สวัสดีค่ะ สำหรับบทนี้ก็จะเป็นบทเรียนเกี่ยวกับ การสร้างรายได้จากการทำเว็บคอมิคอย่างไร?ซึ่งเราจะมาดูกันว่ามีช่องทางไหนบ้าง?และเราจะก้าวไปต่อได้อย่างไร?

ihear

สำหรับตอนนี้ถือว่ามาแชร์กันดีกว่าค่ะ เนื่องจากว่าเราได้ศึกษาโมเดลของการทำเว็บคอมิคมาหลายๆอย่าง เราคิดว่ามัน work นะคะ นั่นก็คือมันสามารถทำได้จริงและทำได้ทุกประเทศ ขอแค่งานเราดีจริงๆไม่ว่าจะเป็นงานด้านภาพ หรือส่วนของเนื้อเรืองก็ตามค่ะ

เคยมีน้องถามพี่ว่า พี่มุ่ยไม่ทำคอมิคเหรอ?

จริงๆแล้วมันมีหลายเหตุผลค่ะ นั่นก็คือพี่สนุกกับชีวิตช่วงนี้อยู่ สนุกกับงานเขียนที่เราสามารถทำได้โอเคอยู่ นั่นก็คือ เน้นการทำประโยชน์ให้กับน้องๆนักวาดรุ่นหลังๆ ถ้าหากเรารีดความรู้ออกจนหมดตัวแล้ว และมีเวลามากขึ้นแล้ว พี่ก็อาจจะทำก็ได้ค่ะ ตอนนี้เราต้องโฟกัสที่การสอน และพัฒนาคอร์สออนไลน์ให้ได้ก่อน รวมทั้งศึกษาเรื่องต่างๆเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวหนักจากการขายงานได้ไม่มากนักทั้งๆที่ลงแรงไปเยอะ
ซึ่งจริงๆช่วงหลังๆก็รู้ค่ะว่าฐานลูกค้าเรามีขนาดไหน และเราควรพิมพ์จำนวนเท่าไร

เอาจริงๆแล้วพี่ก็มีดูไว้หลายแนวทางซึ่งพี่จะมาแชร์ให้น้องดูวันนี้ พี่ศึกษาโมเดลของต่างประเทศกันก่อนว่าเขาระดมทุนยังไง?และลองไประดมทุนมาแล้วที่  indiegogo และพี่พบว่า ถ้าเรามีฐานลูกค้าที่แน่น การที่ลูกค้ายอมจ่ายในราคาแพงสุด หรือแพ็คเกจที่ดีที่สุดนั้น แปลว่า เรา positioning ตัวเองถูกแล้ว และพี่ก็จุดยืนชัดค่ะ คือ พี่ไม่ไปออกขายในงานการ์ตูนทุกๆงานแน่ๆ มีเฉพาะบางงานเท่านั้นจะไปจริง

ซึ่งน้องอาจจะถามพี่ก็ได้ ว่าทำไมพี่ถึงไม่ไปออกบูธในงานการ์ตูนแล้วทำงานเล่มใหม่ๆออกมา เอาจริงๆคือ ช่วงนี้สอนทุกวันเลยค่ะ ทั้งเดือน ไม่มีวันหยุด เพราะน้องใกล้ปิดเทอมหรือปิดเทอมไปแล้ว จึงมีช่วง  prime time มากๆ ทั้งนี้มันมีอีกเหตุผลที่สำคัญ….ถ้าน้องอ่านแล้ว น้องจะเอาวิธีที่พี่ทำไปใช้ก็ได้ นั่นก็คือ…..

“กฏแห่งการหายาก”(Law of Scarcity)

งานน้องยิ่งหายากเท่าไร ยิ่งน้องเจอตัวได้ยากเท่าไร น้องจะยิ่งขายงานได้ดีค่ะ การหายาก ไม่ได้หมายความว่าลูกค้าเข้าถึงยาก ปิดบังตัวตนที่แท้จริง ไม่ลงเบอร์มือถือนั้น ไม่ใช่ค่ะ น้องไม่จำเป็นต้องปิดตัวตนของน้อง ไม่จำเป็นต้องปิดบังข้อมูลส่วนตัวบางอย่างค่ะ แต่การหายากนั้น หมายถึง น้องต้องสร้าง Demand หรือความต้องการของลูกค้าขึ้นมา ถ้าลูกค้ายังไม่มีความต้องการของน้อง

