สวัสดีค่ะ สำหรับ entry วันนี้ก็มาคุยกันเหมือนเดิม นั่นก็คือ จำเป็นไหมที่น้องจะต้องเปลี่ยนตัวไปตามกระแสของโลก เอนทรี่นี้มีดักแก่นะคะ 55 

จะสังเกตได้ว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความนิยมของงานก็จะมีบางคนที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ส่วนมากก็จะเป็นนักวาดหน้าใหม่ๆ ส่วนนักวาดหน้าเก่าๆ โดยเฉพาะปัจจุบันที่อายุ 30  ปีขึ้นไปแล้วอาจจะประสบปัญหาถ้าหากเปลี่ยนแปลงตามโลกไม่ทันและยังทำงานวาดอยู่ค่ะ ซึ่งเราเชื่อว่าหลายๆคนก็คงเป็นกัน เรื่องปัญหาการวาดแล้ว feedback ไม่ได้ดีมาก

แต่สำหรับเรา เราขี้เกียจตามติดกระแสการ์ตูนใหม่ๆค่ะ ยกเว้นเรื่องที่น้องๆที่มาเรียนมาแนะนำให้เรา เราก็จะไปดู นอกนั้นเราไม่อ่านการ์ตูนค่ะ หันมาอ่านพ็อคเกตบุคมากขึ้น ถามว่า ทำงานสอนวาดการ์ตูน ทำไมถึงไม่อ่านการ์ตูน สำหรับเรา มันเหมือนการขี่จักรยานค่ะ เรื่องทักษะในการวาด คนที่วาดรูปเป็นอยู่แล้ว แล้วจะกลับมาวาดใหม่ มันไม่ได้ยากขนาดนั้น แต่สิ่งที่ยากอาจจะเป็นการวาดที่ต้องพัฒนาขึ้นจากเดิมด้วย ซึ่งการที่พัฒนาขึ้นนั้น มันก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องไปเสพย์ลายเส้นใหม่ๆ ตรงกันข้าม การที่ไม่ได้อ่านการ์ตูนเลย โอกาสจะติดลายเส้นอาจารย์คนไหนมามันยากกว่าเดิม และเราก็จะสนใจเรื่องอื่นๆไปด้วยในทีเดียว

ส่วนมากสไตล์ที่ขายได้นั้น แต่ละยุคมันก็ต่างกันอีก แล้วก็ขอดักแก่นิดนึง สมัยที่เรายังเป็นวัยรุ่นอยู่อายุประมาณ 14-15 ปีตอนนั้นหนังสือที่ดังมากนั่นก็คือหนังสือรวมกลอนเปล่าของสำนักพิมพ์ใยไหม ซึ่งถ้าพูดถึงกลอนเปล่าใยไหม และสำนักพิมพ์ใยไหม เราจะรู้ได้เลยว่า วัยรุ่นสมัยนั้นชอบอะไรแบบนี้ค่ะ ในยุคที่ social network และอินเตอร์เนทยังไม่มี และหนังสือกลอนเปล่าเหล่านี้มักจะปกเป็นสีสดใส และจุดเด่นอีกอย่างของหนังสือกลอนใยไหมก็จะจ้างคนที่ลายมือน่ารักๆมาเขียนให้ ซึ่งจะพบว่าหลายๆคนที่เกิดยุคนั้นหัดคัดลายมือให้สวยๆเหมือนนักเขียนคำพูดของใยไหมกันใหญ่

ตอนนั้นเราไปช่วยงานป้าเราค่ะ (ยังเด็กมากอายุประมาณ 10-12 ขวบ) ไปเป็นมาร์คกี้ คอยตั้งลูกสนุกเกอร์ พอได้เงินมา 30-40 บาทก็เอาไปซื้อหนังสือกลอนมาอ่าน โดยบังเอิญเนื่องจากข้างล่างตึกแถวของป้า มีร้านหนังสืออยู่ แต่ขายหนังสือกลอนใยไหมอย่างเดียว เราชอบมากค่ะ นอกจากนี้ใยไหมยังมีหนังสือที่คล้ายๆกับแนวแจ่มใส ก็คือเป็นนิยายรักกุ๊กกิ๊ก และมีนักวาดหน้าปกเก่งๆเหมือนกัน

