สวัสดีค่ะ วันนี้มาสรุปเนื้อหาคอร์สวีดีโอของ Noah ที่เราซื้อมาสักพักค่ะ บทเรียนจะมี 2 วีดีโอ ขนาดประมาณ 400 กว่า mb จะเป็นการบรรยายทั้งหมด และ Q and A หรือตอบคำถามอีกคลิปหนึ่ง ซึ่งเราไม่สามารถเขียนให้จบได้ในตอนเดียวเนื่องจากเนื้อหามันเยอะมาก รวมถึงเราได้ใส่ความคิดเห็นของเราไปด้วย และเรียบเรียงจากสิ่งที่เราได้ฟังและคัดมาเฉพาะเนื้อๆค่ะ http://www.theartoffreelancing.com/ noah1 image credit:https://www.facebook.com/noahbradleyart/

สำหรับบทสรุปที่เราได้จากการฟังส่วนแรกของคลิป มีดังนี้ค่ะ

1.เรื่องของการเป็น freelance นั้น เราจะต้องมี niche ในการทำงานค่อนข้างจะแน่นอน

นั่นก็คือ ไม่ใช่แค่บอกว่าเป็น designer เท่านั้น ยังต้องจำเพาะเจาะจงลงไปเลย เช่น เป็นกราฟฟิค ดีไซน์เนอร์,เว็บดีไซน์เนอร์ ถ้าเป็นกราฟฟิคดีไซน์ก็ต้องโฟกัสไปเลยว่าทำอะไรกันแน่ เช่น ทำโลโก้เป็นหลัก ก็ต้องจำเพาะไปอีกว่าเป็นโลโก้ของบริษัทอะไรส่วนใหญ่ เช่น เราจะรับทำแต่โลโก้ ของร้านอาหารหรือของเบเกอรี่ เป็นต้น ยิ่งงานเรามี niche แคบเท่าไร คู่แข่งโดยตรงของเราจะน้อยกว่าค่ะ

2.ในการทำเว็บพอร์ทโฟลิโอ สำคัญมาก

นักวาดบางคนวาดเก่งมาก แต่พอทำพอร์ทโฟลิโอของตนเอง กลับทำเจ๊ง ลิงค์ตายบ้าง หรือใช้สีแสบตาบ้าง หรือทำอนิเมทดุ๊กดิ๊ก แถมยังใส่เพลง autoplay และควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้แฟลชในการทำพอร์ทโฟลิโอค่ะ เนื่องจากบางเครื่องสมาร์ทโฟนหรือแทบเล็ทเปิดแฟลชไม่ได้ ส่วนงานในพอร์ทไม่ต้องลงทุกงาน น้อยแต่มีคุณภาพจะดีกว่า

3.การไป convention หรืองานการ์ตูน

ซึ่งจากที่ฟังนั้น งานการ์ตูนในไทยกับในต่างประเทศนั้น แตกต่างกันพอสมควร นั่นก็คือ งาน convention ระดับใหญ่ๆหรือจะเป็นกลางหรือเล็กก็ตามของฝั่งอเมริกา จะมี art director ไปประจำอยู่ค่ะ ซึ่งจะมีการรีวิวพอร์ทโฟลิโอให้เรา นั่นก็คือ เวลาเราเอางานไปให้อาร์ทไดรีวิวนั้น เรื่องที่สำคัญ โนอาห์บอกว่า ควรแต่งกายสุภาพ และทำเหมือนกับว่าเราไปสัมภาษณ์งาน โดยที่ถ้าหากอาร์ทได ชอบ หรือไม่ชอบงานคุณก็ไม่เป็นไร พอกลับมาให้รีบโน็ตส่วนที่เราได้รีวิวงานมา เพื่อปรับปรุงผลงานในปีต่อๆไป

