ทำยังไงดีลายเส้นดันคล้ายเพื่อน

สวัสดีค่ะ จริงๆแล้วอันนี้มันคงเป็นปัญหาสำหรับนักวาดหลายๆคน นั่นก็คือ วาดไปวาดมา ดันลายเส้นไปคล้ายเพื่อนค่ะ เรามาดูวิธีการแก้ไขปัญหากันค่ะrelax

เริ่มแรกสุดเลย น้องอาจจะมีแรงบันดาลใจเป็นนักวาดชาวญีปุ่น,เกาหลี,หรืออเมริกา หรือประเทศเพื่อนบ้านของเราก็ตาม เสร็จปุ๊บ น้องก็จะมีเพื่อนที่ทำงานวาดภาพประกอบเหมือนน้องนี่แหละ ทีนี้เพื่อนน้องนี่วาดรูปเก่งมาก และส่วนมาน้องกับเพื่อนก็จะแลกงานกันดู ซึ่งพี่เชื่อว่าน้องๆที่กำลังอ่านอยู่นี้ มีการเอางานแลกให้เพื่อนกันดู ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนในชั้นเรียน หรือเพื่อนที่เรารู้จักในโลกออนไลน์

ซึ่งเรื่องที่แปลกสิ่งหนึ่งก็คือพอแลกงานกันดูมากๆหรือน้องไปตามเสพย์งานเพื่อนมากๆ งานน้องดันไปคล้ายๆกันงานเพื่อนคนนั้นค่ะ จริงๆแล้วต้องเรียกว่า inspire กันไป inspireกันมา ทั้งนี้ต้องอธิบายตั้งแต่ตอนแรกถึงที่มาในการวาดภาพของเราค่ะ ว่าเรารู้จักใครบ้าง และใครมีผลต่อการวาดรูปของเราบ้าง ทั้งนี้จะบอกว่าดีใจที่ได้รู้จักทุกคนที่เอ่ยมาในนี้ แม้เราไม่ได้คุยกันมากนัก แต่เราก็ยังระลึกถึงวันเก่าๆ good old day เสมอๆ

จะเล่าเรื่องสมัยก่อนให้ฟัง นั่นก็คือ สมัยที่ยังมีกลุ่มการ์ตูนอยู่ ตอนนั้นก็มีหลายกลุ่มมากเลยค่ะ เช่น RPG,Insei,KK,Kaze,Acho,X-wing และอื่นๆที่ไม่ได้พูดถึงอีกหลายกลุ่ม ซึ่งเราก็จะมีการซื้อนิตยสารกลุ่มกันและแลกเปลี่ยนนิตยสารกลุ่ม ซึ่งสมัยก่อนนั้น เพิ่งเป็นยุคคอมพิวเตอร์ในช่วงแรกๆ ยังใช้ floppy disk อยู่ และยังนิยมใช้สกรีนสติกเกอร์กันอยู่ พวกโปรแกรมที่ใช้จัดอาร์ทยังไม่มีมากนัก รู้สึกจะมีแต่page maker ซึ่งคนธรรมดาๆอย่างเราๆนั้นใช้งานกันได้ยากมาก

ตอนนั้นกลุ่มที่อยู่นี่จะเป็นตัวชี้วัดความมีสามารถของคนๆนั้นส่วนหนึ่งค่ะ เช่นกลุ่มใหญ่ๆบางกลุ่มเข้าได้ยากมาก น้องต้องรู้จักคนในกลุ่มนั้นๆหรืออาจจะฝีมือโดดเด่นจริงๆถึงจะเข้ากลุ่มนั้นได้ ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีแนวทางในการวาดแตกต่างกันไป เราเริ่มเป็นสมาชิก KK น่าจะประมาณ ม.4-5 ได้  ซึ่งสมาชิก KK  ณ.ขนะนั้นส่วนมากคัดจากคนที่ส่งภาพไป TV.Magazine โดยปอ ตอนนั้นที่ทำงานอยู่ทีวีแม็กกาซีนชวนเข้ากลุ่ม ซึ่งทั้งพี่มุ่ยและพี่เต้ยก็ต่างเป็นสมาชิกของ KK มาก่อน ในยุคนั้นคนจะสับสนกันค่ะ ว่า  KK group เป็นอะไรกับ KK book  (สำนักพิมพ์ที่พิมพ์การ์ตูนตาหวานขณะนั้น เป็นคู่แข่งของหมึกจีน) ก็รู้สึกว่าไม่ได้เป็นอะไรกันค่ะ 555

