จากครูมุ่ย/ครูเต้ยถึงผู้ปกครองและน้องเรื่องเรียนวาดกับเราค่ะ

สวัสดีค่ะ สำหรับ entry วันนี้จะเขียนถึงผู้ปกครองโดยเฉพาะนะคะโดยพี่มุ่ยจะฝากถึงผู้ปกครองน้องๆที่จะเรียนวาด และพี่เต้ยในส่วนของน้องๆ ซึ่งจะเขียนให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากมีผู้ปกครองหลายคนมากที่หาที่เรียนวาดรูปให้น้องๆอยู่ และเราก็ได้รับสายจากผู้ปกครองเยอะพอสมควร และผู้ปกครองส่วนมากก็ถามเรื่องเดิมจึงอยากฝากไว้ตรงนี้นะคะ

valentines_day_2014-wallpaper-1280x800

credit:http://wallpaperswide.com

ความคิดของครูมุ่ยถึงผู้ปกครอง

1.การเรียนอะไรก็ตาม ถ้าเด็กไม่มี passion หรือว่าความชอบในการเรียนนั้นๆแล้ว เด็กจะขาดความทะเยอทะยานในการทำสิ่งนั้นให้ดีๆค่ะ

มีน้องหลายคนผู้ปกครองพามาเรียน และพบว่าน้องมีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษในด้านวาด แต่เกรดในโรงเรียนน้อย ครูคิดว่า ผู้ปกครองควรสนับสนุนในความสามารถของเด็กค่ะ

เนื่องจาก ที่เขาเรียนไม่เก่งในโรงเรียน ไม่ใช่เด็กโง่นะคะ หรือเรียนตามเพื่อนไม่ทัน แต่บางที โรงเรียนไม่ได้สอนสิ่งที่น้องเขาอยากเรียนจริงๆ ถ้าผู้ปกครองสังเกตนิด ดูว่ายามว่างน้องชอบทำกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?และน้องเขาอยากเรียนอะไรกันแน่?

ถ้าผู้ปกครองสนับสนุนในสิ่งที่เขาอยากทำจริงๆในชีวิต น้องเขาจะไปได้ไกลกว่าการที่ผู้ปกครองบังคับให้เด็กเรียนคณะนั้นๆโดยไม่สมัครใจค่ะ และการที่ให้อิสระเด็กเลือกเรียนสิ่งที่เขาชอบ หรืออยากทำให้ดีนั้น เด็กจะมีแรงจูงใจในการเรียนสูงกว่าค่ะ

2.อาชีพนักวาดภาพประกอบ/นักเขียนการ์ตูน ในยุคถัดไปจากนี้จะไม่ไส้แห้งค่ะ

ถ้าเก่งจริงๆสามารถทำงานได้ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ เพราะโลกเชื่อมถึงกันหมดแล้วค่ะ สิ่งที่ทำให้เรายังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอยู่ก็น่าจะเป็นเรื่องของภาษาอังกฤษ ถ้าน้องๆขอร้องคุณแม่หรือคุณพ่อ ว่าอยากเรียนภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ภาษาจีน หรือภาษาอะไรที่นอกเหนือไปจากภาษาอังกฤษ ผู้ปกครองน่าจะให้น้องเขาเรียนนะคะ หรือถ้าเขาไม่ชอบภาษาอังกฤษเลย  ทางผู้ปกครองควรหาที่เรียนที่สอนภาษาอังกฤษที่สนุกๆให้น้องเรียน เนื่องจากการที่น้องไม่เก่งภาษาอังกฤษอาจจะมาจากการที่เจออาจารย์สอนไม่ดี เลยเกลียดวิชาภาษาอังกฤษไปค่ะ

เนื่องจากถ้าน้องเก่งภาษา เราสามารถรับงานจากประเทศที่ใช้ภาษานั้นๆได้โดยตรง เนื่องจากความสามารถทางด้านภาษาจะทำให้น้องไปไกลกว่าคนอื่นๆในสายอาชีพเดียวกันเยอะมาก ถ้าน้องไม่เก่งภาษาแล้ว น้องจะขาดโอกาสในชีวิตหลายๆอย่างไปค่ะ สิ่งที่น้องควรเก่งในยุคถัดไปคือเรื่องของภาษาค่ะ

