ตอบคำถามน้อง:ปรึกษาเรื่องสไตล์/ทำงานที่ชอบเป็นงานอดิเรก

มาตอบคำถามน้องๆเช่นเคยค่ะ

deer

คำถามที่ 1 ปรึกษาเรื่องสไตล์

 Q.สวัสดีครับพี่มุ่ย คือผมอยากจะปรึกษาเรื่องสไตล์ของงานหน่อยอะคับ   พอดีติดตามในบลอคมาพักนึงแล้ว ตามอ่านทุกบทความเลย แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังเหมือนเดินหลงทางอยู่เลย ตอนนี้อายุ16ปีแล้วครับ  ฝึกฝนการวาดจริงๆจังๆตั้งแต่ช่วงม.2 ผมมีปัญหาเรื่องลายเส้นและสไตล์งานอะคับ คือทุกครั้งที่วาดมา งานของผมมันหลุดสไตล์ไปทุกงานเลย แทบทุกงานเนี่ยไปคนละลายเส้นเลยครับ วาดรูป2รูปต่อกัน ภาพแรกกับภาพสองมันหลุดไปเลยล่ะ………….

       “ปัญหาของผมมันอยู่ที่ตรงไหน และ ผมควรจะทำอย่างไรดี” เพราะรู้สึกว่าอยากจะมีจุดยืนเป็นของตัวเองบ้างเหมือนนักวาดท่านอื่นๆ แล้วมันเร็วไปหรือเปล่าครับที่ผมคิดว่าจะมีจุดยืนเรื่องสไตล์งาน เพราะนิสัยส่วนตัวผมเป็นคนชอบคิดว่าเวลาตัวเองเหลอน้อยเต็มที อย่างตอนผมอยู่ม.3 ผมคิดไปว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ช่วงม5 ม.6 ซะงั้น  เหมือนกับว่าต้องรีบทำอะไรซักอย่างก่อนเวลาช่วงนี้จะหมดไป ….อันนี้ตัวอย่างแกลรอรี่ของผมที่อยากให้พิจารณาครับ http://yokun1997.deviantart.com/gallery/

let_s_summer_by_yokun1997-d79r4y5 (1)

 

queen_anna__frozen_fanart__by_yokun1997-d764lpe

====================================================

A.สวัสดีค่ะ พี่ขออภัยนะคะที่ตอบช้า มันเนื่องมาจาก e-mailน้องไปอยู่ใน junk folder จ้ะ ก็เลยเห็นช้าหน่อย ขอบคุณที่ติดตามบทความของพี่ค่ะ จริงๆพี่ก็เข้าไปดูงานเราใน gallery แล้วหละ ก็จริงอย่างที่น้องว่ามา คือน้องทำสไตล์หลากหลายมากค่ะ ถ้าถามพี่ว่า..สาเหตุมันมาจากอะไร มันก็มาจากการที่น้องนั้นชอบสไตล์หลายๆสไตล์ และเสพนักวาดเยอะหลายคน และแต่ละแนวต่างกันสุดๆ น้องจึงมีปัญหาในการวาดลายเส้นให้คงที่ค่ะ

ถ้าถามว่าปัญหาอยู่ตรงไหน จริงๆพี่ก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นปัญหาใหญ่นะคะ ตรงกันข้ามคือ การที่น้องทำงานได้หลายๆแนวนั้น ก็อาจจะมีข้อดีคือการทำงานได้เยอะก็ได้ค่ะ  แต่ถ้าน้องรู้สึกว่ามันเป็นปัญหา พี่แนะนำว่าให้น้องวิเคราะห์ตัวเอง เช่น เราชอบงานไหนของเราที่สุด อันไหนที่รู้สึกเป็นตัวเองที่สุด? แล้วก็ให้เพื่อนๆน้อง ที่รู้จักน้องดีดู และให้โวตว่าชอบงานไหน หรือลองดูผลตอบรับก็ได้ว่างานแนวไหนคนเข้ามาชม เข้ามาชอบมากที่สุด?

