รวมมิตรคำถาม 3 ข้อเรื่องการดราฟ/เลือกอาชีพ/คิดราคา

สวัสดีค่ะ วันนี้จะเป็นรวมมิตรคำถามนะคะ เนื่องจากได้รับคำถามมาพร้อมๆกันถึง 3 คำถาม เราจึงเอามาตอบในบลอคทีเดียว ซึ่งขออนุญาติเซนเซอร์ชื่อ และโปรเจคสำหรับน้องบางคนที่ไม่ประสงค์จะออกนามออกนะคะ

คำถามที่ 1 การดราฟภาพถ่าย

Q.โดยปกติแล้ว มารยาทของนักวาดมืออาชีพเกี่ยวกับการดราฟจากรูปถ่ายของคนอื่น เขาถืออย่างไรกันบ้างคะ? ทำได้บ้าง หรือทำไม่ได้เลย? ถ้าทำได้บ้าง คิดเป็นสักกี่เปอร์เซนต์ของชิ้นงานคะ

25570311-112514.jpg

 

credit:http://wallpaperswide.com/

A:อันนี้ต้องดูที่มาของภาพถ่ายค่ะ ถ้ามาจาก stock photo ที่มีลายน้ำติดนี่ระวังเลยค่ะ ว่าจะโดนเรื่องลิขสิทธิ์ บางเว็บ stock photo โหดมาก อย่าง Getty image นี่ฟ้องจริงจังค่ะ เคยมีบริษัทไทยแห่งหนึ่ง เอารูปของ getty image ไปใช้โดยเอาลายน้ำออก ปรากฏว่าโดนฟ้อง หมดตัวเลยค่ะ เสียไปหลายแสนเนื่องจากแพ้คดี โดย getty image เป็นที่ๆเขากลัวกันค่ะ ว่าจะไปเจอภาพจาก getty image มาปรากฏในผลการค้นหาภาพใน google  และเอาไปใช้โดยไม่ทราบว่าบริษัทนี้เอาจริง

ทั้งนี้กับรายย่อยนั้นอาจจะไม่มีปัญหามากค่ะ ยกเว้นจะเอาไปทำงานขายตามร้านหนังสือและหนังสือขายดีขึ้น best seller แบบนี้มีโอกาสโดนฟ้องสูงกว่า ถ้างานอยู่ในกลุ่มเล็กๆหรือกลุ่มไม่ใหญ่มาก ก็จะไม่เจอเรื่องของการฟ้อง ทั้งนี้มีนักวาดชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ดังมากในหมู่เด็กยุคใหม่นั่นก็คือ Kazuaki ประเด็นที่ Kazuaki ไปเอาภาพจาก stock photo ที่ไม่ได้ซื้อมาแปะลงไปในภาพ อันนี้แปะในปกหนังสือ ซึ่งเผอิญอ.เขาก็ดังด้วยค่ะ ซึ่งอันนี้พวกตาสัปปะรด คอยจับผิดภาพนักวาดดังๆหรือพวก antifan มาจับผิดพบว่า เธอใช้รูปผิดลิขสิทธิ์ ข่าวนี้ประมาณ 2-3 ปีมาแล้วค่ะ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นข่าวดังมาก เนื่องจากญี่ปุ่นถือมากเรื่องนี้ค่ะ

นอกจากนั้น antifan ยังพยายามจับผิดรูปอื่นๆอีก ซึ่งบางอันมันก็ไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากเค้าใช้เป็น reference เฉยๆเช่นฉาก ก็ยังโดนจับผิด โดนด่า เยอะแยะมากมายค่ะ รุ่นพี่เราในคณะสถาปัตย์คือ พี่เต้ย  page animatoey ยังมาคุยกับเราเลยว่า ในการ์ตูนอาหารบางเล่ม โดนตาสัปปะรดจับผิดว่า อ.เอารูปอาหารใน google มาใช้ แม้จะเป็นการวาดใหม่ก็ตาม ทำให้เสียชื่อไปมากค่ะ เพราะคนญี่ปุ่นเขาจะถือเรื่องนี้มากค่ะเรื่องการใช้ reference คือเขาจะซีเรียสมาก นักวาดก็ไม่มีทางเลือกในบางครั้งเนื่องจาก เวลาปิดต้นฉบับงวดเข้ามาแล้ว ไม่มีภาพที่ใช้ได้ก็ต้องหาเอาจาก google ไปวาดให้เหมือนมาก ก็โดนด่าเละเทะอีก และถ้าไม่ให้หาจากใน  google นักวาดจะไปหาได้จากไหน ก็คงต้องเป็นการซื้อ Stock photo มาใช้ค่ะ หรือเลือกภาพที่ไม่ได้ติดลิขสิทธิ์หรืออนุญาติให้ใช้

การดราฟภาพถ่ายที่คนอื่นถ่ายมา อันนี้ถ้าถามว่าควรดราฟกี่ % ก็จะบอกว่า ถ้าเอาแต่ค่ะ เช่น ดราฟเส้นแล้วมาลงสีใหม่ และดูแล้วไม่ได้เหมือนภาพเดิมเท่าไรพอใส่ตัวละครไปแล้ว โดยมีการเพนท์ให้สีและแสงแตกต่างจากรูปต้นแบบมากๆ คือทำยังไงก็ได้ ไม่ให้มันเหมือนจนเกินไป และถ้าถามว่าดราฟภาพถ่ายผิดไหม มันขึ้นอยู่กับว่า ภาพนั้นเป็นของใครค่ะ และมีลิขสิทธิ์แบบไหน

