สวัสดีค่ะ วันนี้ก็จะมาเจอกับหัวข้อบลอคที่หลายๆคนสงสัยค่ะ ว่าทำไมทำฟรีแลนซ์แล้วได้รายได้ไม่เพียงพอต่อการอยู่รอด เรามาดูปัญหากันก่อนค่ะ ว่าโดยมากแล้ว ทำไมฟรีแลนซ์ถึงอยู่ไม่ได้ในการหาเลี้ยงชีพ

ribbon

1.ความเคยชินกับการเป็นพนักงานประจำ

นั่นก็คือการทำงานแบบเช้าชามเย็นชามแบบตอนเป็นพนักงานประจำ คือ มีลูกค้าก็ทำงาน ไม่มีลูกค้าก็ไม่ทำ และอู้งานนึกว่างานเสร็จแล้ว คงไปเดินชอปปิ้ง ไปเที่ยวได้เหมือนคนอื่นๆมั้ง โดยที่ไม่มีการปรับตัวจากคนที่เป็นพนักงานประจำมาสู่ฟรีแลนซ์เลย

การเป็นฟรีแลนซ์นั้นคุณต้องขยันกว่าชาวบ้านเขาค่ะ หลังจากทำงานเสร็จแล้ว มันเป็นเรื่องของการโปรโมทตัวเอง(ซึ่งรายละเอียดเรื่องนี้ไม่อธิบายมากนะคะ เพราะเขียนไว้เยอะในคอร์สออนไลน์คอร์สแรกนั่นก็คือ self promotion and portfolio making) ซึ่งการโปรโมทตัวเอง คุณต้องทำให้เหมือนมันเป็นกิจวัตรประจำของคุณ เหมือนการแปรงฟันก่อนนอน คุณต้องทำก่อนถึงจะไปนอนได้

เช่น  illustcourse นี้เราพยายามเขียน entry ให้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ เป็นการท้าทายความสามารถด้วยว่าเราจะสามารถหาเรื่องมาเขียนได้ไหม ปรากฏว่ามีไอเดียเยอะมากค่ะในการเขียน สิ่งที่สำคัญในการทำบลอคก็คือ คุณจะต้องเขียนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น และดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณมาค่ะ ไม่ใช่ดึงดูด คนที่ทำอาชีพเดียวกันอย่างเดียว

ความเคยชินนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวค่ะ เช่น มันอาจจะทำให้คุณเป็นหนี้ได้ง่ายๆ เพราะคุณคิดว่า ชาวบ้านก็ทำกัน ชาวบ้านเขามีกัน เห็นมือถือหรูหรา แทบเล็ทไฮโซก็อยากได้แบบคนอื่นๆเขาบ้าง โดยไม่คำนึงว่าจะเอามาใช้งานอะไร รู้ตัวอีกทีก็รูดผ่อน 0% ไปแล้ว การซื้อเครื่องมืออะไรก็ตามคุณต้องแน่ใจว่าคุณสามารถจ่ายหนี้ได้ด้วย และถ้าคุณมีหนี้บ้านหรือรถ คราวนี้เป็นพนักงานประจำยาวค่ะ ถามว่าบ้านและรถเป็นสิ่งจำเป็นไหม ก็คิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบางคน เช่น คนที่ไม่เคยมีบ้านของตัวเองมาก่อนเลย และต้องเช่าบ้านอยู่ อาจจะคุ้มกว่าถ้าลงทุนซื้อบ้านไปเลย แต่ก็ต้องดูกระแสเงินสดของตัวเองดีๆค่ะ อย่าไปแห่ใช้อะไรตามชาวบ้าน

2.สายงานนั้นๆมีงานไม่มากพอ

จริงๆแล้วบอกตามตรงว่า สายการวาดภาพประกอบนั้น ถ้าสไตล์น้องไม่ได้โดนคนส่วนใหญ่ หรืองานที่ทุกๆคนมักจะคิดเหมือนกันพอวาดฟรีแลนซ์ นั่นก็คือพวกงานปกนิยาย,หรือการ์ดเกม การ์ตูนความรู้ ซึ่งนักวาดแต่ละคนรู้จักแต่งานเหล่านี้

