ขออนุญาตินะคะ เนื่องจาก Entry นี้เป็นอันที่ยาวที่สุดในการเขียนมาจึงแนะนำว่าค่อยๆอ่านนะคะ ไม่แยก entry ค่ะ25570531-135755-50275102.jpg
เรื่องการตั้งราคางานนี่ คนส่วนมากมักกลัวว่าตั้งสูงแล้วจะไม่มีคนจ้าง ขนาดรูปเสก็ตซ์สี แค่หัว พี่คิด 750 ลงโมโนโทนยังเจอเพื่อนชาวเม็กซิโกที่เป็นโปรด่าว่าถูกไปเลย จริงๆฝรั่งก็ดรามาเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนบ้านเราตรงที่ ดรามาเรื่องคิดราคาต่ำเกิน

งานวาดการ์ดเกม commercial ในต่างประเทศอย่างต่ำประมาณ 500เหรียญนะคะหรือ15,000บาทไทย สมัยพี่รับฟรีแลนซ์สตู ลงสีคิดอย่างต่ำ 1,500(นี่คือราคาที่ถูกกดแล้วค่ะเพราะเราเป็น outsourceลองคิดดูว่าราคาเต็ม 500$ จ้างเพนท์ 50$ แต่เราไม่ได้แบกรับความเสี่ยงอะไรเลย)ถามว่าพี่รู้ราคาได้ยังไง มันเป็นเพราะสมัยที่ทำงานสตูดิโอ ก็จะมีการประชุมสรุปค่ะ เช่น เดือนนี้มีงานอะไร และสตูดิโอได้รายได้ประมาณเท่าไร ส่วนไหนราคาเท่าไร การ์ดเกมกี่ใบ คอมิคกี่เล่ม งานอะไรบ้าง ราคาเท่าไร

ถ้าเป็นการ์ดเกมที่ดังเช่นของ Wizard of the coast ทั้งหมด เช่น Dungeon & dragon,Magic the gathering พวกนี้
อาจจะ 1,000$ ขึ้นไป(โดยเฉพาะมาสเตอร์หรือระดับอาจารย์อย่าง Brom หรือนักวาดรุ่นใหม่หน่อยอย่าง Noah Bradley ไม่แน่ใจว่าคิดราคาต่างกันไหม) ถ้าเราเป็นพนักงานประจำหรือฟรีแลนซ์แค่ทำงานตามสั่งเราก็ได้เงินแล้วเราไม่ต้องเสียค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟเหมือนสตูดิโอเสีย

สมมติมีสตูดิโอหรือเอเจนซี่มาจ้างน้อง ในราคา 100$ จากราคาเต็มของภาพคือ 1,000$เราจะไปด่าสตูดิโอไหม ว่า..”อะไรกันนี่ ขี้โกง เราต้องได้มากกว่านี้สิ ทำไมได้แค่นี้?” หรือเวลาน้องทำงานในสตู สมมติว่า สตูได้งานจาก Wizard of the coast มาในราคา 1,000$,10 ภาพ และน้องปั่นทั้งหมดเสร็จในเดือนเดียว แต่น้องได้เงินเดือน 3,000$ สตูดิโอฟันไป 7,000 น้องจะไปด่าบอสไหมว่า แล้วทำไมเงินที่ผมได้ไม่ควรจะเป็น 3,000?

คำตอบคือ น้องไม่ได้เป็นคนหางาน ไม่ได้จ่าย ค่าใช้จ่ายในการรันสตูดิโอ น้องไม่ต้องเสียเงินเดือนให้พนักงาน ไม่ได้รับความเสี่ยงจากการที่บริษัทเจ๊ง ไม่ได้เสี่ยงกับการบริหารกระแสเงินสดหรือ cashflow ของบริษัทใดๆเลย ถึงสิ้นเดือนน้องได้รับเงินเดือนตามกำหนดไว้ เสาร์อาทิตย์ได้พักผ่อน ถ้าน้องรู้สึกว่าแย่ โดนเอาเปรียบจากบริษัท ก็ควรไปลาออกซะและหาที่ทำงานใหม่แทนที่น้องคิดว่าอาจจะดีขึ้นแทนค่ะ ไม่ได้มีใครจี้น้องว่า ห้ามลาออกนะไม่งั้นโดนยิง ถ้ายังทนทำงานโดยมีความรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบจากบริษัทแต่ไม่กล้าออก น้องก็ควรจะก้มหน้ารับชะตากรรมในเส้นทางที่น้องเลือกต่อไปค่ะ

