สวัสดีค่ะ วันนี้ก็จะเป็น entry ที่เขียนเพื่อน้องๆหลายคนอีกเช่นกันค่ะ และเข้าสู่ประเด็นไส้แห้งอีกครั้งหนึ่งซึ่งจริงๆก็เป็นเรื่องที่หลายๆคนกลัวๆกันเมื่อคิดจะเป็นนักวาดเต็มตัว

q

จริงๆยุคนี้นั้น ไม่ใช่ยุคที่นักวาดและนักเขียนจะไส้แห้งอีกแล้วค่ะ เนื่องจากโลกมันเปลี่ยนไป อาชีพบางอาชีพหายไป อาชีพบางอาชีพ กำลังจะหายไป ทั้งนี้เราได้ยินมาว่า อาชีพที่เป็นอมตะนิรันดร์กาลไม่เคยหายไปเลยได้แก่ 1.ครู  2.ทหารและตำรวจ  3.พระ  4.ทนายความ  5.หมอ 6.พ่อค้าแม่ค้าแม่ค้า ซึ่งอาชีพเหล่านี้คงอยู่มาหลายสมัยและถ้าน้องทำอาชีพพวกนี้นั้น อัตราเสี่ยงในการตกงานจะต่ำกว่าอาชีพอื่นๆ และเป็นอาชีพที่เรียกได้ว่า ไม่มีการหายไปแน่นอนค่ะ

ส่วนนักวาดและนักเขียนนั้น จะพบว่า เป็นอาชีพที่ base กับความสามารถเฉพาะบุคคลของแต่ละคน ซึ่งในยุคนี้ที่มันดีมากก็คือ น้องสามารถสร้างฐานลูกค้า  หรือ  fanbase ได้โดยตรงค่ะ นอกจากนี้ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกานั้นอาชีพนักเขียน นักวาด และศิลปินนั้นเป็นอาชีพที่ดูดีมากและถ้าดังๆนี่คือเป็น celeb ค่ะคือดังด้วย นักเขียนสามารถขายงานผ่าน Amazon ได้เลย ซึ่งจากที่เราใช้ Kindle มานั้น เราพบว่า ไม่ว่ายังไงก็ตาม trend  ในการอ่าน ​E-book จะเพิ่มขึ้นมาก โดยอาจจะอ่านผ่าน Kindle,E reader ตัวอื่นๆหรือว่าจะเป็น Tablet ต่างๆ

สำหรับเรานั้น เราอยากเป็นนักวาดที่เขียนได้ค่ะ เพราะฉะนั้นเราจึงฝึกฝนการเขียนอย่างหนักมาหลายปี จนถึงตอนนี้นั้น เริ่มเขียนมากกว่าวาด เพราะเราพบว่ามันสนุกดีค่ะ เวลาเขียนนะ สำหรับเราไม่มีอะไรมาก มันคือการเขียนสิ่งที่เราคิดออกมาเท่านั้นค่ะ ช่วงปีแรกๆนั้นเรามักจะเขียนเคาะบรรทัดเยอะมาก เนื้อหาในการเขียนมีอยู่นิดเดียว

แต่มาพบที่หลังว่านั่นคือสไตล์การเขียนแบบหนึ่งที่เน้นเขียนง่าย เข้าใจง่าย และเหมาะกับคนไทย นั่นก็คือคนไทยชอบอ่านอะไรสั้นๆ กระชับ ได้ใจความ ตรงประเด็น ทั้งนี้เหตุผลในการเชียนของเราไม่ใช่เพื่อให้คนอ่านเพียงอย่างเดียว แต่เราเขียนยาวขึ้น เพื่อให้ longtail keyword ติดอันดับผลการค้นหาใน google

ยกตัวอย่างเช่น เรามักจะถามน้องทุกคนที่มาเรียนวาดภาพกับเรา ถามว่ารู้จักเว็บเราได้อย่างไร บางคนก็บอกว่า Search  คำว่า  Tablet แล้วมาเจอเว็บเราขึ้นหน้าแรก google ค่ะ ซึ่งการทำให้เว็บติดหน้าแรก google นั้น เราศึกษา SEO (วิธีการปรับแต่งผลการค้นหาให้ติดอันดับ google) เราแทบไม่ได้ทำอะไรเพิ่มมาก แค่เลือก theme ให้สอดคล้องกับหลัก SEO,ติด Plugin ช่วยเพิ่ม แต่หลักการที่เราพบและใช้ได้ผลก็คือ การเขียนบทความสดใหม่ให้ปริมาณมากพอ และสม่ำเสมอพอค่ะ