แต่รู้สึกเคยถามปอเรื่องที่มาของชื่อแล้ว แต่ลืมไปจริงๆค่ะว่าที่มามาจากไหน ซึ่งการเป็นสมาชิกกลุ่มนั้น ก็จะต้องช่วยกันทำนิตยสารกลุ่ม เราก็เคยไปบ้านปอ ไปทำหนังสือกลุ่มกัน ก็จะมีการนัดกันเป็นประจำที่ PamPam ค่ะ ซึ่งเราก็จะได้เจอคนอื่นๆด้วย ซึ่งสมัยนั้นคนที่เก่งๆก็จะดูเทพมากๆในสายตาเรา เพราะตอนนั้นเรายังวาดรูปไม่เป็นตัวเท่าไรค่ะ ซึ่งณ.ตอนนั้นสักพักนึงก็ได้รู้จักกัปปี้(Kappa)และอุ้มอุ้ย(AyaUme) ซึ่งกัปปี้จะทำงานโคปิคกับสีน้ำ และอุ้มอุ้ยนี่ก็สีน้ำ ซึ่งจะบอกว่า ตอนนั้นมองว่า 3 คน(อุ้มอุ้ย=2คน)นี้เก่งแบบเทพมากๆเลยค่ะ (คือ…สมัยนั้นเพิ่งหัดวาดการ์ตูนค่ะ ยังวาดไม่เก่ง)

และก็ต่อมาได้รู้จักพี่ๆกลุ่ม RPG ตอนนั้นมีอยู่ 4-5 คนได้มั้งคะกลุ่ม RPG กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่นักวาดวาดเก่งทุกคน และเราก็ชอบงานพี่ Monto rpg มาก ก็ซื้อรวมภาพเก็บไว้ด้วยค่ะ แล้วยังเคยไปเที่ยวไปค้างบ้านพี่เขาด้วย แล้วก็ได้รู้จักพี่กอล์ฟ กนกฉัตร ซึ่งพี่เขาเก่งมาก ดังมากณ.ตอนนั้น คืองานลง TV.magazine หลายเล่มมากๆ และต่อมาพี่เขาก็วาดแฟนอาร์ทพวกวันพีช,ฮิคารุ ซึ่งพี่ๆกลุ่ม RPG นี่เป็นกลุ่มแรกๆที่เราติดตามผลงานเขา ปัจจุบันพี่ Monto เขาก็ทำงานวาดภาพประกอบหนังสือเด็กเป็นหลักค่ะ

ส่วน Zoo นี่เราเห็นงานที่เขาส่งไปทาง TV.magazine เป็นคนที่ลายเส้นทันสมัยมากในขณะนั้นค่ะ คือ สมัยนั้นงานก็จะเป็นพวกแฟนอาร์ทวาดตามแบบกันอยู่ ใครที่ฝีมือโดดเด่นออกมาก่อนก็จะดังในหมู่กลุ่มการ์ตูนด้วยกันค่ะ อย่างที่บอก entry ที่ผ่านๆมาแล้วว่าเราเขียนจดหมายไปหา Zoo เนื่องจากอยากรู้จัก(รู้สึกจะพูดถึง Zoo ในวีดีโอที่ตอบคำถามค่ะ) เป็นคนที่วาดแล้วดูอินเตอร์ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วค่ะ สำหรับ Zoo นะ

พอเราเข้ามหาวิทยาลัยได้ ตอนนั้นน่าจะเป็นตอนที่ปอ หัวหน้ากลุ่ม KK นั้นไปทำงานประจำที่ online station (ถ้าจำไม่ผิดนะ) เพราะฉะนั้นกิจกรรมกลุ่มก็ซาๆลงไป รวมทั้งมีสมาชิกส่วนหนึ่งของ  KK group ไปตั้งกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่งค่ะ ตอนนั้นเราได้หลุดวงโคจรไปแล้ว ก็คือ วุ่นอยู่กับงานมหาวิทยาลัย แต่ตอนมหาวิทยาลัยนี่ ก็ได้รู้จักคนเก่งๆจากเว็บบอร์ด Pocketonline ตอนนั้นทำเว็บขึ้นมา โดยเริ่มมาจาก Geocity ซึ่งตอนหลัง Geocity ปิดตัว เว็บเก่าหายไป