น้องยอมรับก่อนค่ะ ถ้าน้องทำงานสตู แล้วมีอาร์ติสท์ที่คิดราคาถูกกว่าน้อง ผลงานดีกว่า นิสัยดี ไม่มีปัญหาในการทำงาน เด็กสดใหม่ ไฟแรงกว่าน้อง แล้วก็พร้อมที่จะรับออร์เดอรฺ์หรือบรีฟมากกว่าน้อง น้องลำบากแน่ๆค่ะ ถามว่าทำไม? อย่างแรกน้องต้องยอมรับก่อนค่ะ ว่าประเทศเราด๋อยเรื่องภาษาอังกฤษมาก ต่อให้คนเก่งภาษาอังกฤษแล้ว ยังสู้ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการเลยอย่างมาเลเซียหรือฟิลิปปินส์ไม่ได้

แล้วก็ลองคิดดูค่ะ ถ้าสตูดิโอมีทางเลือกที่ดีกว่า เขาก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีกว่าค่ะ ภาษาเป็นปราการด่านแรกค่ะ ถ้าน้องไม่เก่งภาษาเลยบอกตรงๆยาก ยากทุกเรื่องถ้าน้องคิดจะขายงานต่างชาติ เพราะเวลาน้องทำงานน้องต้องอ่านบรีฟภาษาอังกฤษค่ะ แล้วต้องตีความหรือตีโจทย์ภาพให้แตกว่าต้องวาดอะไร ไม่มีใครมาแปลเป็นไทยให้น้องฟังนะคะ ยกเว้นน้องจ้างคนมาแปลบรีฟ แล้วถ้าน้องไปทำงานในสตูดิโอนอกประเทศ ใครจะมานั่งแปลให้น้อง?แล้วน้องจะกินจะอยู่ยังไง? บอกได้เลยค่ะ อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนค่ะ นั่นก็คือถ้าน้องคิดจะทำงานกับสตูดิโอหรือเอเจนซี่ direction ของน้องจะเป็นอีกแบบ ถ้าหวังจะไปต่างประเทศ ไปเรียนภาษาให้แม่นก่อนค่ะ ไม่ต้องเก่งขนาดดูหนังไม่ดูซับหรอก เอาเป็นว่าอ่านบรีฟได้ สื่อสารรู้เรื่องพอแล้ว

มันก็เหมือนกับการขายต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ถามว่าทำไมนักเขียนได้10%เพราะนักเขียนไม่มีoverheadหรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเหมือนสำนักพิมพ์ ฝรั่งเดี๋ยวนี้จ้างเอเชียหมดเพราะถูกกว่า ที่แพงคือเกาหลีกับญี่ปุ่น พี่ไม่ทราบเรตแน่นอนค่ะ แล้วถ้าน้องอยากได้เปอร์เซ็นต์จากการเขียนหนังสือเยอะกว่านี้จะทำยังไง?ก็ต้องพิมพ์ขายเองค่ะ

และถ้าน้องพิมพ์ขายเอง แน่นอนว่าน้องต้องทำการตลาดเอง สร้างช่องทางการจำหน่ายด้วยตัวเอง น้องพร้อมหรือยังที่จะทำสิ่งเหล่านี้ ถ้าน้องบอก…”โอ๊ยพี่ แค่วาดผมก็จะตายอยู่แล้ว ไม่มีแรงทำต่อ”
ก็ขอให้รับ 10% จากสำนักพิมพ์ต่อไป ไม่เลวร้ายค่ะ เพราะเขาคิด 10% จากยอดพิมพ์ทั้งหมด แต่ถ้าถามว่าน้องจะเอาให้อยู่ได้เลยจากการเขียน การออกโดจินหรือทำหนังสืออย่างเดียว ความถี่ในการออกผลงานของน้องต้องมากพอค่ะ

