สวัสดีค่ะ สำหรับตอนที่แล้วเราพูดถึงจิตวิญญาณในการวาดภาพไปแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึง personal project หรือการทำโปรเจคของตัวเองค่ะ  โดยเราออกอาร์ทบุคมา 2 เล่ม และขายหมดล็อตทั้งสองเล่ม เราเลยจะมาบอกวิธีในการทำ personal project ที่จะทำให้คุณนั้นสามารถออกผลงานของตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาสำนักพิมพ์เป็นหลัก สำหรับตอนนี้เป็นตอนแรกค่ะ

620600_10151124040043914_1382967490_o

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าในปัจจุบัน เป็นยุคข้อมูลข่าวสารแล้ว และกระแสหลักของโลกจะพบว่า พวกแอพ และ ดิจิตัลไฟล์อย่างเช่น อีบุ๊ค หรือวีดีโอสอน คอร์สสอนวาดรูปต่างๆมีมากมายทั่วไปในโลกออนไลน์ ทำให้เราสามารถพัฒนาฝีมือกันได้ง่ายขึ้น

ก่อนอื่นอยากจะให้ไปอ่าน entry นี้ก่อนค่ะ ของ คริสโอสเลย์ พูดถึง personal  project หรือ โปรเจคส่วนตัว

Will your personal project make money

เขาเขียนถึงผู้หญิงคนหนึ่งสมมติว่าเธอชื่อ โอฟีเลีย

โอฟีเลียเป็นกราฟฟิค ดีไซน์เนอร์ ที่อยากเป็นคอนเซปอาร์ติสท์ ในสตูดังๆอย่าง Riot game เธอทำพอร์ทโฟลิโอเพื่อจะสมัครเป็นคอนเซปต์อาร์ติสท์ แต่หลังจากที่ฟัง podcast และอ่านบล็อคคริส โอสเลย์ จุดมุ่งหมายของเธอก็เปลี่ยนไป เธอไม่อยากทำงานเป็นคอนเซปต์อาร์ติสท์

เธอเปิด amazon สั่งหนังสือ making comic มา เธอคิดว่าอยากทำงานโปรเจคกราฟฟิคโนเวลออริจินัลของตัวเอง

shelf-scott3

เธอส่งอีเมล์มาถามคริส ว่าเธอควรทำโปรเจคของตัวเองดีไหม เธอเริ่มไม่แน่ใจ ว่าเธอเลือกถูกหรือเปล่า เธอควรจะทุ่มเท ให้กับโปรเจคนี้ดีหรือไม่ แล้วถ้ามันขายไม่ได้เธอจะทำยังไง เธอถามว่าโปรเจคนี้ควรค่าแก่การลงมือทำไหม

วันรุ่งขึ้น บุรุษไปรษณีย์มาที่บ้านเธอ เขามาส่งหนังสือที่เธอสั่งไว้ นั่นก็คือ making comic เธออ่านผ่านๆตา วางไว้บนโต๊ะ หลังจากนั้นประมาณเดือนนึงก็เก็บลง shelf ซึ่งมีหนังสือไม่ได้อ่านอีกเป็นตั้งๆ

Ignore-Everybody-700w-580x328ภาพของ hugh mcleod จากหนังสือ ignore everybody หรือมองมุมกลับลับคมความคิด ในชื่อไทยค่ะ

คริสบอกว่า เธอไม่ตัดสินใจเลือกไปเลย เธอตามกระแสของคนส่วนใหญ่ ที่มีอาชีพวาดๆที่รายได้ดี และมั่นคง(ในต่างประเทศ)นั่นก็คือการเป็นคอนเซปต์อาร์ติสท์ แทนที่จะนิยามความสำเร็จของเธอเอง เธอก็ตกหลุมพรางที่คนส่วนใหญ่ติด นั่นก็คือ เรื่อง “เงิน”

คริสบอกว่า เขาคิดว่าคอนเซปต์อาร์ทเป็นอาชีพที่ดี แต่คนตัดสินใจไม่ใช่เขา แต่เป็นโอฟีเลีย ที่เปลี่ยนใจ เขาบอกว่าอย่าเข้าใจผิด เขาไม่ได้บอกว่าคุณจะไม่ได้เงินจากการทำ personal project แต่เขาหวังว่ามันจะได้เงิน แต่สิ่งที่เขาต้องการจะสื่อคือ บางครั้งรางวัลที่เราได้ มันไม่ใช่เงินเสมอไป ซึ่งสิ่งนี้แหละที่โอฟีเลียไม่รู้

เขาบอกว่า โอฟีเลีย ไม่เคยกลับมามองว่า อะไรเป็นปัจจัยที่เราคิดว่าเราได้รางวัลจากการทำสิ่งนั้นๆ บางครั้งมันไม่ใช่แค่เงิน มันอาจจะเป็นความอิสระ ที่เราอยากวาดอะไรก็ได้ โดยไม่มีใครมาจำกัดบรีฟ เราถึงบอกใน entry ที่แล้วว่า ส่วนมาก งานที่ดีที่สุดของแต่ละคน มักจะไม่ใช่งานรับจ้างเสมอไปค่ะ

คริสยังบอกอีกว่ารางวัลที่เราจะได้ มีทั้ง ความอิสระในสิ่งที่เราอยากทำ,เพิ่มทักษะในการวาดมากขึ้น,ได้รับความสนใจในชุมชนที่เราอยู่มากขึ้น,หรืออาจจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ในการทำโปรเจคของตัวเอง