แล้วขณะนั้น Fiona ก็มาชวนเราใช้โฮสต์ฟรีคือ Fireyskye.net ซึ่งสมัยก่อนนี่ ยังไม่มีเงินเช่าโฮสต์เลยค่ะ เด็กมหาวิทยาลัย แถมยังเช่าเองไม่เป็นอีก เลยใช้ของ Fiona มาหลายปีมาก จนกระทั่ง 2006 จึงจะเปลี่ยน ตอนแรกตั้งชื่อเว็บว่า Strawberry Garden ค่ะ เนื่องจากเต้ย(น้อง)มันไปซื้อเทปผีมาโดยไม่รู้ว่ามันคือเทปผี แต่มันดันมีวงที่เราสองคนชอบอยู่ แต่อนิจจังมากที่โดนเปลี่ยนชื่อเป็น Strawberry Garden (จริงๆมันคือวง Savage Garden)มันฮาดีเลยเอามาตั้งชื่อเว็บ แถมตอนนั้นวาดอะไรหวานมากมดจะขึ้นจอ มันเลยเข้ากับชื่อweb(ที่มาของชื่ออาจจะเกรียนไปหน่อย) แต่ตอนนั้นที่ไม่ย้ายตามFiona เนื่องจากอยากได้เว็บเป็นชื่อตัวเอง.com พร้อมกับขณะนั้นโฮสต์ของ Fiona ก็จะย้ายและเปลี่ยน url ไป เราจึงจำเป็นต้องทำโดเมนของตัวเองณ.ตอนนั้น และตอนนั้นก็หัดใช้พวก CGI และ dreamweaver ในการเขียน webpage ค่ะ

ซึ่งเรากลับมาเจอ Zoo อีกครั้งตอนเล่นบอร์ด pocketonline ต่อมาก็เจอ Vic,Asuka111 ในบอร์ด Pocket ตั้งแต่ช่วงแรกๆที่เขาเริ่มพัฒนา ยังจำรูปที่ Vic โพสต์รูปแรกๆได้เลยค่ะ คือเป็นผู้หญิงกำลังกินไอศกรีมparfait สีตัดๆ ซึ่งเส้น Vic ตอนนั้นก็น่าจะถูกใจทั้งผู้ชายและผู้หญิงค่ะ เนื่องจากช่วงแรกๆ Sister princess ดังมาก แล้ว Vic เคยไปวาด

ซึ่งงานcgตอนนั้นจะดูคมๆแบบCelshade ส่วนอัสนี่ก็มา levelup แบบเยอะมากตอนช่วงหลังทำงานประจำค่ะ นั่นก็คือลงสีแบบดูมีปริมาตร แสงสีสวยแล้วก็ภาพดูละเอียด มีเนื้อเรื่อง ซึ่งปัจจุบันทั้งสามเป็นนักวาดที่มีคนรู้จักเยอะ และมีสไตล์งานของตัวเองที่เด่นชัดค่ะ (หมายถึง Zoo,Asuka111และ Vicที่เราตามงานจาก Pocket)

ซึ่งจริงๆต้องขอบคุณคุณ Prite เจ้าของPocketschool ด้วยณ.ที่นี่ ถ้าเราไม่ได้เจอเว็บ Pocket ป่านนี้ก็ไม่ได้เป็นนักวาดมืออาชีพแน่นอนค่ะ เนื่องจากเราโพสต์แล้วให้คนวิจารณ์ที่ Pocketonline  ที่นั่นเลยเหมือนโรงเรียนนอกเวลาของเราเลย  ก็โพสต์มาตั้งแต่ปีหนึ่งค่ะ เฉลี่ยสัปดาละประมาณ1-2 รูป ถ้าเป็นช่วงสอบไฟวาดรูปจะโหมหนักมากค่ะ  แล้วก็นักวาดคนอื่นๆที่รู้จักมาจาก Pocket ก็อย่างเช่น รัน Garun,Aun61(อั้น),แล้วก็เจ๋ง(page happydrawing) แล้วก็อีกเยอะค่ะ ขออภัยที่ไม่ได้พูดถึงนะคะ จำได้ แต่ถ้าพูดถึงหมดทุกคนนี่ยาวชัวร์ๆค่ะ

