สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาพบกับสิ่งที่ไม่ควรทำเลยถ้าเป็นนักวาดค่ะ ถือว่าไม่ดีเลยสักข้อค่ะ

25570319-171649.jpg

1.ดูดสไตล์ของนักวาดคนอื่นมาตรงๆ

อันนี้น้องจะสงสัยว่า ทำยังไงถึงไม่เรียกว่าดูดมาตรงๆ แล้วการที่เราสไตล์เหมือนนักวาดคนอื่นนั้นมันผิดยังไง?และคนทั่วไปจะรู้หรือเปล่าว่างานเรามีอิทธิพลมาจากคนอื่น ในการศึกษาภาพคนอื่นๆหรือนักวาดที่ชอบ ได้แก่ การวาดตามภาพที่ชอบนั้น ทำให้เรารู้เรื่องขั้นตอนในการทำภาพนั้นๆเฉยๆ เช่นเราอาจจะเรียนรู้เทคนิคในการลงสีหรือขั้นตอนการวาดจากนักวาดคนอื่นก็จริง แต่มันไม่ใช่การเอาของเขามาทั้งดุ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา,subject หรือหัวข้อในการทำงานวาด และเรื่องอื่นๆ

ถ้าน้องชอบงานอ.คนไหน ให้ถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงชอบงานแนวนั้น? เราชอบการวาดตรงส่วนไหนของอาจารย์ เช่น กรณีเรา เราชอบอ.จารย์โยชิทากะ อามาโนะ ชอบตรงความบางของเส้น และพวกรายละเอียดยิบย่อยค่ะ เพราะฉะนั้นเราก็จะศึกษาแต่ส่วนนี้ ถ้าใครเอางานคนอื่นมาทั้งหมด ทุกอย่าง แบบนั้นเรียก copycat นะคะอย่างที่เคยบอกไปแล้ว

2.ดราฟภาพถ่ายที่มีลิขสิทธิ์

เวลาน้องจะใช้ reference จำไว้ว่าที่ปลอดภัยที่สุดคือถ่ายรูปเอง ถ้าถ่ายรูปเองไม่ได้ ให้หารูปที่เป็น creative commons ที่อนุญาติให้ใช้เชิงพาณิชย์ได้ค่ะ ที่ไม่แนะนำเลยคือการ copy โดยการดราฟภาพถ่ายโดยตรง หรือแม้แต่การฝึกวาดตามภาพถ่ายที่มีแบบ เราอาจจะต้องระวังเรื่องลิขสิทธิ์เช่นกัน อย่างไรก็ตามถ้าเป็นการฝึกหรือเพื่อการศึกษาส่วนมากจะอนุโลมค่ะ

ถามว่าการดราฟภาพถ่ายผิดไหม พี่คิดว่าไม่ผิดเลยค่ะ บอกไปแล้วถ้าน้องถ่ายภาพนั้นๆเองน้องจะทำอะไรกับภาพนั้นก็ได้ค่ะ แต่ถึงขั้นนี้ ในญี่ปุ่นก็โดนอยู่ดี นั่นก็คือคนจับผิดไปหามุมถ่ายที่ตรงกับภาพของอาจารย์ท่านนั้นๆ แล้วก็หาว่าอาจารย์ก็อปวิว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เราคิดว่า มันตลกค่ะ มันเกินไป เนื่องจาก การใช้ภาพถ่ายของตัวเอง เราจะดราฟ หรือจะทำอะไรกับภาพของเราก็ได้ค่ะ ยกเว้นภาพนั้นจะเป็นภาพถ่ายของศิลปิน นักแสดง หรือว่าผู้ที่มีชื่อเสียง เราอาจจะต้องระวังในการใช้งานพอสมควร

3.ดราฟรูปวาดของนักวาดคนอื่นแล้วแอบอ้างว่าเป็นของตัวเองวาด

สั้นๆค่ะ รู้ๆกันอยู่ว่าอันนี้ร้ายแรงมากค่ะ ถือว่าไม่มีมารยาท อย่าไปทำนะคะ เสียชื่อเปล่าๆค่ะ ไม่ควรทำไม่ว่าเหตุผลใดทั้งสิ้นค่ะ แล้วถ้าวาดเพื่อการศึกษาจริงๆควรมีภาพต้นแบบในการอ้างอิงด้วยว่าเราฝึกจากรูปนี้ในตอนที่เราโพสต์นะคะ