4.การไปงานการ์ตูนหรือ convention ในต่างประเทศครั้งแรก

เราอาจจะมีบูธหรือไม่มีก็ได้ โนอาห์แนะนำว่าเราควรไปเดินก่อนในปีแรกๆเพื่อดูบรรยากาศ และดูว่าอุตสาหกรรมด้านนี้มันไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว โนอาห์แนะนำว่าอย่าเพิ่งไปจองบูธในปีแรกที่เราไปงานเนื่องจากนั่งกันก้นรากงอกแน่ค่ะ นอกจากนี้การที่มีบูธนั้น ทำให้เราไม่สามารถเดินไปไหนได้อย่างอิสระ ยกเว้นเราจะมีเพื่อนร่วมกันแชร์บูธ

ทั้งนี้ค่าบูธใน convention ต่างประเทศนั้นค่อนข้างแพงค่ะ อย่างใน singapore toy and comic convention นั้นจะอยู่ที่ราวๆ 7,500 บาทต่อบูธ ถ้าหากน้องทำสไตล์ manga นั้น แนะนำให้ไปออก AFA (Anime Festival Asia) หรือ Comic Fiesta ของมาเลเซีย จะตรงกลุ่มลูกค้ากว่า เนื่องจาก  SGTCC จะเน้นไปที่คอมิคแนวอเมริกันมากกว่า

5.เมื่อได้รีวิวจากอาร์ทไดบริษัทที่เราอยากทำงานด้วยแล้ว

โนอาห์แนะนำว่า ไม่ควรเถียงกับอาร์ทไดค่ะ ไม่ว่าเขาจะคิดถูกหรือคิดผิดก็ห้ามไปเถียงหรือไปต่อปากต่อคำกับเขา เนื่องจากมีแต่เสียกับเสีย ยืนยันค่ะ รวมไปถึงอาร์ทไดบางคนอาจจะมีอายุน้อยกว่าเราก็จริง แต่อายุงานเขาอาจจะมากกว่าเรา และเขาอาจจะมีประสบการณ์และมองงานขาดมากกว่าเรา ถ้าอาร์ทไดบอกว่าเราไม่สามารถทำงานนี้ได้ เราก็ต้องฟัง และถ้าเราอยากทำงานนั้นๆ เราต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นในปีถัดๆไปว่าเราทำงานนั้นๆได้ เพราะฉะนั้น ใจเย็นๆแล้วก็รับคำติชมมาปรับปรุงผลงานดีกว่าค่ะ

6.ถ้าเอาพอร์ทโฟลิโอไปให้อาร์ทไดรีวิว เราสามารถเลือกได้ 3 อย่างค่ะ นั่นก็คือ

-แบบแฟ้มธรรมดา อันนี้ให้เลือกซื้อที่มันเรียบๆ ใช้ทำพอร์ทโฟลิโอโดยเฉพาะค่ะ อย่าเลือกที่มีสีสัน ทั้งนี้ การนำงานไปพิมพ์แล้วเอามาใส่ในพอร์ทก็สำคัญมาก เรื่องผิวหน้าของกระดาษที่ใช้พิมพ์ เนื่องจาก ถ้าหากเป็นผิวด้าน (matte) สีจะดรอปไปค่อนข้างมาก ส่วนผิวมัน(glossy)บางทีก็ดูไม่ค่อยสวยตอนพิมพ์เช่นกัน ถามว่าเจอแบบนี้ทำยังไง โดยปกติก็ควรจะต้องไปทำ Gichee print(ชีเคร-Zhee-clay)เป็นกรรมวิธีในการพิมพ์ภาพเพื่อขายโดยเฉพาะ จึงได้คุณภาพที่ดี เลือกกระดาษพิมพ์ที่ดีๆหน่อยอย่างพวก Hahnemule photorag ที่ใช้พิมพ์งานศิลปะโดยเฉพาะก็น่าจะดีกว่า

