สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังเรื่องของงานที่มีความหมายต่อชีวิตของคุณ ซึ่งจะเล่าถึงประสบการณ์ในการทำงานของเราให้ฟังอีกค่ะ

299645_10150348476133914_1483418831_n

ก่อนหน้านี้เราก็เหมือนนักวาดคนอื่นๆค่ะ นั่นก็คือไขว่คว้าเรื่องการมีชื่อเสียง การทำงานวาดให้งานไปถึงต่างประเทศให้ได้ และเราลงทุนลงแรงไปมาก กับการพยายามทำงานวาด และก็คิดว่าอยากจะมีชื่อเสียงทางนี้ให้ได้ ซึ่งก็คงคล้ายๆกับน้องๆหลายคนค่ะ

จริงๆจะบอกว่า การมีชื่อเสียงนั้น มันก็ทำให้มีสิ่งอื่นๆตามมาหลังจากนั้นค่ะ เช่น เราจะเริ่มแคร์สายตาของคนอื่นแล้วว่าจะมองเรายังไง และเราเริ่มแคร์เมื่องานของเราไม่เป็นที่นิยม หรือได้รับการกดไลค์น้อย เราจะเริ่มแคร์ว่าทำไมคนนั้นคนชอบงานมากกว่า เพราะว่าคนส่วนมาก มักจะเอาเรื่องของตัวเลขหรือจำนวนเงินที่ได้รับเป็นตัวชี้วัด  ทั้งๆที่จริงๆแล้ว เราควรจะเอา”ดัชนีความสุข”ในการทำอาชีพนั้นๆมาวัดค่ะ

งานที่คุณควรหาให้พบคือ 

  • งานที่คุณทำด้วยความสุขและ passion
  • คนอื่นๆเลียนแบบคุณยาก
  • เป็นสิ่งที่ง่ายสำหรับคุณ เป็นสิ่งที่ยากสำหรับคนอื่น
  • มีความหมายต่อชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว
  • งานที่ให้รายได้เลี้ยงคุณและครอบครัวได้

จุดที่เหมาะสมคือจุดที่งาน 5 แบบนี้มาบรรจบกันค่ะ

ซึ่งการค้นหาตัวเองนั้น คุณต้องเริ่มจากการเขียนเป้าหมายในชีวิตของคุณลงไปก่อน ได้แก่

1.ความสามารถเฉพาะตัวของคุณที่คนอื่นๆเลียนแบบยาก

2.จำนวนรายได้ที่ต้องการในแต่ละเดือน

3.สิ่งที่คุณถนัด/รักที่จะทำ

โดยความสามารถเฉพาะตัวและสิ่งที่คุณถนัดที่จะทำสามารถเขียนไปได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยขนาดไหน เพื่อให้หาสิ่งที่คุณอยากจะทำจริงๆในชีวิตเจอ และให้นึกย้อนไปจนถึงตอนเด็กว่าคุณได้ทำอะไรไปบ้างและอยากทำงานอะไร? บางที่ต้องขุดความทรงจำเก่าๆออกมา อย่างเช่น เราพบว่าที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยเรายังเด็ก เรามักจะชอบซื้อเทปเปล่ามา แล้วอัดรายการตัวเองลงไปในเทปเสมอ จนกระทั่งวันนี้ที่เราอัพคลิปสอนฟรีลง youtube

สมัยเรายังอยู่ KKgroup(กลุ่มการ์ตูน) เราเขียนคอลัมน์เกมลงในนิตยสาร KK และต่อมาเราก็ได้เขียนคอลัมน์ลง Let’s ประมาณ 2-3 ตอน และเราก็เขียนบลอคเยอะมากๆ จนวันหนึ่งเรารู้สึกว่า ถ้ามีอาชีพอะไรที่เราอยากจะเป็นในขณะนั้น ก็อาจจะเป็น Blogger fulltime แต่พอคิดไปก็เริ่มประหม่านิดหน่อย เนื่องจากในไทยต่างจากต่างประเทศเนื่องจาก Blogger แบบ fulltime  ของไทยยังมีน้อยมาก และความรู้สึกเหมือนเป็นความหวังลมๆแล้งๆ

