ข่าวช็อคเรื่องการปิดตัวของหนังสือ Boom กับโลกที่เปลี่ยนไป

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาพูดถึงความคิดของเราเรื่องนี้ ซึ่งหลายๆคนอาจจะได้ยินมาบ้างแล้วค่ะ

ตามลิงค์นี้นะคะ http://pantip.com/topic/31769959

boom

ภาพประกอบจาก http://www.ned-comics.com/

จริงๆวงการหนังสือกำลังเจอสิ่งที่อุตสาหกรรมเพลงเกิดขึ้นประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว ที่คนนิยมดาวน์โหลดเพลงฟรี จนกระทั่ง napster ดังมากอยู่ช่วงหนึ่ง ต่อมา napster ปิดตัวไปค่ะ และตอนหลัง Sean Parker เจ้าของ napster ก็ไปลงทุนใน facebook แล้วต่อมาโดนจับคดียาเสพย์ติดเหมือนในหนังเรื่อง Social network ซึ่งเดี๋ยวนี้ต้องยอมรับว่าการอ่านบน digital site พวกเว็บอ่านการ์ตูนฟรีนั้นมีอยู่เยอะแยะมากมาย คาดว่าถ้าตามจับหมดนี่อาจจะยาก และไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไป จึงยังไม่มีการจับ site scan อย่างจริงๆจังๆ ซึ่งถามว่ามันดีไหม เรื่องของการอ่านออนไลน์ มันทำให้คนอ่านการ์ตูนเยอะขึ้นค่ะ เนื่องจากสามารถเลือกเก็บรวมเล่มเฉพาะเรื่องที่ชอบจริงๆเท่านั้น

ทั้งนี้เรื่องนี้ก็เกิดกับอุตสาหกรรมกล้องฟิล์ม ที่โดนกล้องดิจิตอลฆ่าหมด จนเหลือกล้องที่ยังนิยมอยู่บ้างนั่นก็คือ Lomo และกล้องโพราลอยด์ และทำให้บริษัทที่เคยรุ่งเรื่องมากอย่างโกดักล้มละลาย ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะว่าโลกยุคสมัยมันเปลี่ยนไปค่ะ พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปมาก เพราะฉะนั้นถ้าบริษัทโตตามเสกลที่โลกปรับตัวไปไม่ทัน ก็จะเป็นสาเหตุให้บริษัทเจ๊งได้ แต่ NED นั้นคงไม่ถึงเจ๊งนะคะ แต่หนังสือที่คุ้นเคยกับนักอ่านชาวไทยอย่าง Boom ซึ่งเคยเป็นที่นิยมมากๆในหมู่เด็กๆเสื่อมความนิยมลง นอกจากการ์ตูนรายสัปดาห์จะแข่งขันหรือแย่งความสนใจของเด็กๆมาจากสื่ออื่นๆแล้ว ยังต้องสู้กับกระแสการอ่านฟรีบนอินเตอร์เนทค่ะ

สำหรับผู้บริโภคอย่างเราสูญเสียอะไรไป อย่างแรกเลยคือการแปลที่ได้อรรถรสและความเร็วในการออกหนังสือที่สามารถอ่านล่วงหน้าไปก่อนหนังสือรวมเล่มนั้นจะออกมา ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า scanslation site ของฝรั่งเร็วกว่าจริงๆค่ะ แล้วก็ยังมีแอพอ่านการ์ตูนมากมายให้เลือกดูในตลาด ซึ่งล้วนแต่ฟรีทั้งนั้น ส่วนคนที่ทำ scanslation ก็ทำเพราะใจรักและอยากเผยแพร่ แต่ก็มีส่วนมากในการละเมิดเรื่องของลิขสิทธิ์ มันเป็นดาบสองคมค่ะ เพราะฉะนั้นเรารู้สึกว่า มันควรจะมีสื่อกลางที่ให้ซื้อหนังสือการ์ตูนของสำนักพิมพ์อะไรก็ได้เป็นไฟล์ดิจิตัล จะเก็บค่าสมาชิกหรือค่าแอพก็ได้ แล้วมาลงเป็นลักษณะของ E-book แทน