แต่ Giclee กับกระดาษยี่ห้อที่ว่านั้นแพงมากค่ะ และหาซื้อได้ยากในบ้านเรา ถ้าเอาแบบลูกทุ่งก็ไปร้านถ่ายรูปแล้วอัดออกมา ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว ในบรรดา 3 แบบ แบบนี้อาจประหยัดงบที่สุดแล้ว(ร้านอัดรูปอัดทีไม่กี่บาท แฟ้มสีดำ B4/A4 ราคาไม่เกิน 500) ข้อดีก็คือสามารถเรียงภาพได้ง่ายกว่า เมื่ออาร์ทไดถูกใจงานไหนเขาอาจจะขอเราไปเพื่อเป็น ref วิธีนี้สามารถดึงภาพออกมาได้ทันที เพิ่มงานใหม่ได้ง่าย ข้อเสียคือโดดเด่นยาก

-แบบที่สองคือแบบหนังสือ โนอาห์บอกว่า แบบนี้พอร์ทดูดีค่ะ ดูโปรกว่าแบบอื่นๆ แต่ข้อเสียคือ ต้นทุนสูงมากต่อ 1 เล่ม การที่น้องทำพอร์ทแบบนี้ น้องอาจจะเลือกบริการ print on demand ซึ่งจากที่เราไปทำ ต้นทุน 600-700 ต่อเล่มนะคะ สำหรับภาพสี ข้อดีคือมันสวยงาม ดูดี และสามารถเอาให้อาร์ทไดเก็บไปดูได้ และการเป็นหนังสือ มันจะโดดเด่นออกจากคนอื่นๆค่อนข้างเห็นได้ชัด ทั้งนี้หนังสือของน้องถ้าเอาดีๆ น้องควรให้กราฟฟิค ดีไซน์เนอร์มืออาชีพจัดเลย์เอาท์ให้ หรือไม่ถ้าน้องมีความสามารถก็จัดเองได้ โดยใช้ indesign ค่ะ ทั้งนี้การที่น้องจะได้งาน น้องควรทำหนังสือแบบกะขายเลยค่ะ ก็คือให้คุณภาพพอเทียบเท่าอาร์ทบุคญี่ปุ่นที่มีขายใน Kinokuniya ประมาณๆนั้นเลย

-แบบที่ 3 คือเปิด IPAD ค่ะ แน่นอนว่า IPAD ก็แพง ราคาประมาณ 20,000  ขึ้น แต่เราจะบอกว่า มันคุ้มนะคะ ปัจจุบันเราก็ยังใช้ IPAD เขียนบลอคนี้บ้าง ก็คือใช้ IPAD ในการอัพเดทเว็บ,แถมวาดรูปเล่นได้ด้วย แบบไม่ขี้เหร่มาก ใช้งานได้ระยะยาว ทั้งนี้โนอาห์บอกว่า ในยุคต่อๆไป IPAD มันจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในการรีวิวงานเนื่องจากไม่ต้องพกพาอะไรไปมาก และภาพส่วนใหญ่ดูในจอสวยและสีไม่ค่อยเพี้ยน แถมยังชัดเจนดี(รุ่น retina ขึ้นไป)

7.ห้ามเอาพอร์ทที่เป็นงานตัว original ของเรา เช่นพวกงานสีน้ำ ไปงานการ์ตูนหรืองาน convention

ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม เนื่องจากมีโอกาสสูงที่พอร์ทจะเจ๊ง หรือสูญหายได้ อันนี้กันไว้ดีกว่าแก้นะคะ

8.ห้ามใส่งานที่ดูแล้วเป็นงานของโรงเรียน,งานของนักศึกษา

เช่น พวกงาน figure drawing,life drawing,still life drawing อะไรพวกนี้ที่เป็นงานของนักศึกษาทั้งหมด เนื่องจาก งานมันตะโกนใส่หน้าอาร์ทไดว่า “ผมเป็นมือใหม่คร้าบ” เวลาน้องทำงานใส่พอร์ท ควรทำงานให้เสมือนกับเราอยากทำงานนั้นๆและได้โจทย์นั้นๆมาทำแล้ว ยกตัวอย่างเช่น Wizard of the coast  ทีทำการ์ดเกม Magic The Gathering,Dungeon and dragon ค่ายนี้ส่วนมากจะเป็นงานแนวถึกและเพนท์แบบตะวันตกค่ะ ซึ่ง Noah Bradley เป็นฟรีแลนซ์ให้กับ Wizard of the coast มานานก่อนเขาจะหยุดรับงานฟรีแลนซ์ไปทำโปรเจคตัวเอง