 การที่ลูกค้าต้องการสินค้าหรือบริการของน้อง แล้วพบว่า สิ่งนั้นๆมันมีจำนวนจำกัด เขาก็จะรีบซื้องานน้องเลยค่ะ เมื่องานน้องออกมา

จะเล่าเรื่องของพี่ให้ฟังค่ะ นั่นก็คือ มีงานสัปดาห์หนังสืออยู่ปีนึง ที่พี่ไปเดินงาน ปรากฏว่าไปเจออาร์ทบุคจีน ราคา 700 บาท ซึ่งอยากได้มากๆจริงๆ แต่เงินไม่พอค่ะ แล้วก็กระวนกระวายมากว่าจะซื้อยังไงดี ต่อมา ก็เดินไปที่บูธนั้นอีกครั้ง ปรากฏว่า หนังสือหายไปค่ะ คงโดนใครซื้อไปแล้ว ตอนนั้นหัวใจหล่นวูบเลยค่ะ คือ เราคิดว่าจะมาซื้อ พอตัดสินใจแล้ว กลายเป็นว่าหนังสือหายไป ต่อจากนั้นเราเลยคิดค่ะ ว่าจะซื้อสิ่งที่เราถูกใจทันที ถ้าเป็นเรื่องหนังสือ

นอกจากนี้ต่อมาก็คือ…พี่ตามงานของ Jamesjean อยู่ค่ะ ซึ่งในเว็บเขาก็จะมีหนังสือให้ซื้อด้วย และมีอยู่ครั้งพี่คิดจะซื้องานของเขา (น่าจะเป็น processrecess เล่มแรก) คิดอยู่นาน พอกลับไปตัดสินว่า วันนี้แหละ ตูจะซื้อ ปรากฏว่า สินค้าหมดค่ะ เงิบไปเลย

และพอพี่ดูทีวี ก็จะพบว่า มีดาราหลายคนมาก มีโฆษณาอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไปขึ้นลิฟท์ เดินทาง หรือทุกหนทุกแห่งล้วนมีแต่ภาพของดาราท่านนั้น ขออนุญาตินะคะ แม้แต่ไปขี้ในห้องน้ำยังเจอหน้าดาราคนนั้นเลยค่ะ โอเคว่า ดาราอาจจะงานชุกจริงๆ แต่การที่รับงานมาหมด มันอาจจะได้เงินเยอะ แต่ต่อมาประชาชนก็จะเบื่อหน้าดาราคนนั้น

ต่อมาก็มีดาราที่ดังอีก เป็นพลุแตก จากการแสดงละครเรื่องเดียว  แล้วถ้าไม่จัดการงานให้ดี รับทุกงานไม่ว่าจะเป็นงานที่ภาพลักษณ์แย่แค่ไหนก็ไปทำ จะทำให้ภาพของดาราคนนั้นแย่ไปเลย กลับกัน ดาราบางคนวางตัวไว้ดี รับงานจำนวนจำกัด ไม่ทำงานที่เสียหน้า เสียชื่อ ก็จะอยู่ได้นานกว่า นอกจากนี้ประชาชนยังคิดถึงดาราคนๆนั้นมากกว่า

มันก็เหมือนกับการที่น้องจีบสาว(อีกแล้ว) น้องอาจจะเคยเจอสาว 3 ประเภท(จริงๆอาจจะมีมากประเภทกว่านี้) ซึ่งถ้าเป็นนัองผู้หญิงน้องก็จะเจอเช่นกัน นั่นก็คือ …

1.Niceguy/Nicegirl 

คนที่ยอมคุณทุกอย่าง ไม่ว่าคุณจะพูดอะไร เขาก็จะเห็นด้วยกันคุณทุกอย่าง ไม่เคยมีปากเสียง ถึงวันเกิดเมื่อไร เขาไม่เคยลืมวันเกิดคุณเลย เขาจะจำวันครบรอบของคุณได้ ผู้หญิง/ชายส่วนมาก อยากได้สามี/ภรรยาที่เป็นแบบนี้ เนื่องจากมันทำให้เขารู้สึกมั่นคง แต่บางครั้งพออยู่ด้วยกันนานๆ อีกฝ่ายกลับรู้สึกเบื่อ เนื่องจากคนเหล่านี้ไม่ค่อยมีความคิดเป็นของตนเองและบางครั้งไม่กลัาโต้ตอบ ยังไงก็ตามถ้าคุณมีแฟนประเภทนี้แล้วอยากแต่งงาน สบายใจได้เลยค่ะ ว่าถ้าเขายังดีกับคุณเรื่อยๆนั้น ก็มีแนวโน้มว่าจะดีต่อไปเรื่อยๆ (แต่ไม่รู้ว่าจะดีแตกหรือเปล่านะคะ)