เราก็คอยซื้อหลายๆเล่ม พบว่าเราอ่านการ์ตูนผู้ชายมาก่อนก็จริง แต่พอม.ต้น ความชอบเปลี่ยนไป ไปอ่านการ์ตูนรัก การ์ตูนผู้หญิง ซึ่งตอนแรกเราอ่านเพราะแค่สงสัยเฉยๆว่า ทำไมผู้หญิงชอบอ่านการ์ตูนแนวนี้ เรื่องที่อยู่ในความทรงจำของเรามากๆก็คือ Marmalade boy ค่ะ สนุกจริงๆ และจำได้ว่าพระเอกในเรื่องนี้อยากเป็นสถาปนิกค่ะ นี่ก็จุดไฟตั้งแต่เริ่มต้นเลย เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เราอยากเข้าสถาปัตย์ค่ะ

marmaladeboy

แต่ต่อมาประมาณม.ปลาย นักวาดที่ชอบมักจะมาจาก LaLa magazine ของสำนักพิมพ์ Hakusensha ซึ่งเราชอบนักวาดการ์ตูนหลายๆคนในนี้มาก เช่น อ.Shimizu Reiko,อ.Takako Yamasaki,อ.Minako Narita ซึ่งการ์ตูนของนักเขียน LaLa magazine นั้น จะเป็นการ์ตูนผู้หญิงที่ผู้หญิงในเรื่องไม่งุ้งงิ้ง และอีกอย่างที่การ์ตูนของ LaLa มีนั่นก็คือจะมีการแอบวายๆด้วยเล็กน้อยค่ะ  และหลายๆคนที่อ่านก็จะรู้สึกได้ว่าผู้หญิงในเรื่องแอบเกะกะมาก 55 น้องผู้ชายถ้าอ่านแล้วอาจจะสยิวกิ้วหรือขนลุกเล็กน้อย

lala

แต่เนื่อเรื่องของการ์ตูนที่ลงใน LaLa จะจับกลุ่มเด็กผู้หญิงที่โตขึ้นมาหน่อยคือ ม.ปลาย-มหาวิทยาลัยค่ะ ทำให้เรื่องที่นักเขียนการ์ตูนแต่งขึ้นมานั้นดูลึกซึ้งกว่าการ์ตูนผู้หญิงจากอีกสองค่าย นั่นก็คือ Ribbon magazine(Shueisha),Nakayoshi(Kodansha) สมัยก่อนไม่มีคอมพิวเตอร์ นักเขียนการ์ตูนมักจะใช้มือวาด โดยมักจะใช้โคปิค,สีน้ำ,สีหมึกเป็นหลักค่ะ ซึ่งตอนนั้นที่เราอ่านการ์ตูนพวกนี้ เราก็เริ่มแต่งนิยายและเขียนการ์ตูนบ้าง โดยเอาเพื่อนๆในห้องตอนม.ปลายมาเขียนเป็นการ์ตูนช่องค่ะ

ribbon nakayoshi

ส่วนการ์ตูนผู้ชายที่เราชอบนี่เยอะมากค่ะ ก่อนจะมาอ่านการ์ตูนของโชเนนจัมป์ อย่างพวก วันพีช,ซามูไรพเนจร,แอร์เกียร์,โจโจ้ มีเรื่องที่เราชอบและจำได้อยู่เรื่องเดียวคือ ไซบอร์ก G chan  ของอ.Obata Takeshi ค่ะ ซึ่งอ.Obata นี่แกวาดสวยมาตั้งแต่ยุค 20 ปีก่อนแล้ว แต่ไม่ได้ดังเปรี้ยง พอมาวาดอีกที แล้วดังก็คือ กลับมาวาดการ์ตูนฮิคารุเซียนโกะ นี่คือดังแบบระเบิดเลย แล้วต่อด้วยเดธโน็ตอีก

shonenjump

สิ่งที่พัฒนาไปก็คือ ทักษะในการเขียนภาพสีของอ.และภาพขาวดำนั้น level up แบบกระฉูดมากๆ นอกจากนี้ ยังวาดลายเส้นที่ทันสมัยณ.แต่ละช่วงยุคอีกด้วย ถ้าดูเรื่อง Bakuman จะพบว่าอ.ก็ลายเส้นเปลี่ยนไปอีก เป็นคมขึ้น คล้ายกับการใช้โปรแกรมตัดเส้นหรือติดโทนแล้ว ลายเส้นทันสมัยขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เราคิดว่าทำยาก และมันคือหัวข้อของเอนทรี่นี้นั่นเอง ว่าจำเป็นไหม ที่เราต้องวาดให้ลายเส้นทันสมัยนิยม ?