ซึ่งบางทีการที่งานน้องเปลี่ยนสถานที่ในการโพสต์ ก็ทำให้ผลตอบรับออกมาอีกอย่างได้ เพราะฉะนั้นเราก็ลองโพสต์หลายๆที่หน่อยแล้วก็เปรียบเทียบกัน ทั้งนี้การที่ต้องวาดหลายสไตล์ได้ เวลาเป็นงานสตูดิโอจะโอเคค่ะ เนื่องจากการทำงานในสตูดิโอนั้นถ้าน้องสามารถทำได้หลายแนวจะเป็นที่ต้องการกว่า ทั้งนี้มันไม่ควรจะจับฉ่ายคือทำได้หมด ส่วนมากน้องก็ควรจะวาดคาแรคเตอร์ได้ดี,และน้องอาจจะเลือกว่าจะไปแนววาดฉาก หรือวาดคาแรคเตอร์ซะส่วนใหญ่ หรืออาจจะเป็นมอนสเตอร์เป็นต้น ซึ่ง ถ้าอาชีพน้องคือ  concept artist บางทีน้องต้องสามารถปรับตัวให้เข้ากับงานได้หลายๆแนว และจำเป็นต้องวาดและเพนท์เก่งค่ะ

ส่วนเรื่องอายุ มันไม่ได้เป็นปัญหานะคะ ถ้าเทียบกับวัยเดียวกัน น้องถือว่าเก่งแล้วถ้าเทียบกับเพื่อนหลายๆคนที่อายุเท่าน้อง ซึ่งถือว่าน้องนั้นไปไกลได้ประมาณเท่าตัวหนึ่ง  สไตล์น้องนั้นบางรูปก็ญี่ปุ่น บางรูปก็ฝรั่ง น้องอาจจะลองดูว่า เราสามารถทำให้มันเป็นฟีลลิ่งเดียวกันได้ไหม ไม่ใช่แกว่งๆอยู่ แต่น้องอาจจะขี้เบื่อง่ายก็ได้ ซึ่งงานน้องมันอาจจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆเพราะลองเทคนิคในการวาดใหม่ๆ ซึ่งพี่เองก็สมัยก่อนชอบลองเทคนิคเยอะแยะมากมาย งานออกมาคนละฟีลเลย แต่สุดท้ายก็คือต้องดูว่าเราชอบแนวไหนที่สุด และมันตอบสนองตลาดที่มีอยู่หรือเปล่าค่ะ

ถ้าถามพี่ว่าควรจะพัฒนายังไงต่อไป น้องควรจะดูค่ะว่าจริงๆแล้วน้องชอบทำอะไรที่สุดในสายการวาดภาพ?น้องชอบวาดรูปแบบไหน เช่น วาดแต่คาแรคเตอร์ ชอบคิดคาแรคเตอร์ใหม่ๆออกมา หรือ ชอบวาดเป็นภาพเดี่ยว หรือวาดเป็นการ์ตูนช่อง เมื่อน้องเลือกสายในการโพสต์งานได้แล้ว น้องจะมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่องของแนวทางในการวาด และเวลาพัฒนา ก็ต้องดูว่า น้องจะไปสายไหนเป็นหลัก?จุดแข็งจุดอ่อนของเราคืออะไร?ขั้นตอนในการทำงานตอนไหนเราชอบที่สุด?การที่น้องสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ มันจะทำให้น้องมี vision ในการมองตัวเองในอนาคต และมีความชัดเจนมากขึ้นในการพัฒนาผลงาน

สู้ๆค่ะ

====================================================

คำถามที่สอง:ทำงานที่ชอบเป็นงานอดิเรก

Q.ได้อ่านข้อความที่คุณมุ่ยเขียนตอบแล้ว เกี่ยวกับเรื่องของคนเขียนแฟนฟิคที่เขาอาจจะมีงานประจำอย่างอื่นและเขียนฟิคเป็นงานอดิเรก ในแวดวงที่หนูอยู่ก็รู้จักคนลักษณะนั้นและติดตามผลงานของเขาอยู่หลายคนเหมือนกันค่ะ อย่างว่าถ้าเราเข้ามาเขียนเกี่ยวกับแฟนฟิคแล้วก็ต้องมีคนที่เราชอบจะติดตามงานของเขาด้วยอะเนอะ แต่เป็นไปในลักษณะชอบตัวตนคนเขียนและชื่นชมงานค่ะ ไม่ใช่การเลียนแนวการเขียนของเขา งานเขียนของหนูจะได้อิทธิพลมาจากหนังสือที่หนูอ่านตอนเด็ก-ม.ปลาย กับหนังสือที่เริ่มมาอ่านตอนมหาวิทยาลัย

