ก่อนอื่นเราต้องยอมรับความเป็นจริงของโลกนี้ก่อน นั่นก็คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ  การจะเป็นนิยมของน้องมันต้องอาศัยหลายสิ่งหลายอย่างประกอบกัน เช่น เทรนด์ของโลกขณะนั้น ความพยายามของน้อง โชคชะตาด้วยส่วนหนึ่ง

fate

ถ้าน้องเคยอ่าน outlier สัมฤทธิ์พิศวงของมัลคอล์ม กลาดเวลล์ คนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น กีฬา ดนตรี วาดรูป หรือภาษา นอกจากจะต้องซ้อมหนักกว่า 10,000 ชั่วโมงแล้ว ยังต้องอยู่ถูกที่ถูกทางด้วย หนังสือเล่มนี้สนุกค่ะ แนะนำให้หามาอ่านจะได้เข้าใจมากขึ้น ว่าคนเราประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่มุ่งมั่นอย่างเดียว แต่ต้องอยู่ถูกที่ถูกทาง เกิดมาในช่วงที่เหมาะสม ประเทศที่เหมาะสม

เขายกตัวอย่างเช่น นักอเมริกันฟุตบอล บางคนที่เกิดในเดือนบางเดือน จะผ่านการคัดตัวมากเป็นพิเศษ รวมไปถึงทำไมเกาหลีใต้ช่วงนึงถึงมีเครื่องบินตกบ่อย ซึ่งหลายๆอย่างเราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น การที่เรามีความฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนชื่อดัง ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก งานได้ทำเป็นอนิเมชัน แบบนี้เราอาจจะต้องไปทำงานที่ญี่ปุ่นหรือเรียนภาษาญี่ปุ่นให้เก่งๆเพื่อที่จะทำให้งานเราสามารถไปขายได้ถึงที่ญี่ปุ่น การทำการ์ตูนใครสักคนให้เป็นอนิเมชันนั้น เป็นเรื่องที่ใหญ่ นักเขียนการ์ตูนเชื่อได้ว่าเกือบทุกคนอยากเห็นงานตัวเองเป็นอนิเมชัน หรือหนังทั้งนั้น

ทั้งนี้ถ้าเราเกิดมาในประเทศที่แร้นแค้น ต้องทำมาหากินเพื่อความอยู่รอดส่วนใหญ่ และยังยากจนอยู่ ทำให้ทำงานด้านการบันเทิงหรือ entertainment ลำบาก เนื่องจากในแน่ละวันยังต้องคำนึงถึงปากท้องมาก่อนการที่จะบันเทิงใดๆ เพราะฉะนั้น การเป็นนักเขียนการ์ตูน ในประเทศแถบเอเชียที่การ์ตูนไปได้ด้วยดีคือ แถบเอเชียตะวันออกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ล้วนมีนักวาดเก่งๆ และนักเขียนการ์ตูนจำนวนมาก และหลายๆอุตสาหกรรมมีรัฐบาลหนุนหลัง นอกจากนี้ SEA หรือ south east asia ทั้งหมดก็ล้วนจะเก่งวิชาศิลปะกันทั้งนั้นค่ะ แต่บางประเทศก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล บางประเทศก็ไม่

สำหรับประเทศไทยนั้น จะบอกว่าประเทศเรากินอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ มีวัฒนธรรมที่สวยงาม อยู่ในตำแหน่งที่เอื้อต่อการพัฒนาขึ้นไปสู้ในระดับสากลได้ แต่คนไทยมักจะถือคติว่า จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน การที่คนไทยมีทัศนคติแบบนี้ ทำให้คนส่วนมากคิดว่า ทำงานแค่พอมีกินไปวันๆถือว่าโอเคแล้ว และคนไทยเรามักมีนิสัยแห่ตามกัน ทำธุรกิจอะไรรวย เล่นหุ้นรวย ต่างก็ทำไปตามๆกัน โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่ในชีวิต เราไม่เคยมานั่งค้นหาตัวเองเลยว่า งานอะไรที่เหมาะสมกับเรา สิ่งไหนที่เรารักและอยากทำ