3.ผู้ปกครองบางครั้ง หวังดีกับน้องๆมาก

เข็นให้น้องเรียนหลายวิชา ทั้งติวเอนท์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แล้วก็ให้น้ำหนักกับเกรดในโรงเรียนมากกว่าความสามารถจริงๆของน้องๆ บางทีผู้ปกครองก็ไม่ได้ถามว่า น้องๆเขาอยากเรียนอะไร ผู้ปกครองมักจะห่วงอนาคตน้องๆที่เรียนในโรงเรียนไม่ค่อยดี ครูเชื่อว่าเด็กทุกคนเป็นเด็กเก่งค่ะ ถ้าทราบประวัติของโทมัส อัลวา เอดิสัน หรือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์จะพบว่าอัจฉริยบุคคลเหล่านี้ ไม่ใช่เด็กที่เรียนเก่งในโรงเรียนทั้งสิ้น

เอดิสันพ่อแม่ถึงกับต้องจ้างครูมาสอนเนื่องจากเกรดในโรงเรียนของเขาแย่เกินเยียวยา แต่เขาทั้งสองเป็นนักฝันค่ะ เขาเป็นคนที่พยายาม และไม่ได้คิดว่าตัวเองโง่ที่เรียนไม่เก่งในโรงเรียน ทำให้ทั้งสองกลายเป็นนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ หรือยกตัวอย่างในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นบิล เกตต์ หรือมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ล้วนเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น

การศึกษาในระบบ ไม่ได้สะท้อนคุณภาพของเด็กค่ะ การที่ผู้ปกครองพยายามยัดให้เด็กเรียนทุกอย่างตามตารางหรืออนาคตที่พ่อแม่วางไว้ เช่น เป็นหมอ เป็นทนาย วิศวกร ทำอาชีพที่มั่นคง  โรงเรียนส่วนมากนั้นล้วนบ่มเพาะเด็กให้เป็นมนุษย์เงินเดือนหรือออกจากมหาวิทยาลัยมาแล้ว ไม่ได้ทำกิจการของตัวเองหรือเป็นผู้ประกอบการ

แต่ไปอยู่ในระบบ เป็นลูกจ้างของคนที่เรียนเก่งน้อยกว่าแต่มีความเป็นผู้ประกอบการทั้งสิ้น ทั้งนี้การที่เป็นลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนนั้นไม่ผิดค่ะ เนื่องจากเด็กบางคนไม่ได้สนใจที่จะทำกิจการของตัวเอง น้องอาจจะอยากได้งานบริษัทที่ดีๆ และมั่นคง ซึ่งแต่ละคนมีทางเลือกในชีวิตที่ต่างกัน

จะพบว่ายุคถัดไปนั้น ไม่ใช่ยุคอุตสาหกรรม ยุคนี้คือยุคข่าวสารข้อมูลค่ะ การที่เรียนทุกอย่างโดยที่ไม่รู้จะโฟกัสตรงไหนทำให้เด็กหลงทาง เนื่องจากพ่อแม่ได้กรุยทางให้เขาหมดแล้ว โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์ในการเลือกอาชีพหรือทางเดินให้ตัวเองเลย ผู้ปกครองหลายๆคนไม่ยืดหยุ่นกับเด็ก โดยอาจจะพูดรุนแรงกับเด็ก ในกรณีที่เด็กอยากทำงานที่เขาใฝ่ฝัน ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป,ทำงานฝีมือหรือเรื่องอื่นๆ สุดท้ายน้องก็จบมาแบบคนธรรมดาในสายงานนั้น โดยที่ทิ้งความฝันตัวเองไว้เบื้องหลัง

4.ครูคิดว่า ผู้ปกครองต้องดูว่าน้องเขาอยากเรียนไหม?

เขามี passion ในสิ่งที่เขาเรียนไหม?ถ้าเขาอยากเรียนวิชานั้นจริงๆ เขาจะมีการกระตือรือล้น หาที่เรียนเสริมเรื่องนั้นๆด้วยตัวเอง และเวลานั้นๆจะเป็นเวลาที่พ่อแม่สามารถ support หรือช่วยดันให้น้องๆไปทางนั้นได้ค่ะ

ทั้งนี้ครูไม่ได้บอกให้ผู้ปกครองนำเด็กมาเรียนกับครู อย่างเช่น ผู้ปกครองผ่านมาอ่านบทความในเว็บนี้โดยบังเอิญ แล้วก็พอดีหาที่เรียนให้น้องๆโดยตรง ครูจะแนะนำให้ผู้ปกครองสังเกตเด็กหรือถามเด็กก่อนค่ะ ว่าเขาอยากเรียนไหม?หรือผู้ปกครองหาให้ลงให้เรียนให้เต็มเวลาว่าง