หนูเห็นหลายคนเลยที่เขาจะเขียนเรื่องลงเว็บให้คนอ่านฟรีๆ จากนั้นเมื่อคนติดตามอ่านงานของเขามากพอแล้วเมื่อเขียนจบก็ลองสอบถามเกี่ยวกับรวมเล่มค่ะ เมื่อรวมเล่มก็จะมีตอนพิเศษที่ไม่มีในเว็บใส่ลงในเล่ม หลายคนสามารถมีรายได้เพิ่มเติมจากวิธีการนี้ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ทำกันทั่วไปเลยในวงการเขียนแฟนฟิค เคยถามคนอ่านบางคนที่สั่งซื้อว่าทำไมอ่านบนเว็บแล้วยังอยากได้เล่มไว้ครอบครองอีก เขาว่ามันเทียบกันไม่ได้เลยระหว่างการอ่านในเว็บและการได้จับเล่มจริง ประมาณความซาบซึ้งดื่มด่ำในงานเขียนนั้นๆ ของคนเขียนที่เราชอบด้วยอะค่ะ แล้วแฟนฟิคคู่ที่ตัวเองโปรดมันก็ไม่ได้มีขายทั่วไปเหมือนหนังสือสำนักพิมพ์ซะด้วย แต่ประเด็นนี้มันก็เอามาใช้กับงานออริได้เหมือนกันนะ เพราะหนูก็เห็นคนที่เขียนฟิควาย OC เขาก็ใช้วิธีการเดียวกัน

อย่างนี้ก็นับเป็นกลยุทธ์ในการสร้าง fanbase ของตัวเองด้วยใช่ไหมคะ เคยอ่านเจอในสักบทความของพี่แต่หนูจำชื่อบทความไม่ได้ คือถ้าเราอัพเรื่องอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เรื่องของเราเป็นที่รู้จัก การโปรโมทอย่างเหมาะสมก็จะช่วยได้ด้วย หนูคิดว่าเดี๋ยวนี้มันง่ายมากที่จะทำงานอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง ทุ่มเทพยายามกับมันให้สุดตัวแล้วนำเสนอมันออกสู่สาธารณะ คือเรามีช่องทางหลากหลาย เร็วๆ นี้หนูได้อ่านทิปส์เกี่ยวกับการขายงานของเพจ OC only event https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1446948148869593.1073741833.1424163624481379&type=3 เขานำเสนอทิปส์ต่างๆ เกี่ยวกับการขายงานของตัวเองเอาไว้ การโพสงานให้คนอ่านฟรีก่อนก็เป็นหนทางหนึ่งในการสร้างฐานผู้ติดตามของตัวเอง ต้องนำเสนองานของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ โปรโมทงานอย่างไม่สร้างความรำคาญให้คนอื่นๆ (ส่วนอื่นๆจะเกี่ยวกับการตัดสินใจขายงานแล้วค่ะ หนูยังไม่ถึงขั้นจะขายงานที่เขียน)

แต่อีกประเด็นหนึ่งก็คือ หนูมีความคิดว่าไม่ควรจะเอางานที่เรารักหรืองานอดิเรกของเราไปทำเป็นงานอาชีพ เพราะหนูกลัวว่าข้อจำกัดของความเป็นงานอาชีพมันจะบีบให้สักวันนึงเราอาจจะเกลียดงานอดิเรกที่ตัวเองรักได้ อย่างเช่น ถ้าเราเอางานเขียนเป็นอาชีพเราก็อาจจะต้องดิ้นรนเขียนในสิ่งที่จะมีตลาดซื้องานของเรา ต้องเขียนตามใจผู้บริโภค และต้องดิ้นรนเขียนเพื่อให้มีกินจากมันเพราะว่าตอนนี้มันเป็นอาชีพของเราแล้ว กลับกันถ้าเรามีอาชีพหลัก และมีงานเขียนเป็นงานอดิเรก (อาจจะทำเงินจากงานเขียนได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่ค่ะ) เราจะยังคงมีอิสรภาพและความสุขเต็มที่ที่จะผลิตงานออกมาแบบสบายๆ ยังใส่ตัวตนของเราลงไปในงานได้แบบไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนซื้อหรือเปล่า เพราะเราทำงานตาม passion ของตัวเอง ไม่ใช่ตาม demand ของตลาด 555555 และงานที่ดีมันจะขายตัวมันเองได้เอง หนูพยายามจะสื่อแบบที่ว่ามาค่ะ