กลับมาที่ทำยังไงดีเมื่องานเราไม่เป็นที่นิยม ก่อนอื่นเราต้องอย่าลืมว่า จุดมุ่งหมายของเราคืออะไร?เช่น อยากดัง อยากมีชื่อเสียงจากการเขียนการ์ตูน หรือวาดภาพประกอบ เราจะต้องค่อยๆทำจากสิ่งเล็กๆ และทำนอกเวลางานประจำไปก่อน แล้วพอมีชื่อเสียงในระดับหนึ่งค่อยออกมา ทั้งนี้ การที่คุณวาดตามใจตัวเองมากๆ โดยไม่สนทิศทางหรือกระแสนิยมในขณะนั้นเลย ทำให้งานคุณแหวก และคนส่วนใหญ่เสพย์ได้ยาก เราต้องเลือกเอาว่า อยากทำงานที่คนส่วนมากชอบ หรือ วาดในสิ่งที่เป็นตัวเอง หรือจะเอาทั้งสองอย่าง ก็คือ เป็นตัวเองด้วย เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบด้วย หรือเราจะไม่ตามกระแสส่วนใหญ่ แต่ทำงานเพื่อนิช หรือกลุ่มเป้าหมายเล็กๆของคุณแทน

ซึ่งความฝันในบางอย่างของเรา อาจจะต้องอาศัยดวงช่วยด้วยพอสมควร ทั้งนี้ ถ้าเราได้โอกาสนั้นมา แต่เราไม่สามารถทำงานให้ออกไปตามมาตรฐานที่ควรจะเป็นได้ เลยต้องเสียงานนั้นไป   ส่วนเรื่องโชคนั้น จริงๆก็เป็นส่วนหนึ่งนั่นก็คือ คุณรู้จัก keyman หรือคนที่จะนำคุณไปสู่จุดหมายได้ เช่น การที่จะออกผลงานในอเมริกา เช่น งานการ์ดเกม เราอาจจะต้องรู้จักคนในก่อน อาจจะเป็นเจอกันตามงาน เราถึงบอกว่า พอร์ทโฟลิโอแบบที่เป็นหนังสือสำคัญนะคะ เนื่องจากสร้างความประทับใจต่อลูกค้าได้มากกว่า ทั้งนี้ พอร์ทโฟลิโอออนไลน์จะเน้นที่ความสะดวกในการส่งลิงค์ไปให้ art director ดู

เราบอกแล้วว่า เราเคยเป็นทั้งคนที่ผลงานได้รับการยอมรับ เป็นที่นิยมมาก่อน แล้วพอมาตอนนี้ คนกดไลค์เรารูปละประมาณ 6-20 ไลค์ จากที่เคยได้เป็นหมื่น เป็นพันจาก deviantart เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ เนื่องจากเราเข้าใจเรื่องของวงจรค่ะ ถ้าลองสังเกตดู จะพบว่าเลข 7 ที่เป็นเลขอาถรรพ์พอสมควร

นั่นก็คือ ทุกๆ 7ปี จะเป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของชีวิตคุณค่ะ อาทิเช่น คุณอาจจะเลิกกับแฟน หรือแต่งงานกับแฟน ตกงาน เปลี่ยนงานใหม่ เป็นเจ้าของกิจการตัวเอง อยู่ในช่วงปีที่ 7 นี่แหละ ต่อมาเราทำงานวาดได้ 7ปี กลายเป็นว่าไม่อยากวาดตามสั่ง อยากวาดรูปแบบสบายๆ อยากวาดเมื่อไรก็วาด เหมือนกับงานเขียน คืออยากทำเมื่อไรก็ทำ และอยากเป็นเจ้าของกิจการตัวเอง เราอยากทำงานที่ได้ช่วยเหลือชีวิตคนอื่นๆไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

