ชีวิตที่ไร้งานประจำมา 6 ปีเต็มแล้ว

สวัสดีค่ะ วันนี้จะบอกว่า เดือนนี้เป็นเดือนที่เราไม่มีงานประจำมาทั้งหมด 6 ปีแล้ว เราจึงอยากจะ เขียนบลอคเพื่อบันทึกสถานภาพของเราในขณะนี้ว่าเป็นยังไงค่ะ 

bldg

 

เราออกจากงานประจำมา  6 ปีเต็มๆค่ะ ไม่เชื่อว่าเวลาจะผ่านไปเร็วขนาดนี้ เผลอแป๊บเดียวก็ไม่มีงานประจำมา 6 ปีแล้วจริงๆค่ะ ซึ่งด้านล่างนี้จะโน็ตว่าใน 6 ปีนี้ทำอะไรสำเร็จไปบ้างค่ะ และมีอะไรบ้างที่เปลี่ยนไป

1.illustcourse  เว็บนี้เราทุ่มเทพลังในการทำงานทั้งหมดของเราลงไปค่ะ ทำให้ฝึกวาดรูปน้อยลงเนื่องจากเอาเวลามาเขียนบทความลงใน site ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่ามันจำเป็นค่ะ เรื่องการอัพเดทโฮมเพจ จะสังเกตได้ว่า ตอนนี้เราพยายามจะอัพเดทให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อย 1 entry ต่อวัน เนื่องจากจะได้ติดในผลการค้นหาของ google ให้เป็นอันดับ 1  ในหลายๆคีย์เวิร์ด

ทำให้เราต้องศึกษาเทคนิคของ seo(search engine optimization-การปรับแต่งเว็บให้ดีต่อผลการค้นหา) ซึ่งจะบอกว่า เราศึกษาหลายอย่าง แต่ลงท้ายด้วยการเขียนบทความให้เยอะ และโปรโมทใน social network หลักๆคือ twitter,facebook,youtube3 ที่ เราเขียนบทความจนกระทั่งในเว็บนี้มีบทความราวๆ 360 บทความในระยะเวลา 3 ปีกว่า และได้ page view 1.1 ล้านวิวเมื่อไม่นานมานี้

Video  สอนวาดการ์ตูนใน youtube ยอดวิวเกินแสนมาประมาณ 3 คลิป อันนี้ดีใจมากค่ะ ไม่นึกว่าวีดีโอจะได้รับการตอบรับที่ดีขนาดนี้ นึกว่าแค่ประมาณ  10,000-20,000 ก็เยอะแล้ว แต่เรื่องนี้ก้เป็นเรื่องเหลือเชื่ออีกแล้ว เนื่องจากเราตั้งเป้าไว้ว่า วีดีโอเราจะมียอด view เกิน 5  หมื่น ผ่านไปเรื่อยๆกลายเป็นว่าได้ยอดวิวมากกว่าที่คิดไว้ ยอดวิวโดยรวมใน youtube ก็จะถึง 1,000,000 วิวเร็วๆนี้ค่ะ แต่เราหยุดอัพวีดีโอไปพักใหญ่มาโฟกัสที่เว็บไซต์ อีกอย่างไม่รู้จะอัพสอนอะไรดี กอปรกับงานยุ่งมากสอนทุกวัน แต่ตอนนี้คิดไว้แล้วค่ะ ว่าจะอัพอะไรดี

2.เราไม่ได้วาดรูปแบบจริงๆจังๆมานานมากค่ะ และเราไม่ค่อยโพสต์งานวาดเลย โพสต์แต่งานเขียน เราจะบอกว่าเราชอบงานเขียนมากกว่างานวาดหน่อยนึงในขณะนี้นะคะ แต่ก็จะพยายามพัฒนาฝีมือในการวาดต่อไป เนื่องจากงานเขียนมันเพลินกว่าค่ะ ตอนที่เราวาดรูปไม่เคยมีใครบอกเราเลยว่า รูปของเราทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น หรือเมล์มาบอกว่าชอบงานที่เราวาด นานๆทีจะมีคนบอกว่า เห็นเราเป็นตัวอย่างในการทำงานวาด เห็นเราเป็นไอดอล แต่ตอนที่ทำงานเขียน เราได้รับคอมเมนต์เช่น อ่านแล้วชอบมาก เอาไปใช้พัฒนาชีวิตของตัวเองได้

