นานาสาระกับเรื่องราวของกระดาษวาดภาพ#2

อ่านตอนที่ 1  ได้ที่นี่ค่ะ

 กรรมวิธีในการผลิตกระดาษ

papermake

เริ่มต้นจากการย่อยเนื้อไม้ให้เป็นเส้นใยที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ จากนั้นนำแม่พิมพ์หรือสกรีนไปผ่านสารแขวนลอยนั้นจนเส้นใยแต่ละเส้นจับตัวบนแม่พิมพ์จนกลายเป็นแผ่นกระดาษและผ่านการสะเด็ดน้ำรวมทั้งทำให้แห้ง มีการอัดแรงดันเพื่อทำให้เกิดผิวหน้าที่แตกต่างกันและทำให้เนื้อกระดาษแน่นเป็นเนื้อเดียว

ชนิดของกระดาษที่แตกต่างกันนั้น มาจากองค์ประกอบที่แตกต่างกัน เช่น ชนิดของต้นไม้ที่ใช้ทำกระดาษ วิธีการที่พืชถูกย่อยจนกลายเป็นเส้นใย ชนิดของแม่พิมพ์ที่ใช้ วิธีในการนำแม่พิมพ์ผ่านสารแขวนลอยจากเส้นใย ชนิดของแผ่นรองที่ใช้วางกระดาษและใช้ตอนอัดแผ่นกระดาษ

ปัจจัยอื่นๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกก็ได้แก่ การใช้สารเคมี,สารเติมเต็มหรือสารฟอกขาว วิธีที่ทำให้กระดาษแห้ง และการขัดผิวหน้ากระดาษ ปัจจัยที่หลากหลายเหล่านี้ทำให้สามารถผลิตชนิดของกระดาษได้ไม่รู้จบ ในฝั่งตะวันออก เราจะเห็นชนิดของกระดาษเป็นร้อยๆชนิดที่สร้างจากต้นไม้เพียงชนิดเดียว ในขณะที่ความแตกต่างมีเพียงวิธีที่ใช้แม่พิมพ์ผ่านสารแขวนลอยของเส้นใยกระดาษ และความยาวของเส้นใยกระดาษเท่านั้นที่แตกต่างกัน

กระดาษทำมือนั้นมีขั้นตอนที่ยุ่งยากน้อยที่สุดแล้ว โดยส่วนมากก็จะต้องใช้แรงงานคนทำ ยังไงก็ตามราคาต้นทุนในการใช้ชนิดของต้นไม้ที่ดีที่สุดนั้นจะมีสีกระดาษซีดเมื่อเอามาเทียบกันกับการใช้เส้นใยธรรมดา เพราะฉะนั้นจึงนิยมเอาฝ้ายหรือเศษผ้า ที่ไม่ต้องผ่านกรรมวิธียุ่งยากนักในการเติมสารเคมีหรือใช้เครื่องจักรเพื่อที่จะทำให้มันเป็นเส้นใยที่ใช้งานได้เลย ทำให้ที่นิยมใช้กันทั่วไป

handmadepaper

ซึ่งในปัจจุบันแผ่นกระดาษที่ทำมาจากฝ้าย สร้างจากเส้นใยที่เหลือๆทีเก็บมาจากเม็ดฝ้ายอีกที และใส่ลงน้ำและอัดในเครื่องที่คล้ายกับเครื่องปั่น ความเข้มข้นของเส้นใยนั้นมีผลต่อความหนาของกระดาษที่ได้ เส้นใยกระดาษในรูปสารแขวนลอยจึงถูกถ่ายเทจากถังน้ำไปสู่แม่พิมพ์ตาข่ายลวดสี่เหลี่ยม(หรือแม่พิมพ์ไม้ไผ่) ที่ผ่านลงในน้ำเพื่อที่จะทำให้กระดาษกลายเป็นแผ่น น้ำจะระบายไหลผ่านแม่พิมพ์ที่เต็มไปด้วยเส้นใย และถูกอัดเป็นแผ่นก่อนกระบวนการทำให้แห้ง