แล้วก็ไปเจอนักวาดเก่งๆหลายๆคนที่อยู่ใน All-final อีกค่ะ ซึ่งจะเป็นน้อง Vamp,น้องเอ้ (Kumawind),น้องแยม(Miist),น้องWayaRen และอีกเยอะแยะ ซึ่งหลายๆคนในนี้ก็ได้ดิบได้ดีกันไปเรียบร้อยค่ะ บางคนก็โกอินเตอร์ไปแล้ว สมัยนั้นคนที่เราตามงานอย่างสม่ำเสมอก็คือรายชื่อที่พูดไปเมื่อกี้ ส่วนคนอื่นๆถ้าลืมไปก็ขอโทษด้วยค่ะ  จริงๆมีอีกเยอะ

แต่จะบอกว่าคนที่มีผลต่องานเราในช่วงที่ 2ที่เริ่มจะไม่ค่อยได้เจอเพื่อนในกลุ่ม KK แล้ว และก็เลิกสะสม TV.magazine เนื่องจากค่าอุปกรณ์ของคณะแพงๆทั้งนั้นเลยต้องประหยัด  เราก็เลยเล่นเว็บบอร์ดแทน ตอนที่เริ่มจะทำ cg  หรือ ทำ cgมาสักพัก  ดูเหมือนตอนนั้น Zoo นี่มีอิทธิพลต่องานเราค่ะตอนนั้น เนื่องจาก Zoo วาดได้ทั้งน่ารัก และโหดๆ และตอนนั้นก็ชอบวาดโลลิคอน เพราะ Zoo จะเห็นได้ว่าการที่เราชอบงานใครมันไม่เกี่ยวว่าเขาอายุน้อยหรือมากกว่าเรา ถ้าชอบ ก็คือชอบนั่นเองค่ะ ตอนนั้นเลยชอบงานแนวน่ารักๆไปด้วย แล้วก็ลงสีหวานมากจนมดจะกินรูปอยู่แล้ว

ส่วนแผน สกาล กับ โน็ต สินาดมารู้จักเอาทีหลัง เนื่องจาก ตอนนั้นนักวาดการ์ดซัมมอนเนอร์ มาสเตอร์ มีหลายคน แต่คนที่เราจำงานได้มีอยู่ 3 คน ตอนนั้นเป็นยุคแรกๆของ CG ซึ่งงานของแผนยังทำแนวสีน้ำมันอยู่ค่ะ ส่วนโน็ตกับพี่ Monto ทำ cg มาตั้งแต่ตอนแรกๆ ซึ่งเราก็ชอบงานของทั้งสามคนค่ะ แต่คนที่ดูมีอิทธิพลกับลายเส้นเราช่วงแรกๆและมีอิทธิพลในระยะยาวหน่อย น่าจะเป็นพี่ Monto ค่ะ เนื่องจากเราชอบแนวแฟนตาซีหลังจากที่เราดูงานการ์ดของพี่เขา และเล่นเกม RPG บ่อยๆ โดยเฉพาะ พวกตระกูลไฟนอล ของ Squaresoft (ณ.ขณะนั้น Square ยังไม่รวมกับ Enix ค่ะ)

ซึ่งลายเส้นในแต่ละยุคของเรานั้น ขึ้นอยู่กับคนที่เรารู้จักมากๆหรือติดตามเขามากๆณ.ขณะนั้น ซึ่งก็มาจากทั้งนักวาดไทย นักวาดญี่ปุ่น​(สมัยนั้นเกาหลียังไม่ดัง) พอเข้ามหาวิทยาลัยมาประมาณปี 2-3 แร็คนาร็อคออนไลน์ดังมาก และในตอนที่เราอยู่มหาวิทยาลัย เรารู้สึกว่า ภาพแบบ concept art ของ Ragnarok online  นี่วาดยากมากๆ และตอนนั้นนักวาดเกาหลีก็จะมีอยู่ 2-3 คนค่ะ มี Maggi,AGAsang,SR,KimHyungTae,LimHakSu,Yilee ค่ะ ซึ่งนักวาดเหล่านี้งานของบางคนหาดูได้ยากมากแล้วเนื่องจากเว็บปิดตัวบ้าง ไม่ยอมต่อ url บ้าง บางคนก็ไม่ยอมอัพเดทเว็บบ้าง

