วิธีในการหา plot ในการเขียนการ์ตูน

สวัสดีค่ะ วันนี้ก็จะมาพบกับวิธีในการหา  plot ในการเขียนการ์ตูนเรื่อง

dragonlove

ซึ่งหลายๆคนอาจจะอยากรู้ว่ามีวิธีอย่างไรบ้างในการหาพล็อตวาดการ์ตูน ส่วนการสร้างหรือจะทำอย่างไรให้เขียน plot เก่ง น้องก็ต้องดูหนัง,ภาพยนตร์,ละครเยอะๆ ดูหนังแนวที่หลากหลาย และฝึกวิจารณ์ plot เรื่องของหนังเรื่องอื่นๆด้วย โดยเราอาจจะวิจารณ์หนังตอนไปดูร่วมกับเพื่อนๆ

โดยลองถามเพื่อนว่ารู้สึกอย่างไรกับหนังเรื่องนั้น เราจะได้มีข้อมูลในหัวอยู่เยอะ พอมีข้อมูลอยู่เยอะ มันเสมือนลิ้นชักความทรงจำที่เราสามารถดึงออกมาใช้ นอกจากนี้ ในการเขียนเรื่องขึ้นมาแต่ละเรื่องนั้น โดยส่วนมากก็คือเราอาจจะต้องหาข้อมูลมาใช้ค่อนข้างเยอะมาก หรือ เราอาจจะต้องถ่ายรูปเก็บไว้เยอะมาก ในการที่จะวาดการ์ตูนเกี่ยวกับอะไร  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นการ์ตูนยุคสมัยปัจจุบัน แค่วาดแฟชันที่เอาท์หน่อย หรือ prop ที่เสื่อมความนิยมไปเด็กก็รู้แล้วค่ะ  เพราะฉะนั้นเรามาดูว่าเราจะหาเนื้อเรื่องมาเขียนการ์ตูนได้อย่างไร

 1.เขียนจากเพื่อนและสิ่งรอบตัว

เช่น ถ้าใครอยู่คณะวิศวกรรม,หรือแพทย์ แล้ววาดรูปเป็นด้วย เราอาจจะแต่งการ์ตูนที่มีตัวเอกเป็นอาชีพนั้นๆหรือเรียนคณะนั้นๆได้ เพราะว่าเราได้มีประสบการณ์ตรงในคณะนั้นๆ ซึ่งเราก็จะสามารถอธิบายประเพณีในคณะ หรือ วิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของนักศึกษา โดยในเรื่องเราสามารถเอาเพื่อนสมัยที่เราเรียนหนังสืออยู่ มาเขียนเป็นคาแรคเตอร์แต่ละคน อันนี้เราต้องสังเกตหน่อยว่าเพื่อนเราเป็นคนยังไง?มีจุดเด่นด้านไหนบ้าง? หรือแม้แต่การเอาเรื่องที่เรามีประสบการณ์จริงๆจากการเรียนคณะนั้นๆมาเขียนการ์ตูน เช่นประสบการณ์การฝึกงานและการเรียนวิชาต่างๆในคณะ

2.เขียนจากเรื่องในสถานที่ทำงาน

อย่างเช่น เวลาเรียนจบแล้ว เราอาจจะไปทำงานบริษัทต่างๆ เพื่อเก็บเงินแล้วออกมาเป็นฟรีแลนซ์ทีหลัง หรือบางคนอาจจะอยากเป็นพนักงานบริษัทไปเรื่อยๆ ขั้นตอนนี้เราอาจจะได้รู้จักเพื่อนในที่ทำงานแล้วหลายๆคน และแต่ละคนก็มีลักษณะนิสัยต่างกัน และต่างไปจากเพื่อนสมัยเรียน เราจะได้เจอคนหลากหลายประเภทมากขึ้นและเรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละบริษัท

นอกจากนี้ lifestyle ของคนทำงานประจำบางคนก็น่าสนใจมาก เช่น คนที่เป็นพนักงานเซเว่นในเกาหลี เขียนการ์ตูนออกมาเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นรวมเล่มจาก webcomic ชื่อสวัสดีค่า รับความสนุกเพื่มไหมคะ? วาดและลงสีน่ารักดีค่ะ สามารถดูได้ตามร้านทั่วไป (นายอินทร์น่าจะมี)