ในกระดาษที่สร้างจากแม่พิมพ์(mouldmade paper) คนที่ถือแม่พิมพ์(screen)นั้นถูกแทนที่โดยแม่พิมพ์ทรงกระบอกที่หมุนได้ ซึ่งทำให้เกิดกระดาษเป็นแผ่นที่ต่อเนื่องกัน กระดาษแต่ละแผ่นถูกสร้างขึ้นโดยผ่านสายน้ำหรืออากาศจนเป็นแผ่นกระดาษที่เปียก กระดาษที่สร้างจากแม่พิมพ์นั้นมีทั้งกระบวนการที่ใช้มือและกระบวนการที่ใช้เครื่องจักร เนื่องจากการย่อยกระดาษให้เป็นเส้นใยยังต้องใช้แรงงานคนในการทำ รวมไปถึงขั้นตอนการอัดกระดาษและทำให้กระดาษแห้ง ราคาของวัสดุจะมีผลมากและส่งผลให้โรงงานใช้วัสดุราคาถูก ซึ่งวัสดุพวกนี้ต้องผ่านกระบวนการบางอย่างก่อนใช้ รวมไปถึงการใช้สารเคมีเพื่อที่จะปรับสภาพภายนอก ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้เป็นเรื่องซับซ้อน

mouldmade paper

กระบวนการผลิตกระดาษด้วยเครื่องจักรนั้นจะไม่ผ่านการสัมผัสของคนเลยจนกว่าจะถึงมือผู้ซื้อ วัสดุที่ใช้จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ราคาของกระดาษมีความแตกต่างกัน สารเคมีและกระบวนการผลิตมักจะเปลี่ยนวัตถุดิบคุณภาพต่ำให้กลายเป็นแผ่นกระดาษที่ใช้งานได้ อย่างแรกเลยคือ สารปนเปื้อนถูกกำจัดออกไป หลังจากนั้นสารเคมีที่ใช้ในการทำให้วัตถุดิบบริสุทธิ์ขึ้นควรเอาออกไปหรือทำให้เป็นกลางให้มากที่สุด โดยมากเป็นพวกสารฟอกขาว

หลังจากนั้นแม่พิมพ์ทรงกระบอกที่หมุนได้ก็ดึงเอาสารแขวนลอยที่เต็มไปด้วยเส้นใย ทำให้เกิดแผ่นกระดาษที่ยาวต่อเนื่องกัน กระดาษจะถูกอัดและทำให้แห้งโดยลูกกลิ้งเหล็กอันอื่นๆ ชนิดของกระดาษบางชนิดเช่น Bristol นั้น มีการเพิ่มขนาดกระดาษก่อนที่จะทำให้แห้งและมีการขัดผิวหน้าของกระดาษหลังจากแห้งแล้ว

ความเสียเปรียบขั้นแรกของกระดาษที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรมคือหลายๆชนิดได้คุณภาพกระดาษที่ต่ำ แต่ข้อได้เปรียบคือมีราคาถูก และมีความหลากหลายของกระดาษบางชนิดเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น กระดาษ Bristol ชนิดผิวหน้าแข็ง,และกระดาน ที่ไม่สามารถสร้างได้โดยการทำด้วยมือ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการผลิตเป็นจำนวนมากๆที่การทำกระดาษด้วยมือไม่สามารถทำได้

ลักษณะเฉพาะของกระดาษ

มีหลายคำที่ยังใช้ผิดๆกันอยู่ เช่น ความคงทนของกระดาษ มักสับสนกับความถาวร,รวมไปถึงเรื่องของลายกระดาษ,และพื้นผิวของกระดาษ การที่เราเข้าใจคำศัพท์ต่างๆเกี่ยวกับกระดาษ จะทำให้เราสามารถเลือกซื้อกระดาษได้ดีขึ้น