ซึ่งจะบอกตรงๆว่าการเอาตัวไปลงแรงและทำงานให้สำนักพิมพ์ไหนนานๆแล้ว เราจะมีความคาดหวัง เช่น เดือนนี้น่าจะได้ 3-4 ปกต่อเดือน และได้เงินราวๆ  XX บาทต่อเดือน การที่เรามีความคาดหวังในการทำงานนั้น พอเราไม่ได้มันมา เราจะรู้สึกทุกข์ แล้วก็จะเริ่มมองคนอื่นๆ ทำไมคนนั้นได้งานเยอะกว่า ทำงานได้ราคาดีกว่า ซึ่งจริงๆแล้วยิ่งเปรียบเทียบ ก็ยิ่งทำให้คุณทุกข์ค่ะ เอาเวลามาพัฒนาฝีมือตัวเองดีกว่า นอกจากนี้เราควรจะหัดเป็นคนสร้างงานให้ตัวเองค่ะ ไม่ใช่คนรับงานจากคนอื่นมาทำ ไม่งั้นเวลาไม่มีงานเราก็จะทำตัวสบายๆนึกว่าปลายเดือนจะมีงานจากสำนักพิมพ์เดิมมาอีก ปรากฏว่างานไม่มา ใกล้จะสิ้นเดือน เหมือนใกล้จะสิ้นใจ เพราะดันไปผ่อนมือถือเอาไว้ไม่เสร็จ ทำให้ส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนอื่นๆของคุณเป็นโดมิโนค่ะ

3.ปรับตัวเองมาทำงานฟรีแลนซ์เร็วเกินไป

ปกติแล้วคุณต้องสร้างฐานลูกค้าก่อนค่ะ ถามว่าฐานลูกค้ามาจากไหน? คุณต้องสร้างฐานลูกค้าตั้งแต่คุณเรียนมหาวิทยาลัยแล้วค่ะ เราโพสต์งานลงเว็บบอร์ดและเว็บต่างๆมาตั้งแต่ตอนอยู่ปี 1 พอปี3-4 ก็หางานและเริ่มงานวาดแล้ว พอจบมาก็มีพอร์ทสามารถสมัครงานวาดได้เลย และเมื่อเราทำงานประจำเราก็โพสต์อยู่เรื่อยๆไม่ได้หายไปไหน จนกระทั่งปัจจุบัน เราไม่เคยหายไปนานหลายเดือนค่ะ นอกจากการเปลี่ยนสถานที่โพสต์งานและรูปแบบในการโพสต์งานเท่านั้น น้องบางคนก็เห็นเราโพสต์งานมากว่าสิบปีแล้วทั้งงานวาดและเขียน

น้องๆบางคนสงสัย ทำไมคนนั้นมีลูกค้าเต็มเลย ลูกค้าเยอะมาก มีแต่คนอยากจ้างงาน น้องลองดูว่าคนๆนั้นเขาใช้วิธีไหนในการโปรโมทตัวเองค่ะ? มันเหมือนกับทักษะเรื่องการตลาดค่ะ ไม่ว่าน้องจะทำอาชีพอะไร ถ้าน้องศึกษาการตลาด หรือการขายงานให้เป็น มันจะง่ายกว่ามากๆและน้องไม่ต้องทำงานหนักมากนัก และน้องต้องคำนึงว่า การที่น้องเป็นตัวของตัวเองนั้น นั่นก็คือการแตกต่างจากคนอื่นๆแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรแปลกๆ หรือวาดอะไรให้ไม่เหมือนชาวบ้านวาด งานของน้องอาจจะมีความพิเศษที่อยู่ในความสบายๆของงานก็ได้ เหมือนงานเส้นน้อยๆแต่แนวคิดเยอะ อย่างพวก คิตตี้ของซานริโอ ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง

