คิดเอาไว้ว่าใช่…ว่าใช่ต้องใช่แน่ๆ…

มันเป็นอะไรที่พูดยาก…ต้องให้เธอแก้
เสียงเพลงแร็พเตอร์วนเวียนอยู่ในหัวเรา

25561221-163405.jpg
ก็ใกล้ถึงวันปีใหม่ขึ้นมาทุกปีแล้วนะคะ น่าจะมีคนหลงอยู่ในวังวนเรื่องไม่ชอบงานประจำ อยากออกมาทำงานวาดเต็มตัวอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ที่มีนักวาดที่มีฝีมือๆ คนเก่าๆถ้าไม่ปรับตัวตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปก็จะตกยุค
เลยคิดว่าน่าจะคุยกันเรื่องแผนการในชีวิตของแต่ละคนค่ะ

เรามานั่งนึกๆว่า ปีที่ผ่านๆมาได้ประสบความสำเร็จเรื่องอะไรบ้าง และปีนี้ประสบความสำเร็จเรื่องอะไรบ้าง ปีนี้เป็นปีที่เวลาผ่านไปไวมาก เพราะเราสอนนักเรียนหลายรุ่น จนเข้าสู่ปีที่สาม ของการทำงานสอนเป็นอาขีพ และด้วยความที่งานสอน overhead หรือค่าใช้จ่ายต่ำ เราจึงอยู่ได้เรื่อยๆ

สิ่งที่เราดีใจมากในปีนี้ก็คือ…การที่ได้ออกรวมภาพสีของตัวเองจนได้ หลังจากที่ทุนไม่พอก่อนหน้านี้เนื่องจากหนังสือหนามาก ขนาดนั้นยังไม่ได้เก็บภาพไว้ครบทุกภาพเลย บางภาพก็หาไม่เจอ แต่เสียดายที่หลังๆเราก็ไม่ได้วาดผลงานใหม่ๆเลย เพราะงานเยอะ และนอกเวลางานก็จะเป็นการอ่านหนังสือหรือศึกษาความรู้เรื่องธุรกิจเพิ่มเติม

และเรารู้สึกว่า นักวาดมีแบบที่จู่ๆก็มีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วจาก facebook page เป็นจำนวนมาก ก็เลยคิดว่า ช่วงนี้เป็นเวลาที่ดีมากจริงๆของการ์ตูนไทย และหลายๆคนก็เป็นนักวาดที่มีอนาคตไกล เราคิดว่าเราจะได้เห็นวงการการ์ตูนไทยพัฒนาขึ้นมากอย่างน้อยในกลุ่มอาเซียนก็ยังดี เราก็กลายเป็นนักวาดรุ่นเกือบจะเป็นฟอสซิล นักวาดเก่าๆที่หลายๆคนที่เกิดมายุค 80s คือรุ่นก่อนหน้านี้ที่ยังไม่มีการจ้างงานวาดเป็นล่ำเป็นสันแบบนี้ และเส้นทางในการเดินในสายนี้ก็น้อยกว่ามาก แต่ก็ยังดีที่เป็นยุคที่คาบเกี่ยวระหว่างอนาล็อคกับดิจิตัล

นอกจากนี้ resolution หรือเป้าหมายในปีนี้ของเราก็ยังไม่ได้ทำสำเร็จทุกเรื่องที่เคยคิดเอาไว้
เดือนธ.ค ประมาณวันที่ 9 เราได้ออกจากก.ท.ม ไปเชียงใหม่มา ไปบริจาคเสื้อกันหนาว เครื่องเขียน ขนม ตุ๊กตาให้น้องๆโรงเรียนบนดอย ปีหน้าถ้าจัดอีกเราหวังว่าเราจะได้ช่วยเป็นคนระดมทุนบ้าง เด็กบนดอยน่ารักและถูกสอนมาดีมาก พอเจอเราก็สวัสดีเลยค่ะ