เช่น ตัวอย่าง illustcourse บทความในนี้ เป็น Creative commons ไม่ใช้เพื่อการค้า ไม่ดัดแปลง หรือ Creative commons noncommercial share alike ค่ะหมายความว่า เอาไปแปะในเว็บหรือในบลอคของตัวเองได้ แต่ต้องแสดงที่มาคือลิงค์มาให้ทุกครั้ง ถ้าไม่เครดิตมาที่เว็บ แล้วเอาไปแปะเฉยๆ ถือว่าลอกงานไปค่ะ ผิดลิขสิทธิ์ สามารถฟ้องได้ แต่คนส่วนมาก ไม่ค่อยฟ้องหรอกค่ะ เนื่องจากคนเข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์ยังน้อย และถือว่าเป็นเรื่องเสียเวลาด้วย

นอกจากนี้ยังมีกรณีเรื่องการใช้รูปประกอบในเว็บไซต์ อันนี้ควรใช้รูปจากแหล่งที่เขาอนุญาติให้นำภาพไปแปะได้ในเว็บไซต์ และเพื่อมารยาทที่ดี เราควรให้เครดิตที่มาของภาพประกอบทุกครั้งค่ะ

ถ้าภาพนั้นเป็นการที่เอาภาพถ่ายของผู้สร้างงานมาดราฟ อันนี้ถือว่าไม่ผิดเลยค่ะ ทำได้แน่นอนค่ะ และทำยังไงก็ได้ค่ะกับรูปถ่ายนั้น เช่นเพนท์ทับ,เปลี่ยนสี,แปะ ปะ โปะ เนื่องจาก ภาพถ่ายอันนั้นถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้ถ่าย จะเอาไปทำต้มยำทำแกงอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้น น้องๆก็ควรถ่ายภาพ reference ด้วยตนเอง

ทั้งนี้จะมีนักวาดบางคนที่เวลาใกล้เข้ามาแล้ว จะต้องส่งงานแล้ว และที่พึ่งสุดท้ายคือ อากู๋ google อยากจะให้ลองไป search รูป จากพวก flickr และหา creative commons ที่ให้ใช้แบบ commercial ได้ด้วยจะเป็นการปลอดภัยค่ะ เนื่องจากรูปใน google นั้นบางรูปก็อันตรายมากเลย เพราะอาจจะมีลิขสิทธิ์ copyrights อยู่

ในประเด็นที่ว่า ดราฟมากี่ %  อันนี้คงต้องดูแล้วค่ะ ว่า มันเห็นชัดมากไหม? ว่ามาจากภาพนี้ หรือมีการเพนท์ทับ ลงสีเปลี่ยนบรรยากาศภาพ จนดูไม่ออกว่าภาพต้นแบบมาจากไหนแล้ว ถ้าเป็นการเพนท์ทับนี่ก็ต้องระวังอีกนั่นแหละค่ะ เนื่องจาก มันมีเทคนิคบางอย่างใน photoshop สามารถเช็คได้ว่าใครเพนท์ทับภาพ reference ไปเลย ซึ่งณ.จุดนี้คงต้องบอกว่า ทำยังไงก็ได้ให้ดูแล้วมันมีความแตกต่างจากภาพ  reference พอสมควรค่ะ จึงจะปลอดภัยค่ะ หรือถ้างานไม่ได้ออกสาธารณะมากก็ปลอดภัยอยู่ค่ะ

หวังว่าจะช่วยให้เคลียร์ขึ้นสำหรับเรื่องการดราฟภาพถ่ายนะคะ

=====================================================

คำถามที่ 2 เลือกอาชีพ

Q.ขออนุญาตเรียกคุณมุ่ยนะคะ ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนเลยว่า ชื่อ ปอย ค่ะ อายุตอนนี้ก็ 24 ปีแล้ว (บอกกันตรงๆ เลย-//-) อีเมล์ฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อ…ปรับทุกข์ (?) อาจฟังดูยากลำบากเกินไป ความจริงแค่อยากเล่าสู่ให้คุณมุ่ยฟังบ้างว่า หลังจากติดตามงานเขียนของคุณทั้งใน exteen และที่ illustcourse แล้ว ในฐานะคนอ่านคนหนึ่งคิดอะไรยังไงเกี่ยวกับเรื่องของตัวเองบ้าง มันอาจจะยาวสักนิดหนึ่ง แต่หนูมีความรู้สึกว่าคุณมีหัวใจแห่งการรับฟัง เพราะฉะนั้นกรุณาอ่านด้วยนะคะ ไม่จำเป็นต้องตอบลงบล็อกก็ได้ค่ะ หรือถ้าหากคุณมีความต้องการจะตอบลงบล็อกเพราะเห็นว่ามันอาจมีประเด็นที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นอยู่บ้าง ก็แล้วแต่คุณจะพิจารณาในส่วนนี้ละกันนะคะ .__.