8.ก่อนที่เราจะไป convention ต่างๆ แล้วเอาพอร์ทไปให้อาร์ทไดดูนั้น

น้องควรจะศึกษาคนๆนั้นให้มากๆก่อน เช่น เขาชอบงานแนวไหน?เขามีนิสัยอย่างไร?เขามีมุมมองต่อโลกยังไง? ให้ศึกษาโดยการตามไปอ่านบลอค อ่าน facebook หรือ  twitter ของเขาว่าเขามาความคิดอย่างไรบ้าง เนื่องจากการทำความรู้จักกับอาร์ทไดก่อนนั้น ทำให้เวลาเราไปเจออาร์ทไดคนนั้นๆตัวจริง เราจะได้ไม่ประหม่านัก โดยควรสร้าง rapport หรือสายสัมพันธ์ที่ดี ถ้าได้นามบัตรอาร์ทไดมาด้วยยิ่งดีเลยค่ะ

9.networking ในการสร้างเครือข่ายคนรู้จัก

หรือว่า network นั้น เราอย่าไปคิดว่าจะได้ผลประโยชน์อะไรจากคนอื่นค่ะ ให้โฟกัสที่การทำประโยชน์และทำความรู้จักกับอีกฝ่าย โดยที่ถ้าเป็นนักเรียน นักศึกษา เราอาจจะเข้าชมรมศิลปะ หรือลงเรียนวิชาเลือกเพิ่มเติม เพื่อทำความรู้จักเพื่อนๆห้องอื่นๆ หรือคณะอื่นๆ โดยการ networkที่ถูกต้องก็คือ การไปพูดคุย ทำความรู้จักกับเพื่อนๆคนอื่นๆ หรือเพื่อนต่างห้อง ต่างคณะ หรือถ้าเป็นคนทำงานแล้วก็อาจจะไปเข้า facebook group  ที่มีการโพสต์งาน ไปร่วมพูดคุยในเว็บบอร์ดหรือฟอรัมเกี่ยวกับการวาดรูปดู

โดยเราจะต้องโฟกัสที่ทำประโยชน์ ช่วยตอบคำถามคนที่สงสัย การไปงานการ์ตูนและไปซื้อผลงานของนักวาดท่านอื่นๆ ก็ถือว่าเป็นการ network ชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดหูเปิดตาว่าสไตล์ในสมัยปัจจุบันที่นิยมกันบ้าง หรือมีอนิเมหรือการ์ตูนเรื่องใหม่ๆที่เป็นที่นิยม เพื่อจะได้ไม่ตกเทรนด์

10.Blog น้องควรจะมีบลอคค่ะ อย่างไม่มีข้อแก้ตัวนะ

เช่น ทำบลอคไม่เป็น น้องก็สามารถสร้างบล็อคฟรีได้ที่  Exteen,Blogspot,wordpress.com,Oknation,Bloggang ซึ่งบลอคนั้น ถ้าน้องทำเอาไว้ อาร์ทไดก็สามารถเข้าไปดูพวกภาพ process ในการทำงานของน้องได้เช่นกัน นอกจากนี้เวลาน้องไปสมัครงาน ถ้าน้องมีบลอคที่เขียนให้ความรู้กับคนอื่นๆเสมอๆ แล้วเป็นบลอคที่คนส่วนใหญ่ในวงการของน้องพูดถึง น้องจะมีโอกาสได้งานนั้นๆมากกว่า โดยที่เมื่อใครต้องการ resource หรือความรู้เกี่ยวกับวงการไหนๆ เขาก็จะมาหาที่บลอคน้องค่ะ เป็นสิ่งที่แสดงว่าบลอคน้อง เป็น authority หรือผู้รู้จริงในสายงานนั้น

