ทำงานวาดเป็นงานอดิเรกหรืออาชีพดี?

สวัสดีค่ะวันนี้จะมาพบกับเอนทรี่ที่อาจจะให้ข้อมูลช่วยตัดสินใจสำหรับคนที่ทำงานวาดได้พอสมควรนะคะ

25570106-122234.jpg
มีน้องถามมาว่า จำเป็นไหมที่จะต้องทำงานวาดเป็นอาชีพ ถ้าเราโพสต์งานเรื่อยๆ แต่มีงานหลักอยู่แบบนี้เราถือว่าเป็นนักวาดหรือเปล่า และเมื่อไรเราจะเรียกตัวเองว่าเป็นมืออาชีพทางด้านการวาดได้

ก่อนอื่นคำว่า มืออาชีพ หมายความว่าอย่างไร?

ถ้าเรานับจากสากล มืออาชีพคือ คนที่มีผลงานตีพิมพ์ออกสู่สาธารณะชน และเลี้ยงชีพโดยการทำสิ่งนั้นๆค่ะ ถ้าน้องไม่ได้มีงานตีพิมพ์ ก็จะเรียกว่ากึ่งโปร หรือ semi pro ค่ะ ถ้าทำเป็นงานอดิเรก เรียก amateur

ส่วนการทำงานเป็นนักวาด หรือ concept artist หรืองานสายใกล้เคียงกับการวาด เราสามารถเลือกทำเป็นงานประจำหรือฟรีแลนซ์ก็ได้ แต่ก่อนอื่นเราต้องสำรวจตัวเองก่อนค่ะถ้าหากจะทำงานเป็นฟรีแลนซ์

-น้องต้องรู้จักการบริหารเงิน
-รู้จักการหาลูกค้าและการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
-รู้จักการโปรโมทผลงานของตัวเอง
-การทำงานให้เสร็จทันตามเดดไลน์
-ทางครอบครัวไม่ได้เดือดร้อนกับสถานภาพฟรีแลนซ์ของน้อง

ปกติแล้วนักวาดฟรีแลนซ์จะทำยากกว่าทำงานประจำเพราะว่าน้องต้องเรียนรู้หลายทักษะ ยกเว้นน้องจะเป็นคนที่เป็นฟรีแลนซ์ประจำให้กับสำนักพิมพ์ใดสำนักพิมพ์หนึ่งเป็นประจำอยู่แล้ว และนอกจากนี้ การทำงานฟรีแลนซ์ ยังขึ้นอยู่กับความขยันในการทำงานของเรา เดือนไหนขยันมาก ก็ได้มาก ขยันน้อยก็ได้น้อยไปตามลำดับค่ะ

พี่เป็นฟรีแลนซ์มา 6 ปี มีลูกค้า และมีนักเรียนไม่ขาดมือค่ะ เพราะว่าพี่เรียนรู้วิธีในการโปรโมทผลงานตัวเอง และสร้างความเป็นผู้รู้หรือ authority ในสายการวาด นอกจากนี้การที่พี่ทำบลอคนี้ขึ้นมาและจุดเริ่มต้นจากการเขียนบลอคที่ exteen ซึ่งเป็นที่แรกที่ฝึกเขียนบลอค จนมาถึงวันนี้ ทำให้พี่ได้ไปออกรายการหลายรายการ และได้ไปออกอีเวนท์ด้วย จากการทำบลอคใหม่แห่งนี้ ก็เลยเป็นผลทำให้พี่สามารถอยู่ได้ถึงปัจจุบันนี้ค่ะ

นอกจากนี้พี่ยังทำวีดีโอสอนวาดการ์ตูนใน youtube ถ้าน้องเข้าไปดูจะพบว่า มีหลายวีดีโอขึ้นถึงแสนวิว ทำให้น้องหลายคนรู้จักพี่จากตรงนั้น และตามลิงค์เข้ามาอ่านบทความในเว็บอีกที จริงๆก็คือ ถ้าพูดตามหลักการจัดลำดับความสำคัญของงานที่สตีเวน อาร์ โควีย์ สอนไว้ ก็คือ….

มีงานอยู่ 4 อย่างค่ะ

สำคัญด่วน สำคัญไม่ด่วน ไม่สำคัญด่วน และไม่สำคัญไม่ด่วน

สำคัญด่วนเป็นงานที่น้องต้องทำให้เสร็จก่อนในแต่ละวันค่ะ เช่น งานวาดที่ใกล้จะต้องส่งแล้ว มีเดดไลน์ใกล้เข้ามา

สำคัญไม่ด่วนเป็นสิ่งที่น้องจำเป็นต้องทำ แต่ไม่ทำตอนนี้ก็ได้ แต่ระยะยาวจะมีผลเสีย เช่น การออกกำลังกาย,การอัพเดทผลงานในช่องทางต่างๆ

ไม่สำคัญด่วนเป็นสิ่งที่น้องสามารถให้คนอื่นๆทำแทนน้องได้ เช่น งานบ้านต่างๆ เช่นซักผ้า รีดผ้า