Acid-free 

หรือ ปราศจากกรด เป็นคำที่ใช้บ่งชี้กระดาษและกระดาน เมื่อออกจากโรงงาน ควรมีค่า pH ประมาณ 6.5 หรือสูงกว่าซึ่งเป็นตัวชี้ว่ากระดาษนั้นเป็นกรดเล็กน้อยหรือไม่เป็นกรดเลย ซึ่งกรดจะเร่งให้กระดาษเก่าขึ้นและเสื่อมคุณภาพ ยังไงก็ตาม “ปราศจากกรด” ไม่ได้หมายความว่ากระดาษนั้นจะคงสภาพไม่เป็นกรดอย่างนั้นไปเรื่อยๆหรือไม่ได้หมายถึงการปราศจากสารเคมีที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆ และก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเมื่อใช้กระดาษเป็นลังหรือใส่กรอบ ปราศจากกรด ที่โรงงานมักจะเอาไปใช้สื่อความหมายผิดๆว่ากระดาษคงทนถาวร ซึ่งไม่เป็นความจริง

acidfree

conservation

คือการซ่อมแซม,การนำกลับมาใช้,และการถนอมเอกสาร,วัตถุ หรือชิ้นงานศิลปะ ด้วยการถนอมให้อยู่คงทนถาวร

Deckle

หมายถึงกรอบที่ใช้ในกระบวนการผลิตกระดาษ และขอบมุมที่ไม่สม่ำเสมอกันจากการผลิตโดยกรอบดังกล่าว ในกระบวนการผลิตแม่พิมพ์จะผ่านใยกระดาษที่แขวนลอยอยู่ในน้ำเพื่อที่จะทำให้กระดาษเป็นแผ่นขึ้นมา โดย Deckle คือกรอบไม้ที่สวมลงในแม่พิมพ์เพื่อไม่ให้เยื่อไม้ส่วนเกินไหลออกจากพิมพ์หลังจากที่ยกขึ้นมาจากถังใส่น้ำ ขอบ Deckle จะเกิดขึ้นเมื่อมีเยื่อไม้บางส่วนไหลออกใต้กรอบ ทำให้เกิดขอบของกระดาษที่ไม่สม่ำเสมอกัน โดยที่ขอบของกระดาษนั้นจะมีการปล่อยทิ้งเอาไว้ ไม่ตัดออก กระดาษทำมือจะมีด้านที่เรียกว่า Deckle นี้อยู่  4 มุมด้วยกันซึ่งมันเกิดจากการที่แผ่นกระดาษถูกทำขึ้นมาทีละแผ่นๆและน้ำสามารถไหลขึ้นหรือไหลลงผ่านแม่พิมพ์กระดาษไปได้ ส่วนกระดาษที่ทำจากแม่พิมพ์( Mouldmade) จะมีมุม Deckle สองด้าน และอีกสองด้านที่ถูกฉีกออกเพราะกระดาษมีลักษณะยาวต่อเนื่อง และน้ำสามารถไหลผ่านกระดาษได้เพียงทิศทางเดียว และกระดาษแผ่นใหญ่จะถูกแบ่งให้เป็นแผ่นเล็กลง ซึ่งทำให้เกิดขอบที่ถูกฉีกออกเป็น 2 ขอบ

deckle_mould

deckle

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

เราจะเห็นได้ว่ากระดาษบางชนิด เมื่อเราไปซื้อจะมีขอบไม่สม่ำเสมอกัน (อาทิเช่น Saunder waterford ลองหาดูได้ในสยามอาร์ท ดิโอลด์สยามค่ะ)แสดงว่ากระดาษนั้นทำด้วยกระบวนการดังกล่าว