4.ฟรีแลนซ์ไม่ใช่ตกงานถึงมาทำ

ปัจจุบันนี้คนไทยทั่วไปยังเข้าใจอาชีพฟรีแลนซ์อยู่ผิดๆ อย่างในญี่ปุ่น ก็จะมีพวกฟรีเตอร์ค่ะ คือ ทำงานหลายๆอย่างไปเรื่อยๆเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เช่น ค้าขายบ้าง,เป็นพนักงานเซเว่นบ้าง,ขับรถบรรทุกบ้าง คือมีหลายอาชีพเปลี่ยนไปมา

คนส่วนมากเลยเข้าใจว่าฟรีแลนซ์คือไม่มีงานทำหรือเป็นพวกคล้ายฟรีเตอร์ แล้วอ้างว่าทำงานฟรีแลนซ์อยู่ ถึงแม้ว่าจะมีคนคิดแบบนั้นจริงๆก็ตาม นั่นก็คือ ฟรีแลนซ์=ตกงาน ส่วนฝรั่งนี่คนละเรื่องเลยค่ะ ฟรีแลนซ์ต้องเก่งมากกว่าคนปกติถึงจะรอดเนื่องจากฟรีแลนซ์คือ self-employ หรือเป็นนายตัวเอง หรือเป็นพวก solopreneur คือทำงานด้วยตัวคนเดียว

ถ้าคนตกงานมาแล้วมาเป็นฟรีแลนซ์แบบไม่ตั้งใจรับรองว่าคุณเจอเรื่องยากมากในช่วงต้น เพราะคุณยังไม่เข้าใจเรื่องของการสร้างฐานลูกค้า คุณไม่รู้ว่าจะหาลูกค้ายังไง และจะจัดการกับลูกค้ายังไงดี เนื่องจากคุณไม่มีประสบการณ์ด้านนั้นๆ

คุณควรศึกษาเส้นทางในการได้รายได้จากฟรีแลนซ์หลายๆช่องทาง ทั้งนี้มีคนทำงานประจำและนักศึกษาจำนวนมากที่อยากมาทำงานวาดภาพประกอบมาก แต่ไม่สามารถสร้างฐานลูกค้า หรือสร้างความเชื่อใจให้กับคนที่จะมาใช้บริการได้แล้ว บอกได้เลยว่าลำบากแน่นอนค่ะยกเว้นคุณจะเตรียมใจแล้วในการเจองานหนัก แล้วจะต้องกลับไปทำงานประจำอีกค่ะ ซึ่งจริงๆบางที ถ้าเราไปไม่รอดจริงๆ การทำงานประจำอีกครั้ง อาจจะเป็นตัวเลือกที่เซฟกว่า สำหรับคนที่เริ่มมีภาระเช่น เริ่มผ่อนบ้าน ผ่อนรถกันแล้วค่ะ

5.ความพยายามไม่เพียงพอ

ถ้าถามว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จะบอกว่าเราพยายามมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงานจนได้งานในต่างประเทศ ได้ลงสื่อ หรือการเขียนรวมเล่มของตนเอง เราทำงานหนัก แต่ไม่ได้คิดว่าทำงานหนักอยู่จนร่างกายโอเวอร์โหลด ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดี ทุกวันนี้เราออกกำลังกายเป็นประจำค่ะ แล้วก็เข้านอนไม่ให้ดึกมาก

