สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาพบกับบลอคไขข้อข้องใจอีกอันหนึ่งเช่นเคย นั่นก็คือ ทำยังไงดีเมื่อเราไม่มีงานเข้าเลย

25570318-165053.jpg
ก่อนอื่นๆน้องต้องดูก่อนค่ะ ว่าการที่น้องไม่มีงานเข้านั้น มันมาจากสาเหตใดบ้าง?

1.ฝีมือน้องยังไม่ถึง หรือพอร์ทโฟลิโอยังไม่เด่นพอ

สำหรับวิธีในการแก้ไขเรื่องนี้ น้องอาจจะต้องฝึกฝนในการทำพอร์ทให้ดีๆก่อนจะไปสมัครงานที่สำนักพิมพ์ไหน น้องควรมีพอร์ททั้ง online และพอร์ทที่เป็นแฟ้มหรือหนังสือ ทางสำนักพิมพ์จะได้ดูว่าเรานั้นเหมาะกับงานแนวของสำนักพิมพ์นั้นๆหรือไม่ค่ะ

ทางแก้:ให้พยายามอัพฝีมือของตัวเองค่ะ โดยที่เน้นไปที่งานแนวที่เราอยากทำมากๆ และงานที่ใกล้เคียงกับแนวของสำนักพิมพ์นั้นๆ ทำอย่างสุดฝีมือ พยายามเน้นคุณภาพค่ะ อย่าเน้นไปที่ปริมาณ อันนี้อาจจะทำยากหน่อย แต่ถ้าน้องอยากเป็นนักวาดมืออาชีพที่ดีก็ควรจะใส่ใจกับงานพอสมควรค่ะ

2.สไตล์งานน้องยังไม่ได้

เรื่องนี้ก็อย่างเช่น ปกติแล้วน้องเป็นคนวาดงานแนวที่มัน Niche หรือเฉพาะทางมากๆเช่นพวก เคโมะหรือ Furry พวกนี้จะหางานในไทยได้ยากหน่อยเนื่องจากงานสำนักพิมพ์ส่วนมากจะเป็นวาดคนค่ะ มีฉากนิดหน่อยพอหอมปากกหอมคอ ซึ่งถ้าน้องวาดแนวเฉพาะทางนั้น ให้น้องฝึกวาดแนวอื่นๆไปด้วยถ้าเป็นไปได้ โดยที่น้องอาจจะทำงานอย่างอื่นเลี้ยงชีพนอกเวลาไปก่อนได้ค่ะ เช่นเป็นเว็บดีไซน์,กราฟฟิค ดีไซน์

ทางแก้:ถ้าไปกับสำนักพิมพ์ไม่ได้ เราต้องมาดูแล้วว่า จะมีทางอื่นๆอีกไหมที่เราสามารถสร้างรายได้โดยการเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่งบางที เราอาจจะขออนุญาติพ่อแม่ในการอยู่บ้านและทำสิ่งที่เราชอบเฉยๆไปสักประมาณ 6 เดือนหรือ 1 ปี ซึ่งเรื่องนี้บอกตรงๆว่าอาจจะยากหน่อย น้องต้องอยู่ในครอบครัวที่เข้าใจน้อง และเรื่องที่สำคัญก็คือ ถ้าเรามีพี่น้องที่ทำงานแนวเดียวกันหรืออาชีพใกล้ๆกัน ก็จะสามารถ support กันได้อย่างดี ยกตัวอย่างเช่น พี่มีน้องสาวเป็น graphic designer ก็คือเต้ย ซึ่งจะเป็นคนออกแบบ logo และตราสัญลักษณ์รวมไปถึงกราฟฟิคที่จำเป็น

ยังไงก็ตาม สำหรับน้องที่สไตล์จำกัด น้องอาจจะต้องดูว่า งานน้องมันเหมาะกับจะทำเป็นอะไรขาย และขายใคร ขายยังไง ราคาเท่าไร กลุ่มลูกค้าเป็นใคร สิ่งเหล่านี้น้องควรตอบให้ได้ค่ะ น้องที่มีสไตล์เฉพาะตัวมากๆ บางทีอาจจะเน้นไปที่การออกอะไรสักอย่างที่เป็นของตัวเอง เช่น คอมิค หรือ อาร์ทบุค,เสื้อ,ฯลฯ