4.ทำงาน 18+ ขาย โดยที่ไม่ตรวจบัตรประชาชนคนซื้อ

จริงๆโดยส่วนตัวเรา ถ้าคนจะซื้อ ยังไงก็ซื้อได้อยู่ดีค่ะ มีหลายวิธีที่ทำได้ เช่น ฝากคนอื่นซื้อ การตรวจบัตรก็ใช่ว่าจะสามารถป้องกันได้ 100% สำหรับเราแล้ว ถ้าน้องต้องการจะทำแนว 18+ และไปขายต่างประเทศ นั่นก็คือน้องคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่นักวาดจะวาดแนว 18+ อันนี้มันเป็นเรื่องนานาจิตตัง ทั้งนี้พี่ไม่ได้ว่าคนที่ทำงานแนวนี้ขายนะคะ มันเรื่องของคนๆนั้นค่ะ ไม่สามารถไปตัดสินได้ว่าผิดหรือไม่ผิด

แต่สำหรับพี่ พี่คิดว่าคนที่เป็นครูแล้วแบบพี่มองไป มันจะเป็นอีกมุมค่ะ นอกจากนี้พี่ยังมีมุมมองคล้ายๆรุ่น gen X เพราะพี่เป็น gen Y ตอนเริ่มต้น จึงมีมุมมองที่ conservative กับเรื่องนี้ นั่นก็คือ ถ้าน้องไปทำงาน 18+ มันก็คือpersonal brand ของตัวน้องเอง ซึ่งถามว่ามันผิดไหมวาดแนวนั้น มันก็ไม่ผิดค่ะ แต่มันเป็นจุดยืนของแต่ละคน พี่คิดว่าตัวพี่จะไม่ทำงานที่ติดเรทคือวาดฉาก 18+ อย่างโจ่งแจ้ง ไม่ว่ายังไงก็ตามค่ะ ต่อให้ต้องอดตายจากงานวาดก็จะไม่ทำงาน 18+ ค่ะ หรือต่อให้ตกต่ำในสายอาชีพยังไงก็จะไม่วาดฉากแนว 18+ ยกเว้นกรณีที่เป็น artistic nudity หรืองานฝึก หรือวาดตามแบบที่เป็นภาพเปลือย อันนี้มันเป็นเรื่องของอุดมการณ์ของแต่ละคนค่ะ

แล้วถ้าถามว่าพี่อ่านการ์ตูนหรือดูหนังที่มีฉากฟิจเจอร์ริ่งบ้างไหม มันก็มีบ้างค่ะบางเรื่องมันมี จะหลีกเลี่ยงฉากพวกนี้นี่ก็คงต้องไม่ดูหนังทุกเรื่อง ไปดูแต่หนังเด็กแทน แต่ส่วนมากเรื่องที่พอยอมรับได้ มันไม่ได้น่าเกลียดมาก ส่วนมาก ถ้ามันเยอะไป จะไม่ชอบ ถ้ารู้ก่อนว่ามันจะมีเยอะ จะไม่ไปดูเรื่องนั้นๆค่ะ พี่คิดว่าประเด็นนี้พอใส่เข้าไปในหนังมากเกินไป มันจะจงใจขายเรื่องนั้นๆ(เพศ) แทนที่จะสนใจเนื้อหาจริงๆของเรื่องอย่างพวกหนังอีโรติคทั่วๆไปก็ไม่ดู ถ้ามันไม่มีประเด็นที่ต้องการสื่อนะ

5.เบี้ยวงานกับลูกค้า

เช่น ลูกค้าจ่ายเงินมาแล้ว ไม่ได้ทำงานให้ ผ่านเวลาทิ้งไป อันนี้ก็คือ ถ้าเรารับเงินลูกค้ามา ยังไงก็ต้องทำงานให้เสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีค่ะ ทั้งนี้ถ้าน้องมีความจำเป็นอะไรบางอย่างที่มันฉุกเฉินจริงๆอาจจะติดต่อลูกค้า ขอส่งทีหลังหรืออาจจะคืนเงินให้เต็มจำนวนเนื่องจากไม่สามารถทำงานต่อได้เพราะป่วยหนัก