เพราะฉะนั้นบางทีคนเราอาจจะเห็นแค่ฉากหน้าของความสำเร็จคือ “โอ้โห ดูคนนั้นสิลูกค้าเยอะ งานเยอะมาก ทำยังไง สงสัยจะดวงดี” จริงๆแล้วถ้าถามว่าเชื่อเรื่องดวงไหม ?เราเชื่อเรื่องกฏของแรงกระทำมากกว่าค่ะ นั่นก็คือกฏฟิสิกส์ action=reaction นั่นเองนั่นก็คือ คุณจะสำเร็จค่ะ ถ้าทุ่มเทแรงให้กับสิ่งที่ทำมากพอ งานหนักที่สุดสำหรับเราก็คือ การเขียนบทความใน illustcourse นี่แหละ เพราะเราตั้งใจทำมาก เนื่องจากเราเชื่อในกฎนี้ นั่นก็คือ ความสำเร็จ=ทุ่มเทแรงให้มากพอ เพราะในโลกนี้เมื่อเราลงแรงไปแล้ว มันต้องมีอะไรย้อนกลับมาเสมอ มันคือการยิ่งให้ยิ่งได้

นอกจากนี้ คุณต้องหาจุดที่คุณมีความสุขให้ได้ในการทำงาน เรามีความสุขเวลาที่นักเรียนหลายๆคนพอเรียนจบแล้วบอกว่าเรียนสนุก และจะวาดรูปต่อไป เนื่องจากมันไม่ใช่แค่ตัวเราแล้วแต่เราได้ช่วยให้ความฝันหรือเป้าหมายในชีวิตของนักเรียนคนอื่นๆเป็นจริง บางคนก็ฝันว่าอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนและเราก็คอยดูความสำเร็จของนักเรียนเราอยู่

6.พยายามผิดที่ผิดทาง 

จริงๆแล้วอันนี้เคยบอกไปแล้วค่ะ เช่น การที่คุณอยากเป็นนักฟุตบอล แต่ดันไปซ้อมเทนนิส บางคนอาจจะขำว่า มีด้วยเหรอพี่คนแบบนั้น มีค่ะ ในปัจจุบันมีคนทำแบบนี้มากโดยไม่รู้ตัว เช่น ไปศึกษา ไปลงทุนในหุ้นและศึกษาเรื่องหุ้นมากและลงไปเล่นหุ้นเต็มตัว โดยที่ไม่ได้ชอบ แต่คิดแค่ว่าเล่นหุ้นคงจะรวย เนื่องจากมีหนังสือสอนรวยด้วยหุ้นออกมามากมาย

โดยคำที่โดนใจหลายๆคนนั่นก็คือ “อิสรภาพทางการเงิน” คืออยากมีอิสรภาพ โดยไม่ต้องทำงาน โดยลืมไปว่าจริงๆแล้วชีวิตคนเรามีได้หลายทางเลือก ไม่จำเป็นต้องเส้นทางเล่นหุ้นอย่างเดียว การเป็นอิสรภาพทางการเงินนี่ คุณอาจจะต้องสร้างมันขึ้นมา ถามว่าสร้างอะไร ก็คือ คุณต้องสร้างระบบการทำงานโดยที่คุณลงแรงครั้งเดียวมาค่ะ

ซึ่งหุ้นก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง แต่คุณควรลงทุนในหุ้น ไม่ใช่เล่นหุ้น หรือเก็งกำไรแบบชอร์ต แต่ควรศึกษาพวก value investor ค่ะ เพราะยาวกว่า ถ้าคุณซื้อหุ้นบลูชิพ หรือซื้อหุ้นที่แบ่งปันผลเยอะๆ โดยมีพื้นฐานของหุ้นที่ดี วันหนึ่งคุณก็จะมีอิสรภาพทางการเงินถ้าคุณถือหุ้นไว้เยอะพอ นอกจากนี้ก็มีอย่างอื่นเช่น พวกที่เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา เช่น งานเขียน ดนตรี และเพลงค่ะ

