ความบังเอิญที่ไม่บังเอิญ

สวัสดีค่ะ เนื่องจากวันนี้ เราได้เปิดเว็บนี้มาเป็นเวลาประมาณ 3 ปีกว่าแล้ว นั่นก็คือประมาณช่วงปี  2010 วันนี้จะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความเป็นมาของ  illustcourse  และคุยสบายๆโพสต์นี้ค่ะ

9e9597da46683e4842c27de2126982e7

 

ก่อนอื่น สมัยก่อนตอนที่เราเรียนที่คณะสถาปัตย์นั้น เราเห็นเพื่อนๆรับติวน้องที่จะเอนท์สถาปัตย์กันหลายคน ซึ่งก็จะไปติวกันบริเวณคอร์สปีบของคณะ และวันนั้นเราเดินผ่านไปตรงที่เพื่อนกำลังสอนกันอยู่ และเพื่อนคนนึงจะไปเข้าห้องน้ำ เลยฝากเด็กให้เราเอาไว้

เราก็นั่งคุยกับเด็ก และสอนเด็กไปด้วย ด้วยความที่ไม่คิดอะไร และจะได้มีอะไรทำระหว่างรอเพื่อนไปเข้าห้องน้ำ มีเพื่อนอีกคนนึงเดินผ่านมา แล้วทำหน้าเหวอมาก ตอนเห็นเราสอน ประมาณว่า หน้าประมาณตีความได้ว่าอย่างแกนี่นะมาสอนเด็กได้

บอกไปแล้วตอนเราเรียนสถาปัตย์เราไม่ใช่เด็กเก่งค่ะ เนื่องจากเราเอาเวลามาฝึกวาดรูปนอกเวลา เข้าห้องสมุด อ่านหนังสือที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยกับวิชาสถาปัตย์ อีกทั้งเป้าหมายในชีวิตเราตอนนั้นมันไม่มี คิดได้ว่าเอนท์ติดมหาวิทยาลัยที่อยากเข้าได้แล้ว นอกจากนั้นก็คิดว่าแค่เรียนให้ผ่านๆไปได้ก็พอ เหมือนอย่างที่เราย้ำกับน้องๆว่า การเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น น้องต้องหัดค้นคว้าด้วยตัวเองมากกว่า และน้องควรค้นหาตัวเองให้เจอไวๆ จะได้ลงเรียนในสิ่งที่น้องชอบจริงๆ

เราได้ยินมาว่า คุณสุบิน เมธาที่เป็นคอนดัคเตอร์ชาวอินเดีย ที่ดังมาก เขาเอาเงินที่พ่อแม่ให้เรียนไปเรียนดนตรีตอนจบปริญญา และหันหลังให้กับคณะแพทย์ศาสตร์ เขาถึงกับโยนกบใส่หน้าอาจารย์ บอกอ.ว่า คุณเอาไปผ่าเองเถอะ นอกจากนี้พ่อแม่เขาไม่รู้จนกว่าจะเรียนจบดนตรีมาได้ ถึงรู้ว่าลูกตัวเองจบแล้ว ตอนแรกพ่อแม่ก็โกรธแต่สุบินก็พิสูจน์ได้ว่า เขามีความสามารถพิเศษด้านนี้จริงๆค่ะ

กลับมาที่เราต่อค่ะ ในวันนั้นที่เพื่อนทำหน้าแปลกๆใส่หน้าเรา เราจึงรู้สึกว่า คนที่สอนคนอื่นๆได้ต้องเก่งจริงๆ ถ้าไม่เก่งพอไปสอนแล้วคนอื่นๆจะไม่เชื่อถือ หลังจากนั้นเกรดในมหาวิทยาลัยในคณะสถาปัตย์เราก็ไม่ค่อยดี แต่ว่ากลับได้งานภาพประกอบเรื่อยมา ฝึกฝนจนสมัครงานประจำด้านนี้ได้ ต่อมาเราก็เลยรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้จบด้าน illust นี้โดยตรงค่ะ เนื่องจากเราคิดว่าการที่คนเราจะสำเร็จได้นั้น ต้องเรียนและทำงานที่เรารักมาตั้งแต่ตอนนั้น แต่เวลามันก็ผ่านมาแล้ว และเราเชื่อว่า เส้นทางของเรานั้น มันจะนำไปสู่สิ่งที่เราต้องการในที่สุด ถ้าเราซื่อสัตย์กับตัวเอง ถามตัวเองจริงๆว่าเราต้องการอะไรในชีวิตกันแน่