ถ้าถามว่าเรารู้สึกอย่างไรกับการอ่านฟรีบนอินเตอร์เนท เรื่องนี้มันดาบสองคมอย่างที่บอกไปเมื่อกี้ค่ะ เนื่องจากเราจะเห็นได้ว่า การ์ตูนที่ขายตามร้านนั้น ไม่สามารถแกะห่อมาลองอ่านได้ การซื้อการ์ตูนนั้น สมัยก่อนก็เสี่ยงดวงมาก เพราะดูหน้าปกอีกแบบนึง กะว่าเนื้อในต้องสวย แต่กลับไม่ใช่ เรื่องก็ไม่สนุกอีกด้วย เงิบมาก แต่กับการอ่านฟรีบทอินเตอร์เนท มันทำให้เรารู้จักนักเขียนการ์ตูนหน้าใหม่ และสามารถดูหนังสือที่ฮิตๆและยังไม่มีการตีพิมพ์ในไทยแบบลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องได้

มันก็เหมือนกับว่า คนชอบฟัง mp3 นั้น การที่เพลงโดนก็อปไปแจกหรือว่าก็อปซีดีไปให้เพื่อนไปๆมาๆ ถามว่าคนทำได้อะไร ?จะสังเกตได้ว่าวงที่มีอัตราการแชร์ไฟล์มากๆนั้นดังขึ้นมาและเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น การได้ลองฟังเพลงนั้น อาจจะนำไปสู่การซื้อเพลงได้ในที่สุด เรื่องนี้เราตอบเลยว่า เราซื้อเพลงใน itune ค่ะ ซื้อเฉพาะเพลงที่อยากซื้อ ไม่ใช่ไปซื้อ mp3 แบบรวมฮิตแต่มีเพลงไม่ได้ถูกใจมาสัก 90% นี่ไม่ใช่อย่างแรงค่ะ รวมถึงแอพ ก็ใช้แอพซื้อค่ะ และเราไม่เห็นด้วยกับการ jailbreak เครื่องโทรศัพท์ด้วย

ถ้าถามว่าเดี่ยวนี้คนเริ่มอ่านอีบุ๊คกันเยอะหรือยัง สำหรับเมืองไทยคงใช้เวลาอีกนานหลายปีพอสมควร กว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้ปรับตัวเข้ากับกระแสโลกนั่นก็คือการออกหนังสือเป็น e-book และอ่านใน app และเรื่องของเทคโนโลยีหน้าจอแทบเล็ท ที่ในอนาคตน่าจะมี e-ink สีแน่นอนค่ะ และมันอาจจะเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานของนักวาด manga หรือ  format ในการวาด manga หรือ คนจะนิยมวาด webcomic มากขึ้น ทั้งนี้โมเดลของเกาหลีก็คือsite portal อย่าง naver  จ้างนักวาดการ์ตูนมาเขียนการ์ตูนในเว็บเลยค่ะ เป็นรูปแบบ webtoon ที่ลักษณะการอ่านจะเป็นบนลงล่าง และมีลักษณะเป็นภาพสี พร้อมกับมี interactive กับผู้ชมหรือว่ามีการเคลื่อนไหว และอนิเมท webcomic ให้ขยับได้

และเรื่องหนังสือปิดตัวนั้น ทำให้เราตระหนักมากขึ้นในฐานะนักวาด นั่นก็คือ ไม่มีอะไรที่อยู่ได้อย่างจีรัง มันเหมือนทฤษฏีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน นั่นก็คือ อะไรก็ตามที่ไม่สามารถปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไปได้ก็จะหายไป หรือเหมือน quote ของ Kenshin ในเรื่องซามูไรพเนจร มันคือ เข้มแข็งรอด อ่อนแอตายค่ะ ขนาดว่าแน่ๆครองวงการอย่างโนเกียยังพลาด กว่าจะรู้ตัวว่าต้องปรับตัวตามโลก โดยการทำสมาร์ทโฟนเหมือนกับค่ายอื่นๆ ทำให้สูญเสียโอกาสหลายพันล้าน จนบริษัทต้องโดน take over โดย microsoft ไป

ทั้งนี้ตอนนี้สิ่งที่กระแสมาแรงนั่นคือเรื่องของแอพที่ใช้ในการอ่านหนังสือค่ะ ตอนนี้ทางฝั่งอเมริกามี app ที่โอเคแล้วนั่นก็คือ comixology สามารถซื้อในนั้นได้เลย และดูตัวอย่างของหนังสือพร้อมกับทดลองอ่านได้ด้วย