มาดูกันว่าปีนี้เราทำอะไรสำเร็จไปบ้างค่ะ

-ทำอาร์ทบุคสีเล่มแรกสำเร็จในชีวิต หนามาก
-มีงานเข้าอย่างสม่ำเสมอ
-ได้ร่วมงานกับคนที่อยากร่วมงานด้วยมากๆ
-มีนักเรียนจองคิวเรียนตัวต่อตัวเต็มทุกวัน ประมาณ3เดือนติดๆกัน เลยถึงกับไม่สามารถเปิดคอร์ส5คนได้
-สามารถอ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นมาก ฝึกจากอ่านคินเดิล และแปลงานเขียนลงใน Deviantart journal
-ได้กลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้ง
-page view ของ illustcourse ถึง 1 ล้านวิวแล้ว
-ได้ลองทำโปรเจคอาร์ทบุคใน indiegogo ขายได้มาประมาณ 18,000 บาทจากชาวต่างประเทศ
-ท้ายปีที่แล้วไปออกงานคอมิคซีซัน ขายสินค้าทุกอย่างเกือบหมด
-เขียนอีเมล์ไปหา คริส กิลเลอโบว แล้วได้รับคำตอบ
-เขียนบลอคillustcourseมา 3 ปีแล้วยังมีไอเดียในการเขียนเรื่อยๆ
-นอนและตื่นนอนตรงเวลา
-ในที่สุดก็ได้ซื้อเครื่องออกกำลังกายของตัวเองมาไว้ที่บ้าน
-ได้ไปเที่ยวด้วยกันกับครอบครัว2ครั้งในรอบปี
-เปลี่ยน theme web illustcourse,meisanmui.comและร้านค้า
-วีดีโอที่เคยอัพyoutube เอาไว้เมื่อปีก่อนๆ page view ทะลุแสนวิว


สิ่งที่ขาดหายไปและสิ่งที่ไม่ดี

-ไม่ค่อยได้วาดงาน personal จริงๆจังๆ เพราะไม่ค่อยมีเวลาและอารมณ์ในการวาด
-ป่วยอีกรอบ
-ไม่ได้อ่านการ์ตูนเท่าไร เล่นเกมส์น้อยมาก หนังสือเกมส์และการ์ตูนไม่ซื้อเลย
-น้ำหนักขึ้นเพราะยา
-โปรเจคที่อยากทำทั้งหลายไม่เขยื้อนตัวเลย
-วาดรูป กว่าจะปรับให้วาดได้ใช้เวลาหลายวัน ตรงกันข้าม งานเขียนมีไอเดียเยอะกว่า

ปีนี้เป็นปีที่เราเบนเข็มอย่างจริงๆจังๆ จากการเป็นนักวาด มาสู่ solopreneur เลยไม่ได้ฝึกวาดรูปเท่าไรเลย นอกจากนี้ยังมีน้องเคยถามเราว่า เราไม่อยากวาดคอมิคที่เราคิดไว้ต่อเหรอ จริงๆก็อยากวาดค่ะ แต่ว่าเราเป็นคนที่วาดคอมิคยาวไม่เก่ง และทำงานคอมิคช้าและไม่ถนัดในการวาดสตอรีบอร์ด ถ้าเราจะทำคอมิค ก็คงเป็นคอมิคประกอบในพ็อคเกตบุค เส้นง่ายๆ หรือไม่ก็ต้องจ้างคนวาดสตอรี่บอร์ดอีกคนมาช่วย แต่กำลังคิดอยู่ค่ะว่าจะทำอะไรออกมาดี เราคิดว่าคนแต่ละคนควรรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองและไม่ทำในสิ่งที่เราไม่ถนัดหรือไม่ชอบค่ะ