เรื่องเปลี่ยนลายเส้นนั้นเราคิดว่ามันแล้วแต่บุคคลค่ะ เช่น อ.Obata นี่เขาลง Shonen jump ซึ่งเนื้อเรื่องที่ลงในแม็กกาซีนเล่มนี้ มักจะเป็นลายเส้นที่ล้ำหน้า หรือไม่ก็ลายเส้นดูคลาสสิคไปเลย เช่น โจโจ้ จะพบว่าลายเส้นอ.ไม่ได้เปลี่ยนไปมากค่ะ แต่อ.Obata นี่เวลาวาดเรื่องใหม่ๆ ลายเส้นเขาจะเหมือนกับการผสมเอาความทันสมัยลงไปในงานด้วย ซึ่งเรื่องนี้เราคิดว่ามันต้องคน inner หน่อยๆ คือต้องศึกษาหลายๆอย่าง

gchan

 

 

cyborg g-chanbakuman

bakuman

เช่น ดูว่าวัยรุ่นสมัยนั้นชอบอะไร แต่งตัวยังไง ซึ่งเราเคยคุยเรื่องนี้กับน้องสาวที่เป็นญาติทางพ่อของเราที่จบ Design(จบจากออกแบบอุต-สถาปัตย์จุฬา) น้องเขาบอกว่า คนเราถ้าคิดว่าสไตล์ไหนทำได้ง่ายๆ หรือคิดว่าสามารถทำสไตล์ของคนๆนั้นได้ ความประทับใจในลายเส้นจะน้อยกว่าคนที่เราคิดว่า เราไม่สามารถทำแบบอ.คนนั้นได้ค่ะ อย่างเช่น อ.Obata เขาจะต้องศึกษาลายเส้นของนักวาดใหม่ๆหลายๆคน

คือการที่น้องเปลี่ยนลายเส้นไปจากเดิมนั้น แน่นอนว่าสิ่งที่น้องเสียไปก็คือแฟนๆที่เคยสนับสนุนงานของน้องอาจจะหายไปค่ะ แต่น้องจะได้แฟนผลงานใหม่ๆขึ้นมาอีกหลายคน มันก็เหมือนกับงานเขียน คนส่วนมากเมื่อชอบนักเขียนคนไหนแล้วมักจะหวังว่าเมื่อมีผลงานเขียนอันใหม่ๆออกมา จะต้องสนุกเหมือนเดิม หรือมากกว่าเดิม

ซึ่งความยากของการเป็นนักวาด นักเขียน และอาชีพ creative ทั้งหลายนั่นก็คือความสามารถในการปรับตัวของเราด้วย นั่นก็คือเราต้องรู้ว่าโลกไปไหนต่อไหนแล้ว และทำยังไงเราถึงจะอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการเขียนการ์ตูน ในสมัยก่อนลำบากมาก เนื่องจากต้องไปซื้อหนังสือรวมสกรีนโทนมา เอาไปถ่ายเอกสาร และทำสกรีนสติ๊กเกอร์ ที่อภิมหาเสียเวลามาก เนืองจากต้องเอากระดาษที่ถ่ายเอกสารเสร็จแล้ว ไปแปะสติ๊กเกอร์ เอาอ่างน้ำมาแช่แล้วขูดกระดาษออก เป็นกรรมวิธีดึกดำบรรพ์มากเทียบกับสมัยนี้ที่ทั้งตัดเส้น จัดรูปเล่ม ใส่ช่องคำพูด ใส่เอฟเฟคในคอมพิวเตอร์ได้เลย