อย่างไรก็ตามให้ keep connect คือติดต่อลูกค้าเสมอ อย่าหายหน้าไปนานค่ะ เรื่องนี้สำคัญกับความเชื่อใจของคุณมาก การที่คนเขาจ้างคุณ หรือให้เงินคุณ เขาก็หวังว่าคุณจะทำงานนั้นๆได้ดี เพราะฉะนั้น การที่ไม่ยอมทำงานให้เสร็จ เราไม่ควรทำ ถ้ารู้ว่าทำไมได้ ไม่ต้องรับมาค่ะ ไม่งั้นคุณจะเจอบทเรียนที่เจ็บปวดแน่นอนค่ะ กับเรื่องการทำงานให้เสร็จ ยกตัวอย่างนักวาดที่เราชอบคนหนึ่ง(ขอสงวนนามค่ะ) ก็คือรับเงินลูกค้ามาแล้ว แล้วก็ไม่ทำงานให้เสร็จ แล้วพอดีรับเงินมาหลายคนมากๆ(เป็นสิบ) ก็คือเบี้ยวหมดหลายๆคนที่จ้าง ซึ่งทั้งๆที่นักวาดคนนั้นกำลังดัง และกำลังไปได้ดี แล้วพอมีคนว่า ก็กลายเป็นเรื่องขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญไปค่ะ ถ้าน้องเจอสถานการณ์ที่ใกล้ๆเคียงกัน น้องควรจัดการปัญหาอย่างมีสติ อย่าใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหา

6.ไม่รักษาเวลาในการส่งงานตามเดดไลน์

เรื่องของการรักษาเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งทำมาจนปัจจุบันนี่ ถามว่าบทเรียนพวกนี้เรียนรู้จากไหน บางบทเรียนเรียกว่าต้องเจ็บก่อนค่ะ คือเจ็บตัวมาก่อนถึงรู้ เช่น การรักษาเวลานี่เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ คนที่ตรงต่อเวลาก็มีแนวโน้มว่าสำนักพิมพ์จะให้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าน้องรับประเด็นนี้ไม่ได้ น้องเป็นนักวาดฟรีแลนซ์ไม่ได้นะคะ เพราะปัจจุบันมีคนเก่งๆเยอะแล้วก็ส่งงานเร็ว โดยเฉพาะเด็กสมัยใหม่ๆที่ไฟในการวาดรูปเยอะมาก ถ้ารับโปรเจคไหนมาทำแล้ว ต่อให้เข้าร.พ.ป่วยยังไงก็ต้องส่งงานค่ะ เราเคยตกเครื่องบินเพราะต้องการส่งงานให้ทันเวลาวันนั้นด้วยค่ะ การไม่ส่งงานตามเวลาทำให้ความเชื่อใจของน้องต่อสำนักพิมพ์นั้นๆเสียไปนะคะ

7.ว่าลูกค้าคนอื่นให้ลูกค้าอีกคนฟัง

อันนี้ไม่ควรเลยค่ะ เช่น ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรกับลูกค้า ไม่ว่ายังไง เราก็ควรจะมีมารยาท ไม่ควรไปนินทาให้ลูกค้าอีกคนฟัง เพราะภาพลักษณ์ของคุณจะเสียไปเลยค่ะ เนื่องจากลูกค้าจะมองว่าที่แท้คุณก็เป็นพวกนินทา ชอบแทงข้างหลังคนอื่น เพราะฉะนั้นอย่าไปทำค่ะ เรื่องนี้ซีเรียสเลยค่ะ การพูดถึงลูกค้าท่านอื่นๆ พูดถึงในเรื่องทั่วๆไปได้ เช่น ตอนคุณทำงานกับที่นี่ๆนั้นได้ประสบการณ์อะไรบ้าง เป็นการพูดคุยธรรมดา ไม่ได้เอาลูกค้าไปเผาให้อีกท่านฟังค่ะ

8.ทำผิดสัญญาหรือข้อตกลงกับลูกค้าอีกท่าน
ยกตัวอย่างเช่น น้องทำงานกับสำนักพิมพ์หนึ่งที่มีสัญญาปากเปล่าว่า ห้ามไปทำให้สำนักพิมพ์อื่นๆสำหรับการวาดแนวนี้ แล้วถ้าน้องไปทำ ก็จะถือเป็นการผิดข้อตกลง ทั้งนี้ ถ้าถามว่าทำได้ไหม ถ้าไม่มีสัญญามาผูกมัด เอาเข้าจริงเรื่องความถูกต้องนี่ ตามมารยาทแล้วน้องก็ไม่ผิดหลักการนะคะ เนื่องจากน้องยังไม่ได้เซ็นสัญญา

