นักเขียนอยากวาดกับนักวาดอยากเขียน

สวัสดีค่ะ  entry วันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากน้องๆที่เป็นลูกศิษย์เราเอง ซึ่งหลายๆคนเป็นเหมือนหัวข้อ entry นี้ค่ะ คือ เป็นนักเขียนอยากวาด และนักวาดอยากเขียน เรามาดูกันนะคะ ว่าจะทำได้อย่างไร

image

credit:http://wallpaperswide.com/

ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนว่า การที่น้องมีการโฟกัสทั้งงานวาดและงานเขียนนั้น มันเหมือนกับความสนใจของน้องทั้งสองอย่างนี่ มันไปด้วยกันได้นะคะ แต่ว่าน้องจะไม่ได้ไปสุดสายของงานนั้นๆ สิ่งที่แตกต่างกันคือน้องสามารถไปเดี่ยวๆได้เหมือนกับที่พี่เขียนไว้ใน entry วิชาที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน นั่นก็คือ น้องอาจจะอยากเป็นคนที่ทำอะไรได้หลายๆอย่างมากกว่าที่จะไปโฟกัสที่งานชนิดนั้นๆอย่างเดียว และนอกจากวาดกับเขียนแล้ว น้องอาจจะมีกิจกรรมยามว่างอย่างอื่นๆด้วย ที่ไม่ใช่การวาดภาพหรือการเขียนอย่างเดียวค่ะ

สำหรับพี่ พี่เป็นนักวาดอยากเขียนค่ะ เนื่องจากพี่ทำงานประจำและฟรีแลนซ์ด้านวาดมาหลายปี จนรู้เยอะแล้ว เลยอาศัยการเขียนบลอคเป็นการถ่ายทอดความรู้ออกมา พี่ชอบเขียนบทความมากกว่าเขียนนิยายค่ะ หนังสือที่พี่อ่านส่วนมากมันจะอยู่ในหมวด nonfiction,self help ทั้งนี้น้องอาจจะมีความสนใจด้านอื่น เช่น น้องผู้ชาย อาจจะเป็นเล่นกล้าม,ฟุตบอล,ขี่จักรยาน

น้องผู้หญิงอาจจะสนใจ ประดิษฐ์ ,ทำอาหาร,สะสมตุ๊กตา ซึ่งสิ่งเล็กๆน้อยๆที่น้องทำเป็นงานอดิเรก ทำให้งานของน้องแตกต่างไปจากผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเป็นการวาด ก็คือเรื่องของลายเส้น,subject หรือหัวข้อที่เราชอบวาด ส่วนการเขียนก็จะเป็นเรื่องของสำนวนในการเขียนที่จะอธิบายให้คนเข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อ ซึ่งแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป

ทั้งนี้น้องต้องอย่าลืมว่า นักวาดภาพประกอบในไทยนั้น โดยเฉพาะแนวการ์ตูน มีเยอะมากจริงๆ ซึ่งน้องอัพ นทัช นักเรียนของเรา มาเปิดนักวาดเก่งๆใน pixiv ให้ดู ต้องบอกว่าอลังการมาก และก็ตกใจในทีเดียวที่คนเก่งเยอะมากๆมีอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะเว็บญี่ปุ่นอย่าง Pixiv จริงๆแล้วมีคนที่เราชอบอยู่ในนั้นหลายคนค่ะ

แต่พอความชอบเปลี่ยนไปแล้ว(จากการสนใจด้านวาดๆอย่างเดียว เป็นการสนใจเรื่องเขียนและการทำกิจการตัวเอง) ก็ไม่ค่อยได้ไปดูงานใน  Pixiv หรือ DA แบบยาวๆเลย เลยไม่ได้อัพเดทว่าลายเส้นในกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน และนักวาดไหนที่ดังบ้าง ส่วนมากน้องๆที่มาเรียนจะบอกว่าใครดังอยู่ขณะนั้นบ้างค่ะ การดูรูปใหม่ๆจะทำให้เปิดหูเปิดตา