ซึ่งสิ่งที่เล่ามาทั้งหมดนั้นคือ จะบอกว่าในเวลาที่นักวาดคนไหนดังขณะนั้น หรือการที่น้องวาดงานไปเรื่อยๆ ลายเส้นน้องจะประมาณคนรู้จักน้อง ปนกับแรงบันดาลใจน้อง ปนกับพี่ชายน้องสาวหรือญาติของน้องที่สนิทสนมกันมาก ปนกับคนที่ดังๆอยู่ขณะนั้น ซึ่งมันจะไปปนกับใครบ้างนี่มันแล้วแต่คนค่ะ ซึ่งตอนที่เราวาดรูปช่วงแรกๆนั้น ลายเส้นเรากับน้องสาวคือเต้ยใกล้เคียงกันมาก ต่อมาเต้ยเข้านิเทศศิลป์ลาดกระบัง ก็เลยไปแตกต่างกันเอาตอนนั้นค่ะ แต่สมัยก่อนเต้ยจะเป็นพวกชอบลงเส้นถึกๆตรงผม ส่วนเรานี่เป็นพวกถึกเหมือนกันค่ะ แต่ว่า ภาพสมัยก่อนนั้นทั้งสีและองค์ประกอบยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไร

ซึ่งมันก็คือที่มาของ entry นี้ค่ะ นั่นก็คือ การที่เรารู้จักใครสักคน โดยเฉพาะเพื่อนที่เราอาจจะคิดว่าเขาเป็นไอดอล หรือนักวาดที่เราติดตามงานอยู่และชอบงานเขา ไม่ว่าจะช่วงยุคไหนก็ตาม ไม่ว่าอายุเขาจะมากหรือน้อยกว่าเราก็ตาม เราก็จะได้รับบางสิ่งบางอย่างมาจากเขาค่ะ ซึ่งตอนนี้เราต้องสังเกตว่า เราชอบงานคนนี้เพราะอะไร?

ยกตัวอย่างเช่น Kidchan ซึ่งเป็นนักวาดชาวมาเลเซียที่ตอนหลังเราชอบงานเขามาก เขาก็บอกว่า ในช่วงนึงงานเราเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา เขายังเขียนชื่อเราลงในartbook เขาเลยค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรารู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมาก แต่พอเขาเติบโตขึ้น งานเขากลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราได้ คือ inspire back  เป็นต้นค่ะ

เพราะฉะนั้น คุณไม่อาจจะรู้เลยว่า คุณได้ทำให้นักวาดคนไหน เติบโตมาเป็นเขาอย่างในปัจจุบันบ้าง แต่สำหรับเราที่เป็นครูอยู่แล้ว เราดูออกเลยว่า ใครทำงานแล้วได้อิทธิพลของใครมาบ้าง ซึ่งมันก็จะเป็นอย่างที่บอกค่ะ คือ เส้นอาจจะคล้ายๆคนใกล้ๆตัวสองสามคนก่อน แล้วก็ไปคล้ายกับคนในวงกว้างขึ้น เช่น คนรู้จักที่วาดรูปเก่งประมาณเดียวกันหรือเก่งกว่า  และสุดท้ายที่เป็นกันคือไปคล้ายกับนักวาดต่างชาติ และไปคล้ายคนที่เป็น Idol

ซึ่งการที่ได้รับอิทธิพลนั้นมันไม่ผิด แต่มันต้องดูด้วยว่า คนๆนั้นเป็นคนคิดหรือทำสิ่งนั้นๆเป็นคนแรกๆของประเทศหรือเปล่า?หรือเป็นคนแรกในภูมิภาคหรือเปล่า? ยกตัวอย่างเช่น Kidchan ที่งานเขาจะดูเซอร์เรียลๆ เหนือจริงๆ สีสันสวยงาม สดใส วาดหน้าตาสวย ผสมกับงานแพทเทิร์น ซึ่งถ้าใครจับ subject เดียวกับเธอ แต่เป็นคนที่ 2-3-4 คนมักจะไม่จำค่ะ คนจำคนที่คิดได้เป็นคนแรก

ซึ่งถ้าใครวาดมาเหมือนน้อง อย่างแรกที่น้องทำคือควรจะดีใจค่ะ เนื่องจากงานน้องได้ทำให้คนๆหนึ่งได้เติบโตขึ้น เวลาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น หรือแก่ตัวขึ้น ก็จะรู้เลยว่า จริงๆแล้วการที่เรามีอิทธิพลต่อแนวคิดของใครคนใดคนหนึ่งมันอาจจะทำให้ชีวิตของเขาพลิกผันไปเลยก็ได้ค่ะ