2.Badboy/Badgirl

พวกนี้ท้าทายความสามารถของอีกฝ่ายหนึ่งค่ะ เนื่องจาก หญิง/ชายประเภทนี้ มักจะมีอารมณ์ร้อน อารมณ์รุนแรง และให้ความรู้สึกพิศาลๆ นั่นก็คือ มาแนวตบจูบ ซึ่งส่วนมาก หญิง/ชายประเภทนี้ มักจะมีชื่อเสียงในสังคมไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง และพวกนี้ก็ชอบปาร์ตี้ ขับรถซิ่ง แต่งรถ ส่วนมากมีหน้าตาดี ซึ่งด้วยความที่เขาเป็นแบบนี้ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกท้าทายที่จะทำให้ผู้หญิง/ชายประเภทนี้มาชอบค่ะ

นอกจากนี้ ถ้าเป็นผู้หญิงสวยๆนี่ การที่มี badboy มาสยบคาเท้าของเธอนั้น เธอจะรู้สึกราวกับได้ครองโลกทีเดียวค่ะ หญิง/ชายประเภทนี้มักจะเรียลด้วยนั่นก็คือเวลาอยู่กับเพื่อน ก็จะพูดกูมึง เหี้- ห่- ข่าตะไคร้ไปเรื่อยค่ะ  นอกจากนี้หญิง / ชายประเภทนี้ มักจะไม่แคร์สายตาคนอื่น นั่นก็คือเขาหรือเธอมักจะแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา ไม่ว่าความคิดเห็นนั้นจะไปกระทบใจใครมากๆก็ไม่สน

3.Bitch/donjuan

จริงๆพวกนี้นี่เป็นคนที่ส่วนมากจะดึงดูดเพศตรงข้ามได้ดีค่ะ เนื่องจาก…เขาเป็นคนที่สามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเอง พอคนมีความสุขได้ด้วยตนเองมันเหมือนจะมีพลังด้านบวกแผ่ออกมา ซึ่งไม่สำคัญว่าจะมีคนมาจีบหรือมีคนมาชอบเยอะหรือไม่ แต่คนพวกนี้มักจะตามความฝันของตนเองมากกว่าผู้หญิง คือพวกดอนฮวนจะไม่ยอมให้ผู้หญิงมีอิทธิพลเหนือชีวิตของเขา ทั้งนี้ Bitch มาจากหนังสือของ Sherry Argov เรื่อง Why men’s love bitch ค่ะ (มีแปลไทย แต่จริงๆถ้าอยากอ่านให้ได้ความหมายที่แท้จริงที่ไม่ถูกปรุงแต่งด้านภาษาแล้ว ต้องไปอ่านภาคอังกฤษค่ะ)

เรื่องที่สำคัญที่สุดที่เป็นประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ คุณควรมีความสุขจากภายในให้ได้ก่อนค่ะ คือไม่ต้องมีแฟนคุณก็มีความสุขได้ เพราะคุณรักตัวเอง และไม่ยอมตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่คืบหน้าไปไหน นอกจากนี้ไม่ควรคล้อยตามสิ่งที่ผู้ชาย/หญิงพูด นั่นก็คือคุณควรมีความคิดของตัวเอง ไม่ใช่…ได้ครับพี่ ดีครับผม…เหมาะสมครับเจ้านาย ราวกับโรบอทหรือตุ๊กตาหมีอัดเสียงหรือพวกนกแก้วนกขุนทอง

เนื่องจากถ้าคุณเป็นแบบนดอนฮวนนั้น คุณจะเป็นคนที่ไม่ needy หรือต้องการความรักจากคนอื่นๆมาเติมเต็มสิ่งที่คุณขาดไป มันก็เหมือนกับ The missing piece meet BigO ของ Shel Silverstein นั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องของสามเหลี่ยมอันหนึ่งที่พยายามหาส่วนที่ขาดหายไปในชีวิต มันตามหามานาน ตามหาชิ้นส่วนที่จะเข้ากันได้กับมัน ปรากฏว่ามันไม่เจอ สุดท้ายมันก็เลยพยายามกลิ้งไปด้วยตนเอง มันกลิ้งจนเป็นวงกลมเล็กๆวงหนึ่ง และมันก็กลิ้งจนไปเจอวงกลมวงใหญ่ในที่สุด


