ตอบคำถามน้อง Chayakorn ค่ะ

60144_444181633913_2002859_n

Chayakorn Plu

พี่มุ่ยครับผมมีเรื่องจะปรึกษาครับ ผมเครียดมากเลยตอนนี้ ยาวนิสนุง รบกวนด้วยนะครับ
ผมเป็นคนที่ชอบ วาดมังงะครับ ชอบภาษา ชอบประวัติศาสตร์ ชอบถ่ายภาพ ชอบแต่งตัว ชอบแนวทฤษฎีสังคมอ่ะครับ

ตั้งแต่จำความได้ผมก็ชอบวาดรูป รอบตัวมีแต่กระดาษ จนเริ่มอ่านการ์ตูน พอเห็นแล้วก็คิดว่า แบบนี้เราก็วาดได้ เลยเริ่มวาดมา อยากเป็นนักเขียนแบบใน โชเน็นจัมป์ รายสัปดาห์ แต่ด้วยในประเทศไทยจะเป็นแบบนั้นคงยาก

และผมก็อยากเป็นนักการทูตครับ อยากไปเมืองนอก ไปถ่ายรูป เขียนพ็อคเก็ตบุ๊ค ใช้ภาษา พบปะผู้คน แต่อีกนัยหนึ่งผมกลับเริ่มชอบการออกแบบ โดยเฉพาะ Typograpic กับ Fashion ครับ ผมสุขกับการทำมัน และผมก็ชอบงานสายนิเทศด้วยครับ พวกมัลติมีเดีย ผมรู้ว่างานสายอาร์ต กับ สายนิเทศเป็นยังไง แต่ผมไม่รู้ว่า งานสายนักการทูตเป็นยังไง แต่ผมอยากเป็น จนตอนนี้ผมเริ่มไม่มั่นใจว่า ที่จะเป็นทูตเนี่ย เพราะกลัวไม่กล้าจับงานสายอื่นรึเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจครับ

จนตอนนี้ผมคิดว่า ผมจะเรียนรัฐศาสตร์ครับ แล้วแบบไปเรียนสถาบันออกแบบเอา เพราะผมคิดว่า สายนิเทศ ผมชอบแค่งานอดิเรก อะไรก็ทำได้ แต่สายอาร์ตเนี่ยสิ รัก นักการทูตก็ความฝัน คือเวลาวาดรูปนี่ผมติสต์แตกมากอ่ะพี่ ถ้าไม่อินสไปร์จริงนี่ก็ไม่ทำเลย พอได้มีโอกาสอ่านบทความของพี่ ผมก็รู้สึกว่า ผมจะเป็นนักการทูตที่วาดรูปได้ ผมเครียดมากครับ

เพราะตอนนี้ก็จะขึ้นม.6แล้ว ลังเลมาก แถมสายงานนี่มันไกลกันมากด้วย ตอนนี้ผมคิดว่าจะเป็นนักการทูต แล้วก็เรียนแฟชั่น เปิดร้านเสื้อของตัวเอง เล็กๆ เป็นแบรนด์ธรรมดา ดีมั้ยครับ คือทำสองอย่าง เพราะมีเพื่อนสนิทที่อยากเรียน บริหารอยู่ ก็จะให้ช่วยกันดู ผมก็ออกแบบอย่างเดียว ส่วนงานสายมังงะก็ทำเป็นใจรักเอา

ผมคิดว่าถ้าสมมติสอบทูตติด แล้วผมเบื่อ ผมทนไม่ได้ก็ลาออกมาลงเต็มตัวกับแบรนด์ของตัวเอง เพราะทางหนึ่งใจรัก ทางหนึ่งก็ความฝัน ผมยังไม่มั่นใจขนาดจะเป็นฟรีแลนซ์อ่ะครับ ผมเลยคิดว่าถ้าทำทั้งสองอย่างมันก็พอมีทาง แค่เหนื่อย แต่มีความสุข ผมคิดถูกมั้ยครับ ตอนนี้ตันจริงๆครับพี่ เวลามีแบบสอบถามเกี่ยวกับคณะ เพื่อนเขียน รัฐศาสตร์ ผมก็อิจฉา เพื่อนเรียนพวกออกแบบ ก็อิจฉาที่พวกเค้าเลือกได้ TT^TT เรียบเรียงไม่ค่อยถูกครับ ตันไปหมด T.T รบกวนพี่ด้วยครับ