3.พอเราพักงานวาดมาสอน งานสอนเราช่วงนี้ถือว่ารุ่งมาก เหมือนกับปีที่แล้วเลยค่ะ คือนักเรียนมาเรียนเยอะมากๆจริงๆ เราดีใจมาก และเรารู้สึกว่า เราชอบงานสอนมาก ตรงที่มันทำให้นักเรียนหลายๆคนมีความหวังว่าการเรียนวาดภาพนั้น ถ้าเราตั้งใจจริงแล้วยังไงก็มีงาน เพราะมันขึ้นอยู่กับพอร์ทโฟลิโอ แต่เราเองที่ไม่รับงานหนักมากนักค่ะ เพราะต้องการรักษาสุขภาพ

4.ทำระบบคอร์สออนไลน์เสร็จแล้ว (self promotion and portfolio making) หลังจากตบตีกับมันมา 2 ปีกว่าในที่สุดก็สามารถ launch ได้โดยไม่มีปัญหาค่ะ ที่เหลือก็จัดระบบให้ดีแล้วก็อัพเดทคอร์สเรื่อยๆ

5.ปีที่แล้วรับงานวาดน้อยลงมาก ทำให้กับ Sticgo อย่างเดียวเลยค่ะ นอกนั้นมีมาแต่ไม่รับทำ เรารู้สึกว่า เราไม่จำเป็นต้องฝืนทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ งานที่เราไม่ได้อยากทำ และเราสามารถเลือกที่จะทำในสิ่งที่เราคิดว่ามีความสุข,ได้รายได้,ได้ช่วยคนอื่นๆได้ ซึ่งแต่ละคนก็มี criteria หรือเกณฑ์ที่ไม่เหมือนกันในชีวิต เช่นบางคนอาจจะชอบงานที่ทำเพราะทำแล้วได้เงินเยอะ,บางคนอาจจะเงินน้อยกว่าแต่ได้ทำในสิ่งที่ชอบเป็นต้นค่ะ

6.ชีวิตหลังงานประจำ น่ากลัวแค่ช่วงแรกตอนออกจากงานประจำมาทนกินแกลบช่วงแรกนั่นแหละค่ะ เนื่องจากเรามีทั้งหนี้บัตรเครดิต(ไม่มากนัก),จัดฟันด้วย(เดือนละ 5,000),ค่าน้ำ-ไฟ-internetและ ฯลฯอีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายอีกเยอะ แต่ไม่มีหนี้บ้านหรือรถค่ะ เนื่องจากเรารู้ว่าหนี้พวกนี้มันระยะยาว ถ้าจะเป็นฟรีแลนซ์ต้องเลือกที่จะไม่ผ่อนบ้านหรือรถ คือต้องอาศัยเป็นชาวเกาะอยู่กับพ่อกับพี่ไปก่อน ถ้าถามว่าไส้แห้งไหมช่วงแรก เกือบจะไส้แห้งค่ะ เนื่องจากตอนที่เราทำงานประจำนี่ ช่วงหลังๆเลยไม่ได้ทำฟรีแลนซ์ ทำให้งานที่เคยมีคอนเนคชันหายหมด ยกเว้นเหลือแค่บางอัน เรากำลังงงๆอยู่ว่าช่วงนั้นเราอยู่รอดได้ไง น่าจะเป็นเพราะว่าพ่อเราช่วยเรื่องค่ากินอยู่ช่วงแรก

7.ช่วงแรกๆที่เราโฟกัสงานที่สำนักพิมพ์ไทย อันนี้ลำบากเลยค่ะ เนื่องจากเราดันเริ่มทำ freelance สำนักพิมพ์หลังจากชาวบ้านเขาที่ดังๆอยู่แล้ว เช่น งานปกแจ่มใส เราเข้าไปช้าและลายเส้นเราไม่ได้เป็นที่ถูกใจวัยรุ่นขนาดนั้นค่ะ แต่ก็ดีใจที่ได้ทำงานปกแฟนตาซีที่ชอบน่าจะประมาณ 2-3 ปก หลังจากนั้นก็ได้งานจาก media associated เป็นหน้าปกเหมือนกัน ซึ่งเรารับงานนี้หลังจากทำงานสอนไปสักพัก ซึ่งหลังจากนั้น เราก็ได้รับหนังสือ ecommerce magazine มาอ่านด้วยต้องขอบคุณ คุณโป้งค่ะที่ส่งมาให้อ่าน พออ่านปุ๊บเราก็เห็นว่าคนทำพวก ecommerce มากมายค่ะที่สำเร็จ