Durability

หรือความคงทน มันคือความสามารถในการกลับเป็นรูปเดิมเมื่อใช้งานไปแล้ว กระดาษสำหรับพิมพ์ส่วนมาก ไม่มีผิวที่คงทนและสามารถเจ๊งได้แค่ผ่านการลบกระดาษเท่านั้น แต่กระดาษ Bristol นั้นมีความคงทนสูง เพราะสามารถทนทานต่อการลบหลายๆครั้ง ความคงทน ไม่ได้หมายถึง ความถาวรในการที่กระดาษจะอยู่ได้เรื่อยๆไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี แต่มันคือความสามารถในการทนต่อการฉีกขาดและเป็นรอยในหลายๆสถานการณ์ เช่น กระดาษที่ทำธนบัตร ควรเป็นกระดาษที่คงทน แต่ไม่ต้องอยู่ถาวรก็ได้

filler

หรือสารเติมเต็ม อย่างเช่น ดินขาว แคลเซียมคาร์บอเนตและไทเทเนียมไดออกไซต์ ที่ใช้ในการเติมเต็มรูบนผิวกระดาษ เพื่อที่จะทำให้กระดาษขาวขึ้นและทึบแสงมากขึ้น รวมถึงความหนาด้วย ยิ่งใช้สารเติมเต็มเหล่านี้มากเท่าไร ใยกระดาษยิ่งน้อยลงเท่านั้น และเส้นใยกระดาษนั้นเองที่เป็นตัวทำให้กระดาษแข็งแรงคงทน ในปัจจุบัน แทบเป็นเรื่องธรรมดาที่โรงงานผลิตกระดานอัดจะเติมแคลเซียมคาร์บอเนตไปเพื่อเป็นการบัฟเฟอร์หรือทำให้กระดานนั้นเป็นกรดน้อยลงซึ่งมาจากการปนเปื้อนของเยื่อไม้ที่เก่า การใช้มากไปจะก่อให้เกิดความชื้น ที่ทำให้กระดาษบิดงอ ถ้ากระดานนั้นเปียก ชอล์คก็จะละลาย และกระดานก็จะพังได้ง่ายๆ

finish 

หรือว่าพื้นผิว คำนี้ใช้ในการอธิบายผิวของกระดาษที่คล้ายคลึงกับการแบ่งของกระดาษเขียนสีน้ำ แต่หมายถึงผิวคนละแบบกัน

ในกรณีของกระดาษและกระดานวาดรูป คำว่า “hotpress”(อัดร้อน),”Plate”หรือ “smooth” หมายถึงผิวกระดาษที่เรียบลื่นไม่มีรอยใดๆทั้งสิ้น หรือแทบไม่มีลายของกระดาษเลย การผลิตกระดาษชนิดนี้คือการอัดกระดาษผ่านลูกกลิ้งร้อน ส่วน “coldpress” “kid” “vellum” “regular” “medium” หมายถึงกระดาษที่มีพื้นผิวหยาบเล็กน้อยจนหยาบมากคล้ายกระดาษทราย  “rough” (หยาบ) ยังหมายถึงพื้นผิวที่มีลายขรุขระ หรือลายกระดาษที่แบ่งประเภทจากลักษณะที่แม่พิมพ์(screen)สานเข้าไปในที่หล่อแบบ

ในกรณีของกระดาษเขียนสีน้ำ “hotpress” (อัดร้อน)หรือ “smooth” หมายถึงพื้นผิวอย่าง “vellum”หรือ กระดาษดรออิ้ง“coldpress” โดยที่อัดร้อนไม่ได้หมายถึงการอัดด้วยลูกกลิ้งร้อน แต่หมายถึงวิธีการนำตาข่ายลวดในการเก็บเส้นใย