==========================================

สวัสดีค่ะ ขอตอบแบบยาวมากนะคะ

ก่อนอื่นหลังจากที่พี่อ่านจบแล้ว พี่พบว่า น้องยังสับสนอยู่ค่อนข้างเยอะทีเดียว ขอบคุณที่น้องไว้ใจมาปรึกษาพี่ค่ะ ทั้งนี้พี่ขอออกตัวก่อนว่า พี่ทำได้แค่ให้ข้อมูลเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ น้องต้องตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง และความเห็นของพี่ พี่ก็เป็นแค่คนๆเดียว ที่รู้ประมาณนึง แต่ไม่ได้รู้จักน้องเป็นการส่วนตัว การที่พี่ไม่รู้จักน้อง บางบริบท ทำให้พี่ตัดสินในมุมมองของพี่ค่ะ และพี่จะเล่าเรื่องในมุมมองของพี่

ขอเล่าให้ฟังเรื่องของพี่ก่อนแล้วกันนะคะ แล้วให้น้องลองคิดตามดู ในฐานะพี่เรียนสายออกแบบหรือดีไซน์ แต่ไม่ได้เรียน illustration โดยตรง

ก่อนอื่น ตอนที่เอนท์นั้น พี่เลือกสถาปัตย์ 3 อันดับค่ะ

มี  1.ภูมิสถาปัตย์ จุฬา 2.สถาปัตย์ออกแบบภายใน ลาดกระบัง 3.สถาปัตย์ออกแบบอุต ลาดกระบัง 4.วิทยาศาสตร์ สัตววิทยา เกษตรศาสตร์ ผลเอนท์ออกมาคือคะแนนพี่ติด 4 อันดับเลย ซึ่งพี่รู้สึกว่าโชคดีมากที่ไม่ติดอันดับสุดท้าย เพราะชีวิตคงจะไม่เป็นแบบในปัจจุบันนี้

ทั้งนี้การเลือกคณะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตน้องเท่านั้น ไม่ใช่ทุกอย่างค่ะ พอพี่เข้าไปเรียนแล้ว มันไม่ใช่อย่างมาก แต่ตอนปีหนึ่งก็รู้สึกว่าโอเค พอมาปีสามมันเริ่มไม่ใช่

ตอนแรกพี่คิดว่า ถ้าได้เข้าไปเรียนในภาควิชา อาจจะดีขึ้น เพราะพี่เลือกภูมิสถาปัตย์อันดับหนึ่ง เนื่องจากพี่ชอบต้นไม้ ชอบวาดรูป ก็มีอยู่คณะเดียวที่จะลงได้ นอกนั้นก็ม.แม่โจ้(ขณะนั้นม.อื่นยังไม่เปิดภาคภูมิสถาปัตย์) ก่อนที่พี่จะเอนท์ และเลือกคณะ พี่ได้ไปงานแนะแนวที่จะมีรุ่นพี่คอยแนะนำน้อง พอถามๆไปก็คิดว่าเราน่าจะเลือกถูกคณะแล้ว แต่พอยิ่งเรียน กลับพบว่ายิ่งไม่ใช่ พอพี่จบมาทำงานไปสักพัก พี่รู้สึกอิจฉาเพื่อน เหมือนกับน้องแหละ เพื่อนบางคนไปเรียนจิตรกรรม เรียนมัณฑณศิลป์ เรียนนิเทศศิลป์ ออกมาแล้วทำงานเก่งมากกันหลายคน

ความรู้สึกที่ว่ามันไม่ใช่ มันคือ เราไม่ได้เกลียดคณะนี้ค่ะ คณะนี้เรียนสนุกดี แต่มันไม่ใช่สิ่งที่พี่ถนัดค่ะ คือพี่งง ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน มันจับต้นชนปลายไม่ถูก พอเห็นงานเพื่อน ก็งงว่ามันคิดแบบออกมากันได้ยังไง ทำไมวาดสวย ออกแบบดีกันจัง แต่จุดที่พี่รู้สึกไม่ไหวแน่ๆคือพี่ไม่สามารถทำงานด้านนี้ได้ดีแน่นอน คิดว่าอย่างนั้น เพราะว่า การทำงานด้านสถาปัตย์ทุกแขนง น้องจะต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพสูง นั่นก็คือ การออกแบบของน้อง ถ้ามันผิด หรือพลาด มันส่งผลกระทบต่อผู้ที่เข้าไปใช้งานในพื้นที่นั้นจริงๆ มันเป็นอาชีพที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบเยอะ เหมือนหมอ หรือวิศวกรค่ะ