3.ยังไม่เคยส่งงานไปให้สำนักพิมพ์ไหนดูเลย นอกจากการโพสต์ออนไลน์

อันนี้ก็อาจจะพูดลำบากนิดหนึ่งเช่น สมมติน้องอาจเคยได้งานจากสำนักพิมพ์หนึ่งมาแล้ว เสร็จแล้วสำนักพิมพ์ให้เทสต์งาน ปรากฏว่าก็ผ่าน และได้รับงานจริง แต่พอทำงานจริงไปปุ๊บ กลับไม่ผ่าน โดนสั่งแก้งอมเลย แล้วพอน้องเจอแบบนี้เลยเข็ดที่จะรับงานวาดและไม่ยอมส่งพอร์ทไปสำนักพิมพ์อื่นๆ แต่เลือกที่จะทำงานบริษัทแทนเพื่อหารายได้หลัก

จริงๆวิธีนี้ก็ไม่ได้ผิดค่ะ แต่เป็นวิธีที่ทำให้หนทางอ้อมกว่าเดิม เพราะน้องต้องหาเวลาว่างมาวาดรูปให้ได้ ซึ่งมันจะทำให้น้องโหยหางานวาดมากกว่าเดิม คราวนี้น้องมีเงินเยอะ แต่ไม่มีเวลาว่างทำงานส่วนตัวเลย เป็นต้นค่ะ

ทางแก้:วิธีนี้ไม่ยากเลยค่ะ น้องอยากรู้ว่ามีสำนักพิมพ์ไหนที่น่าจะให้งานน้อง ให้น้องเดินไปดูตามแผงหนังสือนะคะ พลิกไปด้านใน บริเวณที่เป็นส่วนติดต่อสำนักพิมพ์ซึ่งจะมีเบอร์โทรและอีเมล์ ให้จดอีเมล์ของสำนักพิมพ์ไว้ หรือเราจะจำไว้ แล้วมา search google ดูก็ได้ ให้เราค่อยๆส่งทีละ 5 สำนักพิมพ์หรือ 10 สำนักพิมพ์โดยเวลาเราพูดคุยกับสำนักพิมพ์เราจะต้องแนะนำตัวให้ดีๆก่อนค่ะและไม่ไปแสปมเขา

4.ยังไม่มีจังหวะของงานที่จะได้รับงานในเวลาที่เหมาะสม นั่นก็คือ เจองานยากตอนเรายังมือไม่ถึง
พอเรามือถึงกลับไม่ได้งานนั้นแล้ว จริงๆเรื่องนี้ไม่ต้องโทษใครค่ะ มันเป็นเรื่องของจังหวะในชีวิตที่มันยังไม่ลงล็อค มันเหมือนจิ๊กซอว์ที่น้องต้องต่อภาพแห่งความสำเร็จทีละเล็กละน้อย นั่นก็คือ น้องอาจจะหยิบจิ๊กซอว์มาทีละชิ้น เริ่มต่อจากขอบก่อน เป็นต้น

สำหรับชีวิตก็เหมือนกัน มันก็เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ให้เป็นภาพสมบูรณ์ ต่อสำเร็จเมื่อไร หมายถึงความฝันน้องเป็นจริงขึ้นมา แต่ละคนมีจังหวะที่ว่าไม่เหมือนกัน บางทีในการทำงานนั้น เราอาจจะไม่ได้หยิบจิ๊กซอว์ที่ถูกตัวมาตั้งแต่แรก ทำให้เราค่อยๆควานหา บางคนก็เจอ บางคนก็ไม่เจอค่ะ ที่สำคัญคือ เราควรจะรู้ว่า เราต่อสำเร็จไปเท่าไรแล้ว