เขายังกล่าวถึง Hugh Mcleod อีกด้วย เขาบอกว่า

“Art suffers the moment other people start paying for it.”
ศิลปะจะเริ่มย่ำแย่เมื่อคนเริ่มจะจ่ายเงินเพื่อมัน”

ซึ่งเขาก็บอกอีกว่า…ยิ่งคุณต้องการเงินมากเท่าไร ก็จะมีคนบอกให้คุณทำโน่นสิ ทำนี่สิมากมาย ยิ่งเราควบคุมมันไม่ได้ มันก็จะเกิดเรื่องที่เราต้องกล้ำกลืนฝืนทนทำสิ่งที่เราไม่ชอบ หรือไม่ใช่เรา และนั่นก็ทำให้ความสนุกลดลงไป นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามอีกว่า

“คุณจะทำมันหรือเปล่า ถ้าต้องทำฟรี” 

เขาบอกว่า ถ้าโอฟีเลียคิดได้ ว่าเธอรักคอมิคขนาดยอมทำฟรีๆ ก็คงไม่ต้องมาถามเขา  เขาบอกว่าโอฟีเลียเริ่มเข้าใจ จากการที่ตั้งคำถามกับคริส เธออาจจะคิดได้ว่า คอมิคคือ passion ในการทำงานของเธอ,หรือเธอคิดได้ว่าอาจจะเป็นศิลปินอินดี้,หรืออาจจะเป็นก้าวแรก ที่ทำให้สำนักพิมพ์สนใจงานของเธอก็เป็นได้ 

ซึ่งสิ่งนี้เราเข้าใจมากๆ ในปี 2011 ที่เราเขียนหนังสือ ลาเจ้านายไปตามฝัน เราไม่ได้คิดว่าสุดท้ายเราจะได้ออกผลงานรวมเล่ม เราคิดแต่ว่า จะเขียนบทความให้ความรู้กับคนไปเรื่อยๆ จนได้ฮอทโพสต์ใน exteen เยอะ ทำให้เราสามารถออกผลงานร่วมเล่มของตนเอง

หรือการที่เราทำอาร์ทบุคออกมา 2 เล่ม เราก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องได้กำไรมากมายจากมัน มันแค่เป็นสิ่งที่เราอยากทำ ผลคือเราได้พอร์ทโฟลิโอของทั้งสองงาน นั่นก็คืออาร์ทบุคของเราที่สามารถพรีเซนต์ได้

พออ่านบทความนี้แล้วย้อนกลับมาดูตัวเรา เราเป็นคนที่ตัดสินใจอะไร เบสจากความต้องการของตัวเองมาตลอดค่ะ นั่นก็คือเบสจากสิ่งที่ทำแล้วมันทำให้เรามีความสุข เมื่อช่วงหนึ่งในชีวิต การวาดภาพประกอบ ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเท่าเก่า เราก็เลือกทางเดินที่จะสอน และทำงานเขียนเพิ่มเติม แต่ไม่ได้ทิ้งงานวาดภาพประกอบไป

เราคิดว่า ถ้ามีเวลาเราก็อยากทำในสิ่งที่เราต้องการ เพียงแต่ บางอย่างมันต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม เช่น เก็บเงินได้ครบพอที่จะทำโปรเจค นอกจากนี้ เรายังคิดอีกว่า ถ้าเราเป็นนักวาดที่เป็นสายคอมิค เราจะทำเป็นเว็บคอมิคเลยค่ะ คือให้อ่านฟรี และมีรวมเล่มขาย มันเป็นโมเดลที่ดีมาก เพียงแต่คนไทยยังทำกันน้อยอยู่ เราคิดว่ามันเติบโตได้อีกเยอะ สิ่งที่สำคัญคือ อย่าพึ่งพาสำนักพิมพ์เสมอไป ถ้าคุณมีทุน ทำเองก็ได้ และคิดซะว่า ถ้ามันทำเงินได้ ก็ดี ถ้ามันทำเงินไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ทำเท่าๆทุนแล้วค่อยๆขายไปเรื่อยๆ น้ำซึมบ่อทราย คล้ายๆกับ DVD ของเรานี่แหละ ตอนที่เราไปขายในงานการ์ตูน เอาไป 50 แผ่น ขายได้ 25 แผ่น เราก็รู้สึกโอเคแล้วเพราะได้ทุนแล้ว จากนั้นเราก็เปิดร้านออนไลน์ แล้วก็ขายดีวีดี ปรากฏว่าได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ต้องขอบคุณทุกคนที่ซื้อไปนะคะ เราตั้งใจทำมาก แม้จะไม่ค่อยมีสกิลด้านเทคนิคอล ตั้งกล้องถ่ายเอง แต่อันต่อๆไปจะดีขึ้นค่ะ

เพราะฉะนั้นเราอยากจะให้นักวาดชาวไทย หันมาทำโปรเจคตัวเองกันเยอะๆ และลืมการช่วยเหลือจากสำนักพิมพ์ไปได้เลย ถ้างานคุณดีจริง เดี๋ยวจะมีคนมาซื้อไปเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าตัวเป็นๆหรือสำนักพิมพ์ก็ตาม

สู้ๆค่ะ ติดตามตอนที่ 2 เร็วๆนี้ค่ะ