ส่วน “coldpress” หรืออัดเย็นในกระดาษเขียนสีน้ำหมายถึงการอัดกระดาษขณะที่ยังเปียกด้วยพื้นผิวที่มีผิวสัมผัสเช่น แผ่นกระดานกำมะหยี่ ทำให้เกิดพื้นผิวที่แตกต่างกันและผิวหน้าจะมีลักษณะผิวสัมผัสที่ไม่สม่ำเสมอกัน ผิวสัมผัสของกระดาษเขียนสีน้ำชนิดนี้เทียบได้กับพื้นผิวแบบ rough (หยาบ)ของกระดาษดรออิ้งหรือกระดาษเขียนภาพทั่วๆไป ส่วนผิวแบบ “rough” ในกระดาษเขียนสีน้ำหมายถึงกระบวนการทำเดียวกับการอัดเย็นแต่ทำให้ลายดูเวอร์อลังการกว่า โดยลายที่เกิดขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับแรงในการกดและลายของตะแกรงลวดที่กดอยู่บนกระดาษ

Formation

การก่อรูป หมายถึงการที่เส้นใยรวมตัวกันบนแม่พิมพ์ในระหว่างผลิต ยกตัวอย่างเช่น การถักทอของเส้นใยเมื่อโดนแสงแล้ว ลักษณะ formation(การก่อรูป)ก็จะเข้ารูปมากขึ้น เมื่อกระบวนการเดียวกันทำกับเส้นใยราคาถูกกว่า ก็จะเกิดรอยด่างของกระดาษ

Grain

รอยหยาบของกระดาษ เกิดขึ้นจากกระดาษที่ผลิตจากเครื่องจักรหรือจากแม่พิมพ์ เส้นใยมักจะเรียงตัวไปในทิศทางเดียวกันเมื่อแม่พิมพ์ที่ใช้ในเครื่องจักรดึงกระดาษขึ้นจากน้ำ  ทำให้กระดาษที่ทำจากเครื่องจักรมีความแข็งแรงหรือความเหนียวของกระดาษแค่ทิศเดียว ในกระดาษทำมือเส้นใยจะถูกดึงช้ากว่า และถูกยกขึ้นไปโดยไร้ทิศทาง ทำให้กระดาษทำมือ ไม่มีรอยหยาบดังกล่าว

GRS/mกำลัง2

หมายถึงหน่วยที่วัดกระดาษในระบบเมตริค มันคือน้ำหนักของกระดาษ 1 เมตร ในหน่วยแกรม เช่นกระดาษเขียนสีน้ำ 140lbs 22”x30” เทียบเท่ากับ 3000RS/mกำลัง2

Handmade paper 

หรือ กระดาษทำมือ ทำมาจากใยฝ้ายหรือเส้นใยของพืชในเขตตะวันออก สารเคมีเข้มข้นไม่จำเป็นต้องใช้เหมือนกับเยื่อไม้ กระบวนการยกเส้นใยจากน้ำด้วยมือทำให้ใยเรียงตัวในทุกทิศทาง และสอดประสานกันเองในเนื้อกระดาษ ทำให้กระดาษชนิดนี้แข็งแรงคือเหนียวมาก  เมื่อกระดาษชนิดนี้เปียก จะขยายไปสองทิศทางโดยที่มีการม้วนหรือบิดงอเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

Mouldmade paper 

เป็นกระดาษที่อยู่ระหว่างกระดาษผลิตด้วยมือ กับผลิตด้วยเครื่อง ในการผลิตกระดาษประเภทนี้ แม่พิมพ์แต่ละอันที่ใช้ในกรรมวิธีผลิตกระดาษทำมือโดยดึงเส้นใยออกจากน้ำถูกแทนที่ด้วยแม่พิมพ์แบบหมุนได้ โดยแม่พิมพ์จะดึงเส้นใยออกจากน้ำอย่างช้าๆเป็นแผ่นที่ยาวต่อเนื่องกัน กระดาษแต่ละแผ่นจะทำขึ้นมาโดยผ่านน้ำที่ไหลอยู่หรือผ่านอากาศตรงระหว่างช่วงของแผ่นกระดาษที่ต่อเนื่องกันในขณะที่กระดาษยังเปียกอยู่ ซึ่งทำให้บริเวณนั้นกระดาษอ่อนตัวและสามารถฉีกออกจากกันได้เมื่อกระดาษแห้งแล้ว