จนวันนึงเรารู้สึกได้ว่า คนเราสามารถเลือกงานได้ ว่าจะทำ สิ่งที่เราอยากทำ,สิ่งที่มีความหมายชีวิตของเราจริงๆ มาวันที่เราได้รับอีเมล์จากคนหลายๆคนว่าบลอคเราได้ช่วยเหลือเขายามที่เขาต้องการคนแนะนำ บางคนก็บอกว่าชอบเนื้อหาที่เราเขียน เราคิดว่าเราได้เจอจุดนั้นแล้ว ก็คือ จุดที่ทำงานที่เราพึงพอใจไปกับการทำงานและผลลัพธ์ของงานที่ได้ด้วย

มีหลายๆคนเชียร์ให้รวมเล่มงานเขียนสักที และหลายๆคนก็รอคอย ซึ่งจริงๆแล้วเราอยากจะ keep ส่วนที่นักวาดหรือฟรีแลนซ์สายอื่นๆควรจะรู้ให้เป็นเนื้อหาฟรีต่อไปค่ะ เพราะมันเป็นเนื้อหาที่สำคัญและไม่มีคนเขียนถึงมาก่อน เนื่องจากคนเรา โดยเฉพาะคนที่ทำงานประจำ กว่าจะกลับถึงบ้าน ก็เหนื่อยแล้ว เล่นเนท เล่นเกม ก็เข้านอน ไม่มีเวลามาเขียนแชร์ประสบการณ์

จนเรามาคิดได้ว่า จริงๆที่เราทำงานวาดน้อยลง เพราะเราเลยจุดนั้นมาแล้วค่ะ นั่นคือ จุดที่คิดอยากจะมีชื่อเสียงจากงานวาด หรือจุดที่เราสามารถปล่อยวางได้ นั่นก็คือ เรารู้สึกธรรมดาๆ ถ้าถามว่าอยากจะมีชื่อเสียงมากกว่านี้ไหม เราคิดว่ามีชื่อพอให้คนรู้จักเราว่าเราทำอะไร และเราสามารถช่วยเขาได้ยังไงจะดีกว่า มันต่างจากสมัยก่อนมากๆที่พยายามมากๆในการที่จะมีชื่อในด้านนี้(วาดๆ)

ผลคือพอเราปล่อยวางมันลงได้ เราก็รู้สึกดีมาก เพราะมันเหมือนวางตัวเราที่ใส่หัวโขนลงไป เรากลับมามองตัวเองอีกครั้ง ถึงสิ่งที่เราอยากทำจริงๆในตอนเด็ก และในปัจจุบัน และไม่น่าเชื่อว่าพอมองจุดที่เราอยู่ในปัจจุบัน คือสิ่งที่เราใฝ่ฝันเอาไว้ นั่นก็คือมีงานที่เป็นอิสระไม่ขึ้นอยู่กับใคร ได้รายได้เลี้ยงครอบครัวได้ และมีความสุขค่ะ

มันคือการที่เราหยุดวิ่งและหันมาดูเป้าหมายในชีวิตของตัวเองอีกครั้ง ว่าเราอยู่ในลู่ทางที่ถูกต้องหรือเปล่า? เราสอนมาได้ 3 ปีกว่าแล้ว ฟรีแลนซ์มา 5 ปี ทำงานวาดฟรีแลนซ์ 2 ปีกว่า งานประจำ 2 ปีกว่า ซึ่งเราเคยถามตัวเองว่า ถ้าหากเรามีเงินเยอะๆแล้วเราจะทำอะไรดี เราคิดว่าจะสอนฟรีลงเว็บและเขียนบทความให้อ่านฟรีๆ ซึ่งปรากฏว่าเราได้ทำสิ่งเหล่านั้นแล้วและมาไกลกว่าที่คิดไว้มาก  เราแค่เดินต่อไปข้างหน้าและรักษา position เอาไว้ก็พอ