นอกจากนี้ หนูอยากบอกว่าเนื้อหาอีกประเด็นที่นอกเหนือจากแรงบันดาลใจและวิธีคิดแบบบวก/กระตุ้นตัวเองในงานเขียนของคุณ หนูยังชอบการสอดแทรกเกร็ดหรือหลักเกี่ยวกับเรื่องการทำธุรกิจเข้ามาด้วยค่ะ เหมือนว่าหลายเรื่องสามารถอธิบายได้ด้วยหลักการตลาดและหลักธุรกิจ แม้แต่เรื่องการจีบสาวของดอนฮวนก็โยงมาเกี่ยวกับเรื่องการสร้างตัวตน(แบรนด์)ให้กับงานของตัวเอง หนูเลยรู้สึกว่างานของคุณมันมีเสน่ห์ตรงที่คุณอธิบายเรื่องหลายๆ เรื่องที่มันดูเหมือนไม่มีจุดเชื่อมโยงกันเลยด้วยหลักคิดแบบเดียวกันได้ มันเจ๋งมาก ชอบมากๆ เข้าใจง่ายด้วยค่ะ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้คือต้องอ่านมามากและมีความรอบรู้ในเรื่องที่ตัวเองจะเขียนเป็นอย่างดีใช่ไหมคะ ในฐานะคนที่เขียนอยู่ด้วยก็คิดว่านี่เป็นประเด็นสำคัญมากๆ ที่จะทำให้เราเขียนเรื่องได้ดี ไม่ว่าจะ non-fiction หรือ fiction ก็ตาม 

====================================================

สวัสดีค่ะน้องปอย

A.พี่ขออนุญาติเอาอีเมล์ลงเว็บนะคะ เนื่องจากมันเป็นประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็นด้วยกัน และน้องก็เขียนได้ดีค่ะ และมันตอบคำถามที่หลายๆคนอาจจะสงสัยหรือคาใจได้ด้วยค่ะ นั่นก็คือเรื่องของการรวมเล่มงาน,การโปรโมทผลงาน ซึ่งสิ่งที่น้องเขียนมันชัดเจน และเขียนได้ดีค่ะ ก็เลยอยากจะเอามาให้เพื่อนๆดูเผื่อจะได้ประโยชน์ ถ้าน้องอยากแสดงความคิดเรื่องใดก็ได้เสมอค่ะ จะอ่านและตอบให้ทุกฉบับแน่นอนค่ะ

ส่วนเรื่องที่พูดถึงงานเขียนของพี่ ขอบคุณค่ะ ตอนแรกพี่ก็ไม่นึกหรอกว่าจะมีคนชอบอ่าน เนื่องจากพี่คิดอะไรแตกต่างจากคนอื่นๆค่ะ แต่ปรากฏว่าช่วงหลังๆนี้ได้อีเมล์ขอบคุณจากหลายๆคนเรื่องเนื้อหาในบลอคนี้ เลยรู้สึกว่ามีคนตามอ่านอยู่ประมาณนึง และเนื่องจากพี่อายุ 32 แล้ว(ใกล้วันเกิดแล้วค่ะ ตอนนี้ 31 อยู่)