เช่น การที่น้องมีนักวาดคนอื่นเห็นน้องเป็นไอดอล คนๆนั้นก็จะติดตามงานน้องอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าน้องจะทำงานอะไรออกมาก็ตาม เขาก็จะตามซื้อ และตามสนับสนุนค่ะ นอกจากนี้บางคนอาจจะไม่สนับสนุนน้องโดยตรง เช่น ไม่ได้ซื้อสินค้าของน้อง แต่การที่น้องมีอิทธิพลต่อความคิดเขา เขาจะติดตามน้องอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งค่ะ หรือแม้กระทั่งคนที่เกลียดน้อง ก็อาจจะซื้องานน้องเช่นกันค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น สมัยก่อนเรากับน้องมีกิจกรรมก็คือ ซื้อหนังสือของอ.มายุ ชินโจมา(คนที่เราไม่ชอบงานเขาเลย) ซื้อหลายเล่มมาก อ่านจบแล้วมาวิจารณ์และเล่นเกม photohunt จับผิด anatomy ของงานเธอ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่โหดร้ายพอสมควร พอมานึกย้อนไป แต่อ.แกไม่รู้จักเราสองคนเป็นการส่วนตัวหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นตัวแกแกก็อาจจะรู้สึกเฉยๆก็ได้เรื่องของการโดนวิจารณ์

น้องจะสังเกตได้ว่า ไม่ว่าคนๆนั้นจะชอบหรือเกลียดน้องมากสุดขั้ว เขาก็จะติดตามดูน้องอยู่ดีค่ะ บางคนก็ดูงานน้องเพื่อเอาไปเมาท์กับเพื่อน จนตอนหลังเราถึงยอมรับอ.มายุ ชินโจได้ค่ะ ในเรื่องนี้ นั่นก็คือ อ.แกทำให้เรากับน้องติดตามแก และทำให้เกิดกิจกรรมหรรษาในครอบครัวขึ้น ซึ่งเนื้อเรื่องอ.แกจะแปลกๆด้วยค่ะสำหรับอ.มายุนี่ คืออ่านแล้วจะรู้ว่ามันเร็วมาก คือทุกเรื่องที่แกเขียน แป๊บเดียวมันก็รักกันและฟิจเจอร์ริ่งกันแล้ว ตัวเอกน่ะค่ะ…เรากับน้องจะอ่านกันและผลัดกันวิจารณ์งานอ.มายุทุกเล่มค่ะ ผลัดกันซื้อ ติดตามงานแกเกือบทุกงานที่เป็นเรื่องสั้น (ทนอ่านเรื่องยาวไม่ไหว) จนตอนหลังเริ่มคิดว่า จริงๆอาจจะเป็นทริคของแกก็ได้นะ ในการเขียนเรื่องทำนองนี้ 55 (ตอนนี้ไม่ได้ทำแบบนั้นแล้วค่ะ ส่วนมากจะคุยกับเต้ยเรื่องสนุกๆมากกว่า ไม่ได้ไปวิจารณ์งานชาวบ้านเท่าไร ถ้าวิจารณ์ก็จะเป็นในด้านดีมากกว่าค่ะ)

ซึ่งขนาดตอนที่เราทำงานนะคะ มีบางสำนักพิมพ์ พนักงานบางคน ตอนเราเข้าไปคุยงาน ยังบอกเลยว่า ลายเส้นแบบอ.มายุ ชินโจนี่เป็นแบบที่เด็กสาวทั่วไปชอบ และพูดทำนองว่า ให้เราศึกษาลายเส้นอ.มายุ ชินโจสิ เรานี่ถึงกับเงิบเลยค่ะ เลยรู้ละว่าอ.เขาดังจริง แรงจริง ไรจริงๆสำหรับคนหมู่มาก 55

และคนเหล่านี้นี่เองค่ะมักจะเอาน้องไปพูดให้เพื่อนในวงเพื่อนๆของเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้ายหรือดีค่ะ ถ้าซวยหน่อยคือน้องอาจจะโดนนินทา จากนั้นเพื่อนๆเขาก็อาจจะเข้ามาดูตามที่เพื่อนบอก ว่าเป็นจริงหรือเปล่า ทั้งนี้น้องไม่ต้องตกใจ หรือเสียใจถ้าเพื่อน,คนรู้จัก หรือคนที่เขาแอบชื่นชมน้องลึกๆ มาด่าน้องหรือนินทาน้องกับเพื่อนๆคนอื่นๆแล้วน้องมารู้ทีหลัง ซึ่งเวลาน้องโพสต์งานลงไปนี่ มันก็เป็นประเด็นอยู่แล้วคือ น้องอาจจะโดนด่า หรือโดนชม ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังอยู่แล้วจริงๆค่ะ