นอกจากนี้ยังมีน้องๆติดต่อมาลงเรียนกับเราหลายคน ไปจนถึงช่วงเดือนเมษายนเลย

และตอนนี้คอร์สออนไลน์ของเราไปได้ด้วยดี เริ่มต้นมีน้องสมัครกับมาแล้วหลายคนค่ะ เรื่องนี้เราวางแผนไว้หลายปีแล้ว ในที่สุดก็ทำสำเร็จ และที่แปลกก็คือเราไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการทำเว็บเลย แต่เราพยายามทำ หาวิธีที่ง่ายที่สุด และปรากฎว่าพอทำๆไปแล้วเจอปัญหา เราก็สามารถส่ง e-mail ภาษาอังกฤษไปคุยกับเจ้าหน้าที่  support ได้ ทำให้เราทำคอร์สออนไลน์ออกมาได้สำเร็จ เราวางระบบเรียบร้อยเหลือแค่ใส่เนื้อหาที่จะสอนเพิ่ม เรารู้สึกมีความสุขมากณ.จุดนี้ค่ะ และก่อนจะทำสำเร็จก็เจอปัญหาระหว่างทางมากมาย จนทำให้ใช้เวลาถึง 2 ปีในการวางระบบคอร์สออนไลน์

สำหรับการเขียนงานลงบลอค illustcourse นี้ ถึงแม้จะคนคอมเมนต์น้อยกว่าอยู่ exteen มาก แต่เราก็สามารถทราบ feedback ได้จากการกดไลค์ ทำให้เรามีกำลังใจที่จะเขียนบทความต่อ ตอนเราทำวีดีโอสอนและตอบคำถามคาใจน้องๆ ก็มีคนบอกว่าสนุก อยากให้ทำอีก เรารู้สึกไม่ผิดที่เราเลือกที่จะเดินทางสายนี้

ถึงแม้จะมีคิดถึงและย้อนกลับไปช่วง peak ของการทำงานวาดๆของเราบ้าง แต่เรารู้สึกว่าสิ่งต่างๆที่คนเราเลือก มันก็สะท้อนตัวตนของเราในขณะนั้น และเราไม่เสียใจที่เลือกทางเดินแบบในปัจจุบันนี้ ทั้งนี้ คนเราไม่ควรเสียใจเรื่องพวกนี้ค่ะ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว สิ่งที่เกิดกับคุณณ.ตอนนี้,เวลานี้สำคัญที่สุด และถ้าชีวิตคุณอยู่ในช่วงที่แย่ เดี๋ยวมันก็จะกลับออกมาดีได้ในที่สุดค่ะ เพราะชีวิตของคนเรามีขึ้นมีลง และมีอุปสรรคมากมายในชีวิต

เราคิดว่าหลายๆคนที่อยู่ในงานประจำ ก็ล้วนอยากทำงานที่มีความหมายต่อชีวิต ไม่อยากทำงานที่ได้แต่เงินอย่างเดียวทั้งสิ้น แต่หลายๆคนก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิด หรือฝันถึงการออกจากงานประจำ เพราะไม่รู้จะคุ้มการเสี่ยงดวงหรือไม่ แต่คุณสามารถลองทำยามว่างไปก่อนได้ ไม่ว่าจะเป็นงานวาด งานเขียน และเมื่อจังหวะลงล็อค ก็สามารถทำงานที่มีความหมายต่อชีวิตคุณจริงๆได้