ทางแก้:พยายามอย่าเพิ่งส่งไปหาสำนักพิมพ์ที่เราอยากทำด้วยมากๆ หรืออาจจะเป็นความใฝ่ฝันของเรานี่ควรเก็บไว้ทีหลัง ส่วนสำนักพิมพ์ที่อยากทำรองลงมา ก็ให้ส่งไปก่อน โดยที่เราต้องดูแล้วว่างานเราถึงมาตรฐานแล้ว แล้วค่อยส่งไปก็ยังไม่สาย ถ้าน้องส่งไปบ่อยๆ มันจะเป็นการสร้างความรำคาญให้กับสำนักพิมพ์เหล่านั้นค่ะ

5.มีเพื่อนน้อย คนรู้จักในวงการน้อยกว่าคนอื่นๆ

อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติถ้าน้องเป็นคนไม่ค่อยชอบเข้าสังคม (introvert) น้องชอบอยู่กับตัวเองมากกว่า และชอบทำงานอดิเรกยามว่าง การที่เพื่อนจะเข้ามาสู่วงจรของน้องจึงยากพอสมควร อย่างไรก็ตาม น้องควรมีเพื่อนในวงการอยู่บ้างค่ะ ทำให้น้องสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือ ถามสารทุกข์สุขดิบ หรือช่วยเหลือกันได้บ้างเมื่อน้องเดือดร้อน ทั้งนี้น้องอาจจะต้องโฟกัสการช่วยเหลือของทางครอบครัวของน้อง ก่อนจะไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนค่ะ

ทางแก้:พยายามพูดคุยกับนักวาดคนอื่นๆหรือคนที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน ผ่านทาง line หรือ Facebook หรือทางอื่นๆก็ได้เช่น Twitter เนื่องจากมันจะทำให้น้องรู้จักคนมากขึ้น จะทำให้น้องมี referral หรือว่าการบอกต่อไปเรื่อยๆว่าน้องรับงานฟรีแลนซ์อยู่นะ หรือคนเหล่านั้นที่เขาอาจจะเป็นพนักงานของสำนักพิมพ์ เขาอาจจะช่วยน้องส่งพอร์ทไปให้สำนักพิมพ์ดู แต่เวลาคุยอย่าเพิ่งไปขอร้องเขาค่ะ มันน่าเกลียด เหมือนมี Hidden Agenda หรือพวกความตั้งใจแฝงมา ให้ทำความรู้จักกับคนอื่นๆอย่างเป็นธรรมชาติ ปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนอยากให้ผู้อื่นปฎิบัติต่อเรา เดล คาร์เนกี้ว่าเอาไว้ค่ะ

6.เทสต์งานไม่ผ่าน


เรื่องนี้ก็ปกติค่ะ ซึ่งจริงๆมันก็ต้องมีอยู่แล้ว การเทสต์งานไม่ผ่าน มันเป็นเรื่องปกติ จะเก่งแค่ไหนก็เจอแบบนี้ได้ทั้งนั้น มันอยู่ที่เราจัดการกับสถานการณ์นั้นๆอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น บริษัทให้ทำเทสต์ฟรีเลย เท่ากับว่าบริษัทไม่เสียอะไรเลย แต่น้องอาจจะมีมาตรการของตัวเองเช่น ถ้าจะให้เทสต์คิดราคาเท่าเงินจริงและเบิกเงินออกมาก่อนเลย 25-50% เป็นต้นค่ะ

ทางแก้:เรื่องปกติแบบนี้ไม่ต้องไปเฟลค่ะ ฝึกฝนฝีมือใหม่ ไปเทสต์กับสำนักพิมพ์อื่นๆ ทำงานให้สุดฝีมือไปเรื่อยๆ ไม่ผ่านไม่ท้อ เอาใหม่เรื่อยๆ รับรองเก่งค่ะ

