สวัสดีค่ะ สำหรับ entry ที่แล้วจะเป็นเรื่องของเราควรปรับลายเส้นให้เข้ากับสมัยนิยมหรือไม่นะคะ ซึ่งเรื่องนี้มันสองแง่สองง่ามเลยจำเป็นต้องเขียนต่ออีก entry หนึ่งเลย


 pl1

Bride draw with ipad3 and jot touch4

จริงๆแล้วถ้าอ่าน entry ที่แล้วจะพบว่า พี่ไม่ได้สนับสนุนให้น้องเปลี่ยนลายเส้นให้เป็นแนวที่ขายได้ ซึ่งน้องๆอาจจะบอกว่า

ถ้าทำอย่างนั้นก็หางานได้ยากที่จะเป็นตัวของตัวเองแล้วก็ขายได้ด้วย

จริงๆเรื่องนี้ต้องบอกว่า น้องต้องเรียนรู้ก่อนว่า ทำยังไงเราถึงจะไม่เสียจิตวิญญาณในตัวเองไปค่ะ

เช่น คนที่ทำงาน commercial หรือทำงานแล้วขายผลงานมาเป็นเวลานานๆมาก หรือทำตามBrief มาเป็นระยะเวลานาน บางคนจะเป็นคนที่สามารถปรับตัวได้ดีกับโลกที่เปลี่ยนไปโดยที่ไม่ได้สูญเสียความเป็นตัวเองไปมากนักในระหว่างปรับลายเส้น นั่นก็คือ ลายเส้นอาจจะดูดีอยู่ แต่ปรับให้ดูทันสมัยขึ้น ซึ่งเรื่องนี้แต่ละบุคคลต้องเรียนรู้ ในขณะที่บางคนก็ปรับตัวเป็นแนวที่เน้นขายอย่างเดียวเลย คือวาดให้ขายได้ไว้ก่อน โดยที่ศึกษาแต่แนวพิมพ์นิยม พอถึงจุดหนึ่งที่งานเสื่อมความนิยม ก็ต้องเปลี่ยนลายเส้นใหม่ตามกระแสโลกไปเรื่อยๆ ซึ่งสุดท้ายเราก็จะเหนื่อยเองค่ะ

การปรับให้ลายเส้นทันสมัยขึ้นนั้นมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอยู่ เช่น เราตีความคำว่าทันสมัยไว้อย่างไร? ก็ต้องเป็นที่ตัวลายเส้นนั่นเอง เช่น ในยุคนี้ Huke,Redjuice ดัง เราก็ดูว่าเขาวาดหน้าตาโทนไหน ใช้เทคนิคอะไร ทั้งนี้พี่ไม่ได้บอกให้น้องไปเอาเทคนิคเขามาใช้ตรงๆ ไม่ได้บอกว่าให้วาดหน้าตาแบบเขา แต่เราสามารถศึกษาและพิจารณางานเขาได้ว่าทำไมงานเขาถึงดัง รวมไปถึงฝึกแกะภาพของเขาได้

แต่โดยมากนักวาดที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเช่น  2  คนนี้ น้องต้องดู subject  หรือหัวข้อที่เขาจับ ของ Huke นั้นจะเป็นสไตล์ที่เป็นโลลิต้า แต่การลงสีดาร์คมาก ใช้สีโมโนโครม รวมไปถึงวาดพวกเครื่องจักรปนลงไป ทำให้งานเขาดูโดดเด่นมาก ส่วน  Redjuice ก็เน้น Mechanic  เหมือนกัน วาดผู้หญิงบอบบางและหน้าตาดูแปลกแต่สวย ทำให้เขาทั้งสองคนดังขึ้นมาในยุคนี้

นอกจากนี้ความทันสมัยนั้นยังเป็นเรื่องของการแต่งตัว Accessories ของตัวการ์ตูนแต่ละตัว บรรยากาศของฉาก,ยุคสมัย และลายเส้นโดยรวมของคนๆนั้น ซึ่งการที่น้องจะวาดแนวที่ดูแล้วทันสมัยนั้น น้องควรติดตาม fashion ในระดับหนึ่งคือรู้ว่าตอนนี้ โลกไปถึงไหนแล้ว ไปดูเว็บต่างๆเช่น Lookbook เพื่อดูว่าชาวโลกเดี๋ยวนี้เขาฮิตอะไร