ทำให้รู้ว่าเด็กใหม่ๆที่เก่งๆก็มีเยอะเหมือนกัน ส่วนมากจะเป็นรุ่นเด็กกว่าเราที่ตอนนี้ดังขึ้นมา เราลองไปดู เด็กสมัยนี้วาดเก่งกันตั้งแต่อายุยังน้อยจริงๆค่ะ เนื่องจากการมี internet เด็กจึงสามารถเข้าเว็บมาหาข้อมูลของสิ่งที่อยากทำ หรือว่า เริ่มงานวาดภาพประกอบเต็มตัวตั้งแต่สมัยยังอายุน้อยๆอยู่กันทั้งสิ้น นอกจากนี้ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย นั่นก็คือคนที่ดังในยุคก่อนๆ ในปัจจุบันก็มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว ทำให้นักวาดที่เป็นตำนานในไทยหลายๆคนได้หายไปหรือไม่ก็ไปทำงานแนวอื่นๆกันหลายคน หรือไม่ก็โกอินเตอร์ไปรุ่งเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้วหลายๆคน ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีเส้นทางไม่เหมือนกันอย่างที่บอกค่ะ  บางคนที่เก่งๆก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและทำงานวาดไปด้วย

ซึ่งการที่น้องๆจะทำงานวาด และงานเขียนพร้อมๆกัน น้องต้องทำใจว่า งานเขียนน้องอาจจะไม่ได้เป็นระดับซีไรต์,งานวาดน้องอาจจะไม่ได้ไฮโซขนาดไปลง spectrum ได้หรืองานน้องอาจจะไม่ได้ไปสู่ระดับสากลได้ง่ายนัก งานน้องอาจจะไม่ได้ติด rank ในเว็บอย่าง deviantart,Pixiv เนื่องจากน้องต้องแบ่งเวลามาอัพทักษะในอีกด้านหนึ่งของน้องนั่นก็คือสิ่งที่น้องอยากทำจริงๆในชีวิต นั่นก็คือ เป็นทั้งนักวาด และนักเขียนได้ในคนเดียว

ทำให้สุดท้ายแล้วเส้นทางของน้องอาจจะแตกต่างจากคนอื่นๆเพราะน้องจะเป็นพวก Hybrid จะเรียกนักวาดก็ไม่ใช่ เรียกนักเขียนก็ไม่เชิง เพราะน้องไม่ได้เป็นทั้งสองอย่างเต็มตัว พี่เป็นนักวาดเต็มตัวจนถึงจุดหนึ่งค่ะ พี่ก็ทำงานเขียนด้วย(แต่ยังไม่เรียกว่าตัวเองเป็นนักเขียนได้เต็มปากนัก เพราะไม่ได้เลี้ยงตัวเองโดยการเขียนค่ะ)

พี่ถึงแนะนำว่า ให้น้องดูโมเดลของเว็บคอมิคในต่างประเทศ ว่าเขาสามารถหาเลี้ยงชีพได้อย่างไรจากการทำเว็บคอมิค? ซึ่งเว็บคอมิคส่วนมาก ก็เอามารวมเล่มทีหลังทั้งสิ้น ทั้งๆที่มันมีอยู่แล้วในโลกออนไลน์ ในเว็บของคนทำ ทำไมคนถึงยังซื้อการ์ตูนรวมเล่มของเขาอีก?คำตอบคือ เขาสามารถสร้าง fanbase หรือคนที่ชอบและจะสนับสนุนผลงานเขาได้นั่นเองค่ะ