ดูวีดีโอนี้ประกอบค่ะ

ทีนี้ มันเกี่ยวกับงานเรายังไง?เรื่องการจีบสาวและกฏแห่งการหายากเนี่ย?น้องๆถามพี่ ล้วนทำหน้างุนงง

น้องลองคิดดูนะคะ ว่าชีวิตนี้น้องเจอผู้หญิง/ชายแบบคนไหนมากที่สุด? และที่สำคัญ น้องอยากเป็นคนแบบไหนใน 3 กลุ่มข้างต้น?น้องอาจจะบอกว่า อุต๊ะๆ!!โจทย์มันยาก พี่มุ่ย หนู/ผมเลือกไม่ได้ ไม่รู้เราเป็นแบบไหน? พี่จะบอกน้องว่า การที่น้องไม่เลือก มันก็คือทางเลือกแบบหนึ่งเหมือนกันค่ะ ซึ่งมันก็เหมือนกับการเดาคำตอบของข้อสอบ choice ไม่ก.ข.ก็ค.กับง.นี่แหละมันมีอยู่ 4 choice เนี่ย…น้องจะมั่วตอบข้อไหนก็ได้ใน 4 นี้ แค่ไม่กาพร้อมกันสองข้อ หรือ ไม่กาสักข้อ น้องก็จะไม่มีโอกาสถูก นั่นก็คือน้องก็จะไม่รู้คำตอบ เนื่องจากน้องยังไม่รู้จักตัวเองมากพอ อันนี้น้องต้องลองไปถามเพื่อนดู…

”แกว่า…เราเป็น niceguy/badboy หรือ Donjuan วะ?”

และน้องจะพบว่า…เพื่อนน้องก็อาจจะตอบมั่วๆมาได้เหมือนกันค่ะ เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครหรอกที่เป็น Nice girl-guy สุดๆ หรือเป็น Bad girl-boy สุดๆ ถ้าเพื่อนน้องเห็นด้านเกรียน ด้านเลวๆของน้องก็จะตอบน้องว่า น้องเป็น Badboy ถ้าเห็นด้านดีก็จะบอกว่าNiceguy เป็นต้น

เนื่องจากคนเรามีสีเทาๆเพราะเรามีความดีความชั่วผสมกันอยู่ค่ะ แต่น้องสามารถเลือกได้ที่จะทำดีมากกว่า มันก็เหมือนกับการที่คนสามารถมีความสุขกับตัวเองได้นั้นมันหายาก เนื่องจากเรายังไล่ตาม Status Quo กันอยู่ แต่เมื่อน้องอ่านจบจนถึงข้อสาม น้องอาจจะอยากผลักตัวเองไปเป็นคนที่ดีกว่าเดิม คนที่จะมีความสุขได้ด้วยตัวเอง ซึ่งพี่บอกไปแล้วค่ะ ว่าคนแบบนี้หายาก จึงเป็นที่ต้องการสูง

เพราะฉะนั้นการที่บางทีแล้วน้องจำกัดปริมาณของงานที่น้องทำ หรือตัดงานบางอย่างออกไปจากชีวิตน้องเลย น้องจะมีเวลาในการทำ project ส่วนตัวมากขึ้น มีเวลาในการศึกษาหาข้อมูลมากขึ้น มีเวลาอยู่กับตัวเอง แล้วคิดว่าเราอยากทำอะไรมากขึ้น ซึ่งเวลาน้องออกงานที คนจะซื้องานน้องเยอะกว่าเนื่องจากงานน้องมันหายาก เหมือน rare item ไม่ใช่พวกคุ้มคุณค่าในราคาเจโลปี้(ไอเทมชนิดหนึ่งในเกม Ragnarok online มีราคาอันต่ำเตี้ยเรี่ยดิน=1 zeny)

และพี่จะย้ำว่าบางที เราเห็นใครเป็นไอดอลแล้ว เราก็อาจจะอยากเดินเส้นทางที่เป็นเส้นทางเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน กับไอดอลของเรา แต่ต้องอย่าลืมว่าคนเรามีความถนัดและความชอบคนละอย่าง เพราะฉะนั้น การที่ทำเหมือนกับไอดอลของเรา ไม่ได้การันตีว่าจะประสบความสำเร็จเสมอเขา เพราะฉะนั้นเราควรทำในสิ่งที่เราถนัดจริงๆมากกว่าค่ะ