หนูติดตามบล็อกของคุณและทวิตเตอร์ของบล็อก illustcourse มาค่อนข้างนานแล้วแหละ ตามอ่านเรื่องราวในบล็อกอยู่สม่ำเสมอแม้ว่าจะไม่ได้คอมเม้นท์ก็ตาม (ตรงนี้ขออภัยด้วยนะคะ) หลายอย่างเอามาคิดตาม หลายอย่างนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ของตัวเอง ล่าสุดนี้หนูอ่านเอนทรี่ที่คุณอัพเมื่อวานคือเรื่อง กลับลำจากอาชีพอื่นมาสายการวาดภาพหรือเขียนทันไหม?แล้วก็คิดว่าคำถามนี้มันช่างโดนใจที่หนูก็กำลังถามตัวเองอยู่นัก คือตอนนี้หนูเรียนจบเภสัชศาสตร์แล้วค่ะ กำลังรอสอบใบประกอบวิชาชีพ และนอกจากการเรียนหนูเองยังมีงานอดิเรกที่ชอบทำอยู่ นั่นคือการเขียนแฟนฟิคชั่น และระยะหลังมานี้หนูมีงานอดิเรกอื่นที่เพิ่งค้นพบว่าชอบเพิ่มเข้ามา นั่นคือการเรียนภาษากับการวาดรูปค่ะ เรื่องการเรียนภาษาหนูพยายามฝึกฝนภาษาอังกฤษอยู่เพราะเรื้อไปนาน เพื่อที่จะสอบ TOEIC ภายในปีนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเอาผลสอบใช้สมัครงานและอยากท้าทายตัวเองด้วย และอีกสองภาษาที่กำลังเรียนอยู่ก็คือภาษาเกาหลีกับภาษาญี่ปุ่นค่ะ เมื่อสรุปแล้วคือตอนนี้ นอกจากงานอาชีพที่จะต้องทำแล้วจริงๆ คือเภสัชกร ตัวเองจะมีความต้องการจะทำอยู่ 3 อย่างด้วยกัน คือ เรียนภาษาต่างประเทศ ฝึกวาดรูป และเขียนเรื่อง fiction ค่ะ จะขอเล่าแยกเป็นแต่ละหัวข้อเพื่อความเข้าใจมากขึ้นนะคะ

เรื่องการเขียนนั้น สิ่งที่หนูเขียนอยู่ตอนนี้คือแฟนฟิคชั่น มีคนติดตามอ่านงานของหนูพอสมควร แต่หนูไม่ได้ทำงานออกมาสม่ำเสมอนักเนื่องด้วยภาระการเรียนนี่ล่ะค่ะตัวสำคัญเลย แต่ก็พยายามจะมีงานออกมาอย่างน้อยเรื่องสั้นเดือนละ 3-4 เรื่อง (ไม่เข้าเกณฑ์แนะนำเรื่องการพยายามสร้างผลงานสม่ำเสมออย่างที่คุณเขียนไว้เลยค่ะ555) หนูแค่เขียนให้คนอ่านเฉยๆ ยังไม่มั่นใจพอที่จะสอบถามเรื่องรวมเล่มกับใครจึงยังไม่สามารถสร้างรายได้จากงานส่วนนี้ได้ เลยตั้งเป้าให้มันเป็นการฝึกฝนฝีมือด้านการเขียนเรื่องของตัวเองไปก่อน หนูยังเขียนได้ไม่ดีเท่าที่ต้องการเลยค่ะ แต่ระยะหลังมานี้พอหนูเริ่มที่จะเขียนเรื่องเอง หนูก็หาเรื่องราวของคนอื่นอ่านมากขึ้น ทั้งหนังสือของนักเขียนชั้นครู หนังสือฮาวทูและหนังสือทั่วไปแม้แต่บทความหนังสือพิมพ์และอินเตอร์เน็ต หนูก็พยายามหาอ่านมากขึ้นเพื่อเปิดความรู้ให้กว้างขึ้น (บล็อกของคุณก็เป็นที่หนึ่งที่หนูอ่านสม่ำเสมอ) ทำให้ความคิดของหนูเกี่ยวกับการเขียนเรื่องเปลี่ยนไปนั่นคือหนูอยากจะเป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องได้อย่างมีคุณค่า แม้ว่าสิ่งที่เขียนคือแฟนฟิค (ที่มีธีมหลักคือคู่จิ้นศิลปิน) แต่ว่าก็อยากจะทำให้มันเป็นเรื่องที่มีคุณค่ามากกว่าอ่านแล้วฟินคู่จิ้นอย่างเดียว ดังนั้นหนูจึงกล้าบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่หนูอยากจะทำก็คือการเป็นนักเขียนนิยายเนี่ยแหละค่ะ (อาจจะพยายามฝึกการเขียนแบบอื่นด้วยในอนาคต แต่ ณ ตอนนี้สิ่งที่มีความสุขที่จะเขียนก็คือแฟนฟิคค่ะ)

ส่วนการวาดรูป หนูวาดได้ไม่ดีนัก และที่อยากหัดวาดเพราะต้องการจะวาดแฟนอาร์ตด้วยนี่แหละค่ะ ทั้งวาดแฟนอาร์ตแบบที่ชอบกับวาดเพื่อประกอบเรื่องที่เขียน หนูอยากทำให้มันไปในทิศทางเดียวกัน คือสามารถเขียนเรื่องได้และวาดรูปประกอบเรื่องนั้นๆ ได้ด้วย หนูมีภาพแบบที่หนูอยากจะเห็นและการรอคนอื่นวาดออกมานั้นไม่สามารถตอบสนองความต้องการของหนูได้ (หนูมักเป็นประเภท อยากได้อะไรก็จะลงมือทำเองน่ะค่ะ-__-) แต่เมื่อจะเอาเวลามาฝึกวาดทำให้ต้องเจียดเวลาจากการฝึกเขียนออกมา มันเลยกลายเป็นอันโน้นก็จะทำอันนี้ และจะกลายเป็นทำอะไรได้ไม่ดีสักอย่างในไม่ช้า หนูไม่ได้ต้องการเป็นถึงนักวาดภาพประกอบที่จะมีรายได้จากการวาดเลยค่ะ หนูแค่ต้องการฝึกวาดเพื่อไว้ใช้ถ่ายทอดจินตนาการส่วนที่ต้องการขยายความเพิ่มเติมจากการเขียนเท่านั้น