ก็ต้องบอกว่า การที่เขาโพสต์ให้ดูฟรีๆนั้น มันคือการสร้าง fanbase อย่างหนึ่งอย่างที่บอกค่ะ  ซึ่งคนที่จะทำเว็บคอมิคให้สำเร็จ น้องต้องมี mindset ของผู้ประกอบการด้วยส่วนหนึ่งค่ะ นั่นก็คือน้องต้องรู้เรื่องของโมเดลธุรกิจในการทำแบบนี้ น้องต้องสร้างเว็บ ด้วยแนวความคิดที่ว่า จะมีรายได้จากทางไหนบ้าง? ซึ่งณ.จุดเริ่มต้นนั้น น้องอย่าเพิ่งไปหวังรายได้จากโฆษณาค่ะ เพราะว่า การที่จะลงโฆษณาอื่นๆหรือแม้แต่ google adsense นั้น เว็บไซต์น้องจะต้องมี traffic เยอะพอสมควร

ช่วงแรกๆของการทำเว็บคอมิคหรือการเขียนบลอคเพื่อประชาสัมพันธ์ หรือประโมทตัวเองนั้น น้องต้องทำงานฟรีๆไปก่อนอย่างที่พี่บอกใน entry ที่แล้วๆมา ซึ่งถ้าน้องเรียนอยู่มหาวิทยาลัย จะทำได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้นถ้าน้องกำลังเรียนอยู่ น้องควรสร้างโอกาสให้กับตัวเองโดยการโพสต์ลงเว็บสม่ำเสมอค่ะ ถ้าเป็นสมัยก่อน ก็คือการโพสต์ลงเว็บบอร์ดบ่อยๆนั่นเองค่ะ แต่ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คือการโพสต์งานตาม facebook page และน้องอาจจะขายงานในงานการ์ตูน ในกรณีที่น้องมีฐานลูกค้าประมาณหนึ่งแล้ว

พี่จำได้ลางๆว่าเราเริ่มขายโดจินชิ,อาร์ทบุคตั้งแต่สมัยเรียนปี 2-3 แล้วค่ะ และตอนนั้นที่จำได้ว่าขายดีสำหรับพี่ โดจินชิ deathnote พี่เขียนเพราะว่าเราชอบเรื่องนี้นะคะ และพี่เขียนเร็วกว่าคนอื่นๆในช่วงนั้น เนื่องจากเราอ่านการ์ตูนออนไลน์ค่ะ แล้วรอเก็บรวมเล่มทีหลังทำให้อ่านไปได้ไกลกว่าคนอื่นๆที่ติดตามการ์ตูนลิขสิทธิ์

แต่พี่เลิกเขียนโดจินไปพักใหญ่ค่ะ ณ.ปัจจุบัน จริงๆก็เพราะว่ารู้ตัวว่าไม่ได้ชอบทำ comic มากขนาดนั้นนั่นเองในช่วงหลังๆค่ะ  คือคนเรา passion ในแต่ละช่วงมันก็แตกต่างกันออกไปค่ะ พอถึงอีกช่วงอายุหนึ่งอาจจะเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบ เคยมีน้องถามเหมือนกันว่าไม่วาดคอมิคต่อเหรอ จริงๆคือ ถ้าคนชอบทำอาจจะคิดว่าคอมิคง่าย สำหรับพี่ คอมิคดีๆเขียนยากมากค่ะ  ตอนนี้พี่อายุจะ 32 ปีแล้ว ก็ถือได้ว่าแก่กว่าน้องๆหลายๆคน ที่เป็นวัยรุ่นไฟแรง วัยซนคนการ์ตูนกันอยู่ พออายุน้องมากขึ้นเรื่อยๆ วิธีในการมองโลก,สิ่งที่อยากได้,สิ่งที่รู้สึกอิน หรือรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปด้วยเช่น หนัง หรือ  ละคร ก็อินกันคนละจุดแล้วค่ะ กับตอนที่ยังเป็นวัยรุ่นหรือวัยทำงานตอนต้น

อย่างที่น้องเห็นนี่แหละว่าพี่ชอบทำงานเขียนมากกว่า (ตอนนี้นะ อนาคตอาจจะเปลี่ยนได้) พี่เขียนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เหนื่อย ซึ่งพิสูจน์ได้จาก entry ช่วงนี้เขียนถี่มาก เนื่องจากทำตามสิ่งที่กำลัง challenge ตัวเองอยู่ นั่นก็คือการสามารถอัพเดทบลอคได้ทุกวัน วันละ 1 entry  หรือไม่ หรือเราจะทำแบบนี้ได้นานแค่ไหนจึงจะหมดมุขที่จะอัพบลอคและอาจจะพักการเขียนไว้สักหน่อย