7.เทสต์ผ่านแต่ทำจริงเจอแก้ไขเยอะจนต้องเลิกรับงานกลางคัน

เรื่องนี้นั้นเป็นเรื่องที่ละเหี่ยใจสำหรับนักวาด สำหรับสำนักพิมพ์ที่มีการตัดสินใจคนละระดับเช่น หน้าปกทุกเล่มต้องให้ บ.ก.แล้วก็ส่งต่อให้ CEOเป็นผู้เคาะว่าผ่านก่อน แบบนี้เราจะต้องผ่านถึง 2 ด่าน หรือบางสำนักพิมพ์ก็ 4-5 ด่าน คือเอาเป็นว่าผู้ใหญ่ในบ.ทั้งหมดเคาะผ่าน งานถึงผ่าน งานลักษณะนี้ส่วนมากจะเป็นสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ มีโครงสร้างบริษัทหลายชั้น มีพนักงานหลายตำแหน่ง ถ้าน้องทำงานสำนักพิมพ์เล็กๆ หรืองานที่บ.ก.เป็นคนเคาะผ่านแค่คนเดียว น้องจะทำงานสบายกว่าค่อนข้างเยอะค่ะ

ทางแก้:นี่ก็เรื่องปกติค่ะ แต่จริงๆแล้วเวลาน้องสมัครงานกับที่ใด น้องก็ควรดูด้วยว่าที่นั่นเขามีกฏ กติกา มารยาทอย่างไรค่ะ ซึ่งการที่น้องจะทำงานวาดให้ผ่านนั้น บางทีน้องต้องลดอีโก้ของตัวเองและปรับตัวให้เข้ากับงานนั้นๆ ถ้าน้องทำไม่ได้ ก็อย่าไปรับค่ะ มันจะทำให้น้องเฟลแล้วกลับมาถามตัวเองอีกว่า ทำไมแค่นี้ถึงทำไม่ผ่าน คิดไปน้องก็ปวดหัวเปล่าๆค่ะ

8.ขาดการโปรโมทผลงานตัวเองอย่างต่อเนื่อง

เรื่องนี้ก็คือ ว่างเมื่อไรให้ทำงาน personal แล้วต้องไม่ใช่งาน personal ระดับไก่กา แต่ต้องเป็น งาน personal ที่ตั้งใจทำจริงๆจังๆและอยากจะเอาใส่ portfolio ถ้าน้องอยากทำ portfolio ด้านไหนก็ให้โฟกัสไปเลยค่ะ ว่าจะทำแนวไหน โดยใส่งานในพอร์ทไม่ต้องเยอะ เอางานที่ดีๆ ที่เป็น masterpiece ของเรา ประมาณ 15 ชิ้นก็พอค่ะ แล้วน้องก็จะได้งานตามพอร์ทที่น้องสร้างขึ้นมานั่นแหละค่ะ

ทางแก้:โพสต์อย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ถ้าเป็นรูปวาด เฉลี่ยอาทิตย์ละ 1 รูปหรือมากกว่านั้นในช่วงเริ่มต้นที่เก็บฐานลูกค้าหรือ fanbase ค่ะ

9.มีนักวาดอื่นๆที่วาดโอเคมาตัดราคา

อันนี้ก็ส่วนมากนักวาดรุ่นใหม่ๆหรือนักวาดหน้าใหม่นั่นเองค่ะ ที่ทำงานเกินค่าตัวไปเยอะมาก เคยเจอแบบ 500 บาททำปกสีอย่างละเอียดสวยงามมาก ซึ่งการที่น้องตั้งราคางานตัวเองต่ำ น้องก็จะได้เรทที่ต่ำต่อไปเรื่อยๆเนื่องจากว่านั่นมันคือ Branding ของน้องไปแล้วค่ะ นอกจากนี้การทำงานแบบตัดราคากัน ก็จะมีผลกระทบต่อนักวาดกลุ่มๆเดียวกันหรือฝีมือใกล้เคียงกันค่ะ ซึ่งเรายอมรับเลยว่า พออายุเท่านี้แล้วเราไม่ได้แข่งขันหรือแสดงตัวว่าตัวเองนั้นเก่งหรือทักษะดีกว่าคนอื่น มันไม่ใช่แล้วค่ะ