สิ่งที่น้องสามารถทำได้คือ ทำงานและพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็พอ และอย่าไปวิจารณ์คนอื่นมาก เนื่องจากวิจารณ์นี่มันเสียพลังงานนะคะ เอาไว้วิจารณ์เด็กที่มาเรียนอย่างเดียวก็พอ สำหรับเรา แล้วใครจะว่ายังไงก็ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ อย่าไปคิดมาก เราทำให้ทุกๆคนในโลกรักชอบเรา  ชื่นชมเราไม่ได้หรอกค่ะ ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นเพื่อน,เป็นญาติ,หรือเป็นไอดอล สิ่งที่น้องทำได้คือ เลือกยืนข้างซ้าย,ข้างขวา หรือ ตรงกลาง ซึ่งไม่ว่าน้องจะยืนข้างไหน น้องก็จะโดนคนที่คิดไม่เหมือนน้อง ด่าน้องอยูแล้วค่ะ ถ้าเราไปคิดมาก กลัวคนอื่นๆเกลียด น้องก็จะขยับตัวไม่ได้ แสดงความคิดเห็นอะไรก็ไม่ได้ค่ะ

กลับมาที่เรื่องติดลายเส้นมาถ้าถามว่าติดลายเส้นเพื่อนมาจะทำยังไงดี ?ก่อนอื่นเราต้องดูก่อน ที่เราติดลายเส้นมา เป็นเพราะเพื่อนวาดแนวที่เราชอบอยู่แล้วหรือเปล่า?เราชอบส่วนไหนของงานเพื่อนคนนั้น?เช่น การวาดหน้าตา,การใช้สี ซึ่งคนแต่ละคนนั้น inspire คนละส่วนกันก็ได้ค่ะ น้องต้องดูว่า จริงๆแล้วโดยพื้นฐานน้องชอบวาดอะไรกันแน่?เช่นบางคนชอบวาดมอนสเตอร์ ก็วาดแต่มอนสเตอร์เป็นต้น หรือคนชอบวาดฉากก็วาดแต่ฉาก แต่ส่วนมากพี่จะเห็นคนชอบวาดคาแรคเตอร์ซะส่วนใหญ่

ซึ่งเพื่อนหรือพี่น้องของเรานั้น ก็จะมีอิทธิพลกับเรื่องอื่นๆของเราด้วย ไม่ใช่เฉพาะลายเส้นอย่างเดียว แต่เป็นวิธีคิด หรือวิธีในการมองโลกของคนๆนั้นด้วย เพราะเราสงสัยว่า เขาคิดอะไรอยู่?เขานิสัยเป็นอย่างไร?ซึ่งสิ่งที่เขาคิด บางครั้งก็จะมีอิทธิพลโดยตรงต่อตัวน้อง แม้แต่การเลือกซื้อของ ไลฟ์สไตล์ของเขา ก็มีผลต่อน้อง เวลาน้องชอบงานใครมากๆน้องจะอยากรู้ว่าเขาเสพอะไรบ้าง ทำไมเขาถึงคิดอย่างนี้ และทำอย่างนี้ เป็นต้น

ซึ่งก็จะมีนักวาดบางคนที่ในขณะนั้น เราไม่ได้ชอบงานเขาเลย แต่พอรู้จักตัวจริง ก็กลายเป็นชอบงานไปเลยก็มีเหมือนกัน และบางคนที่ชอบงานแต่พอรู้จักตัวตนกับเป็นอีกอย่างหนึ่งไปค่ะ ซึ่งนิสัยเฉพาะตัวบุคคลนั้นเองก็มีผลต่อเวลาที่เราจะชอบงานของใคร