ไม่สำคัญ ไม่ด่วน เป็นสิ่งที่น้องควรหลีกเลี่ยงในการทำค่ะ เช่น การเช็ค status facebook ของเพื่อนๆเป็นระยะเวลานานๆต่อวัน หรือการแชทไลน์นานๆ

จากที่พี่เป็นมาหมดแล้ว ทั้ง concept artist บริษัทเกม,digital artist ใน studio,นักวาดฟรีแลนซ์,ทำงานเขียน และครู พี่จะบอกว่า น้องไม่มีทางรู้เลยว่าน้องชอบงานอะไรกันแน่ จนกว่าน้องจะลองทำมันดู มันก็เหมือนกับเวลาที่คนเราชอบกัน อยากศึกษากันและกันให้มากขึ้น ก็เลยลองคบกัน คบกันไปมา บางคนที่เราไม่คิดว่าจะชอบ เราก็ชอบ บางคนที่คิดว่าน่าจะไปกันได้ดี กลับไม่ใช่ งานที่เหมาะกับน้อง คืองานที่น้องมีความสุขไปกับมันค่ะ และน้องทำงานได้อย่าง flow หรือลื่นไหล

อย่างเช่น พี่ก็ไม่ได้รู้ตัวว่าชอบเขียน จนช่วงหลังๆที่ไม่ค่อยได้อ่านการ์ตูนแล้ว อ่านงานเขียนเสียมากกว่า ก็รู้สึกว่าเราน่าจะมาทางนี้ ก็เลยเขียนบลอคมาเรื่อยๆ มีความสุขและสนุกดี ที่ไม่ต้องทำโดยคิดว่ามันเป็นงาน แค่คิดว่า งานเขียนจากประสบการณ์ตรงของเราน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อื่น

เพราะฉะนั้นคำถามที่บอกว่า จะทำงานวาดเป็นอาชีพดีไหม หรือทำเป็นงานอดิเรกดี ก็คือ ถ้าน้องมีงานที่น้องรักและชอบอยู่แล้ว การทำงานวาดเป็นงานอดิเรก ก็จะช่วยเติมเต็มให้ชีวิตน้องมีความหมายมากขึ้น แต่ถ้าน้องเกลียดงานที่ทำอยู่ เพราะไม่มี passion กับการทำงานเลย พี่จะแนะนำให้น้องลองใช้เวลานอกเหนือจากการทำงาน หาช่องทางทำงานที่เราชอบอื่นๆดู

เพราะชีวิตคนเรามันไม่นานมากนัก เผลอๆก็จะ 40-50 ที่เป็นวัยกลางคนเข้าไปแล้ว ค้นหาตอนนี้ดีกว่าไปค้นหาในเวลาที่เราไม่มีแรงในการที่จะทำในสิ่งที่เราต้องการค่ะ และพี่จะบอกว่ายุคนี้เป็นยุคของสาย creative ค่ะ คือ ยุคของนักเขียน,นักวาด เนื่องจาก ตอนนี้สองอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ทำงานที่ไหนก็ได้ ส่งงานที่ไหนก็ได้ที่มี wifi และสัญญาณอินเตอร์เนท อย่างเช่น พี่ก็เขียนบลอคนี้บางทีในร้านกาแฟ หรือที่บ้าน แล้วก็เผยแพร่ผลงานได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านคนกลางหรือสำนักพิมพ์

พี่ตอนที่จะเปลี่ยนสายงานจากวาดเต็มตัวมาสอน พี่ก็ลิสต์ทักษะพี่ออกมานั่นก็คือ

1.เขียนบทความ
2.ทักษะการพูด
3.ความจำดี
4.ชอบค้นคว้าหาความรู้เรื่อยๆ
5.วาดรูป

ก็เลยค้นพบว่า ถ้าเรามาทางสอน และเขียนบทความและวาดการ์ตูนเวลาที่เราว่างน่าจะดี
ผลคือ ตอนนี้ชีวิตพี่มีความสุขขึ้นมาก พี่เคยผ่านช่วงเวลาที่ ทำงานวาดแล้วไม่มีความสุขเท่าเดิมมาก่อน มันเหมือนกับเราคิดว่าเราชอบมาก แต่สุดท้ายพอเดินไปเรื่อยๆ กลับถามตัวเองว่า มันใช่แน่เหรอ เราอยากทำงานตามคำสั่งแบบนี้ไปเรื่อยๆหรือเปล่า ในวันที่พี่บอกว่า”ไม่อยาก” วันนั้นชีวิตพี่ก็เปลี่ยนไปค่ะ มันเหมือนกับเราออกค้นหาตัวเองอีกครั้ง ตอนนี้พี่มีความสุขในทุกวัน เพราะพบจังหวะชีวิตที่ใช่และลงตัวขึ้น ในอายุ 31 จนเกือบจะ 32 ปี