และสิ่งที่ควรจะต้องตามให้ทันในยุคต่อไป เราคิดว่า E-book มันมาแน่ ต่อไปเราอาจจะขายงานหรือขายการ์ตูนเล่มของเราให้กับลูกค้าโดยตรงได้ทันทีโดยไม่ผ่านสำนักพิมพ์ ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอเทคโนโลยีต่อไป ซึ่งเหตุการณ์ที่เราคิดเอาไว้ว่ามาแน่ๆ เมื่อ 2-3 ปีก่อนเราคิดว่า คนไทยจะทำอาชีพ blogger กันเยอะขึ้นค่ะ จากที่เมื่อก่อนนั้น Blogger คืองานอดิเรกเฉยๆ แต่สำหรับประเทศเราจะพบว่ากระแสอะไรต่างๆนั้นจะช้ากว่าทางฝั่งอเมริกาหรือญี่ปุ่น,เกาหลีอยู่บ้าง

เกาหลีนั้นถึงกับมีเว็บเป็น portal ซึ่งนักเขียนการ์ตูนสามารถเขียนการ์ตูนเรื่องลงในเว็บได้ โดยถ้าเป็นที่นิยมก็จะได้เงินจากทาง web portal ในการเขียนการ์ตูน เป็นการว่าจ้างจากเว็บ เช่น Naver หรือ Daumซึ่งเปรียบเสมือน ​google ของเกาหลี (คนเกาหลีเข้า google น้อยกว่าเว็บดังกล่าว)

โดยการเขียนการ์ตูนลักษณะนี้ เรียกว่า webtoon ค่ะ ในการเขียน webtoon นี้ สิ่งที่แตกต่างจากการ์ตูนทั่วไปคือ หลายๆเรื่องมีสีด้วย และมีลักษณะคือ อ่านในแนวตั้ง ต่างจากการ์ตูนทั่วๆไปที่จะเขียนเป็นช่องแบบ A4 ธรรมดา และบางทีจะมีการใช้แฟลช อนิเมชัน และการใส่เสียงประกอบเพิ่มเติมทำให้งานอลังการมาก และการจัดเรียงช่องจะไม่ได้จัดสำหรับการพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มจริงๆ โดยที่นักเขียนการ์ตูนจะได้รับการว่าจ้างจากทาง web portal

ส่วนในอเมริกา จะพบว่าการแข่งขันในการเขียนการ์ตูนคอมิคของอเมริกานั้น มีอัตราการแข่งขันค่อนข้างสูงมาก มีคนที่ฝีมือดีๆในวงการมากมาย และตอนนี้ทางอเมริกาก็ outsource งานมาที่ภูมิภาคเรา(SEA-south east asia)มาก เนื่องจากค่าจ้างถูกกว่า เช่นประเทศฟิลิปปินส์ หรือ มาเลเซีย,สิงคโปร์ ที่ฝีมือดีและราคาถูกกว่าจ้างฝรั่งค่ะ นอกจากนี้ยังสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีด้วย และนักเขียนในอเมริกา ส่วนมากที่ไม่ได้ผ่านงานจากการเขียนการ์ตูนของสำนักพิมพ์ หรือไม่อยากเข้าระบบสำนักพิมพ์ก็จะพิมพ์ขายเอง โดยส่วนมากจะเป็นในรูปแบบ webcomic หรือการ์ตูนที่เขียนลงเว็บ

ซึ่งโมเดลของการทำแบบนี้นั้นจะคล้ายเรื่องของการผลิตเพลงค่ะ เช่น การทำเพลงในแต่ละเพลงนั้น บางทีก็จะมีวงที่ให้ดาวน์โหลดเพลงฟรีๆ แต่สามารถอยู่รอดได้จากการขายบัตร concert ทั้งนี้การทำ webcomic นั้น ก็เหมือนกันกับการทำธุรกิจอื่นๆนั่นก็คือต้องมีการโปรโมท และดึงคนเข้าเว็บให้มากๆ ซึ่งอาจจะมีขาย Ad หรือ ขายสิ่งของต่างๆไม่ว่าจะเป็นรวมเล่มการ์ตูน,โปสเตอร์,หรือสินค้าอื่นๆแล้วแต่นักเขียนการ์ตูนนั้นๆจะกำหนด ซึ่งถ้าไปดูเว็บคอมิคของต่างประเทศจะพบว่า เขาทำจนอยู่ได้ และดังขึ้นมาหลายเรื่องเช่น Penny Arcade,Megatokyo