เราไม่ได้สนใจในงานสอนเป็นพิเศษค่ะในตอนแรกนะ แต่ก่อนหน้านี้ที่ Central world ยังเป็น Worldtrade อยู่ มีร้านแฮมเบอร์เกอร์ร้านหนึ่งที่พวกเรา KK group จะไปชุมนุมกัน และมีวันหนึ่งที่ปอ ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มบอกเราว่า ให้เราสอนอะไรก็ได้กับสมาชิกในกลุ่ม เราก็เลยสอนวิธีการใช้ไม้บรรทัดโค้งในการวาดการ์ตูน ตอนนั้นก็สนุกดีค่ะ (เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนที่เราจะเข้ามหาวิทยาลัย)

หลังจากนั้นเราก็ทำงานวาดมาเรื่อยๆ เรารู้สึกว่าเราอยากไปไกลๆทางงานสายนี้ และอยากรู้ว่าเราจะไปได้ถึงตรงไหน ตอนนั้นไม่มีความกลัวอะไรเลยค่ะ และสิ่งต่างๆที่เราทำนั้นมันดูเหมือนง่ายไปหมดในชีวิตช่วงนั้น

เหมือนจังหวะชีวิตมันดี มีโอกาสทำอะไรหลายอย่างเช่น เขียนคอลัมน์,วาดหน้าปก จนกระทั่งไปทำงานต่างประเทศ เราเคยทดสอบตัวเองค่ะสมัยอยู่สิงคโปร์ เช่น เดินไปตามถนนตอนดึกๆ แล้วก็หาทางกลับบ้าน โดยนั่งรถเมล์สายอื่นๆไปเรื่อยๆ และสับกับรถไฟฟ้า ปรากฏว่า ไม่ว่าเราจะนั่งผิด หรือนั่งอ้อมแค่ไหน เราสามารถกลับถึงบ้านได้เสมอ (เป็นสิ่งที่เราไม่ทำเมื่ออยู่ไทยเพราะอันตราย)

รวมไปถึงเราพยายามหาเส้นทางในการไปทำงาน เส้นทางใหม่ๆ โดยไม่กลัวหลง เราจึงเชื่อว่า การที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองว่าจะต้องทำอะไรให้สำเร็จนั่นก็คือ การลงมือทำอะไรสักอย่าง ทั้งๆที่กลัวนั่นเอง ถามว่าตอนนั้นกลัวไหม เดินดึกๆ เที่ยงคืนตี 1-2 ไม่กลัวเลย รู้สึกมั่นใจว่าจะปลอดภัย และรู้สึกว่าเราจะกลับบ้านถูกในที่สุด และปัญหาต่างๆเราสามารถแก้ไขได้

มีอีกเรื่องก็คือ มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนออกไปทำงานกันหมดแล้ว เราเพิ่งมาถึงที่สิงคโปร์และเป็นวันที่ 2ที่เรากำลังจะออกนอกบ้าน ปรากฏว่าเราปิดประตูบ้าน ลืมของในห้อง เลยพยายามเข้าไป โดยการเสียบลูกกุญแจแล้วไข แต่มันไขไม่ออก เรายกเท้าขึ้นมาข้างหนึ่ง ยันลูกบิดไว้ แล้วก็พยายามดึงสุดแรง จนเพื่อนข้างห้องหลายๆคนเดินออกมา แล้วมองแบบสงสัยว่า มันทำอะไรอยู่วะ?เราพยายามเปิดประตู เปิดยังไงก็ไม่ออก จนสุดท้ายต้องถามคนที่เดินผ่านไปแถวนั้น และสอนให้ (แต่ปัจจุบันนี้ก็จำไม่ได้แล้วว่ามันต้องเปิดยังไง) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราสังเกตว่า มันจะเป็นแบบนี้แหละเรื่องของปัญหานะคะ