เราได้รับการลดไลค์รูปน้อยลงก็จริง แต่กลายเป็นว่า งานบทความของเรา ก็ได้รับความสนใจ และการติดตามมากมาย ทั้งคนที่คอมเมนต์และไม่คอมเมนต์ พอเราดูสถิติของเว็บ แล้วก็รู้เลยว่ามีคนอ่านบลอคนี้อยู่เยอะจริงๆ บางคนไม่เคยคอมเมนต์แต่ส่งอีเมล์มาขอบคุณ ซึ่งได้รับอีเมล์ลักษณะนี้บ่อยมาก เรารู้สึกดีใจที่เว็บเราเป็นประโยชน์ ทำให้คนเดินทางสายนี้มีกำลังใจขึ้นมาได้ จึงรู้สึกเหมือนกับได้ทำดี ให้ความรู้ เป็นวิทยาทานให้แก่คนรุ่นหลังๆ (พูดแบบนี้แล้วดูแก่มาก)

ทั้งนี้เราจะบอกปัจจัยที่ทำให้งานคุณเป็นที่นิยมให้ดูค่ะ นั่นก็คือ

1.ลายเส้นทันสมัยในขณะนั้น

เราต้องยอมรับว่า ลายเส้นบางอย่าง เราต้องอาศัยจังหวะเวลาพอสมควร เช่น สมัยก่อนลายเส้นที่คนชอบและคนรู้จัก ก็คือลายเส้นแบบมังงะหรือการ์ตูนญี่ปุ่น ขณะนี้ ความนิยมทางสายมังงะก็ไม่ได้ลดน้อยลงแต่ถูกเบียดด้วยสไตล์อื่นๆ ถ้าเราไปดูตามท้องตลาด เราจะเห็นว่า หนังสือการ์ตูนความรู้ เป็นที่นิยมมาก ขนาดหลานเรา เด็กๆยังซื้อมาอ่านกัน ติดกันงอมแงมเลย เราได้ยินมาว่า เจ้าของ E.Q plus คือเจ้าของแม็กกาซีน comicsquest(เป็นแม็กกาซีนเกี่ยวกับอนิเมชัน) ตอนเราเป็นเด็กมหาวิทยาลัย ก็ซื้อ comicsquest เกือบทุกเล่มเลยค่ะ

ซึ่งการที่หนังสือการ์ตูนความรู้เป็นที่นิยม เนื่องจาก พ่อแม่เห็นหน้าปก เขียนว่าการ์ตูนความรู้วิทยาศาสตร์สอนให้เด็กเก่งขึ้น และเรียนรู้อย่างสนุกสนาน พ่อแม่ก็ยินดีที่จะยอมจ่ายให้เด็ก เพราะคิดว่าดีกว่าไปติดการ์ตูนเล่มๆเพราะดูแล้วมีสาระกว่า และอัพราคาเป็น 150-160 ต่อเล่มแทนการที่เป็นเล่มละ 40-50 บาท นั่นก็คือ การ์ตูนไทยพยายามยึดพื้นที่ส่วนที่เป็นพ็อคเกตบุ๊คเนื่องจากกำไรต่อเล่มทำได้มากกว่า และการ positioning  ก็คือ การใส่ความรู้รอบตัวลงไป จัดรูปเล่มสวยงาม สีสันสดใส น่าอ่านกว่าหนังสือเรียน เป็นภาพสีทั้งเล่ม สิ่งเหล่านี้ล้วนล่อใจเด็ก ทำให้เด็กร้องขอให้พ่อแม่ซื้อให้

ทั้งนี้การที่ลายเส้นทันสมัย จะขอยกตัวอย่าง ปกนิยายแจ่มใสนะคะ นิยายแจ่มใส เป็นนิยายที่ได้รับความนิยมมานานแล้ว ตั้งแต่สมัย 10 ปีก่อนที่ทางสำนักพิมพ์ทำนิยายแปลจากเกาหลี แปลไปมาก็สร้างนักเขียนคนไทยที่ดังๆมามากมาย และจะเห็นได้ว่า ถ้าเอาปกเล่มเก่าๆมากๆมาดู จะพบว่านักวาดปกนิยายวาดพัฒนาขึ้นกันมาก และคนที่เก่งๆก็ลายเส้นติดตาคนไปเรียบร้อย ทั้งนี้ก็มีนักวาดใหม่ๆ และจะพบว่า ลายเส้นของนิยายแจ่มใส จะเป็นลายเส้นที่ถูกใจวัยรุ่นซะส่วนมาก