ซึ่งถ้าน้องไม่อยากเป็นนักวาดที่ตกกระแส น้องควรติดตามข่าวสารด้านการออกแบบ หา  inspiration  จากแหล่งต่างๆเพิ่มเติม โดยไม่จำกัดอยู่ในแนว manga เหตุผลคือ ถ้าน้องจำกัดแค่ manga งานน้องก็จะดูไม่แตกต่างจากคนอื่นๆเลย การแกะรูปหรือฝึกวาดตามอาจารย์ที่เราชอบนั้น เป็นแค่ขั้นต้นของการฝึกฝนเท่านั้น แต่การที่น้องจะโดดเด่นออกมาได้ น้องต้องรู้จักการผสมผสานเอาสิ่งต่างๆที่น้องสนใจ ใส่เข้าไปในงานวาดของตัวเองให้ได้

เรื่องง่ายๆคือ เป็นตัวเองค่ะ ศึกษาสิ่งที่เราสนใจให้ลึกๆ แล้วเราจะสามารถรวมเอาสิ่งเหล่านั้นเข้ามาในงานเราง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น น้องชอบเรื่องธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร พันธุ์พืช สัตว์ น้องอาจจะเอาสิ่งเหล่านี้ที่น้องชอบ มาใส่ในงาน เป็น Subject ที่เราสนใจ ซึ่งการที่น้องมีความสนใจไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ทำให้งานของน้องแตกต่างจากคนอื่น และแตกต่างจากคนที่เน้นเกาะกระแสอย่างเดียว

ซึ่งน้องหลายคนอาจจะงงอีก ระหว่าง “เป็นตัวเอง” กับ “ขายได้” ควรเป็นอะไรมากกว่ากัน?

เพราะว่าน้องๆอาจจะงงที่พี่บอกเรื่อง selling out คือ ปรับตัวเองให้เป็นงานขายดี เพื่อจะอยู่รอดในวงการ พี่จะบอกว่า ถ้าน้องพยายามเปลี่ยนลายเส้น โดยที่มันไม่ได้มาจาก inner หรือสิ่งที่อยู่ในใจของน้องลึกๆแล้ว วันหนึ่งน้องจะเบื่อไปเองแล้วก็เลิกวาดรูปไปค่ะ

เพราะมันไม่สนุกนะ การที่เราต้องปรับลายเส้นตัวเองเพื่อการทำงานให้อยู่รอด แต่น้องสามารถเป็นตัวเอง และขายได้ ได้ค่ะ น้องไม่จำเป็นต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง และงานที่ขายได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องวาดลายเส้นทันยุคสมัยตลอดเวลาเสมอไป เพราะน้องทำงานวาด น้องไม่ได้ผลิตมือถือแบบซัมซุง น้องไม่ใช่แอปเปิ้ลที่ต้องนวัตกรรมก้าวหรือล้ำหน้าชาวบ้านอยู่ตลอดเวลา

แต่เรื่องของลายเส้นนั้น การจะเป็นที่นิยมหรือไม่เป็นที่นิยม มันเกี่ยวกับว่า งานน้องโดนใจคนขนาดไหนค่ะ ซึ่งเวลาคนเขาชอบงานน้องนั้น เขาไม่ได้เปรียบเทียบน้องกับนักวาดคนอื่นๆค่ะ เขาแค่ชอบเพราะน้องเป็นน้อง คือวาดแบบนี้