นอกจากนี้การทำบลอคขึ้นมา โนอาห์ยังบอกอีกว่า น้องควรจะกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น เขียนบลอคเพื่อให้อาร์ทไดอ่าน,เขียนบลอคเพื่อให้แฟนๆผลงานน้องอ่าน,หรือเขียนให้เพื่อนร่วมวงการอ่าน มันไม่เหมือนกันนะคะ เรื่องของภาษาที่ใช้และเนื้อหามันจะแตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นน้องควรโฟกัสค่ะ ว่าน้องจะเลือกกลุ่มผู้ดูเป็นกลุ่มไหน สิ่งสำคัญสำหรับเรื่องของบลอคนั้น เหมือนกับการเขียนภาพวาด นั่นก็คือ น้องควรมีตารางอัพเดทบลอคที่สม่ำเสมอ มีการเซ็ทตารางการโพสต์อย่างสม่ำเสมอ เช่น 1 บลอค/อาทิตย์ ดีกว่าการโพสต์ที่เดียว 15 บลอคแล้วหายหัวไปเลยค่ะ

นอกจากนี้แล้วน้องควร connect กับผู้อ่านบลอคน้องด้วย เช่น เวลาที่ผู้อ่านมีคำถามอะไรที่น้องสามารถตอบได้ น้องก็ตอบค่ะ ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว คนไทยมักจะไม่ค่อย comment บลอคที่อยู่ด้านนอกอย่างที่บอกไปแล้ว ก็คือถ้าหากจะแสดงความชื่นชมที่มีต่อคนนั้นๆ หรือต่อเรา เขามักจะอีเมล์มาแทนค่ะ เช่น เขาอาจจะบอกว่า ชอบอ่านบลอคของน้องมาก การที่มีคนชมนั้น ถือเป็นเรื่องดีและเราควร keep connect กับคนเหล่านี้เอาไว้ค่ะ

และอย่างที่บอก การที่น้องคบกับใครนั้น ไม่ใช่ว่ามองว่าเราจะได้อะไรจากเขาบ้าง แต่เป็นเราสามารถให้อะไรกับเขาได้บ้างค่ะ การที่น้องบลอคอย่างสม่ำเสมอนั้น น้องจะไปอยู่ในหัวของผู้ว่าจ้าง,แฟนผลงานของน้อง หรือติดตามน้องเป็นประจำค่ะ เนื่องจากศิลปินนั้นมีเยอะ คนเก่งๆสุดยอดมีมาก แต่คนที่ถูกจ้าง คือคนที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจของลูกค้าหรืออาร์ทไดได้ก่อน

เทียบกับการสร้างผลงาน เช่น คอมิค ลูกค้าจะซื้องานน้องถ้าลูกค้าชอบน้อง และเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้ นั่นก็คือน้องต้องสื่อสารกับคนเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องพอค่ะ มันก็เหมือนกับโฆษณาที่เขามีการค้นคว้าออกมาแล้วว่า การที่คนชอบ หรือซื้อผลิตภัณฑ์ไหน มันเป็นการที่ลูกค้า ได้รับสารจากการโฆษณาหลายๆครั้งติดๆกันตั้งแต่ 3-10 ครั้งขึ้นไป กล่าวคือ ตอนแรกลูกค้าอาจจะไม่ซื้องาน หรือไม่ให้งานน้องตั้งแต่แรก แต่พอเวลาผ่านไป ถ้าลูกค้าถึงเวลาในการที่ต้องหาคน และน้องเป็นตัวเลือกแรกๆของลูกค้า น้องจะสบายในการทำงานมากกว่าคนอื่นๆที่ไม่ค่อยได้สื่อสารกับลูกค้าค่ะ ที่เหลือต่อตอน 2 นะคะ