สวัสดีค่ะ วันนี้ก็จะมาพบกับ entry ที่อาจมีน้องหลายคนสงสัยอีกแล้วค่ะ เรื่องนี้ ก็เลยเขียนออกมาให้อ่านกันดู

i_love_coffee-wallpaper-1440x900

 

credit:http://wallpaperswide.com/

ถ้าถามว่ากลับลำจากอาชีพอื่นมาสายการวาดนั้น คงต้องถามน้องว่า น้องมีทักษะประมาณไหน?สไตล์การวาดภาพประกอบของน้องเป็นอย่างไร?น้องเคยสร้าง fanbase ของตัวเองไว้หรือไม่?

เนื่องจากการที่น้องเปลี่ยนอาชีพไปเป็นสายของการวาดหรือการเขียนนั้น น้องต้องมีสไตล์ภาพ หรือสไตล์การเขียนที่เป็นลายเซ็นต์ของตัวเอง

ซึ่ง fanbase หรือฐานลูกค้า น้องต้องใช้เวลาในการสร้างเป็นปีๆ ในการทำงานด้านนั้นๆให้สม่ำเสมอ โดยที่น้องอาจจะยังไม่มีรายได้เข้ามาจากการทำสิ่งนั้นๆเลยในช่วงแรกๆ เช่น การที่พี่สลับสายมาทำงานเขียนนั้น ช่วงแรกๆที่พี่ทำ เขียนถึง 800 กว่า entry ทั้งมีสาระ ไร้สาระ เขียนแล้วไม่กด publish เนื่องจากกลัวบ้าง เพราะสมัยก่อนเป็นคนที่แคร์มากกลัว feedback จะออกมาไม่ดี บ้าง entry เลยไม่ได้กด publish เก็บไว้อ่านเอง ส่วนใน illustcourse นั้นมีเกือบจะ 400 entry แล้วค่ะ โดยที่เกือบทั้งหมดเป็น entry ที่ publish

แต่ตอนนี้ไม่เป็นแล้วค่ะเรื่องเขียนทิ้งไว้แล้วไม่ยอมกด publish เนื่องจากการจะเขียนอะไรออกไปนั้น เราแค่ต้องมีความรู้สึกอย่างนั้น และคิดอย่างนั้นจริงๆ โดยที่ไม่กลัวว่าจะไปขัดแย้งต่อความคิดของใคร ซึ่งมันมีอยู่แล้วค่ะ คนที่ไม่ชอบงาน และไม่ชอบแนวคิดของเรา พี่ย้ำไปแล้ว entry ก่อนๆถ้าน้องทำงานวาดหรือเขียน น้องอย่าไปสนใจคนที่ไม่ชอบงานน้องค่ะ และอย่าไปคิดมากด้วย มันเก็กซิมเปล่าๆ บอกตรงๆน้องเปลี่ยนคนกลุ่มนี้ไม่ได้ค่ะ แต่คนที่เฉยๆกับน้อง คนที่ชอบน้องมีอยู่เยอะ น้องควรเปลี่ยน 2 กลุ่มนั้นมากกว่า ให้คนที่เฉยๆชอบน้อง ส่วนคนที่ชอบน้อง ยิ่งชอบน้องขึ้นไปอีก คิดว่าเรื่องนี้เคยเขียนไปแล้ว แต่พูดย้ำอีกทีเผื่อคนเปิดมาเจอ entry นี้เป็นอันแรก

ถ้าถามว่าทำไมพี่ถึงทำงานเขียนให้อ่านฟรี โดยที่พี่นั้นไม่ได้เงินจากสิ่งที่เขียน คือเรื่องที่พี่เขียนนี้ พี่ตั้งใจเขียนเนื่องจากพี่มีอะไรอัดอั้นตันใจ อยากบอกให้คนอื่นๆรู้โดยที่ นี่คือวิธีในการบอกของพี่ ซึ่งสิ่งที่เราเขียนนั้น มันอาจจะขายได้หรือไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็เป็นงานที่เราอยากทำ ในเบื้องต้นน้องควรจะรู้สึกว่าอยากทำงาน อยากสื่ออะไรออกไป แล้วงานวาด หรือ งานเขียน มันเป็นแค่เครื่องมือในการสื่อสารชนิดหนึ่งในการทำงานศิลปะของน้องค่ะ