เนื่องจากการที่น้องจะอยู่ได้ ไม่ใช่ว่าน้องจะต้องวาดเก่งที่สุด และการที่งานน้องละเอียดสุด ไม่ได้หมายความว่าค่าจ้างน้องจะแพงสุดเช่นกันค่ะ รวมไปถึงการที่น้องจะได้ราคาวาดที่ดี และได้งานวาดที่ได้ท้าทายความสามารถของน้อง หลายคนเข้าใจว่าน้องจะต้องเป็นที่นิยมก่อนจึงจะได้งานแบบนั้น ความคิดนี้ก็ไม่ใช่อีกเช่นกันค่ะ แล้วถ้าถามว่าอะไรเกี่ยวข้องกับตรงนี้?มันคือเรื่องของการสร้าง personal brand ของน้องล้วนๆค่ะ

ทางแก้:อย่าไปแข่งด้วยราคาค่ะ ใครจะแข่งด้วยราคาก็แข่งไป การแข่งด้วยราคาทำให้คุณค่างานเราตกลงไป การทำงานศิลปะถ้าใครตัดราคากันเมื่อไรนี่ personal brand เสียเลยค่ะ แล้วถ้าน้องทำงานหรือมีงานกับสำนักพิมพ์ชั้นนำอยู่แล้ว แต่น้องดันลงไปแข่งกับเด็กๆที่อายุน้อยกว่าน้องมากๆ แล้วรับงานราคาถูก งานน้องจะไปอยู่ระดับเดียวกับเด็กพวกนั้นทันทีค่ะ นอกจากนี้ การที่น้องตั้งราคานั้น งานโดยรวมของน้อง,หน้าตาเว็บของน้อง และทุกๆอย่างที่เป็นน้องมันคือ personal brand ค่ะ ซึ่งจะพบว่าคนที่ personal brand ดีหรือค่อนข้างดีนั้น จะไม่พยายามแข่งด้วยราคาที่ถูกที่สุด

แล้วถ้าน้องบอกพี่ว่า “พี่ครับ ถ้าผมเป็นนักศึกษา แล้วผมควรตั้งราคาอย่างไร จึงจะเหมาะกับตัวเอง”
ก่อนอื่น ถ้าน้องจะรับงานขณะเรียน น้องต้องแสดงความเป็น professional ให้บริษัทนั้นๆเห็นก่อนที่จะจ้างน้อง เช่น การคุยงาน การดีลงาน การจัดการงานจะต้องเป็น professional ถ้าถามว่าจะรู้ได้ยังไง ว่าต้องทำอะไรบ้าง พูดยังไงบ้าง?อ่านหนังสือให้เยอะๆค่ะ แล้วน้องจะสามารถเอาความรู้ที่มีมาประยุกต์กับสนามจริงได้

ทั้งนี้การที่เป็นนักศึกษา เราสามารถรับทำงานในราคาประมาณนึงได้ โดยที่เราอาจจะไม่ได้ตั้งราคาให้สูงเท่าพวกรุ่นใหญ่ในวงการ แต่น้องสามารถรับงานมาทำในเรทปกติได้ค่ะ เรทปกตินี่ก็คือ อาจจะเท่านักศึกษาจบใหม่ๆทำ แต่ก็อย่าเริ่มต้นที่ราคาต่ำไปค่ะ

10.ตั้งราคาถูกหรือสูงเกินไป

ทั้งสองอันไม่ดีทั้งคู่ แต่ถ้าจะให้เลือกแบบไหน ตั้งสูง ดีกว่าตั้งต่ำค่ะ แล้วน้องอาจจะถามพี่ “พี่ครับผมตั้งราคาสูงแล้ว ผมไม่ได้งานเลยครับ” การที่น้องไม่ได้งาน มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยค่ะ ไม่ใช่เรื่องของราคาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่การที่ลูกค้าจะตัดสินใจเลือกนักวาดคนใดคนหนึ่งมันต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง เรื่องของราคาเป็นแค่เรื่องเดียวเท่านั้น ที่มีผลพอสมควรในระดับหนึ่ง มันขึ้นอยู่กันว่าน้องไปทำงานกับสำนักพิมพ์อะไร ? ใหญ่ หรือ เล็ก