กลับมาพูดถึงงานวาดบ้าง ช่วงแรกๆที่พี่เขียนคอมิคได้ เพราะมีเพื่อนเขียนโดจินชิหลายคน ทำให้พี่อยากทำบ้าง พอทำก็สนุกดีค่ะ แต่พี่คิดว่าเราไม่ชอบวาดคอมิคเนื่องจากเราเป็นคนถ่ายทอดเป็นรูปแบบคอมิคไม่เก่งค่ะ เวลาวาดออกมาถ้าเป็นเรื่องซีเรียสพี่จะเขียนได้โอเคกว่าเนื้อเรื่องที่มีขำๆหรือฮาๆ

ถ้าทำเว็บคอมิค สุดท้ายคนที่ติดตามอ่านออนไลน์นั้น ถ้าอยากจะสนับสนุนนักวาดคนนั้นอยู่แล้ว ก็มักจะซื้อหนังสือค่ะ เราจำได้ว่าโดจินเราเล่มนั้นขายหมดภายในวันนั้น น่าจะประมาณ 300 เล่ม ซึ่งเราดีใจมาก  เพราะเรากำลังทำ thesis จบอยู่ และตอนนั้นเป็นมือสมัครเล่น ที่ไม่คิดว่าคนจะซื้องานเราจนขายหมด

ซึ่งทำให้เราได้เงินไปทำ thesis ค่ะ ในการซื้ออุปกรณ์การวาด,กระดาษ,สีและทำโมเดล ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย โดยที่ไม่ต้องไปรบกวนพ่อแม่ คงต้องขอบคุณคนที่สนับสนุนเราตั้งแต่ตอนแรกๆค่ะ แต่น้องๆสมัยนี้น่าจะหางานได้ง่ายกว่าสมัยนั้นค่ะ และอายุที่น้องเริ่มทำโดจินชิก็จะเริ่มน้อยลงๆ ก็คือเดี๋ยวนี้เด็กม.ปลายก็ทำโดจินชิกันแล้ว

ถ้าน้องไม่เลือกวิธีนี้ น้องก็อาจจะหางานที่ได้วาดรูปบ้างอย่างเช่นการเป็น concept artist,graphic designer  ในสำนักพิมพ์ ในกรณีที่ไปทำงานสำนักพิมพ์ น้องก็จะได้เรียนรู้ขั้นตอนในการทำอาร์ทเวิร์คจนส่งพิมพ์ด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่น้องต้องหาให้ได้ค่ะ ถ้าอยากไปไกลในสายการวาดภาพ ให้ไปทำงานประจำในด้าน concept art หรือแขนงอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบสักประมาณ 2-3 ปี ถ้ามากกว่านี้น้องจะออกจากงานประจำยากแล้วค่ะ

ต่อมาเมื่อน้องได้งานประจำในสายการวาดแล้ว น้องก็ใช้โอกาสนี้ให้เต็มที่ในการเรียนรู้งาน เรียนรู้จากรุ่นพี่,จาก art director ของบริษัท ซึ่งจะทำให้น้องนั้น สามารถเอาสิ่งที่หัวหน้าหรืออาร์ทไดเรคเตอร์ติน้อง มาพัฒนางานให้ดี โพสต์ออนไลน์เรื่อยๆ อย่าหยุดไปก่อนค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น สิ่งที่พี่ทำ คือการสร้าง platform ในการเขียนงานของตัวเองขึ้นมา นั่นก็คือรูปแบบเว็บไซต์ที่เป็นบลอคในตัว โดยอาศัยการโพสต์ใน facebook ที่เชื่อมกับ twitter account ในการโพสต์อัพเดทงานเขียน ซึ่งก่อนหน้านี้ พี่อัพเดทในอัตรา 1-2 entry ต่ออาทิตย์ แต่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ประมาณตุลาปีที่แล้วที่พี่ป่วย พอพี่กลับมาได้ พี่ก็เขียนบลอคในอัตรา 1 entry ต่อวันอยู่แล้วจนกระทั่งไปเจอบลอคและเว็บที่สร้างแรงบันดาลใจในการเขียนให้พี่ได้ที่กล่าวไว้ใน entry  ที่แล้วค่ะ

