งทำให้แนวหลุดไปจากแนวใสๆที่เคยทำได้สมัยก่อนพอสมควร เราเคยกลับไปพยายามลองทำปกนิยายรักอีกครั้ง แต่ก็ทำไม่ได้ค่ะ ทำเท่าไร โดนแก้งานเยอะตลอด โดยเฉพาะเรื่องหน้าตาตัวละคร,เทคนิคการเพนท์

การเพนท์งานที่วัยรุ่นอ่านนั้น จะตัองมีสีสดใสๆ มีรายละเอียด ไม่ซับซ้อนมาก และควรสื่อถึงความทันยุคทันสมัย เช่น การแต่งตัว หน้าตาตัวละครสำคัญมากคือต้องโดนใจวัยรุ่น หล่อ สวย นอกจากนี้ตัวลายเส้นก็ยังเกี่ยวข้องอีกด้วยค่ะ เรารู้สึกว่าถ้าเลือกเส้นทางนี้ต่อไป มันคงไม่ใช่ ก็เลยตัดใจ คือตัดงานวาดปกนิยายรักออกไปเลยค่ะ พอเราตัดไป ก็ยังมีคนมาชวนเราทำต่อ พอทำต่อก็ไม่เวิร์คอีก ก็เลยขอบายงานแนวนี้เลยแล้วกัน ถ้าจะทำงานวาดคงต้องเป็นงานที่ท้าทายความสามารถพอสมควรค่ะ และทำกับคนที่เราโอเคด้วย

เรานึกถึงเพลงในซีดีคอนเสริ์ต ที่มอสกับอ้อม สุนิสา ร้องคู่กัน เนื้อหาเพลงประมาณว่า แค่เพื่อนเท่านั้น สมัยก่อน ถ้าคนเกิดทันยุคนั้น จะพบว่า มีคนเชียร์สองคนนี้ให้เป็นแฟนกันจริงๆเยอะมาก แต่อ้อม บอกตอนจบเพลงว่า ความสัมพันธ์ของอ้อม กับมอสนั้น ไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้จริงๆ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะเริ่ม(จีบ)ก่อน ก็จะล้มเหลวทุกครั้ง ก็คงเหมือนเราที่พอทำงานปกแล้วมันไม่อินเนอร์ก็เลยล้มเหลวในการทำปกนิยายรักวัยรุ่น

มันคือความรู้สึกของเรา ที่รู้สึกว่า งานเราอาจจะไม่ได้โดนใจวัยรุ่นกลุ่มแมส หรือวัยรุ่นหญิงส่วนใหญ่ เหมือนที่อ.อามาโนะ โยชิทากะ อาจจะไม่โดนใจเด็กวัยรุ่นยุคหลังๆ แต่จะเป็นที่ชื่นชอบของนักเล่นเกมส์เก่าๆ แต่งานเราจริงๆ ช่วงหลังๆที่วาด มัน niche ค่ะ ยิ่งเราใส่ตัวเองหรือพวกลายเทคนิคแปลกๆเข้าไปในภาพเท่าไร คนก็ยิ่งเข้าใจงานยากเท่านั้น ช่วงหลังๆคนก็เลยชอบงานเราน้อยลงมาก นอกจากนี้เรายังโฟกัสเรื่องงานเขียน เราผ่านจุดที่ดังในโลกออนไลน์พอสมควร คือ โพสต์ในExteenมีคนกดฮ็อทให้100กว่าentry,โพสต์Deviantart คนกด fav2,000-10,000 สถานการณ์นี้เหมือนตอนที่เราเจอสมัยเป็นนิสิต คือ เราเป็นนักวาดที่เคยป็อบ และ ไม่ป็อบ ในคนๆเดียวกัน เรารู้เทคนิคว่าทำยังไงจึงจะมีชื่อเสียงในด้านนั้นๆค่ะ แม้จะเป็นการมีชื่อในโลกออนไลน์ก็ตาม