ซึ่งการที่น้องจะทำงานวาดหรืองานเขียนนั้น น้องไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาสวิงสวาย งานภาพของน้องไม่จำเป็นต้องอลังการมาก เส้นไม่ต้องเยอะ สีไม่ต้องแจ่ม แต่น้องทำงานยังไงให้ได้ใจคน และสื่อสารกับคนได้รู้เรื่องตาม message ที่น้องต้องการบอกคนอื่นๆได้ไหม?ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการไม่เหมือนกัน

แต่ถ้าน้องทำไปเรื่อยๆถ้าน้องเป็นประเภทจับปลาสองมือเหมือนพี่ น้องอาจจะประสบปัญหาคือ fanbase ของน้องๆมีน้อยลงไปในสายหนึ่ง เช่น ถ้าน้องจับงานวาดและงานเขียนเหมือนพี่ พี่นี่ช่วงหลังๆคนติดตามงานวาดน้อยกว่างานเขียนค่ะ ส่วนงานเขียนพี่ก็ไม่ได้ถือว่าดังมากด้วยเนื่องจากเพิ่งมีผลงานออกไปเล่มเดียวเท่านั้น ถ้าถามว่าพี่อยากเป็นนักเขียนอาชีพไหม?พี่ไม่ได้อยากทำเป็นอาชีพแบบเต็มตัวขนาดนั้นค่ะ

แต่ถ้า feedback ดีถึงระดับหนึ่งงานก็จะขายได้ด้วยตัวของมันเอง​โดยที่ไม่ต้องดังมาก แต่มีแฟนประจำประมาณหนึ่งก็โอเคแล้ว ซึ่งเรื่องความดังนั้นน้องอย่าไปโฟกัสกับมันมากค่ะ เนื่องจากน้องจะต้องแสดงตัวตนของตัวเอง ผ่านทางงานวาดและงานเขียนของน้อง ถ้าน้องไปโฟกัสที่ความนิยม น้องก็จะเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ขาดจุดยืนในการทำงาน และน้องจะเหี่ยวง่ายมากจากการที่ดูงานคนอื่นๆแล้วเห็นคนอื่นๆได้ feedback ในงานดี น้องต้องยอมรับก่อนว่า

ตอนแรกงานของน้องอาจจะมีคนชอบไม่ได้มากนัก หรือ จู่ๆน้องก็มีคนชอบมากขึ้น แล้วก็ลดลง แล้วก็เพิ่มขึ้นมันจะค่อนข้างแกว่งค่ะ เนื่องจาก น้องทำงานโดนใจคนบ้าง ไม่โดนใจบ้าง น้องต้องดู entry หรืองานน้องที่มีคนชอบเยอะๆของน้องว่า น้องเขียนหรือวาดไปสไตล์ไหน?แบบไหนที่ feedback ดีกว่า? แล้วน้องก็พยายามปรับปรุงผลงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่าท้อถอยไปก่อนที่จะสำเร็จค่ะ

ถ้าถามว่าทำไมพี่ถึงทำงานเขียนได้พรั่งพรูขนาดนี้ พี่มีแรงบันดาลใจจากเรื่องแปลกๆค่ะ เนื่องจากพี่ไปซื้อหนังสือ e-book เล่มหนึง เกี่ยวกับการทำ Affiliate ของเว็บ e-commerce ไทย อย่าง Lazada,Zalora ถามว่าทำไมถึงซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน มันเป็นเพราะว่าพี่สนใจค่ะ ที่สนใจ ไม่ได้สนใจจะทำธุรกิจนั้น แต่พี่สนใจว่า คนทำ เขามีวิธีการอย่างไร เขามีวิธีโปรโมทเว็บอย่างไร เขาทำ SEO(การทำเว็บให้ติดผลการค้นหาใน google อันดับสูงๆ) อย่างไร

แต่ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อน การทำ Affiliate นั้น น้องหลายๆคนอาจจะไม่รู้ แต่พี่จะอธิบายให้ฟังคร่าวๆ ยกตัวอย่างเช่น  Amazon Affiliate มันคือ การที่น้องนำสินค้าของ Amazon ไปโปรโมทผ่านเว็บของตัวเอง แล้วมีคนซื้อสินค้าจากลิงค์ของน้อง คนทำก็จะได้ค่า commission  จาก Amazon ค่ะ