Permanence 

ความถาวร หมายถึงช่วงเวลาที่วัสดุจะคงสภาพเดิมเอาไว้ วัสดุที่ไม่สามารถคงสภาพเดิมเอาไว้เมื่อเวลาผ่านไป  25 ปีนั้น ถือว่าไม่ใช่วัสดุคงทนถาวร วัสดุที่คงทนถาวรอย่างน้อย 25-75 ปี นั้นถือว่าเกือบถาวรถ้ามีการดูแลอย่างเคร่งครัด ส่วนวัสดุที่คงทนถาวรอยู่ที่ 75-100 ปีขึ้นไปถือว่าถาวร วัสดุที่ไม่มีการเสื่อมสภาพเลยภายในเวลา 75  ปี ก็มีแนวโน้มที่จะคงสภาพอย่างนั้นไปอีกสักพัก

ความถาวรของกระดาษนั้นสามารถลดได้จากปริมาณเส้นใย ปริมาณสารส้ม,ยางสน สารเคมีที่ปนเปื้อนระหว่างการฟอกขาว ร่องรอยของธาตุเหล็กกับทองแดงในน้ำระหว่างการผลิต การเกิดซัลเฟอร์ไดออกไซต์หรือกรดไนตริค และค่าความเป็นกรดด่างหรือ  pH อยู่ที่  5.5 หรือน้อยกว่านั้น

Ply

หมายถึงกระดาษแผ่นหนึ่งที่เชื่อมกับอีกแผ่นหนึ่งในชนิดเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น two-ply bristol ทำมาจากกระดาษสองแผ่นที่เชื่อมเข้าด้วยกัน

sizing

คือการใช้วัสดุที่เหนียวเติมเต็มรูในผิวกระดาษ กระดาษนั้นสร้างขึ้นมาจากเส้นใยเซลลูโลส ซึ่งมีอนุมูลอิสระอยู่ปริมาณมาก ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้ชอบจับตัวกับโมเลกุลของน้ำ ดังนั้นเมื่อเซลลูโลสจับตัวกับน้ำ น้ำจะสร้างพันธะเคมีชั่วคราว ทำให้กระดาษบวมและเป็นการเพิ่มปริมาตรของกระดาษ

จุดประสงค์ของ sizing ก็คือการทำให้อนุมูลอิสระเหล่านั้นไม่จับตัวกับโมเลกุลของน้ำ ยิ่งขนาดกระดาษใหญ่กระดาษก็จะดูดซับน้ำได้น้อย ทำให้กระดาษโก่งตัวน้อยลงและสีจะกระจายตัวน้อยลง

เจลาดินจากสัตว์หรือกาว ถูกนำมาใช้ในการ sizing ในช่วงกลางศษวรรษที่ 17 สารส้ม(โพแทสเซียม อลูมินัม ซัลเฟต) ทำให้เจลาตินแข็งขึ้น การทำให้เจลาตินนุ่มกลายเป็นแข็งนั้น จะเป็นการเพิ่มแรงตึงผิวเป็นผลให้สีติดมากขึ้นและกระจายตัวน้อยลง ทำให้จิตรกรสามารถวาดช้าๆและเก็บรายละเอียดได้ดีขึ้น ในศษวรรษที่  19  พบว่าเจลาตินจากสัตว์นั้นเก่าง่าย และสารส้มทำให้กระดาษเป็นกรด จึงทำให้เจลาตินจากสัตว์เสื่อมความนิยมในการใช้  ยางสน(rosin) ถูกใช้งานแทนที่ แต่มันส่งผลให้กระดาษเสื่อมเก็บไว้ไม่ได้นานกว่าเก่า ในอดีตที่ผ่านมาไม่นานนักนี้ มีการใช้เจลาตินจากพืชแทนสัตว์ เพราะว่าดีกว่าในเรื่องของอายุในการใช้งาน  ความพยายามในการจัดการบัฟเฟอร์(การผ่อนความเป็นกรดหรือด่างลง)ของกระดาษที่เป็นกรดจากสารส้มนั้นไร้ผล สารส้มนั้นต้องการต้องการค่า pH ที่เป็นกรดเล็กน้อยในการที่จะจับตัวกับกระดาษ