ซึ่งมันก็เป็นวัยผู้ใหญ่เต็มตัว และเราทำงานหาเลี้ยงชีพแล้ว สมัยก่อนเป็นเด็ก ก็จะฝันไปเรื่อยๆ อายุเท่านี้เรียกว่า เจอความจริงอันแสนเจ็บปวดมาเยอะค่ะ เนื่องจากเราเริ่มวาดการ์ตูนเพราะเรามีความสุข เราคิดว่าเราทำงานที่เราชอบแล้วยังมีความสุข จนกระทั่งมันไปถึงจุดที่เราคิดว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?ความหมายของชีวิตคืออะไร?ความสุขอยู่ที่ไหน? แต่พี่ก็ยังหัวเราะได้นะ

ถ้าถามว่าชีวิตเป็นแบบไหน คงต้องร้องเพลง Live and Learn ของคุณบอยด์แล้วค่ะ ความจริงที่เจ็บปวดที่สุดนั่นก็คือ ความรู้สึกที่ว่าเราเป็นเฟืองตัวหนึ่งที่ถอดเปลี่ยนได้ ถ้าเรายังเป็นลูกจ้างอยู่ ไม่มีทางที่เราจะมีอิสระทางความคิด 100% และบริษัทไม่เจ๊ง ถึงแม้ไม่มีเราบริษัทก็อยู่ได้ค่ะ

พี่ขอพูดแนวคิดของพี่เรื่องคล้ายๆกันนี้นะคะ อาจจะออกไปนอกเรื่องที่จะคุยบ้าง แต่อยากพูดเรื่องนี้ค่ะ พอดีน้องจุดประเด็นมา เรื่องของความฝันนี่ก็มีหลายอย่าง แต่ชีวิตจริงมันมีเรื่องเยอะแยะมากมายค่ะ ระหว่างที่เราเดินทางเข้าสู่จุดหมาย ซึ่งบางทีเราก็อาจจะหาทาง เดินอ้อม เดินตรง เจอหุบ เจอเหว เจอทรายดูด เจออุปสรรคต่างๆนานา

แต่สุดท้ายถ้าเรารู้ว่า เรากำลังเดินไปไหน?มันก็จะทำให้เราโฟกัสที่การเดินเส้นนั้นค่ะ ทางเดินชีวิตมันยาวไกล มันก็จะมีสิ่งดึงดูด สิ่งยั่วใจมากมายระหว่างทางเดินนั้นค่ะ ซึ่งบางทีเราก็แวะพัก แวะโน่น แวะนี้ ชมสิ่งสวยงามข้างทาง แม้มันจะทำให้เราถึงจุดหมายช้าลง แต่สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้ แต่มันเป็นความสุขระหว่างทางเดินไปสู่จุดนั้นๆค่ะ

ถ้าถามว่าเราจะรู้ได้ยังไงว่าจะเลือกทางไหน เราไม่รู้หรอกค่ะว่าทางเดินนั้นจะถูกหรือผิด จะแย่หรือดี ทางเลือกของแต่ละคนมันเกิดขึ้นมาจากความคิดของเรา,ความคิดของไอดอลเรา,ความคิดของเพื่อนเรา คนรอบตัวเรา และครอบครัวเรา ซึ่งมันเป็นปัจจัยที่ทำให้คนแต่ละคนเลือกเส้นทางแบบนี้ มันไม่มีใช่ หรือ ไม่ใช่ค่ะ เพราะชีวิตคนเราไม่ใช่คณิตศาสตร์ที่เราจะรู้ผลของมันชัดเจนว่า  1+1=2 แต่สิ่งที่แน่นอนคือ กฏฟิสิกส์นี่ ใช้กับการดำเนินชีวิตได้ค่ะ ได้แก่  แรง เท่ากับมวลคูณความเร่ง(อยากประสบความสำเร็จก็ต้องหาเส้นทางเดินที่เหมาะกับตัวเองแล้วทุ่มเทแรง),หรือแรงกิริยา=แรงปฏิกิริยา(action=reaction นี่มันกฏแห่งกรรมชัดๆเลยค่ะ ทำอะไรไว้ก็ได้ผลอย่างนั้น)