ถึงแม้น้องจะแฟนๆน้อยกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าน้องด้อยกว่าคนอื่นๆนะคะ  แต่คนที่เขามีแฟนมากกว่าก็อาจจะหมายความว่างานของเขาเข้าถึงคนส่วนใหญ่ง่ายกว่าน้องหรือว่าคนเข้าใจงานเขามากกว่าน้อง ซึ่งความเก่งนั้นเป็นเรื่องรองลงมา บางคนวาดเก่งมากๆ ลายเส้นสุดยอด แต่คนชอบน้อยกว่าก็มี ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นจะต้องจิตตกเรื่องนี้ค่ะ เนื่องจากมันเป็นเรื่องธรรมชาติ ชีวิตมีขึ้นมีลง น้องลองดูถ้าน้องต้องทำงานวาดมาเกือบสิบปีแบบพี่ น้องจะเห็นชัดขึ้น ว่าแนวไหนจะรุ่งต่อไป

ถ้าถามว่าทำยังไงให้งานขายได้โดยไม่ต้องปรับตัวเองมากนี่ น้องต้องหาที่ของน้องให้เจอค่ะ น้องบางคนบอกว่า อยากไปอยู่ต่างประเทศมากกว่าเนื่องจากอยู่ในไทยทำงานแนวนี้ๆไม่รุ่ง พี่จะบอกว่า น้องสามารถอยู่ที่ไหนในโลกนี้ก็ได้ ถ้าน้องสร้างฐานลูกค้าได้ น้องไม่จำเป็นจะต้องทำงานสำนักพิมพ์ หรือว่าเปลี่ยนตัวเองเสมอไป

การที่งานน้องยังขายไม่ได้ แปลว่าน้องอาจจะต้องเรียนรู้เรื่องของ marketing การตลาด หรืออะไรบางอย่างที่น้องขาดไป เนื่องจากมัวแต่ฝึกวาดรูปอย่างเดียวโดยไม่พัฒนาทักษะด้านอื่นๆ เนื่องจาก ทักษะในการขาย กับ ทักษะในการวาด มันคนละสายกันนะคะ การที่น้องอาจจะอยู่ไม่ได้มันอาจจะเป็นเพราะน้องยังไม่เจอที่ของตัวเองหรือจุดที่สมดุลย์ที่ว่า งานน้องขายได้ด้วยและน้องพึงพอใจในสไตล์ตัวเองด้วย

ซึ่งจริงๆแล้วการที่น้องเกิดมาทันในยุคอินเตอร์เนทแบบนี้ น้องไม่จำเป็นต้องไปทำงานเมืองนอกเสมอไปนะคะ ถึงแม้บางคนจะอยากไปก็ตาม พี่คิดว่าน้องควรทุ่มเททำงานให้หนักขึ้น(ดูแลสุขภาพด้วยค่ะ) ถ้าน้องเจอจุดที่ใช่ของน้องแล้ว อย่างเช่น การที่พี่เขียนบลอคให้อ่านฟรีๆแบบนี้ มันก็คือการลงแรงอย่างหนึ่งค่ะ ถามว่าทำไมพี่ไม่อัพสกิลการวาดต่อ พี่คิดว่า พี่วาดพอแล้วค่ะ คือพี่พอใจแล้วณ.จุดนี้ ที่ยังวาดรูปได้อยู่แต่ไม่ได้เน้นมาก เนื่องจากเอามาอัพทักษะในการเขียนให้ดีขึ้น อันนี้คือสายของพี่ พี่เขียนให้อ่านฟรีมาแล้ว 3 ปี ถามว่าพี่ได้อะไรกลับมาไหม พี่ได้ความเป็น Authority และสร้างความเชื่อใจ ทำให้พี่มีงานตลอด ไม่มีช่วงไหนขาดงานเลย

แต่พี่ไม่รับงานมั่วซั่วค่ะ คือไม่ใช่งานวาดอะไรมาก็เอา ถ้าต้องทำงานทุกงานที่เข้ามา โดยไม่สามารถเลือกได้เลย พี่คิดว่าน้องอยู่ในจุดที่ไม่ใช่แล้วค่ะ พี่สามารถรับเฉพาะงานวาดที่อยากทำได้ โดยไม่ต้องกังวล อันนี้พี่ถือว่ามันโอเคแล้ว แต่การที่มันโอเค ไม่ได้หมายความว่าเรา Settle หรือหยุดพัฒนาแล้ว แต่มันเหมือนกับว่า เราต้องเอาเวลาไปอัพทักษะด้านอื่นๆด้วยไม่ใช่วาดรูปอย่างเดียวค่ะ