ส่วนเรื่องการเรียนภาษานั้น หนูจะเซ็ตเวลาในแต่ละวันเอาไว้ว่าจะเรียนเกี่ยวกับอะไร หนูได้ลงคอร์สภาษาเกาหลี 1 กับญี่ปุ่น 1 อย่างละตัวก่อนเรียนจบ (ได้เรียนแค่ภาษาละตัวเท่านั้นเพราะหาเวลายากจริงๆ ทั้งที่อยากเรียนมากกว่านี้ค่ะ) แต่ก่อนหน้าที่จะลงเรียนก็ได้ฝึกอ่าน-เขียนด้วยตัวเองมาแล้ว บวกกับติดตามเพลง อนิเมชั่นและภาพยนตร์ของเกาหลีกับญี่ปุ่นอยู่แล้วด้วยค่ะ ได้เรียนกับอาจารย์บ้างทำให้พอรู้แนวทางว่าจะศึกษาเองอย่างไรมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีความคิดที่จะลงเรียนเพิ่มเติมอย่างจริงจังค่ะ คิดว่าจะฝึกด้วยตัวเองให้สุดก่อน

เมื่อสิ่งที่สนใจมีถึง 3 อย่าง ตอนนี้ ในบางครั้งเลยสับสนตัวเอง เพราะต้องการจะทำทุกอย่าง เคยอ่านบทความที่คุณเขียนเกี่ยวกับการฝึกฝน 1000 ชั่วโมงแล้วเราจะกลายเป็นมืออาชีพในสิ่งนั้น ก็ตั้งเป้าว่าถ้าพยายามฝึกฝนการวาดรูปทุกๆ วัน ถึงไม่เป็นผู้เชียวชาญแต่การวาดของหนูจะต้องดีขึ้นแน่ๆ หนูก็ลองฝึกและหนูก็พบว่ามันดีขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนจริงๆ (หนูวาดรูปมาตั้งแต่เด็กค่ะ หายไปตอนปี 1-2 แล้วกลับมาวาดอีกทีตอนปี 3 เพราะตอนนั้นติดการ์ตูน) คือถึงจะทิ้งการวาดมานานแต่พอกลับมาเริ่มใหม่ก็กลับเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น การเขียนก็เช่นเดียวกัน ถ้านับเวลาที่หนูเริ่มเขียนเรื่องจริงๆ จังๆ ก็ประมาณ 1 ปี 4 เดือนค่ะ เมื่อก่อนเคยเขียนแต่เรียงความแต่เดี๋ยวนี้พบว่าตัวเองเขียนได้ คล่อง มากขึ้นกว่าช่วงเริ่มเขียนแรกๆ แต่กระนั้นก็ยังรู้สึกว่ายังช้า…

ทุกวันนี้เวลาเข้าไปดูรูปใน portfolio หรือบล็อก, เพจของใครที่เขาวาดสวยๆ และเป็นลายเส้นแบบที่หนูชอบนี่ก็มักจะแกว่ง ประมาณอยากทำได้อย่างเขาจังเลยน้า หรือเห็นคนที่เขาเขียนได้ดี มีคนตามอ่านตามคอมเม้นท์มากๆ หรือแม้แต่คนที่สามารถใช้ภาษาได้ดีก็มีความคิดว่าอยากเป็นอย่างเขาจังเลย มันคล้ายว่าความคิดแบบนี้เผาตัวเองอยู่ทุกวัน ลนก้นให้เราต้องลุกขั้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อฝึกตัวเองให้มากขึ้นอีกค่ะ สิ่งที่สับสนจริงๆ คือ เราจะจับปลาหลายมืออย่างนี้ดีไหม เดี๋ยวมันจะหลุดมือทั้งหมดขึ้นมาจะเป็นอย่างไร แล้วยังเป็นคนที่ชอบแบกทุกอย่างไว้กับตัวเอง ไม่ปรึกษาใคร เรียนก็พยายามจะเรียนเองไม่ออกไปหาครู ซึ่งบางทีก็ทำให้เหนื่อยและเริ่มถามตัวเองว่า เราจะพยายามสร้างความสามารถเหล่านั้นให้มีขึ้นเพื่ออะไร พอตอบตัวเองว่าเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองแล้วก็หดหู่เบาๆ ค่ะ ว่านี่เราวางคุณค่าให้กับความพยายามพวกนั้นแค่นั้นละหรือ แต่ก็ยังอยากจะพยายามแม้ว่าความคิดที่กล่าวมามันจะวนลูปมาหาตัวเองสามวันห้าวันทีนึงก็ตาม

ส่วนเรื่องงานที่จะต้องทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองนั้น เรียนเภสัชมา 5 ปีก็จะต้องใช้ความรู้ตรงนั้นแหละมาทำมาหากิน เพราะเลิกอคติกับสิ่งที่เรียนไปนานแล้ว รู้ว่าต้องพยายามกับมันและต้องอยู่กับมัน เคยอ่านคำของคุณ ช่วง มูลพินิจ จากทวิตเตอร์ของ TheReaderThai  ท่านว่า “อาจารย์ศิลป์สอนว่า ลูกศิษย์ฉันต้องไม่อดตาย ทำงานอะไรก็ได้ที่เขาจ้าง เอาเวลาว่างมาทำงานที่เรารัก..” หนูคล้อยตามความคิดนั้นมากๆ และคิดว่าตัวเองต่อไปก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนั่นแหละ