ปัญหาคือ หลายๆคนมักจะโทษโชคชะตาฟ้าดิน ว่าทำไมเราต้องเกิดมาเป็นแบบนี้ การที่เราคิดแบบนี้ มันคือ mindset ของคนที่เป็นเหยื่อ ซึ่งคนที่คิดแบบนี้ สุดท้ายก็ยอมล้มเลิกความฝันของตัวเองเพราะคิดว่าเรามันซวย เอาแต่ถามว่าทำไม แทนที่จะถามว่าทำอย่างไร แทนที่จะมาคิดว่า คนที่เขาเจอเรื่องเลวร้ายกว่าเรา เจออุบัติเหตุเกือบตายหรือเป็นโรคที่ร้ายแรง ทำไมเขาถึงยังอยู่ได้?ก็คงต้องตอบว่า เพื่อน สังคม และครอบครัว เป็นเหมือนเบ้าหลอมแต่ละคนให้แตกต่างกันจริงๆค่ะ

กลับมาเรื่องการขายงานอีกนิดค่ะ จริงๆแล้วพี่คิดว่า การที่น้องจะขายงานได้นั้น น้องไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองสุดขั้วค่ะ แค่ต้องหากลุ่มลูกค้าน้องให้เจอเท่านั้นเองค่ะ ซึ่งตอนพี่ทำงานเขียน ก็จะได้รับอีเมล์บางฉบับ หรือ มีน้อง inbox มาหาบ่อยๆ เนื่องจากอยากให้รวมเล่มซะทีจะซื้อ แต่พี่ก็ยังไม่ได้ทำรวมเล่ม เนื่องจากพี่อยากจะให้สิ่งที่พี่เขียนนี้ มันเป็นความรู้ที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้คนที่อยากทำงานด้านนี้จริงๆอ่าน ส่วนเรื่องที่ลงลึกจริงๆพี่จะสอนในคอร์สออนไลน์ self promotion and portfolio making มากกว่าซึ่งเป็นเนื้อหาส่วนน้อยและเขียนขึ้นมาใหม่เกือบจะทั้งหมด(ประมาณ 90%)

สำหรับพี่ พี่คิดว่าการที่น้องทำงานเขียนหรือวาดนั้น ถ้าเป็นแบบที่น้องปอยบอกนั้นก็คือ ปัญหาสำหรับคนที่เอางานอดิเรกมาทำเป็นอาชีพนั่นคือ คุณจะมี  passion ในสิ่งนั้นๆน้อยลงและยิ่งรับงานที่ไม่ใช่มาทำ ยิ่งรู้สึกเหมือนโดนดูดวิญญาณยังไงอย่างนั้น สิ่งที่น้องควรทำคือ รับเฉพาะงานที่น้องอยากทำจริงๆ และถ้าถามพี่ว่าพี่เห็นด้วยกับน้องปอยไหม พี่คิดว่าพี่เข้าใจสิ่งที่น้องปอยบอกมานะคะ เรื่องทางเดินของน้องปอยที่ว่าจะยังคงสิ่งที่ชอบให้เป็นงานอดิเรกอยู่ ถ้าถามว่าพี่เห็นด้วยหรือไม่ พี่คิดว่า สิ่งที่น้องพูดมันจริงค่ะ

แต่คนที่ทำงานวาดเนื่องด้วยชอบมากๆและพอเจอโจทย์ท้าทายๆก็จะชอบทำยิ่งขึ้นมันจะมีอยู่ แต่มันก็จะมีคนอีกประเภทที่ไม่ชอบงาน commercial เลย นั่นก็คือคนที่ไปทางสาย fineart หรือคนที่ไป pure art ไม่ใช่ commercial art ค่ะ สายนี้ก็คือเน้นไปออก  gallery นั่นเองค่ะ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วสายนี้นี่เรียกว่าต้องอดทนและอึดจริงๆค่ะ

แต่ถ้าถามพี่ว่าตอนที่พี่ทำงานในสตูดิโอ ที่ไปเป็น digital artist นั้น พี่รู้สึกเบื่องานหรือเปล่า พี่ไม่ได้เบื่องาน ยกเว้นงานเพนท์คอมิคลายเส้นคนอื่น อันนี้ไม่ชอบเลยค่ะ แต่เจ้านายพี่เคยบอกไว้ว่า การที่เราต้องทำงานรับจ้างนั้น มันทำให้พอทำโปรเจคส่วนตัวเราทำงานได้ดี ส่วนงานอื่นๆ ก็จะมีวาดเส้นของการ์ดเกม เพนท์การ์ดเกม ถือว่าโอเคนะคะ คือถือว่าสนุก นอกจากนี้่การทำงานบริษัท เราก็จะได้รู้จักคนอื่นๆ ที่ทำในสิ่งที่แตกต่างจากเรา