พอเราทำงานวาดไปไม่ใช่งานป็อบแล้ว เราพบว่า การทำงานวาดแบบที่เป็นตัวเราเอง100%เลย มันอาจจะไม่ใช่งานที่ขายได้(หรืองานป็อบ) ก็ได้ค่ะ ก็เลยค้นหาสิ่งที่เราทำได้ ได้เป็นตัวเองมากๆ ก็คืองานเขียน และภาพประกอบก็เป็นสิ่งที่เราสามารถวาดเองได้ เราจึงเป็น นักวาด,นักเขียนในคนๆเดียวกัน แต่ถ้าจะให้เราเขียนตามโจทย์เราก็ไม่สามารถทำได้ เราจึงไม่สามารถเป็นนักเขียนเต็มตัวได้ เป็นนักวาดเป็นได้ แต่วาดรูปตามโจทย์ที่คนอื่นกำหนดเอาไว้แล้ว หรือตามบรีฟ มันไม่สนุกเลยสำหรับเราค่ะ ยกเว้นจะเจอบ.ก.ที่เข้าใจเรามากๆ เราจึงเลือกรับบางงานจริงๆ

เราเคยได้ยินเป้ อารักษ์ ให้สัมภาษณ์รายการวู้ดดี้ค่ะ วู้ดดี้ถามว่า “รู้สึกยังไงที่เป็นมือกีตาร์ แต่ดันดังกว่านักร้องนำ แล้วนักร้องนำวงเสลอตัวจริงจะไม่เสียใจเหรอ” เป้ตอบว่า นักร้องนำวงเขา ไม่ได้มี hard feeling(รู้สึกแย่)กับเรื่องนี้เพราะเขาไม่ได้อยากเด่น เป็น frontman การตัดสินใจทำงานสอนของเราก็คือตัดสินใจที่จะไม่คำนึงถึงชื่อเสียงในวงการวาดของเรา เราจะทำในสิ่งที่มันตรงกับอุดมการณ์ของเรา ก็คืออยู่เบื้องหลังเด็กๆในยุคต่อไป ซึ่งถ้าลูกศิษย์เรายิ่งดัง ยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไร เราก็จะมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น

ชื่อเสียงนั้นเป็นสิ่งที่หลายๆคนต้องการค่ะ แต่ว่าการที่คุณจะมีชื่อเสียงได้ คุณต้องเลิกคิดอยากที่จะมีชื่อเสียงก่อน แล้วก็ทำงานของคุณออกไปให้เต็มที่ ทำให้เหมือนคนที่เป็นผู้กำกับหนัง ที่ไม่รู้ว่าหนังตัวเองจะทำรายได้ได้เท่าไร แล้ววัดกันตอนหนังเสร็จ คนออกจากโรง คำนวณรายได้ไปแล้ว ซึ่งของบางคน อาจจะไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่เป็นจำนวนคนที่เราสามารถช่วยเหลือเขาได้ หนังที่สร้างมาช่วยเหลือคน เยียวยาคน หรือคุณอาจจะเป็นที่พึ่ง ที่ปรึกษา ยามที่เขาต้องการเราค่ะ หรือแม้กระทั่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ

คนเราจะถึงจุดที่มีชื่อเสียงครั้งนึงในชีวิตได้ถ้าคุณต้องการมากพอ แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือ การรักษาชื่อเสียงต่อไปมากกว่าค่ะ บางคนเริ่มต้นดี แต่สุดท้ายกลายเป็นคนล้มเหลว บางคนล้มเหลวแต่มาสำเร็จเอาช่วงสุดท้ายของชีวิต เรย์ ครอค กว่าจะสร้างแมคโดนัลด์สำเร็จก็กว่าค่อนชีวิตไปแล้ว,ผู้พันแซนเดอร์ กว่าจะสร้าง KFC ได้ก็อายุ65ซึ่งเกือบจะเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต

อย่าลืมว่าสิ่งที่เราอยากได้หรือชื่อเสียงนั้นเราต้องอยากได้อยู่บนความปล่อยวางค่ะ ไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่ดังๆคนอื่นๆ เพราะมันจะทำให้เป็นทุกข์อย่างที่เคยบอกแล้วค่ะ ชื่อเสียงจะมาต่อเมื่อคุณทำสิ่งไหนๆก็ตามอย่างเต็มที่ ปล่อยสุดแรง แล้วปล่อยวางผลลัพธ์ค่ะ