และน้องๆที่กำลังดูอยู่พี่คิดว่าบางส่วนนั้นอยากทำเว็บคอมิค แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ไม่รู้จะสร้างฐานลูกค้าหรือแฟนๆยังไงก็อ่านบทความนี้ดูค่ะ

 1.ศึกษาเว็บคอมิคเรื่องอื่นๆ

อันนี้สำคัญมากๆค่ะ ก็คือน้องต้องศึกษาเว็บคอมิคที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น  ในประเทศไทยเช่น  Manudglom และเราควรศึกษาเว็บคอมิคในต่างประเทศด้วยว่าเขาทำรายได้จากงานวาดการ์ตูนของเขาได้อย่างไร? ถ้าเป็นไต้หวันก็จะเป็น WanWan ค่ะ

ซึ่งน้องจะเห็นได้ว่า การวาดเว็บคอมิคนั้น  สิ่งที่น่าสนใจคือ เราสามารถทำให้เป็นภาพสีที่สวยงามได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องทำภาพขาวดำอย่างเดียวแบบเดิมๆ นอกจากนี้ยังมี http://www.wormworldsaga.com/  โดยDaniel Lieske ซึ่งเขานั้นทำเว็บคอมิคเป็นสีสันสวยสะดุดตามาก และที่สำคัญคือให้คนทั่วไปอ่านได้ฟรี นอกจากนี้เว็บคอมิคของเขายังเป็นโปรเจค Kickstarter ที่สำเร็จอีกด้วย นั่นก็คือเขาสามารถนั่งวาดคอมิคได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรายได้

2.ควรโฟกัสตลาดต่างประเทศหรือตลาดไทยดีกว่ากัน

ข้อนี้น้องต้องถามตนเองนะคะ ว่าเรามีความสามารถขนาดไหน เนื่องจาก มันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ถามว่าเราสามารถโฟกัสทั้งชาวต่างชาติ ทั้งชาวไทยได้ไหม?มันจะเสียเวลาน้องค่ะ เนื่องจากเซนส์ของไทยกับฝรั่งต่างกัน คนไทยชอบงานคอมิคที่เป็นเอเชียมากกว่า อีกทั้งถ้าภาษาน้องไม่เก่งขั้นสุด เอาแบบเท่าๆเจ้าของภาษาเลย การ์ตูนน้องจะจืดชืดไปทันที

มันเหมือนกับการที่เราไม่เข้าใจมุขของหนังฝรั่ง และฝรั่งไม่เข้าใจมุขของหนังไทย เพราะฉะนั้น ถ้าน้องจะโฟกัสต่างประเทศ เอาตลาดกว้างๆคือ …รูปต้องสวยๆอลังๆไปเลยค่ะ หรือถ้าคนรูปไม่สวย แต่มีพื้นฐานภาษาดี น้องอาจจะเขียนสิ่งที่โดนใจคนต่างชาติได้ แต่ทั้งนี้การที่เขาจะซื้องานน้อง อย่างเช่น เวลาเราไปซื้อคอมิคญี่ปุ่น,เกาหลี หรือฝรั่ง เราไม่ได้ดูเนื้อเรื่องมันเลยค่ะ เนื่องจาก ถ้าอยากอ่านสิ่งที่มีเนื้อเรื่องดีๆ เราอาจจะใช้วิธีการดูหนังเพื่อศึกษาการวางพลอตได้ แต่คนส่วนมากที่สะสมอาร์ทบุค เขาต้องการซื้องานน้องไปเก็บสะสมมากว่าเหมือนเป็น collection

3.ไปออกบูธต่างประเทศดีไหม

ดี ถ้าน้องมีฐานลูกค้าอยู่แล้วบางส่วน ไม่งั้นมันจะเป็นการเข้าเนื้อมากกว่า เนื่องจากถ้าน้องอยากขายเป็นกอบเป็นกำ อาจจะต้องขายได้เยอะ และก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าจะขายได้นอกจากการที่ทำโฮมเพจมาแล้วติด Google Analytics เอาไว้ว่าประเทศไหนบ้าง เข้ามาดูเว็บของเราเยอะ เราก็จะสามารถกำหนดฐานลูกค้าประเทศต่างได้ค่ะ ถ้าเราโปรโมทผลงานใน DA ก็จะมีอเมริกา,แคนาดา,ฝรั่งเศสอยู่เยอะค่ะ

ทั้งนี้ถ้าน้องไปเพื่อเที่ยวด้วย หาประสบการณ์ในการออกบูธด้วย แล้วก็ไปสร้าง connection ด้วยก็เอาเลยค่ะ ไปได้เลยไม่ต้องคิดมาก(ถ้าทุนถึงนะ)