ซึ่งถ้าเปรียบกับงานวาด โดยเฉลี่ยแล้วไม่จำเป็นต้องวาดงานทุกวัน แต่น้องจำเป็นจะต้องวาดภาพที่ตั้งใจวาดมากๆที่เป็นภาพ fullcg อย่างน้อยเดือนละ 4 ภาพหรือสัปดาห์ละภาพ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ไม่โหดไปสำหรับคนที่ทำงานวาดภาพประกอบหรือเป็น concept artist อยู่แล้ว ซึ่งน้องบางคนอาจจะทำได้หรืออาจจะทำไม่ได้

ซึ่งสิ่งที่แตกต่างระหว่างคนทำได้ กับไม่ได้คือ…เรื่องของทัศนคติต่องานของน้องค่ะ โดยส่วนมากเด็กมักจะคิดว่าฝีมือตัวเองไม่เก่ง หรือยังไม่ดีพอ จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่เราต้องรอให้พร้อมที่สุดก่อนที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เนื่องจาก ถ้าน้องรอให้พร้อมแล้วค่อยทำ มันคือการเล็งแล้วค่อยยิง แต่จริงๆที่น้องควรทำคือ ยิงก่อนเล็งทีหลัง

เนื่องจากบางสิ่งบางอย่างในชีวิตถ้าน้องมัวแต่เล็ง น้องไม่ได้ลงมือทำสักที กว่าจะรู้ตัวคนอื่นๆก้ไปไกลกันหมดแล้ว เหมือนศัตรูที่คว้ามีดมาประชิดตัวแล้วแต่น้องดันส่องsnipe อยู่นั่นปรากกฏโดนมีดเจื๋อนไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้อยากให้ลองไปศึกษาหนังสือ malcolm gladwell ดูค่ะ เรื่อง outlier สัมฤทธิ์พิศวงค่ะ เขาพูดถึงความสำเร็จในมุมมองที่แตกต่างออกไป

และสิ่งที่แปลกมากจริงๆที่เกิดขึ้นสำหรับพี่คือ นับวันนักเรียนที่มาเรียนยิ่งเยอะๆขึ้น ซึ่งน้องสาวพี่เพิ่งจะ list คอร์สเสร็จแล้วไม่นานมานี้ ก็มีน้องๆหลายๆคนมาลงเรียนกันแล้ว สำหรับพี่นั้นคิวไปถึงเดือน พ.ค.แล้วค่ะ อันนี้พี่คิดว่ามันมาจากอานิสงค์ของการเขียนทุกวันของพี่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราลงทุนลงแรงทำ มันไม่มีการเสียเปล่าทั้งสิ้นค่ะ

มันก็เหมือนกับ แรง เท่ากับ มวลคูณความเร่งนั่นแหละ ยิ่งเราลงแรงไปมาก ปริมาณเยอะเท่าไร ผลออกมาก็จะเท่าๆกับสิ่งที่เราลงแรงไป ทั้งนี้น้องต้องดูก่อนว่า น้องต้องขยันถูกจุดหรือเปล่า? ถ้าขยันมาก แต่ขยันในเรื่องผิดๆ หรือ ขยันผิดวิธีก็ไปไม่ถึงไหน เช่น การที่น้องขยันในการวิจารณ์งานคนอื่นมากๆ จริงๆการวิจารณ์ผลงานผู้อื่นเป็นเรื่องที่ดีนะคะ ในแง่ของการติชมเพื่อให้เขาพัฒนาผลงาน