 

เนื่องจาก google ชอบเว็บที่อัพเดทบ่อยและสม่ำเสมอ นอกจากนี้ก็ปรับ  Title  คือให้มีคีย์เวิร์ดอยู่ในชื่อหัวข้อ,หรือมีคีย์เวิร์ดในชื่อ ​Video ก็จะสามารถติดผลการค้นหาใน google ได้ และ longtail keyword ตามหลักการที่ Chris Anderson บอกก็คือ คีย์เวิร์ดที่ไม่ใช่เป็นคีย์เวิร์ดหลักที่คนทั่วไปใช้หาเว็บคุณ แต่มันเป็นคีย์เวิร์ดย่อยๆรวมกัน เช่น คีย์เวิร์ดหลักเว็บนี้คือ สอนวาดการ์ตูน,สอนวาดภาพประกอบ ส่วน longtail ก็คือ สีน้ำ,แทบเล็ท ฯลฯ

เราเพิ่งซื้อ video คอร์ส The art of freelancing ของ Noah Bradley มาค่ะ Noah นี่ช่วงหลังๆก็ดูเหมือนว่าจะเลิกทำฟรีแลนซ์ไป เนื่องจากต้องการเวลาให้กับ project ส่วนตัวของเขา มีประเด็นที่สำคัญอยู่ในเรื่องเช่น ระหว่างงานวาดราคาถูกๆ กับงานฟรีที่เป็นโปรเจคตัวเองเราควรเลือกงานไหน Noah บอกว่า ถ้าเป็นเขา เขาจะเลือกงานฟรีหรือเรียกว่างาน probono ค่ะ เนื่องจากงานฟรีนั้น เราสามารถใช้เป็น portfolio ได้ แต่ว่างานวาดราคาถูกมักจะมีปัญหาตามมามากมาย หรือมันอาจจะทำให้เราทำงานไม่เต็มที่ และงานนั้นไม่สามารถเอามาใส่พอร์ทได้ด้วย

และถ้ามันออกไปและเราลงไปทำมันก็อาจจะเสียชื่อ ยกตัวอย่างเช่น การวาดหน้าปกนิยายแนวผู้ใหญ่ หรือ  R-18 การที่เราทำงานแนวนี้ จะพบว่าคนก็จะติดภาพเราค่ะ ว่าเราทำงานแนวนี้นะ แล้ว  personal brand ก็จะเสียไป ในการที่จะรับงานอะไรมาทำ เราควรนึกถึงผลของมันในระยะยาวค่ะ เช่น งานนี้ให้ความก้าวหน้ากับเราหรือไม่?และตอบโจทย์ชีวิตเราหรือไม่?เป็นภาพที่เราอยากให้คนอื่นๆเห็นหรือไม่ ถ้ามันเป็นงานที่ได้เงินดี แต่เจ้าของสั่งให้ copy style คนอื่น แบบนี้ก็จะมีผลเสียต่อตัวเราเองค่ะ เพราะฉะนั้นอย่าทำงานที่เราไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นนักวาดแบบนั้นค่ะ ยกเว้นคุณจะจงใจให้ภาพที่ออกมาเป็นแบบนั้นจริงๆ

นอกจากนี้ Noah ก็ยังบอกว่า การทำงานสวยๆอลังการๆนั้น ทำให้เราได้งาน ถ้าหากเราโชว์งานของเราให้กับคนที่ถูกต้อง เช่น เอาให้ art director ของบริษัทที่เราอยากทำงานด้วยดูค่ะ

ถ้าถามว่าทำยังไง เราถึงจะทำงานวาดและเขียนได้ดี โดยที่ไม่ได้เสียจุดยืนของเราไป อย่างที่เราพูดใน entry ที่แล้ว นั่นก็คือ เราควรจะมีงานที่เลี้ยงชีพเราได้ เป็นงานที่เราชอบอยู่ เช่น อาจจะเป็น  graphic designer,web design,illustrator,creative,copywriter,สถาปนิก อะไรก็ตามที่เป็นงานที่ทำให้เราได้เงินมาเลี้ยงชีวิตของเราก่อนค่ะ