พี่คิดว่าพี่ไม่สามารถรับความผิดชอบขนาดนั้นได้ในขณะที่เราเป็นเพียง mediocre หรือคนธรรมดาในสายสถาปัตย์ ไม่ใช่คนที่เจ๋งมากในสายนั้น พี่อยากจะเป็นคนที่เด่นในด้านที่เราถนัด ก็เลยฝึกวาดรูปนอกเวลา แล้วก็โพสต์ไปเรื่อยๆ เผลอๆวาดไป 10 กว่าปี จนผู้ที่ชอบผลงานของพี่นั้น บางคนอยู่ม.ต้นแล้วโตมาจนจบมหาวิทยาลัย ก็มาลงเรียนกับพี่ก็มีหลายคนค่ะ

ทั้งนี้ตอนพี่เลือกคณะ พี่คิดมานานแล้วว่าคนเรียนสถาปัตย์ดูเท่ดี ทำงานกันถึกๆ และเป็นคณะที่สนุกสนาน ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ แต่ว่าพอพี่รู้ตัวว่าไม่ได้ชอบ พี่ไม่ซิ่ว เนื่องจากพี่สอบติดจากการเลือกอันดับ 1 ที่เราเลือกไปแล้ว หมายความว่าณ.เวลานั้น เราคิดว่าสิ่งนี้แหละใช่สำหรับเรา แต่มันกลับไม่ใช่

มันเหมือนกับการที่น้องคบผู้หญิงคนนึง น้องรักเธอมาก แต่พอมาวันนึงเธอเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาให้น้องเห็น น้องกลับไม่ชอบเธอ พี่รู้สึกอย่างนั้นตอนเรียนมหาวิทยาลัย พี่ถึงกับได้เกรด D- (เกือบ F) ในการดราฟแบบวิชา building material and construction ซึ่งเป็นวิขาที่สำคัญมากในสายสถาปัตย์

ดังนั้นสิ่งที่พี่อยากจะบอกน้อง และน้องทุกคนที่กำลังอ่านคือ ถ้าน้องเลือกคณะที่ตรงสายที่น้องชอบจริงๆ และน้องอยากอยู่กับมันไปอีก 40-50 ปี แล้วน้องเลือกคณะนั้นๆ ในสายตรง น้องจะไปได้ไกล เพราะน้องจะได้เปรียบคนที่ต้องฝึกเองอยู่ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ระบบการสอนในมหาวิทยาลัยมันไม่เหมือนมัธยม มันต้องมีความรับผิดชอบมากๆ นั่นก็คือการทำงานให้เสร็จและส่งงานให้ตรงเวลาได้

อย่างแรกที่พี่จะบอกน้องคือ การเรียนนั้น ถ้าน้องไม่ได้ชอบสาขานั้นจริงๆ แต่ไปลงเรียนนั้นน้องจะทรมานมาก ว่าเมื่อไรจะจบออกไปดี พี่เป็นเด็กที่อยู่ในกรอบมาตลอด พ่อบอกว่าเรียนวิทย์คณิตดีกว่า เลือกเอนท์ได้หลายคณะดี พี่ก็ไปลงเรียน พ่อพี่เคยบอกพี่ครั้งนึงว่า ไปเลือกคณะสถาปัตย์อะไรก็ไม่รู้กัน (พ่อพี่อยากให้เรียนพวกเศรษศาสตร์หรือบริหาร น้องพี่-พี่เต้ยนั่นแหละกับพี่เรียนสถาปัตย์ทั้งคู่แต่คนละสาย น้องพี่เรียนสถาปัตย์นิเทศศิลป์ลาดกระบัง และจบด้วยคะแนนเกียรตินิยมเพราะเลือกคณะที่เหมาะสมกับตนเอง)