แต่มันต้องไม่มากเกินไปจนน้องเอาแต่วิจารณ์งานคนอื่นอย่างเดียว น้องควรจะพัฒนาฝีมือในสิ่งที่น้องสนใจด้วย อย่างที่พี่เน้นเสมอคือ น้องมีเวลาจำกัดบนโลกนี้ค่ะ เพราะฉะนั้นเลือกกิจกรรมที่น้องโฟกัสให้ดีๆ ถ้าน้องเก่งเรื่องวิจารณ์งานคนอื่นนั้น น้องอาจจะไปทำเป็นอาชีพนักวิจารณ์เต็มตัวเลยก็ได้ ทั้งนี้น้องที่ชอบวิจารณ์นั้น พอถึงเรื่องของตัวเองโดนวิจารณ์ดูบ้างอยากให้น้องลองเปืดใจดู ว่าเวลาน้องโดนวิจารณ์นั้น น้องรู้สึกอย่างไร?น้องจะได้สามารถใช้คำได้ถูกต้องเวลาวิจารณ์งานคนอื่นๆ โดยที่คนๆนั้นไม่รู้สึกเจ็บปวดเหมือนน้องไปด่าเขาค่ะ

ทั้งนี้อย่างที่พี่พูดไว้ใน entry ก่อน เรื่องการรับมือกับคำวิจารณ์ดู น้องไม่ต้องกลัวคำวิจารณ์ค่ะ เพราะถ้างานน้องสู่สายตาคนเมื่อไร น้องจะโดนวิจารณ์ทั้งต่อหน้าและลับหลังแน่นอนค่ะ สำหรับคนที่ชอบงานน้อง,คนที่เฉยๆ,และคนที่เกลียด คนที่เกลียดน้องส่วนมากเขาไม่เปิดเผยตัวหรอกค่ะ เขาไม่ค่อยมาด่าน้องแรงๆตรงๆต่อหน้าหรอก มีบางคนเท่านั้นที่กล้าทำแบบนั้นค่ะ ถ้าน้องได้รับคอมเมนต์หรือการวิจารณ์ที่แรงๆนั้น น้องต้องดูว่าสิ่งที่เขาพูดมาถูกหรือเปล่า?มันเป็นอย่างนั้นจริงๆไหม แต่อย่าไปเสียเวลาคิดมากกับมันค่ะ เนื่องจากอย่างที่พี่บอกนั้นแหละ ถ้าน้องกลัว น้องก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย แล้วสุดท้ายคนก็วิจารณ์น้องได้อยู่ดี ผลลัพธ์มันเท่ากัน ถ้าน้องต้องถูกเกลียดเพราะน้องแสดงความคิดของตัวเองออกมาหรือเป็นตัวของตัวเอง น้องไม่จำเป็นจะต้องไปใส่ใจทุกคอมเมนต์ที่วิจารณ์น้อง ทั้งนี้ก็มีบางคนที่หวังดีกับน้องจริงๆ ถึงพูดหรือสื่อสารกับน้อง ก็ฟังบ้างค่ะ แต่ต้องมีจุดยืนในตัวเองไม่ใช่โอนเอนเหมือนไม้หลักปักขี้ควายค่ะ

 

เพราะฉะนั้นน้องต้องซื่อสัตย์กับแนวคิดของตัวเอง ไม่ใช่การฝืนตัวเองเพื่อทำให้คนอื่นๆพอใจหรือไ่ม่เกลียดน้อง หรือน้องอาจจะทำตัวกลางๆไม่ได้มีความคิดเห็นอะไร หรือไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับคำวิจารณ์ ซึ่งจริงๆถ้าน้องเฉยได้ก็เฉยๆก่อนค่ะ เวลาน้องจะตอบโต้ต้องดูให้ดี เอาเป็นว่าไปอ่านเอนทรี่การรับมือกับคำวิจารณ์ที่พี่แนะนำไปให้จบค่ะ

หวังว่า entry นี้จะเป็นประโยชน์เช่นเคยค่ะ