เหมือนเป็นแค่อีเมล์ระบายความอัดอั้นตันใจจริงๆ ค่ะ มาปรับทุกข์กับคุณมุ่ยให้คุณมุ่ยเสียเวลาอ่านซะงั้น แต่เมื่อได้เล่าออกไปแล้วกลับสบายใจขึ้น ขอบคุณมากที่อ่านนะคะ และที่อยากบอกคือบล็อกเอนทรี่ต่างๆ ของคุณมุ่ยเป็นประโยชน์มากจริง อ่านแล้วหนูก็ได้คิดตามและเอามาคิดเกี่ยวกับเรื่องของตัวเอง ขอบคุณอีกครั้งนะคะ.
=====================================================

A.สวัสดีค่ะ น้องปอย

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่ติดตามอ่านบลอคพี่ และส่งอีเมล์มาเล่าให้ฟังเรื่องของน้องปอยนะคะ เรื่องการวาดแฟนฟิคของคู่จิ้นที่เป็นดารา จริงๆก่อนหน้านี้น้องสาวพี่(พี่เต้ย)เพิ่งไปติดตามงานแฟนฟิคของคนหนึ่งในอินเตอร์เนท และมาเล่าเรื่องให้พี่ฟังค่ะ ว่านิยายมันสนุกมาก ไม่เคยอ่านอะไรที่มันเป็นแบบนี้มาก่อน และเต้ยก็ชอบงานแฟนฟิคเขาขนาดไปวาดรูปให้เขาฟรีเลยค่ะ

ซึ่งเราจะพบว่าในบางครั้งแรงบันดาลใจก็มาจากอะไรแบบนี้ทั้งๆที่น้องสาวพี่ไม่ชอบอ่านนิยาย แต่พออ่านเรื่องของคนๆนี้แล้วติดและตอนนี้รู้สึกว่างานของคนๆนี้ได้ทำให้เต้ยอยากเขียนนิยายบ้าง แต่พอดีเต้ยไม่ได้ชอบอ่านนิยายมาก เต้ยเลยแต่งนิยายไม่ค่อยเป็นค่ะ ซึ่งถ้าถามว่าเต้ยรู้จักงานของคนๆนี้ได้ยังไง เต้ยมัน search เจอค่ะ แล้วก็อ่านตั้งแต่ต้นจนจบแล้วก็ตามไปอ่านนิยายอื่นๆของคนๆนี้ด้วย จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนในการได้แฟนหนังสือ หรือแฟนในการเขียน การวาดของเรา ก็มักจะได้จากแหล่งที่เราไม่คิดว่าจะได้อย่างการ Search ด้วยซ้ำไปค่ะ

นอกจากนี้ Search ยังทำให้พี่รู้จักคนเจ๋งๆด้วย เช่น คุณวิน ปวิชชา อารยะพงศ์ที่เคยสัมภาษณ์ลง illustcourse ไปแล้ว เขา search หาข้อมูลแทบเล็ทแล้วเจอเว็บพี่เลยเข้ามาอ่าน โดยที่คุณวินบอกว่า ชอบงานเขียนของพี่และคิดว่างานเขียนพี่นั้นเอนไปทางด้านตะวันตกหรือแนวคิดคล้ายๆกับชาวต่างชาติ ซึ่งเรื่องนี้มันไม่แปลกใจกับพี่เท่าไร เนื่องจากพี่อ่านงานเขียนของฝั่งตะวันตกมาก ทำให้แนวคิดพี่ไปทางนั้น แต่ก็ไม่ทิ้งหนทางตะวันออกค่ะ

กลับมาเรื่องคนเขียนแฟนฟิค เต้ยเอาลิงค์ให้พี่ดู พอพี่เข้าไปดูในเว็บของผู้เขียน fanfic ท่านนั้น(ขออนุญาติไม่เผยแพร่ชื่อ และไม่บอกนะคะว่าเป็นแฟนฟิคของอะไร) ปรากฏว่า มีนิยายอยู่หลายเรื่องและ เจ้าของเว็บใช้ wordpress.com ที่เป็นบลอค ในการอัพเดทผลงาน รวมทั้งมีรวมเล่มให้คนสามารถเลือกซื้อและสนับสนุนได้ด้วย ซึ่งพี่คิดว่า ในบางครั้ง ระหว่างความฝัน กับ ความเป็นจริง มันมีเส้นบางๆคั่นอยู่

เช่น นักเขียนแฟนฟิคท่านนี้ อาจจะมีงานประจำของเขา ซึ่งเป็นงานอะไรสักอย่างที่เลี้ยงชีพเขา และเขาก็อาจจะทำงานแฟนฟิคเป็นงานอดิเรก แต่ปรากฏว่าเขาก็ได้เต้ยเป็นแฟนผลงานของเขาอีกคน ที่จะคอยตามอ่่านงานใหม่ๆของนักเขียนท่านนี้ บางทีแล้ว การที่ไม่ได้ทำงานอดิเรกของเรา ให้เป็นอาชีพขึ้นมา มันก็อาจจะดีตรงที่ เราได้เขียนหรือวาดรูปอย่างที่ใจคิดจริงๆ โดยไม่ต้องคำนึงว่า มันจะขายได้ไหม เหมือนกับเรื่องของคุณบอยด์ โกสิยพงศ์ ที่พี่ได้ยินมาว่า ที่เพลงเขาดังในช่วงหลังๆเนื่องจากคุณบอยด์แต่งเพลงตามที่ใจชอบ แทนที่จะเป็นเพลงที่ฮิตตามกระแสในตอนนั้น และทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมา ก็คือเรียกว่าสวนกระแสเพลงป็อบ เพลงเน้นขายเด็กๆ