8.ต่อมาก่อนหน้าที่เราจะทำปกแนวแฟนตาซีเล็กน้อย ประมาณ 2009 เรามาตั้งตัวได้ตอนที่รับงาน commission จากต่างประเทศ แต่เรารู้ว่างานนี้ไม่ได้อยู่ยาวค่ะ แต่มันเป็นงานที่หาลูกค้าประจำที่น้องอยากจะสร้างความสัมพันธ์ด้วยระยะยาว ซึ่งต่อมาคนที่น้องสานสัมพันธ์ด้วย เขาอาจจะจ้างน้องทำงานด้วย ถ้าน้องๆอยากจะทำ พี่คิดว่าลองทำดูนะคะ เราคิดว่า commission  ใน Deviantart นี่ มันขึ้นอยู่กับความนิยมของภาพน้องด้วยค่ะ ในการที่น้องจะมีงานอย่างสม่ำเสมอ มันเหมือนกับน้องต้องได้งานมาชิ้นแรก ทำเต็มที่ โพสต์ลงไป ได้งานอีก ทำเต็มที่ โพสต์ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีฐานลูกค้าเยอะมากพอ ลูกค้าเก่าชอบ กลับมาซื้อ หรือ ซื้อซ้ำและ commission รูปที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งน้องจะต้องเก็บฐานลูกค้าเหล่านี้เอาไว้

ซึ่งเราพบว่า งานที่เราโพสต์หลังๆคนกด fav น้อยลงใน DA มันเนื่องมาจากในนั้น artist เริ่มเยอะมาก สมัยก่อน เราสามารถเดาได้เลยว่า พอเราโพสต์ไป จะได้กี่ fav แต่เดี๋ยวนี้จะขึ้นที่หนึ่งใน rank  8 ชั่วโมงแรกยังยากเลย มันก็เหมือนกับ facebook หรืออื่นๆ ที่ปรับ algorithms ไปตามระยะเวลาที่เปลี่ยนไป มันอาจจะทำให้คุณดังหรือดับในช่วงข้ามคืนค่ะ เราจึงไม่ไว้ใจ social media เลย รวมไปถึงตอนที่ multiply,hi-5 ปิดตัว หรือแม้แต่ google ก็ไม่น่าไว้ใจ วันนี้ search เจอหน้าแรกๆ วันหน้าๆอาจจะโดนตบร่วง เพราะฉะนั้นคุณต้องไหวตัวทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกแบบนี้ เราถึงบอกว่าการที่คุณทำเว็บไซต์ของตัวเองนั้นมันดีกว่าการอาศัยเว็บอื่นทำพอร์ทโฟลิโอและเสี่ยงน้อยกว่าเยอะถ้าคุณทำเว็บส่วนตัวค่ะ

9.เราก็มีช่วงที่สับสนในชีวิตเหมือนกันกับคนอื่นๆ และสงสัยในเส้นทางของตัวเองว่าเราเดินมาถูกทางหรือเปล่าค่ะ เช่น ช่วงเวลาที่จะเปลี่ยนจากวาดมาสอน ตอนนั้นสับสนมากๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าถ้าหากเรามาทางสอนเราได้วาดน้อยลงแน่นอน แต่เราก็ถามตัวเองว่า จริงๆแล้วเรารู้สึกดีกับงานไหน หรือชอบอะไรมากกว่ากัน ตอนแรกก็เลือกไม่ได้ค่ะ และตอนแรกก็รู้สึกอยู่มากจริงๆว่า ยังอยากก้าวหน้าด้านการวาดอยู่มาก แต่สุดท้ายก็เลือกโฟกัสได้ นั่นก็คือโฟกัสที่การทำโฮมเพจนี้ให้ดีก่อน และพัฒนาทักษะด้านการเขียนบทความ เป้าหมายคือเขียนบทความสดใหม่ เนื้อหา unique มีคุณภาพ จำนวนคำ 2,000 คำขึ้นไปได้ตั้งแต่ประมาณปลายปีที่แล้ว หลายๆคนอาจจะสังเกตได้ว่า entry หลังๆของ illustcourse นั้นยาวมากมายค่ะ ก็หวังว่าจะอ่านกันจบเน้อ

ช่วงเวลาที่เราสับสนมากๆถึงกับเขียนอีเมล์ไปหานักเขียน 2 คนที่เราชอบผลงานเขา นั่นก็คือ  Derek Silvers,และ Chris Guillebeau ว่าเราควรจะโฟกัสงานสอนดีไหม?ปรากฏว่าสองคนนี้ตอบคล้ายๆกันค่ะ นั่นก็คือ ทำงานสอน แล้วทำงานวาดไปด้วยก็ได้ เพราะเขารู้สึกว่ามันไม่จำเป็นที่คนเราจะมี  passion ในชีวิตอย่างเดียว