สิ่งที่จะทำให้น้องเสี่ยงน้อยลงก็คือ น้องต้องมี fanbase ในประเทศนั้นๆโอเคในระดับหนึ่ง อย่างเช่น ถ้าน้องไปออกงาน STGCC หรือ Singapore toy and comic convention นั้น น้องอาจจะต้องโพสต์งานอย่างสม่ำเสมอแล้วก่อนหน้าไปออกงานประมาณ 1 ปี ค่ะ เพื่อจะทำให้คนคุ้นกับลายเส้นน้อง ถ้าน้องไปออก โดยที่เงินน้องไม่ถึงนั้น เดี๋ยวกลับไทยน้องจะชักหน้าไม่ถึงหลังเอาค่ะ เนื่องจากนอกจากน้องจะต้องเสียค่า shipping กล่องสินค้าของน้องไปต่างประเทศก่อนแล้ว น้องอาจจะต้องเตรียมอุปกรณ์อื่นๆ เช่น  Roll up ที่ใช้ทำป้ายให้เห็นบูธชัดๆค่ะ

4.ช่องการการทำเงินจาก webcomic

-การติดโฆษณา อันนี้น้องก็อาจจะเขียนหน้าเอาไว้ และมีบ่งบอกตำแหน่งในการโฆษณาในเว็บของน้องว่าตำแหน่งละเท่าไรๆ แต่การที่น้องได้โฆษณานั้น หมายความว่าเว็บน้องต้อง Traffic สูงพอสมควรค่ะ นอกจากนี้น้องยังสามารถติด Adsense ได้ด้วย ถ้าน้องไม่ติดเรื่องความสวยงามแต่อยากลองทำเงินได้จากส่วนนี้ ซึ่งพี่จะบอกว่ามันยากค่ะเรื่อง Adsense ถ้าน้องอยากติดจริงๆไปเน้นโฆษณาแบนเนอร์ดีกว่าค่ะ

-การขายรวมเล่ม เรื่องนี้นี่จะง่ายขึ้นค่ะ ใช้เวลาประมาณ 1 ปี นั่นก็คือ น้องต้องพยายามอัพเดทเว็บไซต์ของน้องบ่อยๆ ประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรือ สัปดาห์ละครั้ง(น้อยไปนะ) รวมทั้งไปโปรโมทเว็บด้วยเพื่อให้คนเข้ามาใน site เราเยอะๆ ถามว่าทำยังไง?ใช้ facebook page ค่ะ และถ้าจำเป็นจะต้องใช้ Facebook Ad ก็อาจจะต้องใช้ค่ะ

เนื่องจากปัจจุบัน reach ลดลงทำให้คนเห็นโพสต์น้อยลงค่ะ เมื่อคนเห็นโพสต์น้องเยอะ ตามมาอ่านเป็นประจำ เวลาน้องจะรวมเล่มขายมันก็ง่ายกว่า ทั้งนี้การที่จะทำแบบนี้ไม่ใช่ทำเพื่อกะขายค่ะ น้องเขียนในสิ่งที่น้องอยากเขียนก่อน โดยไม่ต้องสนใจเลยว่ามันจะขายได้ไหม ระหว่างนั้นมีอะไรทำได้ก็ทำไปค่ะ จะงานเลี้ยงชีพเป็นอะไรก็ว่าไปก่อน

-ขายสินค้าชนิดอื่นๆที่เกี่ยวข้อง อันนี้จะขายอะไรก็ได้เลยค่ะ แต่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับงานคอมิคที่เราทำอยู่ เช่น รวมเล่มงาน concept ของ comic เราเรื่องนี้เปนต้นค่ะ หรืออาจจะเป็นเสื้อยืด,แก้ว Mug ฯลฯ

นอกจากช่องทางเหล่านี้แล้ว ถ้าเราเขียนการ์ตูนเป็นภาษาอังกฤษได้แล้วถ้าเป็นที่นิยมออนไลน์ในระดับหนึ่ง เราสามารถไประดมทุนกับ  Kickstarter หรือ Indiegogo เพื่อให้ได้ทุนในการรวมเล่ม หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ การ preorder ก่อนค่ะ ซึ่งถ้าน้องใช้ technology ไม่เป็นเลย เช่น ไม่สามารถทำ shopping cart เองได้ ก็อาจจะต้องใช้ google docs แทนค่ะ  หรือไม่น้องก็อาจจะใช้ Lulu.com ขายงาน