ซึ่งถ้าถามว่าเราควรเปลี่ยนแปลงลายเส้นให้ทันกับสมัยนิยมไหม พี่คิดว่า สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราต้องตามโลกให้ทันไปกับการเปลี่ยนแปลงค่ะ ไม่เช่นนั้นเราก็จะคล้ายๆจะตายไปจากวงการได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น การล้มละลายของบริษัทโกดัก เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนไปตามกระแสโลกได้ นั่นก็คือโกดักชะล่าใจกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเรื่องของกล้องฟิล์ม โดยไม่คิดว่าจะมีวันที่คนเลิกใช้ฟิล์มไปจริงๆ

เพราะฉะนั้นการดังและดับมันเป็นเรื่องธรรมดาของอาชีพหลายอาชีพ อะไรที่ดังเปรี้ยงชั่วข้ามคืนมักจะอยู่ได้ไม่นาน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถโต้คลื่นกระแสของโลกใบนี้ได้หรือไม่ เรื่องของลายเส้นที่เป็นลายเส้นทันสมัยอาจจะไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน บางคนก็ชอบงานคนๆหนึ่งเนื่องจากงานเขาดูคลาสสิคหรือดูเก่า แม้อาจจะไม่เก่าเท่าพวกหน้ากากแก้ว ที่ตาเป็นประกายและเป็นที่นิยมในยุคหนึ่ง เรื่องของลายเส้นก็เหมือนกัน มันก็แทนการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ส่วนอาจารย์ที่คนๆหนึ่งชอบ ก็เปลี่ยนไปตามแต่ละยุคสมัย

เช่น ยุคหนึ่งเคยชอบคนๆนี้มาก แต่พอโตขึ้น ไปชอบนักวาดอีกคนนึงเป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้นั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนมาก ทำงานแบบที่น้องมีความสุขที่สุดจะดีกว่าค่ะ ไม่ต้องสนกระแส แต่ก็ไม่ทิ้ง ทำตัวเสมือนห่วงยางที่สามารถลอยน้ำไปได้เรื่อยๆค่ะ แต่สิ่งที่พี่ไม่แนะนำเลยคือ การเปลี่ยนแปลงลายเส้นตัวเองให้เป็นแนวที่ขายได้ดี

การเปลี่ยนแปลงลายเส้นตัวเองโดยไม่คำนึงว่าเป็นงานนั้นงานที่เราชอบหรืออยากทำหรือไม่ น้องจะเป็นพวก selling out ค่ะ คือขายวิญญาณตัวเองไปแล้ว นั่นก็คือทำงานเพื่อให้ได้เงินเป็นหลัก ซึ่งเมื่อน้องเอาเงินเป็นหลักในการทำงานเมื่อไร ตัวตนที่แท้จริงของน้องจะหายไปเรื่อยๆ ค่ะ เพราะการที่น้องทำงานตามบรีฟลูกค้า หลายๆครั้งน้องอาจจะคิดว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่น้องต้องการ ไม่ใช่งานที่น้องอยากทำ แต่ต้องทำเพราะเป็นงานที่ได้เงิน สุดท้ายน้องจะกลายเป็นจอกแหนตามลำคลองไป ไม่ใช่ห่วงยางนะคะ เพราะน้องไม่ได้เจออุปสรรคที่หนักหนา หรือคลื่นลมแรงๆเลย เพราะน้องได้เกาะกระแสไปเรื่อยๆในน้ำคลองที่นิ่งๆ พี่ไม่ได้บอกว่าการทำงานได้เงินมันผิดนะ มันไม่ผิด แต่น้องจะไม่ได้เจอคลื่นหนักๆแบบที่ห่วงยางเจอ น้องอาจจะเคยเป็นทั้งห่วงยาง หรือเผลอไปเป็นจอกแหนได้ในแต่ละช่วงชีวิต ซึ่งเดี๋ยวพอน้องเจอบทเรียนเข้า น้องจะรู้ได้เองค่ะ ว่างานแบบไหนที่เราเรียกว่า selling out ทั้งนี้เราแค่ไม่ต้องตกยุค แต่ไม่จำเป็นต้อง selling out อย่างที่พี่บอกค่ะ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์เช่นเคยค่ะ