10.คนเราสามารถมีสิ่งที่ชอบหลายๆอย่าง เราได้ยินมาว่า วาเนสซ่า เมย์ นักไวโอลินเดี่ยวที่เราชอบมาก เขาลงแข่งสกีในโอลิมปิคฤดูหนาวในนามประเทศไทยและชนะด้วย เราจึงรู้สึกว่า ก็แค่ทำในสิ่งที่อยากทำก็พอค่ะ มันไม่ยาก แต่ที่คนเราส่วนมากสับสนเนื่องจากคิดว่าต้องเลือกอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งแบบ clear cut มันอาจจะไม่ใช่ค่ะ มันอาจจะเป็นการที่เราสามารถทำอะไรบางอย่างได้ ซึ่งมันทำให้แตกต่างจากนักวาดคนอื่นๆ

เช่น เราเชื่อว่านักวาดน้อยคนจะศึกษาเรื่องธุรกิจและการสร้างธุรกิจ,สร้างแบรนด์แบบเรา ดังนั้นเราจะเป็นคนที่แตกต่างในหมู่นักวาดด้วยกัน ซึ่งสุดท้ายแล้ว มันจะแสดงออกมาในงานวาดหรือเขียนของเรา รวมไปถึงแนวทางในการใช้ชีวิต เราหยุดวาดภาพและโพสต์ภาพไประยะหนึ่งค่ะ(ช่วงเวลายาวมาก)คือแทบไม่วาดรูปเลย วาดแต่ภาพเล็กๆวาดเร็วๆ ใช้ ipad,note8.0

เราหยุดวาด เพื่อค้นหาตัวเองอย่างที่บอก หาตัวเองว่าเราอยากจะทำอะไรกันแน่ในชีวิต ปรากฏว่าพอเราค้นหาตัวเองไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์มันคือหลายๆ entry ในนี้ที่เราเขียนนั่นเองค่ะ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่ชอบสำนวนในการเขียนของเรา หรือว่าชอบและเห็นด้วยกับสิ่งที่เราทำทั้งหมด เพราะแต่ละคนล้วนมีความชอบแตกต่างกัน ทำให้แต่ละคนมีมุมมองต่างกันไปด้วย

การทำงานนั้นเราไม่จำเป็นต้องเอาใจคนทุกคน หรือให้คนทุกคนชอบงานของเรา เพราะมันเป็นไปไม่ได้ค่ะ โพสต์ youtube หรือโพสต์ blog พอดังขึ้นก็มีคนกด dislike บางคนก็มาด่าคุณอยู่แล้ว เราเคยเจอโดนด่าแรงมากๆมาเยอะค่ะ เคยเป็น paranoid กลัวโดนด่า กลัวโดนวิจารณ์ไปพักใหญ่ การไม่กล้าลงมือทำอะไรเนื่องจากกลัวคนด่า กลัวคนดูถูก ทำให้คุณไม่กล้าจะออกจาก comfort zone ค่ะ ไม่ต้องไปกลัวโดนด่าค่ะ

เนื่องจากถ้าคุณมีชื่อในระดับนึง คุณอาจจะต้องโดนด่าอยู่แล้วจากคนที่ไม่ชอบคุณ แต่คนที่ไม่ชอบคุณ เขาอาจจะไม่มาด่าคุณซึ่งๆหน้า  แต่อาจจะด่าให้เพื่อน ด่าให้คนรู้จัก จิกกัดผ่าน facebook status,twitter แทนค่ะ ซึ่งถ้าคุณใส่ใจทุกคอมเมนต์ที่ด่าคุณ เสียดสีคุณ คุณจะใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข ทางที่ดีคิดซะว่าการถูกคนด่าหรือนินทา หรือวิจารณ์นั้นๆ แปลว่าเขาสนใจในตัวคุณค่ะ เนื่องจาก คนเราไม่นินทาใครหรอกถ้าไม่สนใจคนๆนั้น เพราะการนินทามันใช้พลังงานมากค่ะ ก็ปล่อยให้เขาพูดไปเถอะ

ถ้าใครมีแรงนินทา วิจารณ์ก็ปล่อยเขาไป โฟกัสที่การพัฒนาตัวเอง และพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นๆทุกๆวันค่ะ เหมือนคำพูดที่เขาว่ากันว่า สิ่งที่คุณโฟกัส มันจะขยายขนาดขึ้นมา ถ้าคุณไปสนใจคนวิจารณ์ คุณก็จะตามดู status เพื่อน เพื่อดูว่ามีใครด่าหรือเสียดสีคุณไหม มันเสียเวลาและพลังงานไปเปล่าๆค่ะ อะไรที่คุณไม่อยากดูก็ไม่ต้องไปดู ถ้าดูและรับรู้แล้วคุณไม่รู้สึกดีกับเรื่องนั้น ก็อย่าไปเสพย์ค่ะ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์เช่นเคยค่ะ