ปัญหาอะไรก็ตามที่แก้ไม่ได้ มันเหมือนกับประตูที่ปิดอยู่ที่เราใช้ลูกกุญแจไขไม่ออก และเราไม่รู้ว่าลูกกุญแจนั้นคืออะไร?และพยายามค้นหาลูกกุญแจที่หล่นหาย เหมือนเรื่องเล่าของยายคนนึง ทำกุญแจตกอยู่ใต้ถุน แล้วไปหากุญแจบริเวณที่มีไฟสว่าง แกควานหาอยู่นาน แล้วพอมีคนผ่านมา อยากรู้ว่ายายแกทำอะไรจึงถามว่า…

“ยายทำอะไรครับ”

ยายบอก:ยายทำลูกกุญแจหล่น

เขาตอบยาย:ยายทำหล่นที่ไหนครับ

ยาย:ใต้ถุนโน่นหลาน

เขาถามกลับ:เอ้า ยายไปหาตรงนั้นทำไมครับ!

ยาย:ยายทำหล่นตรงนู้นแต่ตรงโน้นมันมืด ยายหาไม่เจอ
เราอาจจะรู้สึกได้ว่าเออเนอะ ยายแกก็ทำไปได้ ทำกุญแจหล่นใต้ถุนแต่ดันไปหาตรงใต้แสงไฟเพราะคิดว่าจะหากุญแจนั้นเจอ จะเห็นได้ว่า คนเราในปัจจุบันก็มีชีวิตไม่ต่างจากยายคนนี้ เราพยายามค้นหากุญแจที่อื่น ไม่ใช่ที่ๆมันตก

เช่น เราอาจจะยอมทำงานที่เราไม่ชอบ เพราะเราคิดว่าเราจะได้เกษียณ เมื่อเราเกษียณ เราจะมีความสุข เราจะทำสิ่งที่เราชอบ โดยไม่พยายามค้นหาเลยว่า ความสุขที่คุณค้นหาอยู่ มันคืออะไร?มันเหมือนกับสถานการณ์ของยายดังกล่าว แต่คนเราทุกวันนี้ใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ทุกวันจริง โดยที่ไม่รู้ตัว และคิดว่าสิ่งที่ตามหาอยู่นั้นมันใช่ พอเราได้สิ่งนั้นมา มันกลับไม่ใช่สิ่งที่เราค้นหา

เช่น ทำงานหาเงินมาเยอะๆ เพื่อซื้อเสื้อผ้าแพงๆ,accessoies แพงๆ,มือถือหรูหรา เพื่อที่จะทำให้คนอื่นๆมองเราและคิดว่า”ดูรวยจัง” หรือ “ดูมีรสนิยมจัง” ทั้งนี้เราไม่ได้ว่านะคะ ถ้าคุณทำสิ่งเหล่านั้นอยู่ และรู้สึกว่ามันใช่ คือคุณมีความสุขกับการซื้อของนั้นๆ แต่มีการวิจัยว่า ความสุขจากการซื้อของนั้นอยู่ได้ไม่นาน และนึกถึงคำคมคำนึงค่ะ “เรามักจะซื้อสิ่งที่ไม่ต้องการ เพื่อที่จะทำให้คนที่เราไม่แม้แต่จะรู้จัก ประทับใจ”

ส่วนประสบการณ์การสอนของเรา ก็จะมีตั้งแต่ได้ไปสอนคณะ คอมพิวเตอร์อาร์ท ม.รังสิต ก็รู้สึกว่า การเป็นวิทยากรสอนนี่ก็สนุกดีนะ เราสร้างบลอคส่วนตัวขึ้นมาอีกบลอคนึง และเตรียมจะเปิดคอร์สสอน แต่ตอนนั้นกลับลำ ไม่ได้สอน เนื่องจากได้งานใหม่ก่อน จนกระทั่งประมาณปี 2010 นั้น เราทำเว็บทิ้งไว้ คือ  illustcourse นั่นเอง และมีแค่รายละเอียดการสอนและคอร์สนิดๆหน่อย ทำทิ้งไว้ราวๆ 3 เดือน มีนักเรียนจากม.กรุงเทพโทรมาบอกว่า “พี่รับสอนใ่ช่ไหมครับ ผมอยากเรียน สมัครได้เลยไหมครับ” จากนั้นมาเราก็เลยเปิดคอร์สสอน โดยที่ช่วงแรกจะเป็นคอร์สกลุ่ม 5  คน