7.มีแต่งานที่ต้องทำแลกเงิน

เช่น การที่คุณทำงานรับจ้าง แล้วคุณจะทำแต่งานรับจ้าง ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไรก็ตาม ตอนนี้คุณยังหนุ่มยังสาว ยังเป็นวัยที่ตามฝันได้อยู่ แต่คุณต้องคิดถึงอนาคตด้วยโดยที่ต้องคิดว่าถ้าหากคุณไม่สามารถทำงานได้แล้ว คุณจะมีรายได้ได้อย่างไร ซึ่งคนเราปัจจุบันนี้มักจะใช้ชีวิตโสดกันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิง ยิ่งปริมาณชายน้อยกว่าหญิงแบบนี้ ทำให้ผู้หญิงโสดและอายุมากขึ้นเรื่อยๆ และต้องมากังวลกับเรื่องที่ว่าจะไม่มีใครดูแลตอนแก่ๆมากขึ้น ซึ่งปัญหานี้จะไม่มีหรือมีไม่มาก ถ้าหากคุณรู้จักทำงานโดยการใช้ระบบ

ตัวอย่างของ…ทำยังไงถึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน

  • คุณสร้างธุรกิจอะไรขึ้นมาอย่างนึง แล้วขายธุรกิจนั้นไปด้วยเงินจำนวนที่ทำให้คุณอยู่ได้ตลอดชีวิต ยกตัวอย่างเช่น youtube ขายธุรกิจให้กับ google,SkypeและNokia ขายให้ Microsoft,instagramและ  What’s app ขายให้ Facebook หรือแบบคุณตัน ขายธุรกิจให้กับคุณเจริญ แห่งเบียร์ช้าง
  • ได้มรดก(heritage) อันนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ค่ะ
  • คุณลงทุนในหุ้น เป็นเงินจำนวนหนึ่ง และได้เงินปันผล(dividend)จากหุ้น เท่าๆกับรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนนี้ก็ควรศึกษาเรื่องหุ้นให้ดีก่อนที่จะเข้าไปลงทุนจริงๆ ไม่ใช่ลงทุนไปซื้อตามคำบอกของเพื่อน,ครอบครัว หรือคนอื่นๆ และคุณต้องมีทักษะพอสมควรค่ะ
  • คุณสร้างระบบธุรกิจขึ้นมา แล้วคุณได้เงินจากระบบธุรกิจนั้นๆ เช่น Franchise ได้เงินจาก franchisee ทุกเดือนๆ อันนี้้เหนื่อยแน่ค่ะ เพราะว่าคุณต้องมานั่งควบคุมคุณภาพของ Francisee และดูแลเรื่องของระบบ ซึ่งถ้าคิดระบบไม่ดี อาจจะทำให้ทุนจมและเจ๊งได้
  • คุณประดิษฐ์อะไรขึ้นมาสักอย่างแล้วให้เช่าทรัพย์สินทางปัญญาของคุณกับโรงงานหรือผู้ผลิต เมื่อสินค้าขายได้ คุณจะได้ % ค่ะ แล้วสิ่งประดิษฐ์ของคุณก็ขายได้ในตลาดจริงๆ
  • คุณเขียนต้นฉบับหนังสือ แล้วต้นฉบับของคุณขายดี มีคนซื้อลิขสิทธิ์ไปพิมพ์ทั่วโลก คุณได้ค่าลิขสิทธิ์พอที่จะดำรงชีวิตต่อไป โดยไม่ต้องทำงานแลกเงิน หรือ เปลี่ยนต้นฉบับ เป็นเทป/ซีดี อุตสาหกรรมเพลง/เกม ก็ได้ค่ะ
  • คุณสร้างตึก ปล่อยเช่า แล้วมีรายได้จากค่าเช่า ครอบคลุมค่าใช้จ่ายประจำวัน
  • คุณสร้างคาแรคเตอร์ขึ้นมา ทำอนิเมชันโพสต์ตาม youtube เกิดดังขึ้นมา เอามาทำสินค้า หรือไปขายลิขสิทธิ์ให้กับบริษัทที่ผลิตสินค้าชนิดอื่นๆ เช่น กรณีของ 2spot communication สร้างคาแรคเตอร์แล้วนมโฟร์โมสต์เอาคาแรคเตอร์ไปแปะข้างกล่อง ในกรณีนี้โฟรโมสต์เสียค่าลิขสิทธิ์ให้ค่ะ
  • คุณขายนิยาย หรือ หนังสือของคุณ ผ่าน Amazon,และปรากฏว่านิยายของคุณโดนใจคนมาก ขายได้เป็นล้านเล่ม นี่คือเส้นทางที่ Amanda Hocking นักเขียนนิยายได้ทำมาแล้วค่ะ โดยเธอขายนิยายราคา 0.99 $ ไปได้ล้านกว่าชุด โดยที่ไม่มีสำนักพิมพ์อยู่เบื้องหลัง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เธอเอานิยายไปเสนอให้สำนักพิมพ์ไหน สำนักพิมพ์ล้วนปฎิเสธเธอทุกสำนักพิมพ์ จนกระทั่งเธอคิดว่า ไม่ต้องทำกับสำนักพิมพ์ก็ได้เลยขายนิยายลงเว็บตัวเองและอเมซอนซะเลยปรากฏว่าคนชอบ เนื่องจากราคาถูกเลยคิดว่าลองซื้อมาอ่านดูแล้วกัน พออ่านติดก็ซื้อเล่มอื่นๆไปด้วยค่ะ หรือไม่ต้องโกอินเตอร์ก็ได้ แต่เอาเป็นว่าคุณเขียนหนังสือขายสำนักพิมพ์แล้วปรากฎว่าหนังสือพิมพ์ซ้ำไป 10  ครั้ง ถ้าพิมพ์เรื่องใหม่ออกมาอีกก็ขายได้โดยพิมพ์ซ้ำไป 5  ครั้ง คุณก็จะได้ระบบในการทำงานที่ แค่เพิ่มจำนวนหนังสือที่คุณเขียน คุณก็จะได้เงินพอที่จะมีอิสรภาพทางการเงิน เพราะหนังสือคุณจะสามารถขายได้เรื่อยๆ(แต่วิธีนี้อาจจะยากหน่อยสำหรับคนไทย แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้ค่ะ ดูคุณวินทร์ เลียววาริณเป็นตัวอย่างค่ะ)