หรือกรณีของพี่ พี่ก็มีนักเขียนในดวงใจหลายคนค่ะ และมีคนที่พี่ตามงานเขียนเขาอยู่เป็นประจำเช่นกัน ส่วนมากนักเขียนที่พี่ชอบมักจะอยู่ในโลกออนไลน์นี่แหละ และบางท่านก็มีงานประจำแล้ว และทำบลอคขึ้นมาเพื่อจะเข้าถึงลูกค้าให้กว้างมากขึ้น และรอว่าเมื่อไรที่มีรายได้จากบลอคมากพอจนสามารถออกจากงานประจำได้ ซึ่งถ้าถามว่าพี่คิดยังไง กับการที่ให้งานวาด หรืองานเขียนเป็นงานอดิเรก และมีงานอื่นเลี้ยงชีพ จากที่พี่เคยทำงานวาดๆมาเป็นงานหลัก ตอนทำงานวาดก็มีความสุขดีนะคะ แต่งานบางอย่างเราก็ไม่ได้อยากทำ ตอนทำงานประจำก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ งานจะน่าเบื่อ ไม่ท้าทาย หรือไม่ว่าจะยังไงก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำ ก็ไม่ได้เงินเดือน ทำงานถวายหัวให้ก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม

จนพี่ทำงานมา 3 ปีแล้วก็ออกมาทำฟรีแลนซ์อีกปีนี้ปีที่ 6 แล้วนะคะในการทำอาชีพอิสระของพี่ 2 ปีครึ่งกับการเป็นนักวาดฟรีแลนซ์เต็มตัวที่ไม่สังกัดสำนักพิมพ์ไหนเป็นหลัก กับอีก 3 ปีครึ่งของการเป็นครู และการที่พี่มีเวลาในการตอบคำถาม,เขียนบลอค ช่วยเหลือน้องๆที่ทำงานวาดด้วยกัน โดยการให้คำปรึกษา เขียนบลอคนี้โดยคิดว่า มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำ อยากช่วยเหลือผู้อื่น อันนี้คือจิตตั้งต้น หรือ  goodwill ของเรา ที่พยายามจะทำความดี ซึ่งอันนี้ถ้าท้องไม่อิ่ม เราก็ไม่สามารถคิดเรื่องพวกนี้ หรือทำแบบนี้ได้ค่ะ

มันเหมือนกับเรื่องลำดับความต้องการของมนุษย์ของอับราฮัม มาสโลว์ ก็คือเมื่อเราบรรลุผลในหลายขั้นแล้ว และผ่านความต้องการปัจจัย 4 ขั้นต้นแล้ว มนุษย์เรายังต้องการ การยอมรับในสังคมที่ตัวเองอยู่ และขั้นที่อยู่สูงสุดคือความเข้าใจในตัวเองค่ะ ซึ่งความเข้าใจในตัวเอง น้องต้องผ่านชีวิตมาพอสมควร จนน้องสามารถคิดได้ว่า วัตถุต่างๆหรือแม้แต่ตำแหน่งหน้าที่การงานนั้น มันเป็นเป้าหมายที่เอาไว้ให้น้องรู้สึกพึงพอใจในตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองมีค่าเท่านั้นเองค่ะ พอถึงจุดสูงสุดจริงๆมนุษย์ล้วนต้องการอยากรู้ว่าอะไรกันแน่คือ ความสุขและความสำเร็จ นี่คือสิ่งที่แต่ละคนจะต้องหาคำนิยามมันด้วยตนเอง

ซึ่งงานเลี้ยงชีพของน้องๆหลายคนในขั้นแรก อาจจะเป็นเหมือนน้องปอยก็คือเลือกที่จะทำงานในคณะที่ตัวเองจบมา แล้วเอาความฝันไว้เป็นที่สอง เป็นที่พักใจยามเหนื่อยล้าจากงานประจำ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลค่ะ ถ้าถามว่าเป็นพี่ พี่จะจัดการยังไง?พี่จะเลือกทำงานที่จบมาไหม?คือพี่นี่เป็นตัวอย่างที่ค่อนข้าง extream หรือหายากหน่อยค่ะ นั่นก็คือ จังหวะชีวิตพี่ลงล็อคหลายจุด ตั้งแต่แรกๆแล้วพอพี่วิเคราะห์ตัวเองลงไปเรื่อยๆ พี่ก็พบว่าทำไมเราจึงมาอยู่จุดนี้ได้