ส่วนถ้าถามว่าเราจะหลุดจากแนวที่ไปคล้ายเพื่อน คล้ายคนรู้จัก หรือคนที่เราชอบให้ได้นั้น เราต้องหลุดจากอิทธิพลด้านแนวคิดและการใช้ชีวิตของคนๆนั้นให้ได้เสียก่อนค่ะ เช่น เราควรมีสิ่งที่เราชอบจริงๆ ที่แตกต่างจากคนๆนั้น,ไปฟังเพลงคนละแนวกัน,ไลฟ์สไตล์และสิ่งที่ชอบคนละอย่างกัน สนใจเรื่องคนละอย่างกัน มีแนวคิดแตกต่างกัน อ่านหนังสือคนละเรื่อง ดูหนังคนละแนว

ซึ่งสิ่งพวกนี้มันจะหล่อหลอมให้งานน้องแตกต่างจากเพื่อนในที่สุด เพราะน้องไม่มีความเหมือนกันเลย ไม่ว่าจะในด้านใด ไม่ว่าจะภายนอก หรือภายใน แต่สิ่งสำคัญคือ  “Stay true to yourself” ค่ะ คือซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ต่อสิ่งที่เราชอบ และพยายามทำงานให้หลุดจากคนที่เป็นแรงบันดาลใจของเราหรือคนที่มีอิทธิพลต่องานเราไปให้ได้ค่ะ ถ้าน้องทำได้ น้องก็จะอยู่อีก level หนึ่งคืองานน้องนั่นแหละจะเป็น inspire ให้กับคนอื่นๆ

ซึ่งการที่ใครสักคนเห็นน้องเป็นต้นแบบ เขาจะตัดสินใจครั้งใหญ่ๆในชีวิต ตามสิ่งที่น้องเคยเป็น เช่น เคยมีน้องมาบอกว่า เข้าสถาปัตยกรรมศาสตร์เพราะเรา เป็นต้น คนที่เขาชอบงานเรา เขาก็อยากจะรู้ว่าทำไมงานเราจึงเป็นแบบนี้ ทำไมสไตล์จึงเป็นแบบนี้ ทำไมเขาถึงเป็นคนแบบนี้ คิดแบบนี้ ถ้าน้องมีคนที่ชอบน้องมากๆ เขาก็จะเข้าคณะที่น้องเข้า เพื่อเรียนรู้ว่าน้องคิดอะไรเวลาที่น้องเรียนคณะนี้ ทำไมมันถึงหล่อหลอมให้น้องเป็นแบบนี้ เป็นต้นค่ะ พูดง่ายๆคือเขาเห็นน้องเป็นไอดอลคนหนึ่ง

เราเองก็เข้าคณะสถาปัตย์เพราะหลายๆเหตุผล แต่มีเหตุผลหนึ่งคือ นักวาดที่เราชอบงานเขาคนนึงชื่อพี่ปุ้ม วิสสุตา เราติดตามงานพี่เขาจนพี่เขาไปวาดการ์ตูนลง C.KIDS และยังเขียนจดหมายไปคุยกับพี่เขาตลอดเวลาจนเข้ามหาวิทยาลัยได้ แล้วเจอกันในคณะบ้าง แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุย แล้วเราก็ชอบลายเส้นเขาค่ะ เราก็เลยเลือกสถาปัตย์ตามพี่เขาด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้มันจะคล้ายๆ chain reaction ค่ะ นั่นก็คือตัวเราเองก็ไป inspire น้องๆในยุคถัดมาให้เข้าคณะเดียวกัน

ซึ่งพี่จะบอกว่าน้องก็อย่าไปโกรธเพื่อนเลยถ้าเพื่อนวาดคล้ายๆกันกับน้อง มันอาจจะเป็นเพราะเพื่อนน้องชอบงานน้อง และชื่นชมน้องอยู่ลึกๆก็ได้นะคะ สิ่งที่น้องควรทำคือ รักเพื่อน และอยากให้เพื่อนได้ดีค่ะ ถ้าเพื่อนเขาแซงหน้าเราไป ได้เป็น นักวาดที่โกอินเตอร์ หรือเป็นนักวาดชื่อดังในประเทศเราหรือต่างประเทศ และมีชีวิตที่ดี มีคนชอบ มีแฟนผลงานมากกว่าน้อง น้องควรยินดีไปกับเขาค่ะ อย่าไปอิจฉาในสิ่งที่เขามี เพราะคนอื่นๆอาจจะอิจฉาน้อง ในสิ่งที่น้องมีเช่นกันค่ะ

หวังว่าจะมีประโยชน์ค่ะ