การที่เด็กเรียนมากๆอาจจะทำให้เกิดความเครียด นอกจากนี้ การที่เขามาเรียนวาดโดยไม่มีพื้นฐานใดๆในการวาด แล้วพอวาดไม่ได้ เด็กจะเริ่มโทษตัวเองว่าไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้ พอเจอโจทย์ที่ยากขึ้น เด็กก็ถอดใจแล้ว พอเรียนไปถึงระยะหนึ่งก็หยุดเนื่องจากเจอโจทย์ยากขึ้นแล้วไปไม่ไหว ซึ่งเด็กที่มี  passion จะไม่เป็นแบบนี้ อันนี้จะมาจากการที่เด็กไม่มี  passion คือความสนใจในอาชีพ

5.ครูไม่รับเด็กที่ไม่อยากเรียนกับครูนะคะ

เพราะครูคิดว่าครูไม่สามารถสอนเด็กที่ไม่มี passion ได้ จริงๆสอนได้ แต่เด็กพวกนี้ดูดพลังครูมาก มาเรียนด้วยสีหน้าเบื่อ ไม่ได้ชอบ ครูไม่อยากใช้เวลากับเด็กลักษณะนี้เนื่องจากมันเสียเวลาค่ะ เนื่องจากจริงๆครูสอนแล้วเก็บค่าเรียนก็จริง แต่ครูไม่ได้อยากสอนเด็กที่ไม่สนใจด้านนี้เลย

แต่เด็กไม่เก่งนี้ครูเช้าใจค่ะ การสอนใครคนใดคนหนึ่งเราย่อมอยากเห็นความกระตือรือล้นของเด็กที่เรียน ทั้งนี้เด็กที่ไม่เก่ง กับ ไม่มี passion ต่างกันค่ะ ผู้ปกครองสามารถดูได้เลย เด็กวาดรูป วาดการ์ตูนยามว่างหรือเปล่า?เด็กอ่านการ์ตูน เสพย์รูปวาด ซื้ออาร์ทบุค ซื้อการ์ตูนมาเก็บไว้หรือเปล่า เด็กอาจจะวาดไม่เก่งวันนี้ แต่ถ้าเขามี passion ในสิ่งที่เขาทำ เขาจะเก่งขึ้นเมื่อได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องในการพัฒนางานตัวเองค่ะ

เด็กทุกคนที่เรียน ควรจะอยากวาดรูปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และชอบทางนี้ เลยอยากเรียน ถ้าน้องไม่ได้อยากเรียน ไม่มี passion ในด้านนี้ ครูคิดว่าควรเอาเวลาไปลงเรียนภาษาน่าจะทำให้ชีวิตน้องดีกว่าค่ะ

เนื่องจาก สายงานภาพประกอบ ถ้าเก่งๆแล้ว รายได้ดีพอสมควรก็จริง แต่ถ้าน้องอยากทำงานภาพประกอบหรือว่าวาดการ์ตูนเพื่อเงินอย่างเดียว โดยที่ไม่มี passion น้องไม่สามารถรวยจากอาชีพนี้ได้เลยค่ะ (เพราะขนาดคนมี passion แต่ทำสายอาชีพนี้ไม่รอดยังเยอะเลย แต่จะบอกว่างานภาพประกอบเป็นงานที่มีอนาคต ถ้าน้องชอบและอยากไปไกลในสายนี้ น้องอยู่ช่วงเวลาที่ถูกต้องแล้ว นั่นก็คือ มีอินเตอร์เนทให้ใช้ทำให้น้องทำงานที่ไหนก็ได้)

6.นอกจากนี้ ผู้ปกครองหลายๆคนอาจจะคิดว่า การเป็นนักวาดภาพประกอบนั้นจน หรือ รายได้ไม่ค่อยดี 

จริงๆแล้วอันนี้มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างด้วยกันค่ะ แต่ครูจะบอกว่า วงการนี้อยู่ยากค่ะ ถ้าไม่มี  passion ในสิ่งที่ทำ เพราะว่าถ้าไม่มี passion ในด้านนั้นๆ งานน้องจะธรรมดาไปเลย เพราะน้องจะไม่ได้คิดอยากเก่งขึ้น แต่ถ้าน้องมี  passion เป็นทุนเดิมน้องจะไปได้สวยค่ะ จำไว้ว่า ท้อเป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร แล้วกันค่ะ