เราก็เคยไปทำอยู่ช่วงหนึ่งจะบอกว่า มาตรฐานของสำนักพิมพ์ ที่เขาคาดหวังนั้นค่อนข้างสูงค่ะ นอกจากนี้คนที่เข้าไปทำ จะต้องทำงานเทสต์ก่อน และเรารู้สึกว่านักวาดที่เข้าไปทำ และได้งานมาเรื่อยๆ ตลอดเวลา มันเป็นระยะฝึกฝน ที่วันหนึ่งมันจะถึง 10,000 ชั่วโมง เมื่อถึงเวลานั้น ก็เหมือนกับเราสามารถวาดได้อย่างใจคิดแล้วค่ะ  การวาดปกนิยายนั้น ก็เป็นขั้นตอนหนึ่ง ที่จะทำให้งานเราเป็นที่นิยม แต่ระยะเวลาที่ใช้นั้น อย่างที่เคยบอกค่ะ  2-5ปี ซึ่งถ้าใครคิดจะหวังทางลัดนี่ยากแน่ๆค่ะ

2.มีผลงานต่อเนื่อง สม่ำเสมอ

เรื่องนี้เน้นย้ำไปหลาย entry แล้ว แต่ก็จะย้ำอีกจนน้องจำได้นั่นแหละ น้องๆหลายๆคนเอาจริงแล้วอยากมีชื่อเสียงมากขึ้น อยากให้คนชอบงานมากขึ้น แต่ไม่รู้จะทำยังไง พอดูงานคนอื่นๆก็ท้อ และคิดว่าสงสัยเราจะเก่งไม่เท่าเขาแน่ๆ ทำงานไปคนก็ชอบน้อย ก็เลยเสียกำลังใจไป และก็นานๆจะวาดรูปสักทีหนึ่ง

มันเหมือนกับการขี่จักรยาน ตอนน้องเป็นมือสมัครเล่น มันก็เหมือนกับการหัดขี่และทรงตัวบนจักรยานให้ได้ เรียนรู้วิธีการทรงตัว…การวาดก็เหมือนกัน นั่นก็คือ น้องต้องศึกษา และมีความเข้าใจ ว่าเราชอบงานสไตล์ไหนมากกว่ากัน เช่น เน้นเส้น เน้นสี หรือเน้นฟอร์ม เน้นบรรยากาศ แบบงานตะวันตก แล้วก็ลองหัดแกะงานจากคนที่เราชอบ ฝึกพื้นฐานควบคู่กันไป จนเราเก่งขึ้น เมื่อเราเก่งขึ้น ทักษะนั้นมันจะอยู่กับเราไปตลอด ก็เหมือนกับคนที่ขี่จักรยานเป็นแล้ว ก็ไม่ต้องไปล้มลุกคลุกคลานเริ่มนับ 1 ใหม่