แล้วน้องอาจจะสงสัยเรื่องการเป็นตัวเองกับขายได้อีก เช่น ตกลงว่า…ลายเส้นไม่เป็นที่นิยมเลย ควรเปลี่ยนลายเส้นเพื่อให้ขายงานได้ไหม? พี่คิดว่า มี 2 วิธีนะคะ

1.เปลี่ยนเพื่อให้ได้งาน

การเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ได้งานนั้นๆ มันควรจะเป็นการเปลี่ยนบางอย่าง ไม่ใช่ที่ตัวลายเส้นน้องโดยตรง แต่เป็นการเปลี่ยน subject ในการวาดของน้อง ไม่ใช่การเปลี่ยนตัวตนหรือลายเส้นที่แท้จริงของน้อง ถ้าน้องพยายามเปลี่ยนทุกๆอย่าง โดยสิ่งที่น้องรับมาทำ ไม่ใช่สิ่งที่น้องอยากทำเลย มันคือการที่น้อง  Selling out แล้ว

ลายเส้นที่แท้จริงคืออะไร?ก็คือลายเส้นเวลาที่น้องวาดงาน personal หรือเวลาที่ไม่ได้เป็นงานรับจ้าง น้องวาดอย่างไร ลงสีอย่างไร?  แล้วการที่น้องจะทำให้งานขายได้นั้น ต้องเปลี่ยนตรงไหนบ้าง

ยกตัวอย่าง สมัยก่อนที่พี่ทำงานปกนิยายวัยรุ่นอยู่(ทำไปนิดหน่อย) ก็พบว่าต้องเปลี่ยนสไตล์การเพนท์ค่ะ คือเพนท์ให้ดูแล้วเป็นแนวที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น ไม่ได้เน้นสโตรกแปรง ไปเน้นที่การลงสีคมๆ ซึ่งพอพี่พยายามวาดอะไรที่มันเป็นตัวเรา 100% งานจะโดน reject หรือโดนแก้บ่อย เป็นบทเรียนนะคะ ว่าจริงๆแล้วพวกงาน commercial หรืองานขายนั้น เราไม่ควรจะไปทดลองเทคนิคในการเพนท์ใหม่ๆค่ะ เนื่องจากมันเสียเวลา  เนื่องจากน้องจะโดนแก้เยอะ น้องแค่ต้องดูว่า การเปลี่ยนนั้นเราจะต้องลงสีอย่างไร โดยโครงสร้างหรือลายเส้นนั้นยังเป็นแบบที่เราวาดอยู่

2.ไม่เปลี่ยน และ ไม่ทำงานนั้น

สำหรับพี่ พี่เลือกข้อนี้ค่ะ ในปัจจุบันนะ ไม่ได้ชักจูงให้น้องเลือกทางเดียวกับพี่นะ ถามว่าพี่เลือกรับงานอย่างไร พี่จะเลือกรับงานที่ทำให้เราเติบโตขี้นและเป็นงานที่สนุกที่จะทำ และงานที่มาจากลูกค้าดีๆค่ะ นอกนั้นพี่ไม่ทำ เนื่องจากทุกวันนี้ ไม่ต้องทำงานวาดแลกเงินแล้ว มันก็เลยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนลายเส้นเพื่อเอาใจใคร ตอนนี้โพสต์ facebook ก็กระแสไม่เยอะมากคนกดไลค์ประมาณ 9-10 มากสุดก็ 20 ถามว่าพี่เสียใจไหม พี่เฉยๆมากกว่านะ เพราะพี่คิดว่าเด็กๆรุ่นใหม่มีเยอะ การที่เราจะโดดเด่นออกมามันก็ยากขึ้น อีกอย่างพี่ทำงานสอนตลอดเลยไม่ค่อยได้วาดรูปเต็มๆเหมือนสมัยก่อน แต่งานวาด/เขียนมันทำเมื่อไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากทำไหมเท่านั้นเอง