ผู้ปกครองอาจจะอยากทราบว่า การเรียนวาดภาพประกอบนั้น  เด็กมีทางเลือกในการประกอบอาชีพหรือไม่ หรือจะประกอบอาชีพอะไร อย่างที่รู้กันว่า ต่อไปจะเป็นยุค AEC แล้ว ดังนั้นการที่เด็กจะไปได้ไกลนั้น ยุคถัดไปก็คือ ยุคที่งาน creative ทั้งหลายรุ่งค่ะ ไม่ว่าจะเป็นนักวาด,นักเขียน,designer แขนงใดๆก็ตาม อย่างที่ครูบอกว่าอาชีพอะไรที่สามารถใช้เครื่องจักรแทนได้จะหายไป จะมีอาชีพใหม่ๆโผล่ขึ้นมาในโลกยุคใหม่  โอกาสในการทำงานศิลปะแล้วรุ่งจะมากกว่ายุคก่อนค่ะ

รวมไปถึงนักวาดการ์ตูนด้วย ที่จะรุ่งขึ้นมา เนื่องจากการทำอาชีพเหล่านี้ มันต้องใช้สมองในด้าน creative ซึ่งสิ่งเหล่านี้เครื่องจักรไม่สามารถทดแทนได้อย่างที่บอก ในขณะที่อาชีพบางอย่างที่สามารถใช้เครื่องจักรทำแทนได้จะหายไปเลย ไม่ต้องดูอะไรที่ไกลมากค่ะ เช่น พนักงานในศูนย์อาหารที่คอยแลกคูปอง ถ้าไปตามห้างเทสโกจะพบว่าใช้เครื่องขายแทนบางส่วนแล้วค่ะ

ขณะเดียวกันงานที่มีความเฉพาะตัวสูงอย่างงานภาพประกอบนั้น สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ขนาดคนฝรั่งยังมาอยู่ไทยแล้วเปิดบริษัทสบายๆเลย เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองอาจจะห่วงน้องที่อยากเรียนน้อยลงค่ะ และถ้าน้องอยากเรียนคณะไหนมากๆแล้ว โดยที่เป็นการตัดสินใจของตัวน้องเอง ถ้าให้เขาไปเรียนนั้น จะทำให้เด็กมีความสุขกว่าการเรียนคณะที่เขาไม่ได้ชอบค่ะ

ความคิดของครูเต้ยถึงน้องๆที่เรียน

สำหรับการสอนของทาง illustcourse จะเน้นการเรียนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางค่ะ คือเราจะพัฒนาการสอนและยืดหยุ่นคอร์สตามความสามารถของเด็ก เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าเราสอนแบบไหน ครูเต้ยสอนเน้นความสุขของผู้เรียนมาเป็นอันดับแรกค่ะ และเราก็จะสอนอย่างมีความสุขไปด้วย เพราะถ้าผู้เรียนไม่มีความสุขในการเรียนแล้วการดึงศักยภาพและความสามารถออกมาก็ยากค่ะ

ครูเต้ยเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถที่จะทำได้ ถ้าเราตั้งใจจริง เพราะเราจะสามารถเอาชนะอุปสรรคที่มาขวางได้ เหมือนกับคนที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ เขาเหล่านั้นไม่ได้ทำครั้งเดียวแล้วประสบความสำเร็จเลยค่ะ

แต่เขาสามารถที่จะล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ได้อย่างไม่ย้อท้อ เพราะเขามีเป้าหมายที่ชัดเจน เขารู้ว่าจะเดินไปไหน และทำอะไรอยู่ บางคนก็มีเงื่อนไขที่จำเป็นค่ะ เช่น มีหนี้ คือเป็นภาวะที่ล้มไม่ได้ อยู่ในสภาวะกดดัน

น้องๆ ที่อยากวาดรูปเก่งก็เหมือนกันค่ะ ถ้าน้องมีแรงบันดาลใจที่แรงกล้ามาก มีความตั้งใจที่จะทำให้ความฝันของน้องเป็นจริง ในลักษณะที่น้องถอยกลับหลังไม่ได้ น้องลุกขึ้นเดินทีละก้าวอย่างไม่ย้อท้อ วันนึงน้องก็จะถึงจุดที่น้องตั้งไว้ค่ะ วันนั้นน้องอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะคนเรามักจะมองในแนวระนาบค่ะ เวลาที่เราเห็นยอดเขาเราต้องเงยหน้ามอง แล้วคิดว่ามันสูงจังนะ