และทำให้เรามีสังคม ต่างกันกับการทำฟรีแลนซ์ แต่บอกไปแล้วว่าการทำงานประจำ เป็นไปไม่ได้ที่น้องจะได้เป็นตัวเอง 100% ซึ่งอันนั้นมันไม่มีอยู่จริงค่ะ น้องต้องโดนปอกเปลือกหรืออีโก้ในความเป็น artist ของน้องลงทีละชั้นๆ จนถึงจุดนึงน้องถามตัวเองว่า ตกลงเรายังมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ไหม?และถ้าเราเลือกทางเดินได้ เราจะเลือกเดินทางนี้หรือเปล่า?สุดท้ายเราก็กลับมาถามตัวเองว่า เราคือ illustrator ใช่ไหม?

ถ้าคำตอบคือน้องยังมีความสุข กับชีวิตน้องในขณะนี้ พี่ก็ยินดีด้วยค่ะ น้องเป็นคนส่วนน้อยในโลกนี้ เพราะมีคนมากมายไม่เข้าใจคำว่าความสุข มันคืออะไรกันแน่

illustrator ไม่ใช่คนที่ต้องทำงานตามสั่งอย่างเดียวนะคะ น้องอาจจะมีงานอดิเรกอีกก็ได้ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่การวาดรูป อาจจะเป็นการถ่ายรูป หรืออาชีพในฝันของน้องอาจจะไม่ใช่นักวาดหรือ  illustrator และจะมี artist บางส่วนสับสนระหว่าง artist กับ illustrator พอสมควรค่ะ แต่หลักๆแล้ว illustrator จะทำงานตอบสนองความต้องการของตลาดมากกว่าความต้องการของตนเองค่ะ ถ้าน้องรับจุดนั้นไม่ได้น้องไม่สามารถเป็น illustrator ได้

แล้วถ้าน้องถามว่าทำไมพี่ถึงเลือกเส้นทางนี้ ไม่ใช่เส้นทางการเป็น illustrator ให้ไปสุดทางกว่านี้ นั่นก็คือสามารถไปในระดับสากลที่สูงขึ้นๆอีก ปรากฏว่าพี่เจอ ceiling หรือเพดานของอาชีพนั้นๆค่ะ นั่นก็คือถ้าพี่ทำงานเป็น illustrator ในสตูดิโอต่อไป พี่อาจจะได้เป็นตำแหน่งเดิมๆไปเรื่อยๆ  เนื่องจากอาร์ทไดเรคเตอร์ของสตูส่วนมากจะเป็นผู้ชาย และงานบางชนิดผู้ชายได้ตำแหน่งสูงกว่าผู้หญิง ผู้หญิงต้องเก่งกว่าผู้ชายหลายเท่าค่ะ ถึงจะได้งานที่ค่อนข้างสูง อันนี้คือ ceiling ของการทำงานประจำ

ยกตัวอย่าง Serryl Sandberg ผู้หญิงคนนี้เป็นระดับผู้บริหารของ facebook ค่ะ ถือว่าเก่งมากที่มาขั้นนี้ได้ทั้งๆที่เป็นผู้หญิง การที่เราจะทำงานวาดที่เจริญต่อไปได้ หรือเติบโตไปได้ นอกจากจะต้องอยู่ในสตูดิโอหรือมีเอเจนซีที่ช่วยดัน ช่วยหางานที่เป็นลูกค้าชั้นดีมาให้เราและเราก็ได้ชื่อเสียงจากการทำงานอย่างนั้นแล้ว เรายังต้องอยู่ในประเทศที่เหมาะสมด้วยค่ะ

