รีวิว Tipping point กลยุทธจุดกระแส

สวัสดีค่ะ วันนี้มารีวิวหนังสือเล่มหนึ่งที่อยากอ่านเวอร์ชันแปลไทยมานานแล้วค่ะ(คิดว่าถ้าอ่านเป็นภาษาอังกฤษหมดคงอ่านบางส่วนไม่รู้เรื่อง หรือไม่แน่อาจจะอ่านรู้เรื่องมากกว่าไทย เพราะไม่ได้เป็นสำนวนแปล แถมยังไม่มีใน Kindle ด้วย แต่ว่าตอนนี้ในไทยเอาออกมาพิมพ์ใหม่ค่ะ

tipping point

ในหนังสือได้พูดถึงจุดพลิกผัน (tipping point) โดยมีการยกตัวอย่างมากมาย เช่น อาชญากรรมในนิวยอร์คที่เคยสูงมากในสมัยก่อน กลับมีน้อยลงมากในปัจจุบัน(ขณะที่ผู้เขียน เขียนเรื่อง) สาเหตุเนื่องมาจาก เจ้าหน้าที่ได้ทำการลบพวกกราฟฟิตี้หรือพวกที่ชอบพ่นสีบนกำแพงและบำรุงรักษารถไฟใต้ดินอย่างดี ไม่ให้มีพวกวัยรุ่นมือบอนมาพ่นสีอีก รวมไปถึงไล่จับพวกเบี้ยวค่าโดยสารมาประจาน

Landscape

 

image credit:http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/a/a3/Heavily_tagged_subway_car_in_NY.jpg

จริงๆเรื่องของ graffiti เราถือว่ามันเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งนะ มันเป็น subculture ของ hiphop ซึ่งพวกเพลง hiphop นี้จะแสดงถึงความดุดัน,โกรธ,ความรุนแรง,ยาเสพย์ติด ซึ่งเพลงส่วนมากก็จะส่อไปในทางนั้น จะเห็นได้เลยว่านักร้อง hiphop นี่จะแต่งเพลงเนื้อหาและการใช้ภาษาใกล้เคียงกัน นอกจากนี้พวกนักร้องเพลง hiphop บางคนติดยาเสพย์ติดจริงๆด้วย ซึ่งเรื่องอันตรายก็คือเยาวชนจะเอาอย่าง ซึ่งการลบ graffiti ของเจ้าหน้าที่นั้น มันช่วยป้องกันอาชญากรรมได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจาก การจะเกิดแหล่งมั่วสุมหรือซ่องสุมของโจรได้นั้น สภาพแวดล้อมมันต้องเอื้ออำนวยด้วย

ยกตัวอย่างนะคะ ในสมัยที่เราเรียนเรื่องของ Landscape architecture ได้เรียนออกแบบพื้นที่ในอนุสาวรีย์ ซึ่งการออกแบบพวกนี้เราต้องคำนึงว่าจะมีพวกจรจัดมานอนและตอนกลางคืนก็อาจจะเป็นแหล่งมั่วสุมก็ได้ ซึ่งอาจารย์ก็จะบอกว่า อะไรบ้างที่มันทำให้เกิดสิ่งนั้น นั่นก็คือการออกแบบเก้าอี้นั่งในพื้นที่รอบๆ ซึ่งเก้าอี้มันไม่ควรยาวพอที่คนจะอาศัยนอนได้ รวมไปถึงการเลือกใช้ต้นไม้ ควรจะเลือกที่โปร่งๆ ไม่ใช่ให้มีซอกหลืบเยอะ มันอาจจะก่อให้เกิดอาชญากรรมได้ค่ะ

ซึ่งเรื่องด้านบน มันเกี่ยวข้องกับทฤษฏีกระจกแตก ซึ่งถ้าพบว่า ในย่านนั้นอาจจะมีตึกเก่าอยู่ ที่ขาดการดูแลรักษา และปล่อยให้กระจกแตก ซักพักกระจกก็เริ่มแตกทุกหลังในย่านนั้น และย่านนั้นก็จะกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรมหรือสลัมไปค่ะ เรื่องนี้มันเหมือนกับการป้องกันลูกน้ำยุง เราต้องทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงนั่นก็คือพวกแอ่งน้ำ,ที่รองขาตู้กับข้าว ถ้าเราไม่ทำยุงมันจะมาวางไข่ มันเป็นเรื่องใหญ่ที่ตามมาหลังจากเหตุการณ์เล็กๆที่เกิดมาจากการไม่ใส่ใจของภาครัฐในการดูแลรักษาสถานที่ไม่ให้เป็นรังโจรหรือว่าแหล่งเสื่อมโทรม