ทั้งนี้พี่เคยมีความรู้สึกหนึ่งพอเห็นน้องสาวเรียนได้ดีคือ ถ้าหากสามารถย้อนเวลากลับไปได้ พี่อาจจะอยากตั้งใจเรียนมากกว่านี้ แต่ถ้าพี่ตั้งใจเรียน พี่อาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้  พี่รู้สึกพึงพอใจในสถานภาพของตัวเองตอนนี้ คือได้ทำงานที่รัก ที่ถนัดจริงๆ และมีอิสรภาพในระดับหนึ่ง จนถึง ทั้งนี้สิ่งที่พี่โชคดีคือ พ่อไม่ได้ห้ามเรื่องการทำงานสายวาดค่ะ พ่อแค่งงๆและบอกว่าทำไมไม่ทำสิ่งที่จบมา แต่ตอนนี้ครอบครัวของพี่ทุกคนสนับสนุนในสิ่งที่พี่ทำณ.ปัจจุบันค่ะ และไม่ได้ห้าม

จนวันหนึ่งพี่รู้สึกว่า เราไม่ควรคิดว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้…เราจะทำ….สิ่งนั้นสิ่งนี้” เพราะในความเป็นจริงไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้ เพราะฉะนั้นเราควรทำวันนี้หรือปัจจุบันให้ดีที่สุดค่ะ

พี่เคยคิดว่า ทำงานสายสถาปนิกดูเป็นคณะทางอาร์ทที่ดูจะรวยสุดแล้ว(ถ้าไม่นับจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงมากๆขายได้ทีเป็นล้าน) พี่หมายถึงคนที่ทำอาชีพเก่งระดับหนึ่งจะจนน้อยกว่าอาชีพสายอาร์ทด้านอื่นๆ และถ้าเรามีความสามารถสูงเราก็สามารถไปทำงานต่างประเทศได้ เพื่อนพี่ที่จบมารุ่นเดียวกัน ก็ไปทำงานต่างประเทศหลายคน ทั้งยังได้เงินสูงว่างานอาร์ทด้านอื่นๆ เพราะมันเป็นคณะที่เรียนศาสตร์และศิลป์ คือมีความเป็นวิทยาศาสตร์ครึ่งนึง ศิลป์ครึ่งนึง ทำให้คนเรียนจบมา เป็นนักเขียน,ครีเอทีฟ,หรือทำงานด้านอื่นๆได้ด้วย สุดท้ายพี่ก็กลายเป็นสายสถาปนิกกลายพันธุ์ เป็นนักวาด หรือทำงานสอนอย่างในปัจจุบันแทน

แต่ในความเป็นจริงคือไม่ว่าน้องจะทำอาขีพอะไร หรือเรียนอะไรมาก็ตาม ถ้าน้องอยู่ใน  1-10% ในสายอาชีพนั้นๆสุดท้ายน้องจะได้รายได้มากกว่าคนอื่นค่ะ

สิ่งที่พี่อยากบอกกับน้องคือ ใช่ว่าน้องเรียนคณะที่ชอบแล้ว ชีวิตน้องจะจบอยู่แค่นั้น บางคนเลือกคณะผิด ตัดสินใจเอนท์ใหม่ได้คณะที่ชอบ จบออกมาทำงานตรงสาย มีความสุขเยอะแยะ มีคนที่เรียนจบไม่ตรงสาย พอจบมาก็ดูแลกิจการพ่อแม่ หรือจบตรงสายแต่ไปเป็นเถ้าแก่ ขายของออนไลน์ ไปเป็นเซลล์ก็มี ชีวิตจริงเริ่มต้นหลังจากที่น้องเรียนระบบมหาวิทยาลัยจบ ทั้งนี้พี่คิดว่ามหาลัยจะหล่อหลอมให้น้องเป็นคนแบบนั้นๆไปเองค่ะ

ส่วนเรื่องการวาดรูปหรือสายมังงะ พี่คิดว่า เรื่องนี้มันฝึกฝนกันได้ น้องไม่จำเป็นต้องวาดเก่งเทพมากในการทำงานจริง แต่น้องต้องเจอตัวตนของตัวเองค่ะ ถ้าน้องคิดว่า ไม่ได้ชอบพอที่จะทำเป็นอาชีพ และรับแรงกดดันต่างๆได้ พี่คิดว่าน้องอาจจะเป็นสิ่งที่น้องฝันไว้ แล้วทำงานวาด งานออกแบบเป็นงานอดิเรก แต่จริงๆพี่จะบอกว่ามันทำยากมาก ทั้งนี้ การทำแบบที่น้องว่ามา มันจะได้ใช้สมองสองส่วน คือ ด้านซ้ายที่เป็นตรรกกะ กับด้านขวาที่เป็นศิลปะ