เนื่องจากมันเป็นเรื่องยากมากที่น้องจะทำงานศิลปะให้ดี ในขณะที่น้องยังติดอยู่กับการที่ทำงานแล้วไม่ได้เงินมากนัก หลายๆคนอาจจะบอกว่า อ้าว ถ้าอย่างนั้นทำไมเราไม่เป็นนักวาดไปเลย โดยงานวาดเป็นงานที่เราอยากทำจริงๆด้วย จะบอกว่า ทำได้เหมือนกันค่ะ ถ้าน้องทำใจได้ว่า น้องจะไม่ได้เป็นตัวเองถึง 100% หรอกในการทำงานที่มันไม่ฟรี หรืองานที่ไม่ใช่งาน  personal ตราบที่น้องยังวาดรูปเพื่อเงินน้องต้องทำตามใจลูกค้า บางทีก็ไม่ได้ทำงานที่ตัวเองอยากทำ ทั้งนี้ถ้าน้องรับประเด็นนั้นได้ น้องก็จะสามารถเป็นนักวาดที่ดีได้ค่ะ นั่นก็คือการวาดตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการนั่นเองค่ะ

ซึ่งเส้นทางของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ถามว่าเราเสียดายไหมที่ไม่ได้ไปสุดทางของสาย  illust เราคิดว่าเราเฉยๆค่ะ เนื่องจาก การที่เรามาเส้นทางนี้ เราก็มีความสุขดีอยู่แล้ว และการที่เราทำงานเขียน,ทำงานวาดอย่างที่อยากจะทำนั้น โดยมีคนติดตามอ่าน ติดตามดูอยู่ประมาณหนึ่ง การที่เราสามารถเขียน โดยที่มันเป็นแรงบันดาลใจ หรือทำให้ชีวิตคนอื่นๆดีขึ้นนั้น เราถือว่าเป็นงานที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวตนได้ สำหรับเรามันเป็นคุณค่าทางจิตใจ และนี่คืออุดมการณ์ในการทำงานของเรา

เราฟังคอร์สของ Noah แล้ว เราก็คิดว่ามันก็มีประเด็นนี้ค่ะ นั่นก็คือ การเป็นนักวาดที่วาดรูปเพื่อเงินและการทำงานตามโจทย์ เรื่องนี้มันยากและมันละเอียดอ่อนค่ะ ขนาด Norman Rockwell ที่เทพขนาดนั้นแล้วก็เป็นนักวาดขวัญใจชาวอเมริกัน ยังถูกหาว่าเป็นช่างเขียนภาพ ไม่ใช่ Artistเลยค่ะ  นอกจากนี้เราไม่ทราบว่าใครเป็นคนคิดเรื่องศิลปะชั้นสูง ศิลปะชั้นต่ำ ถ้าเป็นงานที่ขายคนหมู่มาก เป็นงานที่คนส่วนใหญ่เข้าใจได้ อย่าง Norman  ก็จะเรียกต่ำ แต่คนขายงานวาดตัวเองเรียกว่าชั้นสูงไป

ซึ่งจริงๆมันไม่ควรแบ่งชนชั้นกันแบบนี้ ศิลปะที่ดี มันก็คือศิลปะที่ดี ไม่ว่ามันจะเป็นงาน mass หรือไม่ mass ทั้งนี้มันเป็นมาตรฐานที่เขาคิดกันมาหลายศตวรรษแล้วค่ะ โดยที่ศิลปะที่เกี่ยวข้องกับงาน  Pop culture ทั้งหมด จะถูกเรียกว่าศิลปะชั้นต่ำ แต่มีคนบางคนอยู่ระหว่างนั้น คือระหว่างสูงกับต่ำ เช่น Takashi Murakami(เคยทำงานร่วมกับ Louis Vuittonโดยเป็นคนคิดลายโมโนแกรม),Audrey Kawasaki,Mark Ryden พวกนี้คือคนที่วาดงานศิลปะที่ดูแล้วคนทั่วไปเข้าใจได้ไม่ยากนัก ในขณะเดียวกันก็สามารถขายงานตัวเองได้ในราคาค่อนข้างสูงเทียบกับคนทั่วไปในสายเดียวกัน

ซึ่งการทำงานเพื่อให้มีชีวิตรอด(Live to work) กับการทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองมันต่างกัน(Work to live) ซึ่งหลายๆคนก็คงอยากจะทำงานที่มีความหมายต่อชีวิตและขายได้ทั้งนั้นค่ะ ไม่มีใครอยากทำงานแล้วไส้แห้งค่ะ แต่คนส่วนมากอยากออกมาเป็นฟรีแลนซ์ อยากทำอะไรที่เป็นของตัวเองจริงๆเยอะมาก แต่ทำไมคนส่วนน้อยจึงสามารถทำได้ ?