มันเริ่มตั้งแต่แรกสุดแล้วก็คือ 1.วิชาที่ชอบคือภาษาอังกฤษกับศิลปะ 2.ชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก และพี่เป็นเด็กที่ค่อนข้างอยู่ในกรอบ ตอนเรียนก็ได้อยู่ห้องที่มีนักเรียนตั้งใจเรียนกันเยอะ ตอนม.ปลายก็มีเพื่อนสนิทคนนึง(ชื่อปอ=>คนละปอกับปอ KK) ที่เข้าคณะเดียวกับแต่คนละภาควิชา และโพสต์เว็บบอร์ดตั้งแต่ปีหนึ่ง(เดี๋ยวเล่าให้ฟังยาวๆเอนทรี่หน้าค่ะ เรื่องเกี่ยวกับ ทำไมลายเส้นเราจึงคล้ายเพื่อน) เสร็จปุ๊บเข้าสถาปัตย์==>จบมาเป็นนักวาดในบริษัทเกม==>ไปสิงคโปร์==>กลับไทยทำงานวาดฟรีแลนซ์==>ทำงานสอน ซึ่งถ้ามันขาดไปขั้นตอนใดขั้นตอนนึงนี้จะบอกว่าเราคงไม่ได้อยู่จุดนี้ค่ะ มันรวมไปถึงความชอบตั้งแต่เด็กของเราด้วยว่ามันเป็นอะไร?

ก็เหมือนกับน้องปอยนี่แหละ ก็คือเราก็รู้แล้วว่าเราไปทางไหน ถามว่าพี่คิดนานไหมเรื่องอาชีพณ.ปัจจุบันของพี่ เรื่องงานสอนที่ทำเป็นงานหลัก บอกตรงๆคิดหนักเลยค่ะ เนื่องจากมีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ก่อนหน้านี้พี่ไม่อยากทำงานสอนเลย ข้อแรกคือ เรารู้สึกว่า เราจะเก่งพอที่สอนใครได้หรือเปล่า ข้อสองคือ ถ้าสอนแล้วเวลาวาดรูปหรือการโฟกัสของเรามันจะเปลี่ยนไป นั่นคือ จะได้ทำงานวาดน้อยลง ซึ่งจริงๆอันนี้จะว่าไปก็เป็นเพราะพี่รับงานสอนเต็มเวลา คือไม่ให้มีวันไหนว่างเลย แต่พี่วางแผนไว้แล้วว่าถ้าอายุ  35 จะทำงานน้อยลงมากๆและให้เวลาส่วนตัวกับงานที่เราอยากทำมากขึ้น ซึ่งก็คงจะคล้ายๆกับงานตอนนี้เพียงแต่ว่าออกไปสอนตัวต่อตัวลดลงค่ะ

ส่วนเมล์ของน้องนั้น ไม่ต้องกังวลค่ะ พี่ชอบอ่านและชอบตอบคำถามอยู่แล้ว ถ้ามีคำถามอะไรก็มาถามได้ค่ะ ถ้าตอบได้จะตอบให้ค่ะ และขอบคุณที่ติดตามอ่านบลอคนี้ค่ะ

 

=====================================================

คำถามที่ 3 คิดราคายังไงดี

คือไม่นานมานี้มีฝรั่งคนนึงบอกว่าชอบงานเรามาก แล้วอยากให้เราวาดXXประมาณ 20 ใบในเกมอินดี้ของเขา ซึ่งเขาจะเอาลง Kickstarter เราเห็นว่ามันเป็น commercial commission เลยคิดราคาสูงขึ้นจากปกติค่ะ ทีนี่พอเค้ารู้ราคาเค้าก็ถามใหญ่เลยว่าทำไมมันแพง ศิลปินคนประจำของเขายังคิดราคาถูกกว่านี้ แล้วรูปชิ้นเล็กนิดเดียวไม่น่าคิดแพงเลย แล้วเขาพูดอีกว่าศิลปินของเขายังคิดงานชิ้นนี้แค่ $XX เอง (ต่ำกว่าราคาเราประมาณสามเท่าได้น่ะค่ะ)

หลังจากที่เค้าตอบแบบนี้เราก็ตอบกลับไปว่าให้เค้าต่อรองราคามาค่ะ แต่พอเค้าตอบอย่างนั้นทำให้เราเดาได้ค่ะว่าเค้าคงไม่อยากจ้างเราแน่นอน อีกอย่างคือถ้าเค้าต่อรองราคาถูกเกินไปเราก็ไม่อยากรับด้วยค่ะ

ทีนี้ เราเคยได้ยินแต่การวาดXXในเกมว่าราคาไม่ต่างจากการวาดปกนิยายเท่าไหร่ เราก็คิดไปถึงการเขียนคอมิค แต่คิดไปคิดมาแล้วมันไม่สามารถเอามาใช้กับXXได้ค่ะ เพราะคอมิคอย่างน้อยก็ตัดเส้น แต่XXต้อง Full cg ทุกใบเลย เราก็เลยคิดราคาXXแต่ละใบเป็นราคาวาดปกนิยายค่ะ ซึ่งสำหรับเรา ราคาไม่ขึ้นอยู่กับขนาดรูปค่ะ แค่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ในรูปอย่างเดียว (เพราะวาดขนาดเท่าไหร่ เราก็วาดรายระเอียดเท่ากันหมดค่ะ สกิลเราเป็นแบบนี้ 555)

เรายอมรับค่ะว่า ถ้าเราสูญเสียลูกค้าคนนี้ไป เราก็เสียดายนะ ได้ทำXXที่เป็นโปรเจ็คใน Kickstarter ด้วย เผื่อจะได้ spread out งานให้คนรู้จักมากขึ้น แต่ถ้าเรายอมกดราคาตัวเองให้ต่ำมาก เราก็เสียเปรียบเหมือนกัน personal brand เสียด้วยค่ะ (เป็นงาน commercial อีก)