เรื่องนี้  Chris Anderson ที่เขียนเรื่อง กลยุทธ longtail  กับ Free ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือของเขาค่ะว่าต่อไป Free จะเป็นกลยุทธที่ใช้กันทั่วไป นั่นคือเมื่อต้นทุนการผลิตไฟล์ดิจิตอลแทบเป็น 0 นั่นก็คือ คุณแทบจะขายอากาศเลยก็ว่าได้ เพราะว่าไฟล์ต่างๆนั้นมันมีอยู่จริงในคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น แต่มันไม่สามารถจับต้องได้ ยกเว้นคุณจะ  print ออกมา เหมือนธุรกิจพวก app ต่างๆ เหมือนลูกค้าซื้ออากาศ เพราะฉะนั้นยังมีคนบางกลุ่มที่ยังไม่นิยมหรือยังไม่สามารถปรับตัวทันต่อโลกที่วิ่งเร็วมาก ก็ยังใช้โทรศัพท์ 2g ธรรมดาอยู่ (เราด้วย) แต่กับลูกค้าที่คุ้นชินกับเทคโนโลยีใหม่ๆเขาจะมีการเสพย์ข้อมูลอีกแบบหนึ่ง

ทั้งนี้การที่เราใช้ Amazon Kindle มาสองสามปีแล้ว พบว่าเราอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเยอะขึ้นกว่าเดิม ตอนนี้อ่านไป 90 กว่าเล่มแล้วค่ะ ตั้งแต่ซื้อมาและจะพบว่าฝรั่งก็จะมีหนังสือหลายแนวให้เลือกมากมาย ทดลองอ่านได้ ถูกใจค่อยซื้อ ถามว่ามันมีละเมืดลิขสิทธิ์ไหม มันต้องมีอยู่แล้ว แต่ข้อเสียของการดูดของละเมิดก็คือ เราจะไม่มี sense of belonging หรือว่าความเป็นเจ้าของในสิ่งนั้นๆ เห็นได้ชัดว่า หนังสือบางเรื่องดูดมาก็ไม่ได้อ่าน แต่ถ้าซื้อเราจะคิดว่า เราเสียเงินไปแล้ว เราจะต้องอ่านให้คุ้มค่า

ซึ่งเรื่องพวกนี้มันเกี่ยวข้องกับ lifestyle คนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการที่ปิดตัวหนังสือ มันอาจจะปิดประตูด้านหนึ่งของนักเขียนการ์ตูนไป แต่อาจจะเป็นการเปิดประตูบานใหม่ ที่โมเดลอาจจะล้ำหน้ามากขึ้น อาจจะมีการขายคอมิคโดยตรงระหว่างผู้ซื้อกับตัวนักเขียนเองโดยไม่ผ่านคนกลางอย่างสำนักพิมพ์อย่างที่ Amazon Kindle ทำได้มาแล้วค่ะ นักเขียนได้ค่าตอบแทนที่มากขึ้น แทนที่จะเป็น 10% ของยอดพิมพ์อย่างเช่นสำนักพิมพ์ในเมืองไทยคิดราคามา

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ว่านี้ มันน่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ คือเรื่องตลาด e-book  จะโตขึ้นเรื่อยๆในอัตราที่เพิ่มตามจำนวนผู้ใช้แทบเล็ทและมือถือสมาร์ทโฟน,phablet,รวมไปถึง E-reader ตัวอื่นๆที่เข้ามาในตลาด และตลาดแอพอ่านการ์ตูนจะคึกคักแทนที่การ์ตูนรายสัปดาห์

แล้วถ้าถามว่า มันทำให้คนซื้อการ์ตูนน้อยลงหรือเปล่า เพราะว่าอ่านในเว็บหมดแล้ว สำหรับเรา เรารู้สึกว่าอรรถรสการอ่านเป็นเล่มๆกับ E-book นั้นมันต่างกัน เนื่องจากการอ่าน E-book มันเป็นการอ่านไล่จากจุดเริ่มต้นไปยังจุดสุดท้ายของเนื้อเรื่อง สมมติเราจะ่อ่านอีกครั้ง โดยจะเริ่มจากตอนท้าย ถ้าเป็นการซื้อรวมเล่มเราสามารถเปิดหาหน้าที่อยากดูได้ทันที แต่พอเป็นไฟล์ดิจิตอล หรืออ่าน Scanslation นั้นการเปิดหาหน้าที่ต้องการยากมากค่ะ ยกเว้นในแอพนั้นจะมี bookmark ได้