ซึ่งโดยส่วนมากสำนักพิมพ์ใหญ่ๆจะต่อรองราคาน้อยกว่าสำนักพิมพ์เล็กค่ะ รวมไปถึงสำนักพิมพ์ใหญ่จะมีงบประมาณค่อนข้างชัดเจน นอกจากนี้น้องก็ต้องดูด้วยว่าถ้าไม่รับงานนี้แล้วน้องถึงกับอดตาย ต้องกินมาม่าไปทุกอาทิตย์ไหม มันจำเป็นถึงขั้นนั้นไหม สำหรับพี่การได้งานวาดมันไม่ได้จำเป็นสำหรับพี่ถึงขั้นนั้น เพราะฉะนั้นพี่สามารถตั้งาคาในเรทที่พี่พอใจได้

ทางแก้:อย่าไปแข่งเรื่องราคาค่ะ,ตั้งราคาไว้สูงหน่อย ดีกว่าตั้งไว้ต่ำค่ะ ยกเว้นโปรเจคที่มีการ set budget หรืองบประมาณในการทำงานเอาไว้ ถ้าเรทราคาเป็นเรทที่น้องรับได้ ค่อยรับมาทำค่ะ

ตัวอย่างเช่น ถ้าน้องเคยกินซูชิที่ฟูจิหรือ Zen หรือร้านอาหารญี่ปุ่น น้องก็คงจะไม่ซื้อซูชิ 5 บาทแน่นอนค่ะ แล้วถามว่าคนจะรู้ไหม ถ้าเอาซูชิจากร้านหรูพวกนั้นมา แล้ววางขาย 5 บาท หรือ เอาเม็ดกาแฟสตาร์บัคส์มาชงกาแฟขาย 20 บาท ผลคือ ถึงแม้น้องจะอร่อยกว่าฟูจิ แต่คนที่ซื้อฟูจิ เขาก็จะไม่มาซื้อของน้อง ต่อให้กาแฟน้องอร่อยกว่าสตาร์บัคส์ประมาณ 20 เท่า แต่ขายบนรถเข็น มีเมนูเขียนว่า 25-30 บาท ทุกเมนู คนเขาก็จะดูภายนอกของน้องก่อนค่ะ

เนื่องจากภายนอกไม่มีใครรู้หรอกถ้าน้องใช้กาแฟสตาร์บัคส์นอกจากจะชิมก่อน แล้วน้องคิดว่า จะมีกี่คนที่มาชิมคะ? เรื่องนี้มันก็เหมือนกับการตั้งราคานั้นแหละ น้องตั้งไว้เท่าไร น้องก็จะดึงดูดลูกค้าประเภทเดียวกันเข้ามา การที่น้องเจอปัญหากับลูกค้าบ่อยๆ นั่นก็คือส่วนมากน้องดันไปดึงดูดลูกค้าที่ชอบงานราคาถูกๆมา

โดยที่เมื่อเราอ่านจบ 10 ข้อนี้แล้ว ถ้าน้องไม่ได้งาน ในขั้นต้นเราต้องยอมรับก่อนนะคะ ว่าเรามีปัญหาด้านใดด้านหนึ่งดังกล่าวไปแล้ว ให้เรายอมรับก่อนว่าเรามีปัญหาแบบนั้นจริงๆ และให้วิเคราะห์ให้ได้ว่าสาเหตมาจากไหน? ซึ่งบางที สาเหตอาจจะมาจากเรื่องเล็กน้อยก็ได้ค่ะ มันเหมือนกับการที่น้องป่วย ต้องการรักษา น้องต้องให้หมอวิเคราะห์หรือวินิจฉัยก่อนว่าน้องเป็นโรคอะไรกันแน่ เช่น น้องปวดท้อง อาจจะมีได้ตั้งแต่โรคกระเพาะหรืออาจจะเป็นไส้ติ่งก็ได้