ในบางครั้ง พี่ก็รู้สึกเสียดายนิดหน่อย ที่ไม่เลือกสายการวาดเต็มตัวไปเลย และมุ่งที่จะเป็นอาร์ติสท์ และฝึกฝนฝีมือให้มากขึ้น แต่พี่ถามตัวเองว่า เส้นทางนั้นมันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน เราอาจจะมีชื่อเสียง มีคนยอมรับมากมาย เมื่อเราประสบความสำเร็จ แต่เราอาจจะไม่ได้ช่วยให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นมากนัก นอกจากมีความสุขเวลาได้เห็นผลงานของเรา แต่มันไม่ได้เปลี่ยนชีวิตคน ถ้าพูดตามอุดมการณ์ก็คือ งานสอนเป็นงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนและฝังเมล็ดพันธุ์ที่ดีๆไว้ในตัวคนได้ค่ะ

ซึ่งน้องก็ทำได้เหมือนกัน ก่อนที่จะเป็นนักวาด ถามตัวเองก่อนว่า เราชอบงานวาดจริงๆ หรือแค่สนใจ อยากทำ เห็นคนอื่นทำ ก็เลยอยากลองทำบ้าง พี่แนะนำว่า ให้ฝึกฝนฝีมือจนงานดีในระดับนึง แล้วลองลุยดู เราจะรู้ว่ามันใช่หรือไม่ใช่ เมื่อเราลองทำสิ่งนั้น ถ้าไม่ใช่ เราก็สามารถถอยกลับได้ แต่ถ้าไม่ลอง เราจะเสียโอกาสในชีวิตวัยรุ่น ที่ยังสามารถลองผิดลองถูกได้ไป พี่ออกจากงานประจำ เมื่ออายุ 25 ปี จะ 26 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เป็นผู้ใหญ่วัยต้น พี่จึงลองผิดลองถูกมาเยอะจนเจอหนทางที่ใช้

พี่ไม่คิดว่าช่วงเวลาชีวิตที่ผ่านมาของพี่มันเสียเปล่า เพราะพี่เป็นนักวาดไทยน้อยคนที่มีประสบการณ์ทำงานต่างประเทศ ทำบริษัทเกมไทย ทำงานวาดปกนิยาย มาสักพัก ประสบการณ์พี่ก็เลยดูจะแตกต่างจากคนที่อยู่ในวงการคนอื่นๆพอสมควรค่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าน้องเข้าคณะที่ไม่ใช่ หรือเลือกทางเดินชีวิตผิดพลาด มันไม่ใช่ว่าชีวิตน้องจะเสียหาย และไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขชีวิตน้องได้ แต่เราต้องยอมรับว่า ในบางกรณี ถ้าเราไม่ได้อยู่ในครอบครัวแบบนี้ เจอสถานการณ์แบบนี้ เราอาจจะไม่ได้เป็นคนแบบนี้ก็ได้ เราควรมีความสุขกับปัจจุบัน มองที่วันนี้ ไม่ใช่เมื่อวาน หรือวันพรุ่งนี้

ทั้งนี้หนทางของพี่ ก็คือ จะไม่หวนกลับไปทำงานประจำอีก เพราะฉะนั้น เราจึงต้องแหวกทางที่มีรก มีพง ไม่ได้เป็นทางเรียบธรรมดา หรือทำในสิ่งที่คนทั่วๆไปทำกันอยู่แล้วค่ะ เราจึงต้องมีความพยายามและขยันมากกว่าคนอื่น ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา นอกจากครอบครัว เพื่อน คนรักแล้ว เราก็ต้องรักตัวเอง ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีค่ะ อย่าให้ป่วย

และอย่าให้ใครมาตัดสินชีวิตน้อง บอกว่าน้องทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ไม่ได้หรอก เพราะน้องไม่ดี น้องขาดความสามารถ ต่างๆนานา อย่าให้คำพูดของผู้อื่นมามีผลกระทบต่อชีวิตของเรา มันเหมือนกับ การทดลองหนึ่งค่ะ ที่เขาเอาลิง ไว้ในกรง จากนั้น เอากล้วยผูกไว้ข้างบน เมื่อไรก็ตามที่มีลิงจะปีนขึ้นไปหยิบกล้วยนั้น ก็จะเจอ น้ำจากสายฉีดดับเพลิงฉีด ไม่ว่าตัวไหนจะปีนขึ้นไป จนลิงมันรู้ว่า ทำไปก็เจ็บตัว เลยนั่งอยู่ข้างล่าง ผลคือ เมื่อเอาลิงตัวใหม่ใส่เข้าไป ลิงก็พยายามดึงลิงตัวใหม่ตัวนั้นลงมาข้างล่าง จนทั้งกรงเริ่มคิดเหมือนกันคือ ปีนไปก็เปล่าประโยชน์ อย่าให้ชีวิตน้องเป็นเหมือนลิงพวกนี้นะคะ

สุดท้ายก็ขอให้เจอจังหวะชีวิตที่ใช่ทุกคนและตัดสินใจได้ว่าจะทำเป็นงานอดิเรกหรือทำเป็นอาชีพดีค่ะ