3.เขียนจากงานอดิเรกที่ชอบทำ

ยกตัวอย่างเช่น การทำอาหาร,การเล่นกีฬา เป็นต้น ซึ่งงานอดิเรกเหล่านี้นั้น มีรายละเอียดที่เราสามารถนำมาใช้ในการแต่งพล็อตการ์ตูนได้ ยกตัวอย่างเช่น prince of tennis ก็จะเป็นเรื่องของกีฬาเทนนิส ซึ่งการจะเขียนการ์ตูนพวกนี้ได้ เราจะต้องมีความรู้ในการทำสิ่งนั้นๆมากพอสมควร และรู้เรื่องกติกาของกีฬาหรือเรื่องลึกๆอย่างอื่น

ถ้าเป็นอาหารก็ต้องรู้จักวัตถุดิบ เครื่องเทศและอื่นๆเป็นอย่างดี รวมไปถึงการรู้ขั้นตอนต่างๆในการทำอาหาร การเขียนโดยที่ผู้เขียนการ์ตูนมีความรู้ดีในเรื่องนั้นๆ ทำให้คนอยากอ่านมากกว่า และในบางกรณีการ์ตูนอาจจะเวอร์กว่าโลกแห่งความเป็นจริงมาก เช่น การ์ตูนกีฬา บางเรื่องเจอพระเอก ลังกาหน้า หลัง แถมฟลิพฟลอบ กลางอากาศแล้วชู้ต จนนึกว่า…ตูกำลังดูยิมนาสติกหรือการ์ตูนบอล

ยกตัวอย่างการ์ตูนที่เขียนจากงานอดิเรกได้แก่ Hikaru เซียนโกะ ก็คือความรู้เรื่องของโกะ ซึ่งจะเขียนการ์ตูนแบบนี้ได้ ต้องเล่นโกะเป็นและสิ่งที่ท้าทายก็คือ เราจะเขียนให้คนอ่าน อ่านสนุกได้อย่างไร? การ์ตูนเรื่องนี้จึงต้องเขียนโดยใช้นักเขียนเรื่องที่เล่นโกะเป็นจริงๆ และอ.ทาเคชิ โอบาตะ ที่สามารถเขียนการ์ตูนโดยมี plot จากนักเขียนท่านอื่นๆ

4.เขียนจากความรู้เฉพาะทาง

น้องอาจจะมีความรู้เฉพาะทางที่คนอื่นๆไม่สามารถทำได้ (ที่แตกต่างจากงานอดิเรก) เช่น ความรู้เรื่องประเพณีของญี่ปุ่น,ความรู้เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือ ความรู้ในด้านการสร้่างเกม ซึ่งความรู้แต่ละประเภทนั้นก็สร้างพล็อตเรื่องที่แตกต่างกันไปได้ ซึ่งน้องอาจจะค่อยๆหาความรู้พิเศษเฉพาะทางที่เราสนใจในยามว่าง เผื่อว่าจะเจอพล็อตการ์ตูนได้ค่ะ

ยกตัวอย่างการ์ตูนที่ใช้ความรู้เฉพาะทาง เช่น พลาโมเคียวชิโร(การ์ตูนดึกดำบรรพ์) อันนี้คนแต่งเขาน่าจะชอบเล่นพลาโมมาก(พลาโม=plastic model) การ์ตูนเรื่องนี้เกี่ยวกับนักเล่นเกมแบบ Virtual ที่จะมีสงครามกันในโลก virtual มีการแพ้การชนะ มีการเล่นเป็นทีม ซึ่งคนคิดนี่ทันสมัยมาก  คือพล็อตเรื่องนี้คือจะสู้กันจริงในโลก virtual ซึ่งหลังๆนั้นก็จะมีนักวาดการ์ตูนหลายคนใช้พล็อตคล้ายๆกัน ได้แก่  Swordart online

5.เขียนจากประสบการณ์จริงๆ

เราสามารถเขียนเรื่องโดย เราอาจจะมีประสบการณ์บางอย่างที่หลายๆคนอาจจะไม่ได้สัมผัส และไม่ทราบว่าคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นๆจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งคนที่เขียนนั้นก็จะต้องผ่านประสบการณ์เหล่านั้นมาจริงๆ เช่น น้องนุช Nuchnin เขียนการ์ตูนจากประสบการณ์ตัวเอง ชื่อว่า สาว 22 กับโรคนางเอก(ลิวคีเมีย)