อ่านมาถึงตอนนี้น้องๆอาจจะอยากถามคำถามว่า “แล้วอยู่ประเทศไทย ผมจะทำงานวาดสำเร็จได้อย่างไร?”มันขึ้นอยู่กับว่าน้องเอาเกณฑ์อะไรมาวัดความสำเร็จของตัวเอง?ความสำเร็จของน้อง มีนิยามว่าอะไร? เช่น ได้ลงหน้าปก ของหนังสือเล่มนี้,ได้ทำงานกับบริษัทนี้,ได้พิมพ์อาร์ทบุคงานเผยแพร่ไปทั่วโลก

น้องต้องมีความชัดเจนว่า อะไรกันแน่ที่น้องต้องการค่ะ? ถ้าน้องอยากทำงานกับ Blizzard แต่ดันอยู่ไทย แถมวาดสไตล์ manga โอกาสประสบความสำเร็จน้องจะน้อยลงไปค่ะ แต่ถ้าน้องนิยามว่า ได้เป็นนักวาดมือวางลำดับต้นๆของไทย น้องต้องดูว่า เป็นลำดับต้นๆใน niche ไหน?ซึ่งนักวาดแต่ละคน มีniche ไม่เหมือนกัน เช่น ปกนิยายวัยรุ่น,ปกนิยายแฟนตาซี,การ์ดเกมของไทย

แล้วถ้าถามว่าทำยังไงถึงจะไม่เบื่องานวาดอย่างที่พี่เป็น จริงๆพี่ก็ไม่ได้เบื่องานวาดนะคะที่จริงแล้ว แค่มารู้ตัวตอนอายุประมาณนึงแล้วว่าไม่ค่อยชอบวาดตามโจทย์เท่าไร จริงๆอันนี้มันก็เป็นนิสัยของพี่ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว พี่ชอบทำงานที่โจทย์กว้างๆและให้อิสระในผลงานพอสมควร ซึ่งมันหายากไง งานประจำที่ได้ทำแบบนั้น เรื่องนี้คงต้องคุยลึกๆคราวต่อไปแล้วค่ะ

ส่วนเรื่องของการเขียนนั้น พี่ก็ไม่ได้เขียนเป็นอาชีพหลัก แต่เขียนเพราะว่าพี่ชอบแสดงความคิดเห็นเท่านั้นค่ะ ซึ่งพี่ก็จะเขียนได้เรื่อยๆในพื้นที่ของตัวเอง เขียนในสิ่งที่เราคิด และมันเป็นการแชร์มุมมองต่อโลกของพี่ด้วยค่ะ

และพอน้องมองเข้ามาน้องอาจจะรู้สึกว่าทำไมพี่ไม่เลือกเส้นทางสายนักวาดต่อไป พี่บอกแล้วว่าพี่ไม่ได้อยากดังต่อทางด้านนี้แล้ว แต่พี่สนับสนุนน้องๆที่คิดอยากจะเป็นนักวาดและอยากไปได้ไกลในสายนี้ค่ะ นั่นก็คือการเปิดคอร์สสอน และการเขียนบทความเพื่อให้น้องๆรุ่นหลังได้อ่าน เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อน้องๆที่เป็นนักวาดในยุคถัดมา นอกจากนี้การที่น้องอ่านบลอคพี่ จะลดการเจ็บตัวในการออกมาหางานฟรีแลนซ์ได้พอสมควร

แต่ถ้าถามว่าพี่จะเลิกวาด และเลิกล้มเป้าหมายด้านการวาดรูปไหม และจะให้งานวาดเป็นงานอดิเรกแทนหรือเปล่า ซึ่งคำถามหลายๆอย่างจริงๆแล้วพี่ก็ยังตอบตัวเองไมได้ แต่พี่พยายามจะใช้ใจมากกว่าจะใช้สมองในการตัดสิน นั่นก็คือ…จริงๆแล้วพี่มีความสุขกับชีวิตในปัจจุบันนี้พอสมควร มีความสุขกับชีวิตและไม่ต้องมานั่งคิดว่างานจะขายได้ หรือจะขายไม่ได้ และทำในสิ่งที่อยากทำจริงๆแม้ว่ามันจะฟรีก็ตามค่ะ(นั่นก็คือการทำงานเขียน)

พูดมาซะยาวเลยจะบอกว่าขอบคุณน้องเช่นกันที่ส่งอีเมล์มาคุยกันค่ะ