ถ้าน้องถามอีก ว่า “พี่คะ หนูทำแบบพี่ไม่ได้ หนูไม่ใช่สายสอน” จริงๆแล้วน้องไม่ต้องเป็นสายเดียวกับพี่ก็ได้ แต่น้องต้องถามตัวเองว่า น้องเป็นสายอะไรกันแน่? ถ้าลายเส้นของน้องมีความโดดเด่น และแปลกตากว่าชาวบ้านเขามาก การทำงาน commission หรืองานรับจ้าง มันอาจจะไม่ใช่เส้นทางของน้องค่ะ น้องอาจจะเหมาะกับการทำคอมิค ซึ่งคอมิค น้องก็ไม่จำเป็นต้องไปขายสำนักพิมพ์ น้องก็พิมพ์เองขายเองได้

ช่วงแรกๆอาจจะขายได้น้อยไม่พอยังชีพ แต่พอน้องมีต้นฉบับและรวมเล่มหลายๆเล่ม นี่คือ  passive income ที่น้องสามารถพิมพ์ซ้ำแล้วก็ขายได้เรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น พี่ไม่จำเป็นต้องไปงานการ์ตูนทุกงาน บอกตรงๆว่าไปงานเดียวคืองาน comic season ค่ะ เนื่องจากพี่เน้นขายทางอินเตอร์เนท ไม่สนว่าจะขายช้าหรือขายเร็ว แต่ DVD สอนวาดนี่เป็นสิ่งที่ขายได้เรื่อยๆเลยค่ะ สิ่งที่สำคัญคือ น้องสามารถอดทนผ่านช่วงกินแกลบไปได้เร็วแค่ไหน?

สำหรับพี่นี่ ปีแรกล้มลุกคลุกคลานพอสมควรค่ะ ปีที่สองสบายหน่อย พอปีที่ 3-6 นี่อุ่นใจมากค่ะ เพราะฉะนั้น ช่วงแรกๆนี่แหละน้องจะชอบกินลูกท้อ… กินแห้ว…กินบ๊วย…ต่อมาก็ระกำ ชีวิตเริ่มเป็นฟรุตสลัด ผลไม้นานาชนิด แล้วพอน้องท้อ น้องจะเริ่มโทษตัวเอง ว่าทำไมเราวาดได้แต่ลายเส้นแบบนี้ ทำไมงานเราไม่เป็นที่นิยม ทำไมคนนั้นได้ like เยอะ แล้วน้องก็จะขี้เกียจวาดรูป แล้วก็เลยไส้แห้งไปด้วย มันเป็นวงจรอุบาทว์ค่ะ พอน้องไม่ได้งาน==>เริ่มโทษตัวเอง==>โทษโชคชะตาฟ้าดิน==>ขี้เกียจวาดรูป==>ไม่ได้งาน==>ไส้แห้ง==>เริ่มโทษตัวเอง

ถ้าจะออกจากวงจรนี้ให้ได้ น้องต้องเรียนรู้ที่จะขายงานให้ได้ ซึ่งก็เหมือนเดิมคือน้องต้องศึกษาการตลาด และทำการตลาดอย่างไร แบบที่มันไม่น่าเกลียด ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือรำคาญน้องค่ะ นอกจากนี้น้องต้องปรับ mindset ใหม่ ให้มีความเป็นผู้ประกอบการมากขึ้นแทนที่จะเป็นนักวาดอย่างเดียว และพี่ก็ไม่ได้บอกว่าน้องต้องศึกษาเรื่องธุรกิจ ถ้าน้องไม่ได้สนใจ แต่น้องควรหัดสังเกตให้มากๆ เช่น นักวาดที่ดังๆในต่างประเทศ เขาสร้างเนื้อสร้างตัวยังไง เขาขายอะไร?ขายยังไง?ซึ่งถ้าน้องฝึกจนเป็นธรรมชาติของตัวเองเมื่อไร เมื่อนั้นน้องจะกลัวน้อยลงค่ะ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ค่ะ