Hush Puppies shoe

นอกจากนี้ก็มีเรื่องของการที่วัยรุ่นฮิตรองเท้า Hush puppies มากในช่วงหนึ่ง เนื่องจากมีวัยรุ่นที่ดูคูลๆในย่านเก๋ๆมาใส่รองเท้าโชว์ ซึ่งกรณีนี้คล้ายกับกระแสของกระเป๋าจาคอบส์ ที่ใครถือนี่ดูบ้านรวยทันทีค่ะ นอกจากนี้กระเป๋าจาคอบส์ที่นักเรียนชอบถือกันจะต้องบางๆ ไม่ใส่อะไรอัดไปเต็มกระเป๋า ดูๆไปก็สงสัยว่า นี่จะไม่ขนอุปกรณ์อะไรไปเรียนเลยเหรอ หรือทิ้งหนังสือไว้ที่โรงเรียน น่าสงสัยดีจริงๆค่ะ นอกจากนี้ยังมีกระแสของกระเป๋าเอาท์ดอร์หรือ Jansport ที่ฮิตในหมู่วัยรุ่นสมัยก่อน ซึ่งตอนนี้เริ่มกลับมาแล้วค่ะแฟชันเก่าๆนั่นก็คือ ตอนนี้เริ่มเดินๆไปเห็นคนใช้เป้ outdoor เยอะแล้ว แม้จะไม่เยอะเท่าเมื่อก่อนนะ

ในหนังสือยังกล่าวถึง Airwalkที่เป็นรองเท้าสำหรับพวกเด็กบอร์ด(Skateboard)เล่นกัน  เนื่องจากผู้คิดค้นนั้น ทดลองใช้วัสดุหลายๆอย่างตอนที่พัฒนาทำรองเท้า ไปจนถึงการมีรองเท้าสักหลาดที่ใช้วัสดุเดียวกันกับลูกเทนนิส และในโฆษณาก็จะเก๋ๆคือเป็นนักเทนนิสกำลังโยนรองเท้าขึ้นกลางอากาศแล้วก็เงื้อมือกำลังจะตีรองเท้า,ผู้หญิงกำลังแต่งหน้าแล้วเอารองเท้าที่มันวาวมาเป็นกระจกแทน ด้วยความฮิปของสินค้า และความแรง,ตรง,เท่ของโฆษณา ทำให้รองเท้า Airwalk กลายเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น แต่ก็ไม่ต่อเนื่อง ดังอยู่พักหนึ่งค่ะ แล้วก็ตอนหลังเนื่องจากมีการกระจายสินค้าไปยังร้านทั่วๆไป เอาเป็นว่า ถ้าเทียบกับบ้านเราก็คือ เอารองเท้าที่ขายบนห้างหรู ไปขายในเทสโก้โลตัส ภาพลักษณ์เปลี่ยนเลยค่ะ

นอกจากนี้เขายังบอกว่า มันจะมีคนบางประเภท ที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของข่าวสารหรือว่าเทรนด์ของแฟชันต่างๆ แม้แต่การเล่น social network หรือการสร้าง facebook page หรือ homepage ก็ตาม จะพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นคล้ายๆพวก  trend setter กลุ่มนี้จะรู้จักคนเยอะ และมีอิทธิพลทางด้านความคิดของผู้อื่นพอสมควร ถ้าเทียบในเรื่องของการวาดการ์ตูนนั่นก็คือ เรื่องของลายเส้น,เทคนิคที่ใช้,โปรแกรมที่ใช้ หรือ อุปกรณ์ที่ใช้ มันจะแพร่กระจายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่งอย่างง่ายดาย

shou_tajima

 

image credit:http://static.minitokyo.net/downloads/12/16/298312.jpg

โดยเฉพาะคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดคนอื่นสูงและคนอื่นๆมองคนเหล่านี้ว่าเป็นไอดอลของเขา เขาก็จะพยายามทำตาม trend setter โดยส่วนมากนะคะ เช่น สไตล์ Hi-contrast หรือลงหมึกแบบขาวดำจัดนี่ เราคิดว่ามาจากอ.Shou Tajima ที่เขียนเรื่อง MPD psycho ซึ่งเมื่อก่อนชอบอ่านหนังสืออ.ค่ะ แต่ไม่รู้ทำไม อ่านได้ไม่นานก็เลิก สงสัยเพราะหลอน(แต่หลอนน้อยกว่า อ.Junji Ito นะ) ชอบงานอ.แกนะคะ แต่พอแก่ขึ้น อยากอ่านอะไรที่มันผ่อนคลาย ไม่ใช่ยิ่งอ่านยิ่งเครียด ตอนหลังๆเลยไม่ค่อยได้ดูงานอ.Shou,แต่กลับชอบลายเส้น Hiroyuki Asada  ที่วาดเรื่อง ​ผึ้งจดหมายมากกว่า(อ.แกเป็นเพื่อนกันค่ะ)