แต่ส่วนมากการทำงานกับสำนักพิมพ์ต่างๆมักจะเป็นสัญญาใจมากกว่า ไม่ทราบว่าในปัจจุบันมีการเซ็นสัญญากันหรือยัง แต่ถ้าน้องไม่ได้รับงานจากสำนักพิมพ์นั้นอย่างต่อเนื่องแล้วไปเซ็นสัญญาว่าห้ามทำงานวาดภาพประกอบให้ที่อื่น เท่ากับน้องติดสัญญาค่ะ ถ้าน้องโดนดองก็คือไม่มีงานส่งให้ ทั้งๆที่เซ็นสัญญาไปแล้ว อันนี้อันตรายเลยค่ะ อย่าไปเซ็นสัญญาที่ผูกมัดตัวเองค่ะ ให้ดูดีๆเนื้อหาของสัญญา อ่านก่อนที่จะเซ็นนะคะ

9.ว่าลูกค้าหรือเจ้านายให้เพื่อนที่ทำงานที่เดียวกันฟัง

อันนี้ระวังตัวค่ะ เช่น ที่นี่ทำงานหนักมากเหมือนอย่างกับทาส เบื่อ หรือพูดว่าลูกค้าในเรื่องของนิสัย เช่น ลูกค้า Aขี้เหนียวมาก แบบนี้ไม่ควรทำนะคะ ถ้าเรื่องมันไปถึงหูลูกค้าก็อันตรายค่ะ ทั้งนี้ในวงการงานภาพประกอบก็มีเหมือนวงการอื่นๆนั่นก็คือ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงจะคุยเรื่องงานกับเพื่อน ทั้งนี้ถ้าเพื่อนมาถามว่าคุณได้เงินประมาณเท่าไร อย่าไปตอบค่ะ เดี๋ยวเป็นประเด็น ถ้าน้องได้มากกว่าเพื่อน เพื่อนน้องจะรู้สึกแย่,ถ้าเพื่อนได้มากกว่าน้อง น้องก็รู้สึกแย่ เพราะฉะนั้น มันเป็นเรื่องที่เสีย-เสียกันทั้งสองฝ่าย เพราะฉะนั้นน้องควรระวังให้ดีค่ะ

10.พูดถึงเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานในทางไม่ดีใน Social network
เช่น การจิกกัดเจ้านาย หรือ แสดงความคิดเห็นในเชิงตัดพ้อ ต่อว่าลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานในอินเตอร์เนท ไม่ควรทำเนื่องจากมันเป็นเรื่องของมารยาทนะคะ และมันจะส่งผลกระทบกับตัวน้องดด้วย นั่นก็คือ คนอื่นๆจะไม่ไว้ใจน้อง เพราะคิดว่าเดี๋ยวเจอน้องแทงทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลัง เวลาพูดถึงเจ้านายอย่าไปแสดงความคิดเห็นทางลบ เช่น เจ้านายหัวล้าสมัย,งานบริษัทมีแต่งานน่าเบื่อ ถ้าเจ้านายน้องมาเจอว่าน้องพูดอะไรบ้างไว้ใน social network เกี่ยวกับบริษัท

ถ้าทำในสิ่งที่ว่ามาทั้งหมด10 ข้อนั้น น้องจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ค่ะ อย่าสร้างปัญหาให้ตัวเองต้องมานั่งแก้ ถ้าน้องเรียนผูก น้องต้องเรียนแก้ด้วยตัวเอง วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือไม่ทำอะไรที่มีโอกาสเสี่ยงในข้อที่บอกไว้เลยค่ะ แต่ถ้าพลาดทำข้อใดข้อหนึ่งไปแล้ว ไม่ต้องไปกลัว ไม่ต้องเฟลค่ะ ทุกคนผิดพลาดกันในชีวิตได้ทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม วิธีแก้ปัญหาของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันค่ะ แต่พอน้องมีประสบการณ์มาก น้องจะรู้ว่าน้องควรแก้ไขสถานการณ์นั้นๆไปได้ค่ะ ถ้าน้องทำผิดกับบุคคลที่ 3 เช่น เจ้านายหรือลูกค้า ขอควรไปขออภัยคนเหล่านั้นด้วยตัวเอง อย่าเสียใจในสิ่งที่ทำลงไปค่ะ เนื่องจากมันเป็นเรื่องของอดีต น้องไปแก้ไขมันไม่ได้ แต่น้องเลือกที่จะทำสิ่งที่แตกต่างออกไป และดีกว่าทางเลือกเดิมได้ค่ะ