แต่พอเราเดินมาถึงแล้ว เรากลับไม่ค่อยรู้สึกตัว เพราะไม่ค่อยจะหยุดมองค่ะ พอถึงจุดที่ต้องการกลับเงยหน้ามองถึงจุดต่อไปซะแล้ว เพราะงั้น ค่อยๆ ฝึกและพัฒนาตัวเองในทุกวันก็จะเก่งขึ้นมาได้ค่ะ ทางครูเต้ยและครูมุ่ยก็จะคอยเป็นโค้ช เป็นหางเสือให้กับน้องๆ ให้เดินไปในเส้นทางเราคิดว่าเหมาะสมกับน้อง คอยเป็นกำลังใจให้น้อง ครูทั้งสองเชื่อค่ะ ว่าถ้าน้องตั้งใจจริงและคิดอย่างแน่วแน่ ไม่ท้อถอย ทำในสิ่งที่น้องรักและมีความสุขไปเรื่อยๆ วันนึงน้องจะประสบความสำเร็จค่ะ

ความสำเร็จในฐานะคนคนนึง สำหรับครูเต้ยแล้วก็คือการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน อย่างมีความสุข มีสติ มีความรักในสิ่งที่ทำและมีรายได้ที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของตัวเอง และความสำเร็จไม่ใช่ได้มาแค่ชั่วข้ามคืนค่ะ ความจริงเราสั่งสมมันมาเรื่อยๆ ทุกขณะ ทุกรายละเอียด ทุกความคิดของเราเหมือนกรุงโรมที่ไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียวค่ะ

เด็กๆ มักจะถามว่าเรียนแล้วจะเก่งเลยไหม หรือเรียนจบแล้วน้องจะวาดได้แบบคนที่น้องชอบเลยหรือเปล่า ครูมีหน้าที่แนะนำในสิ่งที่คิดว่าเหมาะสมค่ะ แต่ที่เหลือคือพลังจากความตั้งใจของน้องและการสนับสนุนจากพ่อแม่ผู้ปกครองก็จำเป็นเช่นกันค่ะ ถ้าเด็กได้รับการแนะนำและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับตัวเด็กเองหมั่นฝึกฝน วันนึงก็จะสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้ค่ะ

สำหรับคนที่คิดว่าเรื่องความ creative เป็นเรื่องยากจัง และคิดว่าเราจะทำได้หรือเปล่า จริงๆ แล้วทุกอย่างในโลกนี้เราก็ไม่ได้ทำเป็นมาตั้งแต่แรกค่ะ บางคนที่มีพรสวรรค์อาจจะทำให้พวกเขาฝึกได้เร็วกว่า คนธรรมดาก็สามารถฝึกได้ค่ะ เพียงแค่ต้องใช้เวลาและกระบวนการที่เป็นขั้นตอน ในตอนแรกเราก็จินตนาการไม่ออกหรอกค่ะ แต่ถ้าเราฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหาบ่อยๆ สมองจะถูกกระตุ้นให้เกิดไอเดียขึ้นมาเอง

และความคิดสร้างสรรค์นี่ ใช้ได้ในทุกสาขาอาชีพค่ะ ถ้ามีความคิดสร้างสรรค์ก็เหมือนเรามีสูตรอาหารอร่อยๆ ที่ใครก็เลียนแบบเรายากค่ะ เพราะความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของการสั่งสมประสบการณ์ที่จะใช้การตัดสินใจและรสนิยมส่วนตัว คงยากค่ะ ที่จะมีใครเหมือนเราเป๊ะๆ 100% ในทุกเรื่อง คนเราไม่เหมือนเครื่องจักรที่สามารถคำนวนได้ผลเท่ากันตลอด และความแตกต่างของเรานั่นแหละค่ะ ที่ทำให้เรามีเสน่ห์

หากใครวาดรูปได้ และสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ภาพตัวเองให้เกิดแรงบันดาลใจต่อตัวเองและผู้อื่นได้ด้วย ก็ถือว่าได้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาลงไปบนโลกนี้ด้วยค่ะ วันนึงต้นไม้ที่มีรากฐานจากแรงบันดาลใจที่ดีก็จะเติบโตและงดงามเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อไป อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวค่ะ ศิลปะอยู่รอบตัวเรา ความคิดสร้างสรรค์ใช้ได้ทุกอาชีพ และการดีไซน์คือการแก้ปัญหา ถ้าเราใช้ทักษะเหล่านี้ในการใช้ชีวิตของเราอย่างสม่ำเสมอ เราจะพบกับความสุขที่อยู่ไม่ไกลตัวเราเลยค่ะ