hiroyuki_asada

นอกจากนี้แล้วก็ยังมาจาก Shirow Miwa ผู้เขียนเรื่อง Dogs อีกด้วย คนนี้ดังใน Pixivค่ะ ดังมาหลายปีแล้วด้วย ลายเส้นเขาทันสมัยมาก เป็นคนลงเส้นเนี้ยบ แต่จากที่เราอ่านการ์ตูนอ. Miwa พบว่า อ่านไม่รู้เรื่องค่ะ ตามสไตล์ของ illustrator มาเขียนการ์ตูน (ไม่ได้บอกว่าillustratorทุกคนเขียนไม่รู้เรื่องนะคะ แต่ถ้าเทียบกับคนที่วาดการ์ตูนเป็นงานหลักแล้วจะเขียนให้เข้าใจได้ง่ายกว่า) รวมไปถึง Airgears ของอ.อิโต้ โอกุเระ(หรือ Oh!great) ด้วยที่เรื่องอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ภาพสวยมาก ซื้อมาดูภาพก็คุ้มแล้วค่ะ

dogs

 

image credit:http://xfiles.3736.net/forum/month_0909/0909181946f71106052590bd9e.jpg

 

 

ohgreat

 

image credit:http://comicartcommunity.com/gallery/details.php?image_id=24519

รวมไปถึง illustcourse นั้นก็ถึงจุดพลิกผันหรือ tipping point เช่นกันค่ะ นั่นก็คือในสมัยก่อนนั้น เราจะสอนคอร์สกลุ่มเป็นหลัก หลักๆแล้วเราจะทำงานสอน 2 วัน โดยสอนเช้า-บ่าย เสาร์อาทิตย์ นอกนั้นเราเอาเวลามาทำงานวาดกับเขียน ช่วงแรกทำงานหนักมาก ผลลัพธ์น้อย คนเข้ามาอ่าน ไม่ค่อยมีคอมเมนต์(ปัจจุบันคิดว่าคนไทยไม่ค่อยนิยม comment blog ที่เป็น self host เท่าไรเนื่องจากต้องมานั่งใส่ชื่อกับอีเมล์) คนกดไลค์ 4-10 เป็นอย่างมาก เราก็ไม่ได้ท้อถอยนะคะ เพราะว่าตอนนั้นเพิ่งจะเริ่มเขียนบลอคนี้ เราเริ่มบล็อคนี้ในปี 2010 เดือนกรกฏาคมได้ค่ะ ลองดูย้อนได้

ซึ่งแม้จะ feedback น้อยแต่เราได้ทำเต็มที่แล้วนั่นก็คือเขียนบทความใหม่ๆเรื่อยๆ ในอัตราที่คงที่คืออย่างน้อย  1 entry ต่อสัปดาห์ เนื่องจากเราเน้นทำงานวาดไปด้วย(อยากทำรวมภาพสี)เราก็เลยวาดๆๆ เสร็จแล้วเจียดเวลามาเขียนบล็อคอย่างสม่ำเสมอ แต่ตอนนี้เขียนๆๆแทนวาดๆๆค่ะ

ซึ่งเราทำต่อเนื่องมาเกือบ 4 ปีแล้วสำหรับบลอคนี้ ซึ่งถ้าถามว่า tipping point อยู่ตรงไหน?มันคือการที่ลูกศิษย์เรารุ่นแรกๆที่เรียนแล้วออกไปประสบความสำเร็จด้านนอกแล้วไปบอกต่อค่ะ บางคนวาดรูปเก่งขึ้น บางคนทำงานวาดเป็นอาชีพหรือเป็นงานอดิเรก เสร็จแล้วคนเหล่านี้เขาก็แนะนำนักเรียนให้มาเรียนกับเรา