เพราะฉะนั้นเมื่อน้องรู้แล้วว่าตัวเองมีปัญหาจริงๆ น้องก็จะสามารถหาวิธีการแก้ไขได้ไม่ยากนักค่ะ
ทั้งนี้ลูกค้าเป็นคนๆหนึ่งเหมือนกับน้อง การที่คนๆหนึ่งจะตัดสินใจเลือกหรือไม่เลือกงานของเรานั้น มันมีปัจจัยจุกจิกเยอะพอสมควรค่ะ มีทั้งเรื่องของราคา ลายเส้น ความรับผิดชอบในงาน ความเชื่อใจ โหงวเฮ้งและความชอบเฉพาะตัว เช่น อาร์ทไดเรคเตอร์อาจจะชอบงานน้องหรือชอบน้องเป็นการส่วนตัวค่ะ

ยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกันบ้างนะคะ เรื่องของปัจจัยที่ลูกค้าจะเลือก ก็คือ เราชอบซื้อนมขวดที่เซเว่นกิน มีอยู่สองยี่ห้อที่กินบ่อย เอาเป็นว่าชื่อ A กับ B นะคะ A ราคาแพงกว่า B 3 บาท 50สตางค์ เนื่องจาก A ราคา 15 ส่วน Bราคา 12.50 เราเลือกซื้อนม A ค่ะเนื่องจากไม่อยากได้เหรียญสตางค์ จะเห็นว่าแค่เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ก็สามารถทำให้ลูกค้าที่ตั้งใจจะซื้อเปลี่ยนใจไปเลือกเจ้าอื่นกลางคันค่ะ

เมื่อน้องยอมรับแล้วว่าน้องมีปัญหาจริงๆ น้องอาจจะถามพี่ว่า พี่เคยมีประสบการณ์แบบนั้นไหม มีแน่นอนค่ะ นักวาดทุกคนต้องเจอเดือนที่เคว้งนั่นก็คืองานวาดภาพเข้าน้อยกว่าปกติ แต่พี่เฉยๆค่ะ เวลาที่งานไม่เข้า ก็ใช้เงินในบัญชีที่เก็บไว้ไปก่อนก็ได้ (เคยบอกแล้วว่าให้เก็บเงินไว้ให้ใช้ได้ประมาณ 6 เดือน)ค่ะ

สิ่งที่น้องต้องทำไม่ใช่การตะบี้ตะบันทำงานไปรวดเดียวเนื่องจากต้องการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วนะคะ มันมีราคาที่น้องต้องจ่ายแน่นอน เพราะน้องกำลังใช้ชีวิตสิ้นเปลืองค่ะ น้องไม่ใช่ตุ๊กตากระต่ายใส่ถ่านไฟฉายนะคะ ที่เปลี่ยนถ่านได้ตลอดเวลา ชีวิตน้องมีอยู่บนโลกนี้อย่างจำกัด ถามพี่วันนี้พี่รู้สึกว่า ถ้าหากมีสิ่งที่เราสามารถแก้ไขได้ พี่อยากจะรักษาสุขภาพให้ดีจะดีกว่า ความสำเร็จที่แลกมาด้วยสุขภาพมันราคาแพงจริงๆ และไม่อยากให้น้องต้องป่วยก่อนถึงจะรู้คุณค่าของการรักษาสุขภาพตัวเอง

ถ้าถามว่าสิ่งที่น้องต้องทำคืออะไร เวลาไม่มีงานเข้า สำหรับคนที่มีเว็บไซต์และบลอคของตัวเองแล้ว ก็เน้นที่การทำงานส่วนตัว หรือจะเป็นอัพเดทเว็บก็ได้ค่ะ เมื่ออัพเดทเว็บเสร็จแล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือ การเซฟรายชื่อสำนักพิมพ์เอาไว้ ถ้าเป็นไฟล์ excel ก็ดี โดยทำเครื่องหมายไว้ว่า สำนักพิมพ์ไหนที่เราเคยติดต่อไปแล้วบ้าง และสำนักพิมพ์ไหนที่เรายังไม่ได้ติดต่อ นอกจากนี้น้องอาจจะทำงานอย่างอื่นเสริมไปด้วยก็ได้ นอกจากการวาดภาพประกอบแล้ว น้องควรมีทักษะติดตัวอีก 2-3อย่าง ที่สำคัญเลยคือ