น้องต้องดูว่า คนที่ไปรอด กับไม่รอด มันแตกต่างกันตรงไหน? พี่จะบอกว่า มันต่างกันตรงแนวคิดและการกระทำค่ะ ถ้าน้องเชื่อว่าน้องไม่คู่ควรกับรายได้ที่ดี ได้ทำงานที่อยากทำจริงๆ หรือน้องรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง คำพูดและแนวคิดของน้องมันก็จะสะท้อนไปที่การกระทำ นั่นก็คือเวลาน้องคุยกับลูกค้า น้องจะไม่สามารถ present  ตัวเองหรือสามารถขายงานได้อย่างมั่นใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันต้องไปปรับที่แนวคิดเบื้องต้นของน้อง นั่นก็คือ น้องต้องคิดว่าน้องเป็นคนเก่ง น้องคู่ควรกับสิ่งที่ดีๆที่จะได้รับ คู่ควรกับงานที่ได้ค่าตอบแทนสมกับค่าเหนื่อย เมื่อน้องมีความเชื่ออีกแบบหนึ่ง การกระทำของน้องก็จะเปลี่ยนไปค่ะ

น้องจึงต้องแยกแยะ ระหว่างอุดมการณ์ในการทำงาน ที่มัน ideal หรือมันเป็นอุดมคติเฉพาะตัว สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลค่ะ ซึ่งน้องจะต้องหาวิธีให้อุดมการณ์มาตรงกับสิ่งที่น้องอยากทำจริงๆในชีวิต โดยไม่ได้สูญเสียตัวตนของตัวเองไปอย่างที่กล่าวๆไว้ใน entry ที่แล้วๆมา ก่อนที่จะทำงานตามอุดมการณ์หรืองานที่มีความหมายกับชีวิตจริงๆ น้องควรจะอยู่รอดให้ได้ก่อน เนื่องจากอุดมการณ์อย่างเดียว แล้วท้องยังหิว ยังอยู่ไม่สบาย น้องไม่สามารถทำงานได้ดีแน่ค่ะ ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ยกเว้นว่าน้องจะให้เวลาตัวเองซัก 2-3 ปีในการทำสิ่งที่น้องอยากทำจริงๆ ซึ่งพี่ก็กำลังทำสิ่งนั้นอยู่ค่ะ การทำงานในอุดมคติ นั่นก็คือ การเขียนงานเพื่อให้คนรุ่นถัดๆไปอ่านและสร้างแนวความคิดที่ถูกต้องในการทำงานด้านนี้ให้สำเร็จและดี

ถ้าถามว่าทำยังไงถึงไส้ไม่แห้งนี่ จริงๆเคยเขียนไว้หลายเอนทรี่แล้วนะคะ แต่อันนี้จะพุดถึงเรื่องแนวคิดมากกว่า โดยรวมๆแล้วก็คือ น้องต้องทำวิธีไหนก็ได้ที่ทำให้น้องสามารถตั้งตัวได้เร็วที่สุด นั่นก็คือการเก็บเงินก้อน ให้เร็วที่สุด อย่าเพิ่งคิดลงทุนณ.ขณะนั้นค่ะ เนื่องจากการลงทุนทุกชนิดทำให้น้องต้องศึกษาข้อมูลเยอะมาก แล้วน้องก็จะโฟกัสหลุด ทำให้เต็มที่ แล้วก็ใช้เงินทุนจากตรงนั้นในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน โดยที่พยายามสร้างฐานลูกค้าให้เร็วที่สุด โดยจะพบว่า ฐานลูกค้าแต่ละแบบ เราจะสามารถขายผลิตภัณฑ์หรือบริการได้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่า ฐานลูกค้าน้อง เป็นชายหรือหญิง,อายุเท่าไร,อยู่ทีไ่หน ความสนใจคืออะไรค่ะ ส่วนวิธีอื่นที่พี่ทำนั่นก็คือ สร้างความมั่นคงจากงานที่รักในระดับหนึ่ง(งานสอน) แล้วเอาเวลามาทำงานที่อยากทำอื่นๆ(วาด,เขียน)

หวังว่าจะเป็นประโยชน์เช่นเคยค่ะ