ถ้าถามว่างานที่ทำจะต้องออกสู่สายตาประชาชนไหม ช่วงแรกๆที่ทำ น้องต้องทำงานประเภท pro bono ก่อน หรืองานส่วนตัว งานฟรี งานการกุศล งานที่ทำให้คนรอบตัว ซึ่งคนรอบตัวนี่แหละจะเป็นฐานลูกค้ากลุ่มแรกๆของคุณค่ะ  และงานของคุณจะเยอะขึ้นจากการบอกปากต่อปาก สิ่งที่น้องควรทำก็คือรักษามาตรฐานของตัวเอง และพยายามทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ การพยายามทำให้งานเราดีขึ้นเรื่อยๆนั้น ภาษาญี่ปุ่นเรียก ไคเซนค่ะ ถ้าคุณตั้งเป้าว่า งานชิ้นต่อไปๆจะดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วเวลาทำ พยายามทำงานให้มาตรฐานดีขึ้นๆเรื่อยๆ ไม่ต้องมากนักแค่วันละนิดละหน่อย ก็เพียงพอแล้วในการที่จะพัฒนาฝีมือให้เป็นที่รู้จัก เช่น การเขียนบลอคของเราค่ะ โดยส่วนมากแล้ว เราจะเขียนบลอคอยู่เรื่อยๆ โดยที่บางวันก็จะมีการตั้งเป้า ว่าวันนี้เราจะต้องเขียนให้ถึง 2,000 คำ ช่วงแรกๆมีปัญหามาก นั่นคือ ไม่สามารถเขียนให้ถึง 2,000 คำได้ เนื่องจากหมดเรื่องที่จะพูดไปซะก่อน ตอนหลังๆพอเราใช้ page ใน ipad+macbookpro แล้ว พบว่าการจะเขียนให้ถึง 2,000  คำนั้นไม่ยากเลย ถ้าเราเขียนโดยเลือกหัวข้อที่จะเขียนที่ดีๆก่อน หัวข้อเขียนที่ดีคือหัวข้อที่กลางๆไม่แคบ ไม่กว้างไป

  3.เลิกคิดเรื่องอยากมีชื่อเสียง 

มันกลับกันนะคะ ถ้าน้องอยากมีชื่อ น้องต้องเลิกคิดที่จะมีชื่อก่อน หรือทำเต็มที่ เรื่องนี้มันเหมือนกับ การที่น้องปล่อยวางค่ะ นั่นก็คือ ความรู้สึกที่น้องคิดว่า อยากมีชื่อเสียง หรืออยากดังนั้น มันบังคับให้น้อง ต้องลองทำอะไรที่มัน extream ค่ะ ซึ่งมันจะเป็นแรงผลักให้น้องมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ แต่ความรู้สึกว่าอยากดัง อยากมีชื่อนั้น ให้กำหนดเป้าหมายไว้เบาๆ แต่ไม่ต้องซีเรียส เหมือนกับการที่น้องอยากรวย อยากได้เงินเยอะๆจากทำอาชีพที่เราชอบด้วย

สิ่งเหล่านี้ ถ้าเราเอาใจไปยึดติดกับมัน เราจะมีความทุกข์มาก เนื่องจากมีคนที่อายุน้อยกว่า เก่งกว่า รวยกว่าอยู่ทุกวัน คิดไปก็กลุ้มเปล่าๆ เป็นตัวของตัวเองค่ะ ถ้าเรารู้ว่าความสุขอยู่ที่ไหน มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องค้นหาเองค่ะ เช่น พี่ไม่สามารถโน้มน้าวใจน้องได้ ถ้าน้องไม่ได้อยากทำสิ่งนั้นๆใครพูดให้ตายน้องก็ไม่เชื่อ แต่ถ้าน้องมีใจอยากทำสิ่งนั้นอยู่แล้ว สะกิด ดันๆนิดเดียวน้องก็ไปแล้ว

เช่น ก่อนหน้านี้ เราดู video clip นักวาดหลายคน พบว่าได้เพจวิวกันหลายหมื่น บางอันก็เป็นแสน เราก็ตั้งเป้าว่า เราอยากได้ยอดวิวประมาณ 50,000-200,000/คลิป และอยากได้มากๆ แต่อยากได้บนความปล่อยวางคือ ได้ก็ดี ไม่ได้ ไม่เป็นไร เราก็ยังทำคลิปอย่างมีความสุข และสนุกไปกับมัน คำว่าสนุกไปกับมันเนี่ยแหละ คือสิ่งที่น้องควรทำให้ได้ ถ้าน้องมีความสุขกับงานที่น้องทำ งานมันจะฟ้อง มันจะมีวิญญาณของน้องหรือ spirit อยู่ในงาน ถ้าน้องไฟแรง ก็รีบทำงานเข้า เหมือนกับจะตีเหล็กต้องตีตอนร้อนๆ

หวังว่า entry นี้จะเป็นประโยชน์ค่ะ