ทั้งนี้สิ่งที่น้องฝันในวันนี้ มันอาจจะเป็นสิ่งไม่ใช่ในชีวิตของน้อง เพราะคนเรามีสิ่งที่ชอบแตกต่างกัน พอวัยมากขึ้น ก็ไม่ได้อยากทำงานอย่างเดิมแล้ว บางคนทำงานมา 7-8 ปีหรือทำมาจนช่วงอายุเท่านึง ก็คิดว่าถึงเวลา ต้องแขวนนวม แขวนปากกากันแล้ว และเบี่ยงเบนไปทำสิ่งอื่นๆที่ก็เป็นสิ่งที่รักเหมือนกัน ทั้งนี้ การที่น้องบอกว่าจะสร้างแบรนด์แฟชันของตัวเองนั้น น้องต้องดูดีๆ ระหว่างสิ่งที่น้องฝัน สิ่งที่น้องอยากทำ สิ่งที่น้องถนัด และสิ่งที่เลี้ยงชีพน้องได้ มันต่างกันนะคะ สิ่งที่สำคัญคือน้องต้องเป็นคนตัดสินใจได้ว่า น้องอยากเป็นอาชีพไหน

การสมมติ ให้น้องสมมติว่าน้องจบแล้วเลยค่ะ ว่าน้องอยากจะเป็นอะไรมากกว่ากัน ถ้าไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง อยากจะทำอาชีพไหน อยากได้ไลฟ์สไตล์แบบไหน อยากได้ลูกค้าแบบไหน เคล็ดลับอีกอย่างคือ เราอยากจะให้คนพูดถึงเราอย่างไร ในงานศพของตัวเราเอง เขียนลงมาในสมุด ให้ยาวที่สุด แล้วก็ให้คะแนนเอง ตามลำดับว่าชอบอะไรมากกว่ากัน สิ่งที่น้องเลือก มันควรจะเป็น สิ่งที่น้องฝันและความเป็นจริงมาประกอบกันค่ะ โดยสมมติเอาว่า ถ้าน้องรวยมาก โดยไม่มีปัญหาเรื่องเงินเลย น้องจะอยากทำอาชีพอะไร?คิดและเลือกในสิ่งที่เราตัดสินใจไป และอย่าไปเสียดายกับทางเลือกที่ผ่านมาแล้ว

ยกตัวอย่างพี่ ถ้าถามว่า สมมติพี่มีเงินแล้ว ไม่ต้องทำงานแล้ว พี่ยังจะสอนอยู่ไหม พี่อยากทำอาขีพที่มีความหมายต่อชีวิตคนอื่น ได้ช่วยเหลือคนอื่นบ้าง เพราะฉะนั้นพี่ก็จะสอนอยู่ แต่เป็นในรูปของวีดีโอแทน อย่าง Khan Academy ที่เขาสอนคณิตศาสตร์ฟรีใน youtube จนบิลล์ เกตต์ออกมาให้เงินสนับสนุน และให้ลูกตัวเองเรียนจากคลิป

พี่คิดว่าทุกคนควรมีสิทธิ์เข้าถึงแหล่งความรู้ดีๆได้ ทั้งนี้การที่สอนโดยคิดเงิน มันเป็นการสกรีนคนอย่างหนึ่งค่ะ นั่นก็คือคนที่ชอบ และมีงานวาดเป็น passion จริงๆถึงจะจ่ายเงินมาเรียน เพราะว่าเวลาในแต่ละวันมีค่า เราถึงต้องคิดว่าควรใช้เวลากับใคร ต่างกับการเรียนผ่านคลิปเพราะมันไม่มีการเข้าถึงตัวและต้องสอนจริงๆ พี่คิดว่าการสอนเด็กที่ไม่มี passion ในด้านวาดนี้สอนยากที่สุดและพี่ไม่เลือกที่จะสอนเด็กแบบนั้นค่ะ พี่คิดว่าถ้าพี่รวยแล้ว ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องเงิน พี่ก็จะใช้ชีวิตแบบปัจจุบันนี้แหละ เพราะมันก็มีความสุขดีแล้วค่ะ

พี่ขอไม่ฟันธงตอบไปตรงๆเพราะพี่ไม่อยากมีอิทธิพลกับทางเลือกของน้องมากนักค่ะ อยากให้น้องตัดสินใจเอง จากข้อมูลที่พี่ให้ไป หวังว่าน้องคงจะตัดสินใจได้นะคะ ขอบคุณที่ไว้ใจให้พี่เป็นที่ปรึกษาค่ะ