การเขียนโดยผู้เขียนมีประสบการณ์จริงนั้น ทำให้ผู้อ่านมีความเชื่อถือมาก เนื่องจากผู้แต่งเรื่องนั้นได้มีประสบการณ์จริงๆ เรื่องนั้นอาจจะเป็นเช่น การเอาตัวรอดจนชนะโรคประจำตัว ถ้าจะเขียนการ์ตูนลักษณะนี้ ถามว่าผู้เขียนต้องประสบโดยตรงไหม?  จริงๆถ้าประสบเอง ก็จะเขียนได้เข้าถึงอารมณ์กว่า แต่ถ้าไม่ได้ประสบตรง เราอาจจะสัมภาษณ์หรือพูดคุยกับเพื่อนที่เขามีประสบการณ์ด้านนี้โดยตรงก็ได้ค่ะ

6.เขียนตามข้อมูลที่อยากนำเสนอ

เรื่องนี้เราอาจจะเป็นประสบการณ์ตรงด้วย และมีข้อมูลที่อยากเสนอด้วย อย่างเช่น making comic โดย Scott Mccloud ซึ่งจะเป็นการเขียนการ์ตูนสอนวาดการ์ตูนที่ละเอียดมากเป็น step ๆ โดยการเขียนการ์ตูนลักษณะนี้ จะเน้นการ entertain ก็ได้ หรือแทรกความรู้ลงไปก็ได้ โดยไม่จำเป็นว่า จะต้องอัดเนื้อหาแน่นๆให้ผู้อ่านได้อ่าน แต่เป็นการเขียนเพื่อสอนอย่างเบาๆ เหมือนการ์ตูนความรู้ทั่วไปตามแผงหนังสือ

ส่วนมากเนื้อหาในการเขียนการ์ตูนก็มาจากหนังสือเล่มอื่นๆที่ผู้เขียนเอามาเรียบเรียงและทำให้เป็นหนังสื่อที่น่าสนใจ มีสีสันสวยงาม และการเขียนการ์ตูนลักษณะนี้ ระดับความยากอาจจะเยอะกว่า เนื่องจากคุณอาจจะไม่สามารถทำคนเดียวไหว เพราะต้องรวบรวมข้อมูลเป็นปริมาณมาก เราจึงเห็นว่า นักเขียนการ์ตูนลักษณะนี้มักจะทำกันเป็นทีมเวิร์ค มีผู้ช่วย คนแต่งเรื่อง คนวาด คนลงสี

7.เขียนจากเรื่องที่เป็นกระแสในขณะนั้น

เช่น เรื่องของคุณชัชชาติ ที่ดังขึ้นมาในยุคหนึ่ง สำหรับการเขียนการ์ตูนประเภทนี้ เนื่องจากเล่นประเด็นที่ใหม่และเป็นประเด็นร้อน และสุ่มเสี่ยงต่อการเจอดราม่าได้ เพราะฉะนั้นเวลาเขียน content ลักษณะนี้ ควรจะระวังตัวเองเป็นอย่างมาก อย่างเช่น เวลาคนโหนกระแสเรื่องดารา และพอเอาชื่อดาราหรือนักการเมืองไปเขียนในลักษณะที่เสียหาย ก็จะโดนฟ้องกันเละเทะค่ะ รวมไปถึงเรื่องการเมืองด้วย ไม่ได้ห้ามว่าอย่าเขียนเรื่องเหล่านี้นะคะ คนที่เขียนเรื่องพวกนี้ ก็ต้องทำใจได้อยู่แล้วค่ะ เรื่องจะมีคนแจ้งความหรือฟ้อง

เรื่องที่เป็นกระแส เสี่ยงคุก อาจจะเป็นเรื่องของดารา,การเมือง,เทคโนโลยี หรืออื่นๆที่คนส่วนมากสนใจในยุคหนึ่ง อย่างเช่นตุ๊กตาบลายธ์,เฟอร์บี้,คริสปี้ครีม นอกจากนี้สิ่งที่ควรระวังให้มากอีกคือ เรื่องเรทของการ์ตูนหรือโดจินชิในปัจจุบันค่ะ