การไม่มีลูกค้าไม่ได้อยู่ที่ราคาอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อย่างเช่น ถ้าใครเปิดเพจอัพเดทผลงานเป็นเรื่องเป็นราวลองกดดู insightใน facebook page ดูว่าวัยของคนที่ติดตามเราเป็นวัยไหนกันแน่?นอกจากนี้ถ้าเป็น homepage ของน้อง น้องสามารถจะติด google analytics เพื่อดูว่ากลุ่มเป้าหมายมาจากไหนบ้าง กรณีใช้ facebook page ถ้าเด็กวัยรุ่นเยอะ เราอาจจะต้องขายสินค้าค่ะ ไม่ใช่บริการ เนื่องจากสินค้านั้นเราสามารถทำให้ถูกได้ค่ะ เช่น สมมติน้องขายเคส ค่าทำเคสไม่แพงมากค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าสินค้าของน้องออกมาในราคาที่กลุ่มเป้าหมายน้องซื้อได้จะโอเคค่ะ ส่วนราคาคนที่ซื้อservice ส่วนมากจะ18-24 เนื่องจากวัยประมาณนี้เริ่มหาเงินได้ และอาจจะช่วงอายุไปถึง 32 แล้วถ้าน้องถามว่า แก่กว่านี้ได้ไหม?ได้ แต่งานน้องต้องสอดคล้องกับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายนั้นชอบ

เช่น ในวัยแก่หน่อยประมาณ 35-45 ก็จะมีเทสต์หรือรสนิยมอีกแบบ นั่นก็คือ คนกลุ่มนี้อาจจะเลิกอ่านการ์ตูน หรืออาจจะยังอ่านอยู่ แต่เลือกแนวที่อ่าน สิ่งที่สนใจเริ่มเปลี่ยนไปตามวัยที่เปลี่ยนไป เช่นคนแก่มักจะสนเรื่องสุขภาพมากกว่าการหาเงินแล้ว และยิ่งแก่ตัวคนเหล่านี้มีกำลังซื้อในราคาที่สูงกว่าไล่ไปเรื่อยๆ พูดง่ายๆคือ เวลาเราจะขายอะไรดูด้วยว่ามันมีตลาดหรือเปล่า? บางทีปัญหาอาจจะไม่ใช่ราคา ไม่ใช่ออกมาตัดราคากันเอง แต่เป็นเรื่องของการดูว่ากลุ่มลูกค้าหรือแฟนเบสของเรามากกว่า และทำในสิ่งที่สอดคล้องกับกลับที่ลูกค้าเราต้องการ

ส่วนมากนักวาดเก่งๆที่ทำงานเป็นมืออาชีพเขาจะออกมาบ่นค่ะ เรื่องการตั้งราคางานนี่แหละ เช่นมีอยู่ตอนนึงที่คนเอเชียออกมาทำcommissionเยอะๆ นักวาดชื่อดังคือJanaschiเป็นชาวเยอรมัน เก่งมาก ตอนนี้เขาไม่ค่อยโพสงานคิดว่าเขาน่าจะทำงานประจำที่ไหนไปแล้ว เขาเคยบ่นว่า”ทำไมนักวาดเก่งๆถึงคิดราคางานถูกแบบ 5$,10$ ไม่เข้าใจ พอไปถามส่วนมากคนพวกนี้ตั้งราคาต่ำ เพราะกลัวคนจะไม่ซื้องาน คุณลองคิดดูสิ ถ้าคุณตั้งราคา 20$ หรือมากกว่านั้น 2-4 เท่า คุณก็จะทำงานน้อยลงไปอีก และคุณก็จะไม่เหนื่อยมาก ถึงแม้คุณจะมีลูกค้าคนเดียว ถ้าคุณได้สัก 500$-1000$ ต่อภาพ คุณทำไม่กี่ชิ้นก็อยู่ได้ ในขณะที่ถ้าคุณตั้งราคาต่ำ ปริมาณงานที่ทำเยอะกว่าเดิม คุณจะกลายเป็นคนที่ต้องเน้นปริมาณ” เขาบ่นประมาณนี้ค่ะ คำพูดไม่เป๊ะและมีการเติมแต่งความคิดเราเข้าไปด้วย เนื่องจากเราอ่าน journal เขานานแล้ว จำประโยคแบบแม่นๆเลยไม่ได้ และทางฝั่งยุโรปที่ให้คุณค่ากับงานศิลปะเยอะ

ดังนั้นการที่เขาออกมาบ่นก็คือส่วนมาก นักวาดทางฝั่ง south east asia นี่แหละจะมีปัญหาเรื่องการตั้งราคากัน (ยกเว้นสิงคโปร์) อย่างเช่น เราเห็นว่าคนเวียดนามวาดอย่างถึก ลงสีน้ำสวยมาก ระดับมืออาชีพสุดๆคิด20$ หรือ 600บาทไทย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆในปัจจุบัน ส่วนการเปรียบเทียบมีค่ะ ถามว่ามันจะมีปัญหาตามมาไหม มันมีผลกระทบต่อราคาโดยรวมพอสมควรค่ะ นั่นก็คือ คนส่วนมากจะคิดว่า เราวาดเก่งสู้คนนี้ไม้่ได้ งั้นเราคงต้องตั้งราคาต่ำกว่าไม่งั้นกลัวคนไม่มาจ้าง