และยิ่งทำแบบที่กำลังทำอยู่นี้ไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะปีนี้ เรารู้สึกมากว่าได้ค้นพบทางสว่างหรือหนทางของตัวเองแล้ว และเป็น blue ocean หรือการแข่งขันน้อยด้วย พอเราถามน้องๆที่มาเรียนว่าเจอเว็บเราได้ยังไง 60%เซิร์จเจอ 30%ติดตามเรามาเป็นระยะเวลานานแล้ว 10%เพื่อนแนะนำมาค่ะ รวมไปถึงงานอื่นๆเช่น งานออกแบบกราฟฟิคทั่วๆไป งานวาดคาแรคเตอร์ ที่ส่วนใหญ่เราปฏิเสธหรือส่งให้น้องสาวทำหมด ยกเว้นบางอันค่ะ ที่งานเยอะแบบนี้เพราะว่าเราทุ่มเทเขียนบลอค illustcourse นี้อย่างต่อเนื่องจนถึง 300กว่า entry ในที่สุดค่ะ

ในระหว่างฟังเพลงคอนเสิร์ตแร็พเตอร์ในรถตู้กลางทาง(ดักแก่) เราก็อินมาก คิดเอาไว้ว่าใช่…ว่าใช่…ใช่ต้องใช่แน่ ๆ นี่แหละคือหนทางสู่ชีวิตที่เราใฝ่ฝัน การมีชีวิตอิสระในชีวิต ไม่ต้องขึ้นอยู่กับใคร ไม่มีเจ้านาย ไม่มีลูกน้อง แต่ตอนนี้ยังห่วงพ่อแม่อยู่ ก็คงไม่ไหนไกลมากแล้ว อยากใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เที่ยวในไทยหรือประเทศทีไม่ไกลมากไปเรื่อยๆก่อน

สิ่งนั้นที่คิดว่าใช่คือการทำDVD,หนังสือ,ผลิตภัณฑ์ ควบไปกับการเขียนบล็อคและสอนค่ะ ก็คือสิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง เราไม่จำเป็นต้องวาดตามบรีฟ ไม่จำเป็นต้องมีแฟนๆเยอะมากหรืองานวาดเยอะมากจนอยู่ได้ แค่ทำเพื่อสนองความต้องการลึกๆของตนเองแทน ซึ่งจะสังเกตุได้ว่าหลังๆหนังสือที่ออกมาทางฝั่งตะวันตก จะเน้นแนวนี้มาก เรียกว่า lifestyle business คือการทำให้ธุรกิจอยู่ตัวแล้วก็ทำสิ่งที่ชอบหรือรักไปด้วย ซึ่งเล่มที่เราแนะนำคือ ปลุกปีศาจในตัวคุณ หรือ evil plan ของ Huge Mcleod เราชอบงานเขียนเขานะ หนังสือคนนี้โอเคเกือบทุกเล่มค่ะ(ที่บอกว่าเกือบเพราะไม่รู้มีเล่มอื่นหรือเปล่า)

นอกจากนี้ก็เพิ่งอ่าน Suitcase entrepreneur ของ Natalie Sisser มาค่ะ คนนี้ทำธุรกิจไปด้วย เล่นกีฬาไปด้วย เล่นฟริสบีส์แล้วก็เพาะกาย ทำธุรกิจเป็นที่ปรึกษาและโค้ช ทำผลิตภัณฑ์ของตัวเองแล้วใช้เวลาออกเดินทางรอบโลก ในเล่มเขาก็จะคล้ายๆหนังสือรวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ รวมไปถึงการท่องเที่ยวแม้กระทั่งสิ่งใดที่ควรระวังระหว่างเที่ยว ควรเตรียมอะไรไปบ้าง ประเทศไหนบ้างที่ต้องระวัง แพ็คกระเป๋ายังไง รวมไปถึงการเก็บพาสสปอร์ตและสำเนาเอกสารสำคัญต่างๆให้ดี ซึ่งหนังสือเล่มนี้ natalie หาทุนจาก kickstarter จนได้พิมพ์ในที่สุดค่ะ