8.เขียนชีวิตหรือชีวประวัติของผู้ที่มีชื่อเสียง

อันนี้ถ้าจะเขียน แนะนำว่า เขียนประวัติผู้ที่ตายไปแล้วในอดีตจะดีกว่าค่ะ เนื่องจากการที่คนๆนั้นยังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่เราเขียนอาจจะขัดแย้งกับความเป็นจริง หรือ บางอย่างอาจจะไม่ถูกต้อง ลักษณะนี้เช่น ชีวประวัติของสตีฟ จ็อบส์ ทำให้มีหนังออกมาหลังจากที่เขาตายไปแล้ว แต่บางคนก็มีคนเขียนชีวประวัติทั้งๆที่มีชีวิตอยู่เช่นกันค่ะ  โดยส่วนมาก การ์ตูนที่เราพอจะหาได้ในยุคก่อนก็เป็นพวกชีวประวัตินักวิทยาศาสตร์และบุคคลที่มีชื่อเสียงในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วงการภาพยนตร์,ธุรกิจ,บันเทิงไทย-เทศ

การเขียนชีวิตนั้น บางเรื่องทำออกมาเป็นหนังสือการ์ตูนยาวมากเช่น ซีรีย์หมอโนงุจิ ไม่ทราบเลยค่ะว่าจบที่เล่มเท่าใด จำได้ว่ายาวมากและเรื่องเศร้ามากและอ่านแล้วเครียด แต่ก็สนุก เศร้าแบบ อ่านรอบเดียวพอค่ะ

9.เขียนเรื่องจากจินตนาการ

มันคือเนื้อเรื่องของการ์ตูนแฟนตาซีนั่นเองค่ะ สำหรับคำว่าแฟนตาซี ชื่อและคำแปลตรงตัวค่ะ มันคือความเพ้อฝันในเนื้อเรื่อง โดยการเขียนการ์ตูนลักษณะนี้ จำเป็นต้องหาข้อมูลปริมาณมาก เพื่อที่จะออกแบบโลกนั้นๆให้ดูเสมือนมีอยู่จริง โดยมากแล้วการ์ตูนพวกนี้ในญี่ปุ่น ก็คือการ์ตูนที้มาจากเกมทั้งหมดนั่นเอง ส่วนมากจะเป็นค่าย Square Enix ซึ่งก็มีค่ายอื่นๆอีกเช่นกัน โดยการ์ตูนนั้นก็จะตามเรื่องในเกมนั่นแหละ มีบางอย่างเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน

10.เขียนจากการประติดประต่อ

นั่นก็คือการใช้รูปแบบทั้ง 9 แบบ มาผสมกันให้เกิดเนื้อเรื่องใหม่ๆที่มีความน่าสนใจขึ้นมา โดยเราอาจจะเริ่มจินตนาการโลกของเราก่อน ว่ามันจะเป็นยังไง มีชื่อว่าอะไร ดำรงอยู่ได้อย่างไร?เสร็จแล้วเราอาจจะเอาประสบการณ์จริงของเราไปแทรกระหว่างเรื่อง การเป็นเรื่องของเพื่อนหักหลังกัน,คนรักหักหลังกัน,หรือเป็นเรื่องราวความรักระหว่างชนชั้น

หรือเราอาจจะเล่นประเด็นอื่นๆก็ได้ที่เราอยากใส่เข้าไปในเรื่อง ซึ่งถ้าถามว่าการคิดพล็อตนั้นเราต้องทำอย่างไรบ้าง เราควรอ่านหนังสือนิยายให้เยอะๆ,หนังสือชนิดอื่นๆ ตามไปอ่านไปเสพข้อมูลและเรื่องราวหลากหลาย รวมไปถึงทำกิจกรรมที่หลากหลายๆในชีวิต ที่เราอาจจะทำจนเก่งนอกเหนือไปจากการวาดการ์ตูน ทำให้พอเราเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ๆมีจุดเริ่มต้นหรือรากฐานที่แข็งแรงก่อน โดยที่เราจะต้องทำให้สิ่งที่เราเขียนนั้นมันสามารถโน้มน้าวให้คนรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ เช่น ฉากเศร้า ก็ต้องเศร้า ฉากตลกก็ขำ รวมไปถึงการสร้างโลกๆหนึ่งขึ้นมา หรือเขียนโลกที่มันจำลองมาได้ ยกตัวอย่างนิยายที่เข้าข่ายประติดประต่อเรื่องได้แก่ Hunger Game อันนี้มันคือโลก Dystopia ก็คือโลกที่มันไม่สมบูรณ์แบบ ประชาชนใช้ชีวิตอยู่ในอาณานิคม ที่ต้องสังเวยเครื่องบรรณาการมาสู้กันจนตายไปข้าง และเป็นโลกใบที่เราอยู่นี่แหละ แต่เป็นโลกหลังจากผ่านสงครามมาแล้ว