หนังสือที่พี่ซื้อมา มันคือ Affiliate ของไทยอย่างที่บอกไปแล้ว ซึ่งพอพี่อ่านไปเรื่อยไปสะดุดอยู่ตรงนึงค่ะ คือเรื่องของการเขียนบทความ เนื่องจากหนังสือเล่มนั้นสอนเขียนบทความด้วย และส่วนที่เขียนบทความนั้น เขาว่า ให้เจียดเวลามาเขียนรีวิวสินค้าอย่างน้อย 1 entry ต่อวัน โดยเขียนให้ได้อย่างน้อย 500 คำต่อ entry  ซึ่งจะทำให้ผลการค้นหาใน  google ดีขึ้น

พอพี่อ่านตรงนั้น พี่เกิดแรงบันดาลใจเลยค่ะ แค่ 1 entry ต่อวัน เราน่าจะทำได้กับ illustcourse โดยพี่ตั้งเป้าหมายให้ท้าทายขึ้น โดยที่พี่จะเขียน 2,000 คำต่อ entry ค่ะ การเขียน 2,000 คำขึ้นไปถือว่าเป็น Epic content ตามหลักการนั้นจะได้ผลการค้นหาผ่าน longtail keyword หรือ Key ที่เราไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมทอย่างจริงจังแต่มีการค้นหา ซึ่งถ้าถามว่าหนังสือที่เขียนดีๆจำเป็นไหมต้องเขียนเยอะ ไม่ใช่ค่ะ หนังสือที่ดีๆบางครั้งไม่ต้องเขียนข้อความหรือคำพูดเยอะก็สามารถเป็นหนังสือที่ดีๆได้

นอกจากนี้คนไทยยังชอบเสพย์อะไรสั้นๆอย่างที่บอก แต่การเขียนยาวๆนั้น ยิ่งยาวเท่าไร google ยิ่งชอบค่ะ ซึ่งในอนาคต googleอาจจะพัฒนาขึ้นจนสามารถใส่  tag ในภาพ และใช้ภาพในการค้นหาได้ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่ google จะเน้นในงานเขียนมากกว่า และ google ชอบบทความมากกว่าภาพค่ะ

นอกจากนี้พี่ยังไปเจอเว็บๆหนึ่งที่ทำรายได้จาก Amazon.com อันนี้ก็ไม่ได้สนนะคะ คือไม่ได้คิดว่าจะทำ Amazon affiliateอย่างจริงจังอยู่แล้ว  เนื่องจากมันยากขึ้นในปัจจุบันนี้และมันต้องศึกษาข้อมูลค่อนข้างเยอะ รวมไปถึงต้องไปวิเคราะห์ Keyword และการจับสินค้าให้ถูกตัว

แต่มีอยู่เว็บหนึ่งที่เราเข้าไปดูแล้วเราได้แรงบันดาลใจในการเขียนมาเยอะค่ะ นั่นก็คือ เว็บ http://www.apennyshaved.com/ ซึ่งเป็นเว็บขายเครื่องโกนหนวดค่ะ ที่จะมีสินค้าคือเครื่องโกนหนวด ครีมโกนหนวด และสบู่สำหรับโกนหนวด ซึ่งพอเราไปดูบทความในเว็บนี้แล้ว เราก็รู้สึกว่า นี่ขนาดเครื่องโกนหนวดนะ ยังมีเรื่องให้เขียนได้เยอะขนาดนี้ แล้วเราอยู่วงการนักวาด ซึ่งมีเนื้อหากว้างกว่ามาก เราน่าจะหาเรื่องมาเขียนได้เรื่อยๆ ก็เลยเกิด Challenge ตัวเองอย่างที่บอกค่ะ ซึ่งน้องจะเห็นได้ว่า การที่พี่ทำแบบนี้ พี่ไม่ได้เน้นเงินที่ได้เลย เนื่องจากพี่เขียนฟรีไปก่อน ถามว่าทำไมจึงเขียนฟรีได้ เนื่องจากพี่มีงานทำ ที่เป็นงานที่เลี้ยงชีพพี่ได้อยู่แล้ว และพี่ก็มีเวลาเหลือมาเขียน blog ให้อ่านกันฟรีๆได้ค่ะ

ซึ่งน้องหลายๆคน ไม่มีความอดทนถึงขนาดนั้น คือน้องอยากเห็นผล อยากได้เงินในทันที โดยที่ไม่ต้องลงแรงมากๆไปก่อน ทุกคนล้วนอยากสบายทั้งสิ้น น้องควรถามตัวเองก่อนว่าจริงๆแล้วถ้ามันไม่มีเรื่องเงินมาเกี่ยว น้องอยากทำสิ่งที่น้องทำอยู่ในปัจจุบันไหม? ถ้าคำตอบคือใช่ แปลว่าน้องอยู่ในเส้นทางที่ถูก ถ้าตอบว่าไม่ใช่แล้ว…

น้องต้องค้นหาว่า ที่จริง น้องอยากทำอะไรกันแน่?น้องมี passionในอะไร?