1.ทักษะในการทำเว็บไซต์
ทักษะของน้องในการทำเว็บนั้น ถ้าน้องทำไม่เป็นจริงๆน้องก็อาจจะจ้างคนมาลง wordpress ให้ แล้วก็ใช้ wordpress เป็นระบบเว็บไซต์ของน้อง ถ้าน้องไม่สามารถดูแลเองได้ อาจจะไปใช้บริการพวกเว็บสำเร็จรูป เว็บสำเร็จรูปปัจจุบัน หน้าตาสวยงามดีก็จริง แต่ก็ยังไม่สามารถปรับแต่งได้เหมือน wordpress แล้วยังราคาแพงกว่าเมื่อคิดโดยรวมอีกด้วย wordpress แค่ซื้อ theme ที่สวยๆมาใส่ก็โอเคแล้วค่ะ

2.ทักษะในการถ่ายรูป
น้องควรมีทักษะในการถ่ายรูปผลิตภัณฑ์,เทคนิคในการจัดแสงเพื่อถ่ายรูป และน่าจะลงทุนกับกล้องดีๆสักตัว เนื่องจากเวลาที่น้องทำโปรเจคเช่น อาร์ทบุค,โดจินชิ หรืออื่นๆ อาจจะต้องมีการถ่ายรูปสินค้านำมาลงในเว็บ ถ้าใครไม่อยากเรียนรู้มากก็อาจจะ ซื้อกล้องคอมแพคที่ดีๆหน่อย พวก point and shoot ไม่ต้องคิดอะไรมาก ถ่ายอย่างเดียว แล้วมาแต่งคอมเอา

3.ทักษะในการเขียนบทความ
อันนี้น้องต้องดูกลุ่มเป้าหมายค่ะ ว่ากลุ่มเป้าหมายน้องนั้น อายุเท่าไร?มี lifestyle ยังไง?
อย่างที่เคยสอนๆไว้แล้วใน entry ที่ผ่านๆมา นั่นก็คือ message หรือว่า คาแร็คเตอร์ในการเขียนของเราจะมีผลต่อกลุ่มลูกค้าที่เราจะต้องทำงานด้วย และโดยส่วนมาก คนๆนั้นเป็นคนอย่างไร ลูกค้าคล้ายๆกันค่ะ เนื่องจากคนเรามักถูกดึงดูดด้วยคนที่คล้ายๆกัน ถ้าน้องเป็นคนดี มีมารยาท ไม่เอาเปรียบคน น้องก็จะได้เจอคนประเภทเดียวกันกับน้องค่ะ

สำหรับทักษะในการเขียนบทความนั้น มันทำให้น้องได้เจอและได้รู้จักกับคนใหม่ๆที่ติดตามเว็บน้องอยู่ และถ้า social network ไหนเสื่อมความนิยม น้องก็จะไม่ได้รับผลจากการปิดตัวของ social network อันนั้น ถ้าน้องฝากชีวิตเอาไว้กับ Social network โดยไม่มีการชะล่าใจเลย ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับ Social network อันนั้น และสุดท้ายมันก็ปิดตัวลง ทุกอย่างที่น้องโพสต์ หายไปวับในพริบตาค่ะ เพราะฉะนั้นการเขียนบทความลงเว็บไซต์เป็นประจำ ทำให้น้องได้ลูกค้าจาก Search Engine ค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ในการได้งานนั้น พอร์ทโฟลิโอของเราจะต้องดีด้วย อันนี้รวมไปถึงหน้าตาของเว็บเราจะต้องสวยงาม เรียบร้อย ดึงดูดใจค่ะ ไปเรียนแบบละเอียดได้ที่ คอร์สออนไลน์ self promotion and portfolio making นะคะ อันนั้นมันลึกเกินที่จะเขียนให้จบใน entry นี้ นั่นก็คือการทำพอร์ทโฟลิโอยังไงให้ดึงดูดลูกค้า

สำหรับวันนี้ก็คิดว่าน่าจะได้ประโยชน์พอสมควรนะคะ