ตั้งแต่เรารับแต่คอร์สตัวต่อตัวมาประมาณเดือนเมษาปีที่แล้ว เราไม่ต้องประกาศเปิดคอร์สเลย เนื่องจากเราสอนตัวต่อตัวอย่างเดียวก็เยอะมากแล้วเต็มเกือบทุกเดือน ยกเว้นบางวันในเดือนนั้นที่ติดธุระจริงๆรวมไปถึงเว็บไซต์นี้ติดหน้าแรกใน google ด้วยหลายๆ keyword และเราสร้างเว็บที่น่าเชื่อถือ มีตัวตนจริง เพราะฉะนั้นเว็บไซต์มันแทบปิดการขายด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว เช่น ถ้าน้องที่มาเรียน อยากจะรู้คุณภาพของการสอน ก็สามารถไปดู youtube หรืออ่านบทความได้ ถ้าหากน้องต้องการจะศึกษาว่าพี่นั้นสอนยังไง สอนแนวไหน

สำหรับน้องที่ต้องการจะสร้างจุดพลิกผันบ้างแบบในหนังสือเล่มนี้ น้องลองไปซื้อหนังสือมาศึกษาดูก่อนนะคะ ซึ่งหนังสือจะเน้นว่า การที่น้องรู้จักคนมากๆ หรือไม่ต้องรู้จักคนมากก็ได้ แต่คนที่น้องรู้จักเหล่านั้นเป็น key หรือพวก connector นั้นก็คือเป็นคนที่สามารถทำให้แนวคิดบางอย่างแพร่กระจายหรือระบาดออกไปได้ คนเหล่านี้จะสามารถดันน้องให้เกิดเป็นกระแสได้ค่ะ

เรื่องนี้มันเหมือนเรื่องคริสปี้ครีมหรือแม็กนัมไอศกรีมค่ะ ซึ่งสองอย่างนี้ก็ถึง tipping point มาแล้วเช่นกัน นั่นก็คือการสร้างกระแส talk of the town ของโดนัทคริสปี้ครีม โดยมีคนมาต่อแถวรอซื้อโดนัทมากเป็นประวัติการณ์ ส่วนแม็กนัม ใช้ดารา เซเลบให้ถ่ายรูปคู่กับไอศกรีม พอมีคนจุดกระแสอันหนึ่ง ทีนี้ไกลเลยค่ะ หรือถ้าไม่ใช่อาหารก็ลองดูปรากฏการณ์ชัชชาติ กับ Planking ดูค่ะ มันเป็นเรื่องที่เกิดกระแสออกไปทั่วโลกจากคนเพียงหยิบมือเดียว พอดารามาเล่น คนอื่นๆก็เอามั่งค่ะ

นอกจากเรื่องนี้แล้ว น้องลองดูรอบๆตัวน้องก็ได้ค่ะ นั่นก็คือ พวกเพื่อนๆในคณะ,ในห้องเรียนของน้อง มันจะมีกลุ่มเพื่อนๆที่ดู coolๆ อยู่ และเพื่อนเหล่านี้นี่แหละคือตัวจุดกระแสฮิตอะไรสักอย่างในคณะ หรือเอาเป็นว่า เพื่อนที่มีอิทธิพลต่อความคิดและไลฟ์สไตล์ของเพื่อนๆคนอื่นๆในคณะ ยกตัวอย่างเช่น ปกติแล้วน้องไม่ติดเหล้า ไม่ติดบุหรี่

แต่น้องชอบเพื่อนน้องอยู่คนนึงซึ่ง อาจจะเก่งด้านใดด้านหนึ่ง เช่น สมมติเป็นนักดนตรีวงมหาวิทยาลัย เล่นกีตาร์เก่งมาก น้องจะมองเขาเป็นไอดอลอย่างหนึ่ง แต่คนเราที่เป็นเพื่อนกันมักจะไม่ยอมรับว่าเพื่อนคนหนึ่งจะมีอิทธิพลทางด้านความคิดของเพื่อนอีกคน (นั่นก็อาจจะเป็นเรา) ดังนั้น ถ้าเราเข้าไปใกล้เพื่อนคนนี้มากๆอีก เราก็จะรู้สึกว่าสิ่งที่เพื่อนทำทุกอย่างมันเท่ เช่น การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุทำให้น้องอาจจะอยากสูบบ้าง เพราะฉะนั้น หัดกรองให้ดีๆนะคะ ว่าอะไรในตัวเพื่อนเป็นสิ่งที่ดี และอะไรที่เป็นสิ่งทีแย่

สำหรับสำนวนแปลในหนังสือ ถือว่าแปลโอเคนะคะ อ่านแล้วไม่สะดุด แค่บางตรงแปลตรงหรือว่าแปลจากสำนวนจริงในนั้นโดยไม่ได้ปรับหรือเรียบเรียงมากนัก ทำให้อ่านแล้วตะหงิดๆไปบ้างแต่ถือว่าสนุกค่ะเล่มนี้ (แต่น้อยกว่า  outlier นะคะ) [rating:4]