เราสอนน้องกลุ่ม 5 คนไปทั้งหมด 15 รุ่น ซึ่งหลายๆคนก็ประสบความสำเร็จ เช่น ไปประกวดแล้วได้รางวัล,ได้รับงานภาพประกอบที่ดีๆมากมาย,ๆได้ทำงานวาดๆที่ตัวเองรัก,ได้ไปเรียนต่อในสายที่ตัวเองต้องการค่ะ ซึ่งเรารู้สึกดีที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้น้องๆได้พัฒนา ทั้งนี้นักเรียนคอร์สแรกๆเท่านั้นที่เราจะสอนโดยให้ตั้งเป้าหมายชีวิต ว่าอยากได้อะไร  ให้เขียนลงไป 5 ข้อ และหลายๆคนก็ทำความฝันนั้นสำเร็จหรืออยู่ในระหว่างค้นหาตัวเองและพยายามทำในสิ่งที่ใช่อยู่

แต่ช่วงหลังๆนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลา 3 ปีนี้ เราตัดใจหลายๆอย่างไปเยอะอยู่ อย่างเช่น เรากลับมาถามตัวเอง เวลาเราทำงานวาดภาพประกอบในหลายงาน เราถามตัวเองว่า การที่เรากลับไทยมา เรากลับมาเพื่อทำสิ่งเดิมๆหรือเปล่า” เราถามคำถามว่า “ความสุข” จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่?

และตอนที่เราสอนใหม่ๆ เราก็วางสิ่งที่ว่านี้ลงไม่ได้ค่ะ มันเหมือนหัวโขนที่เราสวมอยู่ นั่นก็คือ การที่เราจะต้องเก่งและมีชื่อเสียงในด้านการวาดภาพประกอบ จนถึงวันนีงที่เราสอนไปเรื่อยๆ โดยเห็นนักเรียนเรา มีแฟนๆผลงานของตัวเขาเอง บางคนก็มีแฟนๆมากกว่าเรา เรารู้สึกว่า สิ่งนี้แหละคือความสุขของการที่เป็นครู เพราะเราไม่รู้เลยว่า เด็กที่เราสอนนั้น เขาจะเติบโตไปเป็นอะไร?

และเราก็อัพเดท illustcourse เรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งแล้ว เรามีนักเรียนมาเรียนกับเราเยอะมากจริงๆค่ะ สอนแทบไม่หยุดเลย และเราต้องระวังตัวเองเรื่องสุขภาพมากๆ เราเลยทำคอร์สออนไลน์ขึ้นมา เพื่อให้เราไม่ต้องทำงานส่วนนั้นหนักมากไป และก่อนหน้านี้ เราลังเลที่จะสอนเรื่องนี้ให้กับน้องๆที่มาเรียน illustration  เนื่องจากมันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่ควรจะรู้(คอร์สแรกของคอร์สออนไลน์ นั่นก็คือ self promotion and portfolio making) อีกอย่างมันเป็๋นเรื่องที่ถ้าสอนแล้วยาวค่ะ เนื่องจากน้องบางคนที่มาเรียนวาดรูป ไม่ใช่ทุกคนที่อยากเรียนเรื่องการโปรโมทตัวเอง เนื่องจากอยากวาดเงียบๆคนเดียว ไม่ได้อยากทำงานให้เป็นที่รู้จักต่อสาธารณะชน

และเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด เราจึงตัดคอร์สกลุ่ม5 คนออกไปชั่วคราวคือเราจะเน้นตัวต่อตัว และคอร์สออนไลน์ค่ะ และคอร์สกลุ่มใหญ่ๆจะมีเฉพาะวันที่กำหนด และอาจจะมีวิทยากรอีกคนมาสอนค่ะ นอกจากพี่เต้ยกับพี่มุ่ยแล้ว