แต่ต้องยอมรับว่า การอ่านหนังสือภาษาอังกฤษใน Amazon Kindle  เป็นสิ่งที่โอเคมาก เพราะว่าเราไม่เห็นความหนาหนังสือเลย ทำให้อ่านได้เรื่อยๆโดยไม่ท้อถอยไปก่อนค่ะ

นอกจากนี้ กลยุทธของ Amazon กับ support ของเขาดีมากค่ะ เนื่องจากเราซื้อ Kindle มา 2 เครื่องแล้ว เครื่องแรกพัง อันที่สองก็พังแบบอันแรก ไปคุยกับเจ้าหน้าที่ support ปรากฏว่า Amazon ส่ง Kindle อันที่ 3 มาให้ฟรีๆเลยค่ะ ซึ่งเราคิดว่า โอ้โห! นี่สินะ บริษัทที่ดังระดับโลก เขาไม่มาคิดเรื่องหยุมหยิมอย่างการเคลมสินค้า ถ้าสินค้าเจ๊งเปลี่ยนให้ใหม่

ซึ่งดูเหมือนว่าเราจะใช้เกินปีไปแล้วด้วยค่ะสำหรับเครื่องที่ 2 นอกจากนี้ยังส่งเร็วมาก สามวันถึงแล้วค่ะ ใช้  Fedex ซึ่งจะบอกว่าคงจะหาบริษัทที่แข่งด้วยยากแล้ว นอกจากนี้ Amazon ยังไป take over กิจการของ Zappos  ที่เป็นเว็บขายรองเท้าที่เชื่อกันว่า customer support สุดยอดอีกด้วย สิ่งที่เจ๋งก็คือ Kindle มันเป็นผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้อ่านในการอ่านและเลือกซื้อหนังสือไปเลยค่ะ  มันเหมือนคุณมีร้านขายหนังสือขนาดใหญ่ติดตัวไปตลอดเวลาและซื้อได้ทุกที่ๆมีอินเตอร์เนท

ถ้าถามว่านักเขียนการ์ตูนไทยหรือนักวาดจะได้รับผลกระทบเป็นลูกคลื่นจากเรื่องเหล่านี้ไหม ในช่วงต้นก็อาจจะปฏิเสธไม่ได้ว่ามันต้องมีผลกระทบแน่นอน เช่น ผู้ที่เขียนการ์ตูนลงนิตยสาร,ผู้ที่ตามเก็บงานของนักเขียนเหล่านั้น อันนี้มีผลกระทบโดยตรงค่ะ แล้วถ้าถามว่า ถ้าสมมติอยาก debut เป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักวาดมืออาชีพจะทำอย่างไร? ยังไม่ต้องกลัวเรื่องหนังสือเล่มจะตายค่ะ คงอีกพักใหญ่เหมือนกันกว่าตลาดจะแคบลง อย่างน้อยก็ให้พัฒนาตามฝรั่งหรือญี่ปุ่นให้ทัน

อยากฝากไว้ว่า พยายามดูกระแสโลกที่เปลี่ยนไปค่ะ มันจะมีอาชีพใหม่ๆ วิธีการทำการตลาดใหม่ๆเกิดขึ้นมาในยุคนี้ และพฤติกรรมผู้บริโภคบางอย่างที่จะเปลี่ยนวงการไปตลอด เหมือนอุตสาหกรรมอื่นๆที่ใกล้เคียงกัน ถ้ากระแสฟรี หรืออ่านฟรีมาแรง ถ้ามือใหม่เราก็ควรจะเกาะลูกคลื่น อย่าไปสวนกระแสค่ะ ยกเว้นคุณจะแน่จริง เหมือนปลาแซลมอนที่ว่ายทวนกระแสแล้วดังขึ้นมาได้ แต่การที่คุณจะเป็นแบบนั้นได้นั้น คุณจะต้องอยู่ในวงการมาสักพักหนึ่งค่ะ พอที่จะไหวตัวในการเปลี่ยนแปลงบางอย่างบนโลกนี้ทัน ทั้งนี้่นักวาดที่กึ่งโปรในยุคต่อไปจะสามารถ turn pro ได้ง่ายขึ้นเนื่องจากไฟล์ทุกอย่างที่ผู้บริโภคซื้อเริ่มกลายเป็นไฟล์ดิจิตัลหมด และผู้บริโภคคุ้นเคยกับ E-book พอสมควรแล้วค่ะ