นอกจากนี้ยังมี ลิลเลียน ทู (Lillian Too) คนนี้ทำงานจนเป็นถึงระดับผู้บริหารของธนาคารใน  มาเลเซีย เธอออกมาเขียนเต็มตัวตอนอายุ 45 โดยเธอเขียนเรื่องเกี่ยวกับฮวงจุ้ย(Fengsui) หนังสือของเธอมี 80-90 ปก พิมพ์ขายทั่วโลกค่ะ นอกจากนี้ยังมีสินค้าเสริมดวงฮวงจุ้ยขายในเว็บตัวเองอีก คิดว่าเธอน่าจะมั่งมีกว่าตอนทำงานประจำมากทีเดียวค่ะ คุณผลิตสินค้าขายในเว็บของตัวเอง โดยสินค้านั้น คุณทำเองไม่ได้จ้างใครทำ และคุณทำเว็บไซต์ ขายสินค้าของคุณ โดยถ้าจำเป็นก็อาจจะจ้างคนแพ็คของและคนส่งของในกรณีที่คุณทำเองไม่ไหว

ยังมีอีกหลายวิธีที่จะทำให้คุณสามารถมีทั้ง passive income และทั้งมีอิสรภาพทางการเงิน ได้โดยที่คุณไม่ต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ก่อนอื่นคุณควรหา passion ตัวเองให้เจอค่ะ และหาวิธีทำให้มันขายได้โดยการใช้ระบบทำงานแทนคุณ โดยที่คุณลงแรงในการทำงานให้น้อยที่สุด แต่ได้ผลลัพธ์มากที่สุด