แล้วเราก็ย้อนกลับมาดูตัวเอง เพราะเจอคำถามของเพื่อนน้องที่บอกว่า อะไรคือสิ่งที่พี่มุ่ยชอบ 3 อย่างในชีวิต เราก็ตอบไปว่า ชอบวาดกับเขียนเท่าๆกัน ถ้ารวมวาดกับเขียนด้วยกันก็เป็นที่ 1 สอนชอบเป็นที่ 2 อย่างที่เคยบอกค่ะ ทั้งสามอย่างนี้ถ้าเราถึงจุดที่เรามีรายได้ passive อย่างที่พอใจแล้ว เราก็ทำฟรีได้ เหมือนตอนนี้ที่เราทำงานเขียนฟรีๆอยู่ เราไม่ได้คิดว่าเราทำงานอยู่เลยค่ะ อยากจะทำเว็บวีดีโอสอนเต็มๆแบบ ctrl paint ด้วย แต่อาจจะต่างบ้างตรงเราชอบพูดแชร์แนวคิดมากกว่า ถ้าถามว่าอุดมการณ์ของเราคืออะไร เราอยากให้คนไทยเก่งวาดรูปกันเยอะๆและงานเทียบเท่าระดับสากล และเราอยากเปลี่ยนตำแหน่งจากผู้ทำงานวาด ไปเป็นคนจ้างวาดแทน

ถ้าถามว่าเรารู้ได้ไงว่าเราอยู่ในจุดที่ใช่แน่ๆแล้ว เราถึงจุดที่วาดรูปแล้วไม่ได้มีความสุขเท่าเก่าค่ะ จนเราไม่อยากเดินไปในเส้นทางเดิม แต่พอเราทำงานสอน งานเขียน แล้ววาดด้วยนิดๆหน่อยๆ กลายเป็นว่า ชีวิตเราสมดุลย์ขึ้นเยอะ เราไม่ต้องเครียดวาดให้งานออกมาแล้วขายได้ก็ได้ แต่เราก็ยังไม่ทิ้งความฝันในการเป็นนักวาดอยู่ นอกจากจะเบนเข็มไปทำงานในแนวที่ต่างออกไปจากเดิมโดยไม่ต้องคำนึงว่าคนจะชอบงานเราหรือเปล่าค่ะ แต่เพราะเราผ่านการเป็นนักวาดมานานมาก เราจึงดูคนออกว่าใครทำอะไรได้ ดูเด็กออกว่าคนไหนจะไปได้ไกล

พอเราย้อนกลับไปดูรูปเก่าๆที่เราวาด เรารู้สึกเลยว่า สมัยนั้นพลังแรงมาก กำลังเยอะ วาดทั้งวันทั้งคืน แต่ณ.จุดนี้ เราเหมือนนักมวยที่แขวนนวมแล้ว เราไม่ได้วาดรูปด้วยความรู้สึกว่าจะเป็นนักวาดที่สุดยอดในด้านวาดๆ กลับกันเรารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นโค้ชที่กำลังจะเปิดค่ายมวยเล็กๆ เราคิดว่าจะเอาลูกศิษย์นี่แหละมาทำงานให้เราต่อไปค่ะ เหมือนสถาปนิกที่ร่างแบบคอนเซปต์อย่างเดียวแล้วจ้างให้คนอื่นมาทำงานให้ เราไม่รู้ว่าจะทำได้แค่ไหนกับความฝันนี้ แต่เราจะพยายามต่อไปค่ะ ทั้งนี้คอร์สตัวต่อตัวยังสมัครเรียนได้เรื่อยๆค่ะ

สุดท้ายนี้ก็ขอให้ความหวังของคนที่อ่านอยู่นี้เป็นจริงเข่นกัน และมาเคาท์ดาวน์ รอปีหน้าที่สดใสกันดีกว่าค่ะ:)