ในปัจจุบันนี้ สารสังเคราะห์ได้แก่น้ำยาไล่ฝน(Aquapel)ถูกนำมาใช้ ผลิตโดยบริษัท Hercules ใช้แทนสารกันซึมแบบเก่า เพราะว่าลักษณะพิเศษที่ทำให้กระดาษแข็งขึ้นโดยไม่มีข้อเสียมากนัก ในทางเคมี Aquapel เป็น สารกันซึมแบบADK(Alkene Ketene Dimer-สารที่ใช้เติมสารต้านการซึมน้ำของกระดาษ ช่วยให้กระดาษต้านการซึมน้ำได้ดีขึ้น เมื่อกระดาษเปียก) Dimer คือสารเคมีที่มีบริเวณแอคทีฟสองส่วน และ Aquapel มีบริเวณหนึ่งที่ยึดติดกับน้ำ และอีกบริเวณยึดติดกับน้ำมัน สิ่งสำคัญที่สุดของลักษณะนี้คือมันใช้งานได้โดยไม่ต้องมีค่า pH เป็นกรด

Surface

พื้นผิว หมายถึงผิวด้านหน้า ด้านหลัง หรือด้านบน และด้านล่างของกระดาษ บริเวณด้านบนสุดของกระดาษนั้น  โรงงานที่ผลิตนั้นจะเป็นผู้กำหนดส่วนหน้าของกระดาษ โดยที่เวลาเราทำงานวาดนั้น เราต้องวาดบนด้านหน้ากระดาษ(ส่วนมากด้านหน้าของกระดาษ จะปั๊มชื่อของกระดาษลงไปค่ะ) ซึ่งด้่านหน้าของกระดาษนั้นจะผ่านการ sizing  มาแล้ว โดยที่กระดาษที่ใช้วาดภาพประกอบในบางชนิดสามารถใช้ได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

Tooth

หมายถึงลักษณะในการจัดเรียงตัวที่เป็นความนูนความลึกของเส้นใยกระดาษก่อตัวขึ้นบริเวณผิว โดยความแตกต่างนี้จะส่งผลให้ดินสอ,สีพาสเทลสามารถติดลงไปบนพื้นผิวของกระดาษ และวิธีที่ผงสีจะเกาะบนกระดาษ

Weight

น้ำหนัก หมายถึง ลักษณะหนึ่งของกระดาษ “น้ำหนักพื้นฐาน(basic weight) ของกระดาษนั้นคือน้ำหนักของกระดาษราวๆ 480-500 แผ่น(500 แผ่น= 1 รีม” โดยอยู่ที่อุณหภูมิ 75 องศาฟาเรนไฮต์และความชื้นประมาณ 50% อย่างเช่น กระดาษ 140 lb กระดาษเขียนสีน้ำ ขนาดมาตรฐานของกระดาษชนิดนี้ใน 500 แผ่น ขนาด 22”x30” จะมีน้ำหนัก  140 ปอนด์ ขนาดมาตรฐานของกระดาษทั่วไปคือ 24”x36” ซึ่งมันยากที่จะเทียบน้ำหนักระหว่างกระดาษที่ใช้ในงานพิมพ์กับกระดาษที่ใช้ในงานศิลปะ เพราะว่ามันมีขนาดแตกต่างกัน

credit:เรียบเรียงจาก http://www.trueart.info/