การตั้งราคางานต่ำลงไม่ใช่ปัญหาต่อตัวคนทำเท่านั้นค่ะ แต่มันจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ นั่นก็คือคนที่จะทำเป็นอาชีพจริงๆจะขายงานยากขึ้น จริงๆเรื่องของการตั้งราคา มันจะส่งผลกระทบต่อpersonal brandของคนๆนั้นโดยตรงค่ะ นั่นก็คือ เหมือนในหนังสือชื่อ influence เขียนค่ะ นั่นก็คือมีร้านขายอัญมณีร้านหนึ่ง เจ้าของจะไปเที่ยว ไม่อยู่ร้าน เลยฝากให้ลูกน้องดูแล เลยเขียนโน็ตแปะไว้สั้นๆว่าทุกอย่าง 1/2 ราคา ให้กับอัญมณีที่ขายไม่ออกมาเป็นเดือนๆ แต่เขียนหวัดไปหน่อย ลูกน้องอ่านเป็นทุกอย่างราคา 2 เท่า ปรากฏว่า อัญมณีเหลือๆพวกนั้นหายเกลี้ยงค่ะ คนซื้อหมด จนเจ้าของกลับมาด้วยการติดสตันท์ คือ งงว่าทำไมตั้งราคาแพง 2 เท่าแล้วคนซื้อ

เวลาตั้งราคางาน อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นค่ะอย่างแรก ดูราคาไว้เป็นไกด์ไลน์ นั่นก็คือ อ๊ะ คนนี้เส้นเยอะกว่าเรา ลงสีถึกกว่าเรา เดี๋ยวเราคิดถูกหน่อยละกัน มัน ไม่ใช่ค่ะ การที่คนซื้องานเรา เขาซื้อเพราะส่วนใหญ่แล้วเขาต้องชอบในตัวเราและผลงานค่ะ เช่น เวลาพี่ชอบอาจารย์คนนี้ พี่ไม่ได้มองว่าแกต้องวาดละเอียดกว่านี้ลงสีถึกกว่านี้ ถึงจะชอบ มันหมายความว่าต่อให้น้องวาดเส้นเทพมากลงสีอลังการมากแต่คนที่เขาไม่ซื้องานน้องก็ไม่ซื้ออยู่ดีต่อให้น้องเอามาลดเหลือ 50 บาท คนก็ไม่ซื้อค่ะ

แต่คนที่ซื้องานน้อง ถึงงานน้องจะแพง แต่ถ้าเขาชอบ เขาก็ซื้อถ้าเขาสามารถซื้อได้หรือถ้าเขาไม่ซื้อเขาก็จะสรับสนุนน้องทางใดทางหนึ่งเช่น อาจจะแชร์งาน ดูอาจารย์ทาคาชิ มูราคามิ คนออกแบบลายโมโนแกรมหลุยส์วิตตองค่ะ คนนี้เป็นตัวอย่างเลยว่า ราคาของงานศิลปะแต่ละคน มันอยู่ที่การสร้าง perception หรือการรับรู้ค่ะ เก่งไม่เก่งมัน subjective ค่ะ อย่างที่บอก เหมือนเวลาน้องดูสาวสวย น้องให้คะแนนความสวยของสาวแต่ละคนไม่เท่ากัน สวยของอีกคนอาจจะเป็นกากสำหรับอีกคนก็ได้

การรับรู้เรื่องแพงหรือไม่แพง ก่อนอื่น น้องจินตนาการตามพี่นะ สมมติน้องไปติดเกาะแห่งหนึ่ง ด้วยภาพเขียนโมนาลิซาของจริง แล้วน้องเอาไปขายชาวเกาะ 1,000,000 บาท น้องคิดว่าชาวเกาะจะคิดยังไงคะ? อย่างแรกคือ…น้องต้องทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าที่น้องจะขาย ตามหลักการของอับราฮัม มาสโลว์ ความต้องการพื้นฐานของคนที่เป็นเบสิคเลยคือ ต้องการปัจจัยสี่ค่ะ ซึ่งชาวเกาะที่ต้องคำนึงถึงปากท้องก่อน ไม่มีทางให้คุณค่ากับงานศิลปะได้มาก เพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไร

ต่อให้ไม่ใช่ชาวเกาะ แต่เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายใหม่เป็นชาวนา น้องคิดว่าชาวนาจะซื้อภาพเขียนนี้ไหม?โดยส่วนมากแล้ว ถ้าเป็นความต้องการพื้นฐาน คนจะคิดว่า อันนี้มันมีประโยชน์อะไร อันนี้มันใช้งานยังไง กินได้ไหมก่อนที่จะคิดว่าโอเค…เราจะเอาภาพนี้ไปแต่งผนังบ้าน อันนี้มันเป็นตามที่มาสโลว์บอกแล้วค่ะ นั่นก็คือถ้าเรามีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพสินย์แล้ว มีอาหารกิน ปัจจัย 4 ครบ เราก็จะต้องการการยอมรับจากสังคมที่เราอยู่ เมื่อนั้นแหละ น้องจะสามารถขายภาพโมนาลิซาได้ก็ต่อเมื่อคนๆนั้นหรือกลุ่มเป้าหมายของน้องเปลี่ยนจากความต้องการปัจจัยสี่เป็นความต้องการการยอมรับจากสังคม

ย้อนกลับไปเรื่องชาวเกาะเมื่อกี้ สมมติว่า น้องสังเกตุเห็นว่าชาวเกาะพวกนี้ ผู้หญิงไม่ใส่ยกทรงเลย พอน้องไปถาม ปรากฏว่า เป็นเพราะว่าไม่มีใครเลยที่เอามาขาย และคนในเกาะนี้ จะออกไปโลกภายนอกก็ยาก ทำให้ผู้หญิงในเกาะนั้นเคยชินกับการที่เดินโทงๆโดยไม่ใส่ยกทรง ถามว่าถ้าน้องเอายกทรงมาขายชาวเกาะนี้ น้องจะขายได้ไหม?เทียบกับภาพเขียนโมนาลิซา ราคา 1,000,000 บาท น้องคิดว่า ชาวเกาะๆนี้จะต้องการซื้ออะไรมากกว่ากัน? เรื่องนี้คำตอบ ตอบได้หลากหลายจริงๆค่ะ มันขึ้นอยู่กับ mindset หรือวิธีการคิดของน้องล้วนๆ เช่น น้องอาจจะบอกว่า…”พี่ครับ สงสัยจะขายไม่ได้ ไม่มีใครใส่เลยง่ะ” หรือ “พี่ครับ โอกาสเต็มเลยครับ ขายได้ชัวร์ครับ เราจะเป็นคนเปิดตลาดเจ้าแรก”

ถ้าตอบว่า คำตอบไหนจะเป็นความจริงได้มากกว่ากัน ระหว่างขายได้ กับขายไม่ได้…ถามว่าดูจากอะไร ดูจากความต้องการ หรือ demand ค่ะ พี่จำหนังสือเล่มที่พี่อ่านไม่ได้นะ ไม่ Freakconomic ก็ Sway จำไม่ได้ว่าเล่มไหน เขาบอกว่า เมื่อก่อนคนไม่ใช้ยาสีฟันเลย เนื่องจากไม่รู้ว่าจะใช้ไปทำไมค่ะ มันเป็นช่วงที่เปปโซเดนท์ออกใหม่ๆ ซึ่งตอนออกมาตอนแรก ขายไม่ออกเลยค่ะ เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่มีความต้องการในการซื้อ มันเป็น product หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาด บริษัทที่ผลิตยาสีฟันเปปโซเดนท์จึงจ้างเอเจนซีมาทำโฆษณาค่ะ โดยโฆษณานั้นมันเป็นตัวสร้าง Demand หรือความต้องการในตลาดขึ้นมา ก็คือพอโฆษณาออกมามันจะยิงไปจุดตายเลย คือ เน้นเรื่องเสน่ห์,ความดูดี ถ้าคุณฟันขาว ลมปากสดชื่น คุณจะมั่นใจ ทีนี้ขายดีระเบิดระเบ้อเลยค่ะ

นอกจากนี้มันมีตัวอย่างอื่นๆอีก เช่น โฆษณาแชมพู Dove ตัวหนึ่ง เป็นผู้ชายหน้าเถื่อนที่ออกมาสลัดผมที่ยาวสลวยมาก ผมสีทอง สะบัดไปมาแล้วก็ตอนหลังกลายเป็นว่าพี่แกใช้ยาสระผมผู้หญิงสระผม แล้วก็ตัดไปที่ภาพว่า Dove มียาสระผมสำหรับผู้ชายนะ นี่คือการสื่อสารทางการตลาดค่ะ เป็นการสร้างความต้องการหรือกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อนั่นเอง