ดังนั้นพี่ก็จะบอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของน้องหลายๆอย่าง มันอาจจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่พึงประสงค์ไปซะทุกอย่าง แต่เราสามารถเลือกที่จะมองอีกด้านหนึ่งของเหตุการณ์นั้นๆได้ นั่นก็คือ การที่พี่เรียนไม่เก่งมาก่อนนั้นทำให้พี่เข้าใจหัวอกอาจารย์มากขึ้น เช่น ทำไมอาจารย์ถึงเบื่อที่เด็กไม่ตั้งใจเรียน ทั้งนี้ พี่ก็เข้าใจเด็กที่ไม่ตั้งใจเรียนเช่นกัน

เนื่องจากตอนเรียนสถาปัตย์ พี่ไม่ใช่คนตั้งใจเรียนในห้องเลย เนื่องจากพี่มีความสนใจอย่างอื่น และคิดว่าเอนท์ติดแล้ว เดี๋ยวเรียนๆจบไปก็ได้แล้ว ค่อยไปทำงานอืนๆที่เรารัก ปรากฏว่าทุกวันนี้พี่ยังมีบางโมเมนต์ที่คิดว่า ถ้าเราตั้งใจเรียนคณะสถาปัตย์จะเป็นยังไง?ถ้าในวันนั้นเราไม่เลือกทางเดินนี้ มันจะเป็นยังไง?โดยที่พอคิดๆไปแล้วถ้าเราไปเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้น ตัวเราในวันนี้จะหายไป

พี่นึกถึงหนังเรื่อง About time อีกครั้ง(มีดีวีดีออกมาขายแล้ว) ซึ่งตัวเอกของเรื่องนั้นมีความสามารถในการย้อนเวลาไปในอดีตได้ และเขาได้ใช้ความสามารถนั้นในการทำให้นางเอกหลงรักเขา ปรากฏว่า ตอนหลังน้องสาวเขาประสบอุบัติเหตุ แต่กลายเป็นว่า ถ้าเขาพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์นี้ ชีวิตเขาจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกแบบนึงค่ะ

ต่อมา…พอพี่ได้รับสายน้องนักเรียนคนแรก ณ.จุดนั้น มันคือโมเมนต์ที่เปลี่ยนชีวิตพี่ไปในทิศทางนี้ ถ้าไม่มีใครโทรมา เวลานี้พี่อาจจะเป็นนักวาดภาพประกอบเหมือนเดิม หรืออาจจะกลายเป็นนักเขียนเต็มตัวไปแล้วก็ได้ แต่เส้นทางนี้มันทำให้พี่ได้สิ่งที่ต้องการเกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสุข และการได้ช่วยเหลือคนอื่นๆ

ทั้งนี้การที่พี่จะสอนนักเรียนได้ มันมาจากประสบการณ์ในการทำงานจริงๆมาหลายปี และอ่าน text เยอะมาก สิ่งที๋โชคดีอีกอย่างก็คือ เวลาจบสถาปัตย์นั้นทำให้เรามีสายตาในการมองงานที่ดีๆค่ะ และทำให้เรารู้ว่านักเรียนคนไหนจะดังหรือมีชื่อเสียงในอนาคตได้ถ้าเขาไม่เลิกวาดรูปไปก่อน และมันแปลกที่ส่วนมากเด็กที่ไม่ตั้งใจเรียนในห้องมักจะกลายเป็นเด็กที่เก่งในด้านใดด้านหนึ่งไปเลยค่ะ เพราะฉะนั้น เราไม่ควรคิดว่าเราไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ เด็กที่ลายเส้นไม่พัฒนาขึ้นสักทีเพราะมีความคิดดูถูกตัวเองว่างานตัวเองกาก น้องต้องเริ่มจากการรักงานตัวเองก่อน และตั้งใจทำงานออกมา แล้ว”ความสำเร็จที่ไม่ใช่ความบังเอิญ” จะมาหาน้องในที่สุดค่ะ

image credit:http://www.pinterest.com/pin/19914423325286405/