หลายๆคนคงจะสงสัยว่า ระหว่างงานเขียนกับงานวาด มีความยากต่างกันมากหรือไม่? เราคิดว่ามันแล้วแต่คนค่ะ ทั้งนี้สำหรับเราตอนนี้เรารู้สึกว่าเราเขียนได้ง่ายกว่าการวาด เพราะเรามีทักษะที่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวได้ออกมามากกว่าการวาด นั่นก็คือทักษะของสมองซีกซ้าย ส่วนซีกขวาก็คือทักษะการวาดรูป ทำให้เราฝึกฝนทักษะ 2 อย่างที่ใช้สมองทั้งสองซีกค่ะ

งานที่มีความหมายต่อชีวิตของคุณ มันคืองานที่คุณไม่ได้อยากทำเพื่อเงินอย่างเดียว แต่อยากมี impact หรือผลต่อชีวิตของคนอื่นๆบ้าง ส่วนมากจะเป็นแง่ดี เช่น น้องบางคนบอกว่าทำอาชีพฟรีแลนซ์เพราะเรา ทั้งนี้ทางเดินของแต่ละคนมันแตกต่างกัน ความสำเร็จของอีกคน ถ้าอีกคนทำตามแบบคนนั้นทุกประการ มันก็ไม่แน่ว่าจะสำเร็จเหมือนกัน เนื่องจากบริบทของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น สภาพครอบครัวเป็นอย่างไร,หรือตัวคุณมีทัศนคติอย่างไร,คนรอบตัว เช่น เพื่อนของคุณเป็นอย่างไร

ซึ่งคุณไม่สามารถหนีจากบริบทเหล่านั้นได้ เช่น การที่พ่อแม่ห้ามไม่ให้ลูกเรียนม.เอกชนในคณะที่ชอบ พ่อแม่สมัยเก่ามักจะมองว่า มหาวิทยาลัยของรัฐดีกว่า จริงๆแล้วทุกมหาวิทยาลัย สอนให้ทุกคนเป็นคนดี คนเก่งได้เหมือนกัน แต่ว่าสภาพแวดล้อม เช่น เพื่อนรอบตัว อย่างที่บอกไป จะเป็นตัวหล่อหลอมให้ชีวิตคนเราแตกต่างกันในที่สุด

แล้วคุณจะทำยังไงได้อีก สมมติว่าครอบครัว ไม่ยอมรับสถานภาพฟรีแลนซ์ หรือไม่ยอมให้คุณออกมาทำงานวาด อันนี้เราควรคุยกับครอบครัว อาจจะหางานประจำที่มั่นคงทำไปก่อน แล้วพอเก็บเงินได้ประมาณนึงค่อยบอกครอบครัวว่าอยากลองมาเสี่ยง หาเส้นทางที่ใช่จริงๆของตัวเองเจอดู ถ้าไม่ไหวจะกลับไปทำงานประจำอีกครั้ง แต่ส่วนมากเหตุการที่เกิดขึ้นคือ คุณจะไม่กล้าออกจากงานประจำเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ เพราะคุณติดเรื่องเงิน ว่าจะต้องได้รายได้เท่าๆกันทุกเดือน และคุณชินกับการทำงานประจำไปแล้ว

ซึ่งจริงๆคนทางของสายการวาดภาพประกอบนี้ ค่อนข้างโหด คืออัตราการแข่งขันสูง เพราะฉะนั้น อย่างที่เราเคยบอกไปใน entry เรื่อง
การฝึกฝนตัวเองให้เป็น top 1% นั่นคือ คุณควรหาลู่วิ่งตัวเองที่ยังไม่ค่อยมีคนวิ่งแข่งกับคุณ นั่นคือคุณควรเป็นตัวเลือกแรกๆเมื่อคนพูดถึงเรื่องนั้นๆ คนจะนึกถึงคุณก่อน ถ้าคุณทำให้คนนึกถึงคุณเวลาพูดถึงเรื่องที่คุณถนัดได้ แปลว่าคุณมีแบรนด์ที่แข็งแรงในระดับหนึ่งแล้ว  และคุณควรทำตัวให้สอดคล้องกับ positioning ของคุณ หรือการวางตัวของคุณด้วยค่ะ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์เช่นเคยค่ะ