ที่จริงพอเกิดเหตุการณ์นี้ทำให้เราคิดว่า เราคิดแพงเกินไปหรือเปล่า หรือนี่ไม่ใช่ลูกค้าจริงๆของเรา แล้วเราคิดถูกหรือเปล่าที่เราให้โอกาสเค้าต่อรองราคา แต่ถ้าต่อราคาต่ำไปเราก็ไม่อยากรับเหมือนกัน อีกอย่างคือเราไม่รู้ว่าเค้าจะสั่งแก้งานเยอะมั้ย แล้วไม่รู้ว่าเค้าจะยอมจ่ายก่อนหรือเปล่าด้วยค่ะ

 

=====================================================

สวัสดีค่ะ

 

สำหรับเรื่องนี้พี่อาจจะไม่ได้บอกชัดเจนนะคะว่าน้องควรคิดราคาเท่าไร และตอนนี้น้องคิดราคาเท่าไร แต่โปรเจคใน  Kickstarter ซึ่งส่วนมากผู้ที่ทำโปรเจคในนี้มีอยู่หลายแบบด้วยกัน เช่น บางคนทุนน้อยมาก และทำด้วยตัวเองคนเดียว เวลาคิดราคาของเขาก็จะคิดราคาถูกกว่าคนที่มีทีมหรือมีคนทำเยอะค่ะ

การที่น้องคิดราคาให้มันเท่ากับราคาของ full cg พี่คิดว่าน้องทำถูกแล้วค่ะ อีกอย่าง ถ้าเราสามารถวาดให้เขาไปทำ Kickstarter ได้ เราก็สามารถทำโปรเจคของตัวเองลง Kickstarter ได้เช่นกัน โดยเฉพาะถ้าเรามีญาติที่อยู่ USA ก็อาจจะขอร้องให้เขาช่วย(Kickstarter ทำได้เฉพาะบางประเทศเท่านั้น) หลักๆก็ USA,Australia,Canada

ส่วนการที่น้องให้เขาต่อราคานี่ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ จริงๆถ้าน้องทำงาน commercial แบบนี้ แล้วถ้างานไม่ได้ credit น้องเลยด้วย คนก็จะไม่รู้ค่ะว่าน้องทำงานนั้น ซึ่งน้องเองก็มีสิทธิ์ที่จะเอาใส่พอร์ทหรือไม่เอาใส่พอร์ทก็ได้ ช่วงที่พี่ทำงานวาดแรกๆก็โดนหลอกมาเยอะ เช่น หลอกแบบจะให้เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายก็ไม่ได้ให้และหายไป หรือมาติดต่อให้ทำงานบางอย่างไปสักพัก แล้วก็หายไปอีก

ถ้าน้องโดนต่อราคา หรือว่าพูดจาว่าทำไมมันแพงจัง น้องควรลองดูค่ะ ว่าคนจ้างเขาเป็นใคร? ซึ่งถ้าเป็นสำนักพิมพ์นี่ ตั้งให้เรารู้สึกโอเคได้เลยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่งานเราจะกลายเป็นงานที่เอาไปขายแล้วสำนักพิมพ์หรือเข้ากระเป๋าคนที่จ้างเราซึ่งถ้าหักทุกอย่างออกหมดแล้วยังได้กำไรเลยค่ะ

เพราะฉะนั้นถ้าหากน้องคิดว่า น้องก็สามารถระดมทุนทำโปรเจคเองได้ น้องก็ไปลองได้เลยค่ะทั้ง Kickstarter และ indiegogo ซึ่งน้องสามารถหาไอเดียของคนที่ระดมทุนสำเร็จได้ในเว็บไซต์ และ อย่าไปโทษตัวเองเรื่องคิดราคางานและเรื่องการต่อราคาค่ะ

ซึ่งสิ่งนี้พี่คิดว่ามันเป็นปัญหากับนักวาดหลายๆคนที่เข้าสู่อาชีพนักวาดค่ะ ก็คือไม่กล้าที่จะตั้งราคาสูงเนื่องจากกลัวโดนหาว่าแพง จริงๆแล้วน้องอาจจะตั้งราคาได้ถูกหรือโอเคแล้ว บางกรณีคือคนจ่ายไม่สามารถจ้างน้องได้เองค่ะ ลองดูว่าลูกค้าใหม่บ่นเหมือนเดิมไหมเรื่องแพง ถ้าพูดคล้ายๆกันอันนี้แปลว่าเริ่มมีมูลแล้วค่ะ

แต่ก็ไม่ต้องไปสน ตราบใดที่คนที่จะมาจ้างน้อง ไม่มาพูดกับน้องว่าแพงถึงจำนวน 5 คนเมื่อไร อย่าคิดว่าเราตั้งผิดค่ะ เราอาจจะดึงดูดลูกค้าชอบงานถูกๆ เพราะฉะนั้นพยายามอย่าทำงานถูกๆหรือทำออกมาเยอะไป งานเราจะดูโหลได้ค่ะ การตั้งราคาอีกระดับหนึ่งมันจะช่วยกรองลูกค้าให้น้องค่ะ น้องไม่จำเป็นเลยที่จะรับงานราคาถูกๆมาทำตลอดเวลาเนื่องจากมันจะดูดวิญญาณน้องไปเรื่อยๆค่ะงานพวกนี้ นอกจากนี้ลูกค้าที่จ้างน้องด้วยราคาถูกจะโขกสับน้องมากกว่าด้วยค่ะ และเสีย personal brand ด้วย

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ค่ะและขอบคุณน้องๆที่ติดตามและส่งคำถามมาค่ะ