ซึ่งสิ่งที่น้องมี  passion บางอย่างมันอาจจะไม่ได้ทำรายได้โดยตรงแต่เป็นทางอ้อมก็ได้ แล้วอาชีพที่น้องสามารถทำได้มันมีอยู่มากมายค่ะ เช่น น้องบอกว่าน้องชอบกิน มี  passion เรื่องของการกิน ดูเหมือนว่าการกินนั้นจะไม่ได้ให้รายได้เรา แต่มาดูอีกทีค่ะ น้องสามารถเปิด blog รีวิวร้านอาหาร เมื่อคนมาดูเว็บน้องเยอะๆ น้องอาจจะลองติด adsense  ดู(แต่พี่บอกว่าการติด adsense จะทำให้เว็บน้องดูแย่ค่ะ ถ้าน้องต้องการสร้างแบรนด์ระยะยาว ลืมเรื่องติดโฆษณาในเว็บไปเลย น้องติดโฆษณาได้เฉพาะสินค้าหรือบริการของตัวเองค่ะ ไม่เช่นนั้นเว็บน้องจะดูจับฉ่ายมาก)

ทางเลือกอื่นอย่างเช่น น้องอาจจะได้ sponser จากร้านอาหาร ให้เขียน Advertorial หรือโฆษณาให้กับร้าน,น้องอาจจะทำคู่มือตระเวนกินเป็นE-book หรือหนังสือเล่มขายในเว็บ,หรือถ้าน้องชอบทำขนม ก็อาจจะทำแล้วขายกลุ่มเล็กๆเช่นกับเพื่อนๆก่อน พอขายได้แล้วก็ค่อยๆขยับขยาย ซึ่งอันนี้คือการทำอาชีพที่น้องมี  passion จริงๆและอยากทำในชีวิต แต่สำหรับบางคน ก็มีงานเหล่านี้เรียกว่างานหล่อเลี้ยงชีวิต คืองานที่ทำแล้วรู้สึกสนุก แต่มีงานประจำที่มั่นคงและได้เงินเยอะกว่าอยู่แล้ว อันนี้ก็แล้วแต่เส้นทางของแต่ละคนค่ะ

ซึ่งจริงๆแล้วจะบอกว่า ถ้าน้องรอตอนพร้อมแล้วค่อยออกจากงานประจำนั้น น้องจะไม่พร้อมสักที และความกลัวน้องจะเยอะค่ะ เนื่องจาก ทำแล้วไม่รอดจะทำยังไง? พี่แนะนำว่าให้ทำงานประจำไปก่อน เก็บเงินสักพัก แล้วค่อยออกมา แต่วิธีนี้มันเป็นวิธีที่ใครๆก็ทำกัน แล้วพอน้องเก็บเงินได้ถึงจำนวนนั้นน้องก็อาจจะไม่ออกอยู่ดี

เพราะฉะนั้นสิ่งที่น้องควรทำที่สุดคือการสร้างฐานลูกค้าพร้อมๆกับทำงานประจำไปด้วย จนกว่าน้องจะหาฐานลูกค้าได้ปริมาณหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่างานที่น้องต้องทำคือพวกงานฟรี ที่ไม่ได้รับจ้างใครมา เป็นงานฟรีที่น้องตั้งใจทำของตัวเองขึ้นมา เพื่อที่จะทำให้  portfolio น้องเจ๋งขึ้น จนได้งานวาดมาทำในที่สุดค่ะ ทั้งนี้ก็ต้องส่งงานไปตามสำนักพิมพ์ ให้สำนักพิมพ์พิจารณาดูค่ะ ถ้าถูกปฏิเสธหรือไม่ได้รับการตอบกลับก็อย่าท้อค่ะ เส้นทางเราไม่ได้มีทางเดียว จำไว้ค่ะว่า ทำเต็มที่ แล้วปล่อยวางผลลัพธ์ค่ะ