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของความเร็วค่ะ นั่นก็คือใครทำสิ่งที่ไม่มีคนทำในตลาดนั้นๆมาก่อนหรือเป็นเบอร์หนึ่งก่อนคนๆนั้นก็จะสบายไปหลายอย่าง เหมือนว่าวติดลมบนนั่นแหละ กว่าคนอื่นๆจะรู้ตัว ทำตามก็สายไปแล้ว เพราะน้องจะเป็นคนทำคนแรก แต่การทำสิ่งไหนก็ตามเป็นคนแรก สิ่งที่น้องต้องเจอ คือ น้องโดนล้อเลียนแน่นอน เช่น เฮ้ย!! มันบ้าเปล่า ทำไอ้นี่เนี่ยนะจะขายได้ มี service งี้เนี่ยนะจะมีคนซื้อ…มาดูตัวอย่างนี้

เด็กชายคนหนึ่งค่ะ อยากหารายได้พิเศษ เลยประกาศว่า เขาจะทำการขาย pixel บนเว็บเขา ให้ใครก็ได้มาซื้อ โดย 1 pixel มีค่า 1$ ทั้งหมดมี 1,000,000 pixel พอดี ปรากฏว่าขายหมดค่ะ เด็กได้เงินไป 1,000,000$ เรื่องนี้เป็นข่าวดังมากอยู่ช่วงหนึ่ง

Amanda Hocking เธอเหมือนเด็กผู้หญิงทั่วๆไปค่ะ นั่นก็คือ มีจินตนาการล้ำลึกมากมาย เธอจึงแต่งนิยาย และโพสต์ลงบลอคตัวเองเป็นระยะเวลาหลายปี จนกระทั่งนิยายมีจำนวนประมาณหนึ่ง พอที่จะตีพิมพ์ได้ เธอจึงรวบรวมต้นฉบับแล้วก็ไปเสนอสำนักพิมพ์ ปรากฏว่าไม่มีที่ไหนตกลงรับเลย เธอก็เลยขายในอเมซอน ราคา 0.99 เหรียญ(หรือ ปัดเป็น 1$) ปรากฎว่านิยายเธอขายได้เป็นล้านเล่ม จนต่อมาสำนักพิมพ์ซื้อต้นฉบับเธอไปพิมพ์ สื่อมวลชนต่างๆลงเรื่องเธอ ทำให้ดังเป็นพลุแตกยิ่งขึ้นไปอีก ถ้าถามว่าเธอเขียนนิยายอะไร มันเป็นแนวพารานอร์มอลค่ะ คือนิยายรักแบบตัวเอกมีพลังพิเศษ ซึ่งนิยายรักฝรั่งมันวนเวียนอยู่ไม่กี่เรื่อง ถ้าหมวดนิยายรักไม่ใช่นิยายอีโรติคก็เป็นแนวแวมไพร์ แล้วถ้าถามว่าสนุกไหม รู้สึกว่านิยายไทยสนุกกว่าเนื่องจากเซนส์ไทยไม่เหมือนฝรั่งค่ะ

อีกอัน Jason Sadler หนุ่มไอเดียแปลก เขาคิดได้ว่าเขาอยากทำสิ่งที่ไม่เหมือนใครและเป็นสิ่งที่น่าสนใจและขายได้ด้วย เขาเลยสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาชื่อ iwearyourshirt.com และปรากาศว่า เขาจะใส่เสื้อยืด เพื่อโฆษณาให้สินค้าหรือบริการอื่นๆ โดยจะใส่เสื้อโลโก้ออกไปเดินในเมืองและทำอะไรแปลกๆดึงดูดสายตาประชาชน และถ่ายคลิประหว่างทำงานเอาไปโพสต์ใน youtube แน่นอนถ้าคนไทยฟังรอบแรก ต้องบอกว่า เป็นไปไม่ได้แน่ๆ ปรากฏว่าพี่แกโดนจองตัวทั้งปีเลยค่ะ เดินใส่เสื้อยืดทุกวัน งานไม่มีอะไรมาก ใส่เสื้อ ถ่ายคลิปโพสต์ แต่ที่เด็ดอีกคือ วิธีการคิดเงินของพี่แก…นั่นก็คือ ใน 365 วันนี้จะสามารถจองได้คือคนที่จองวันที่ 1 มกราคมก็จะได้ในราคา 1$ โดยที่เงินจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนวัน วันที่แพงที่สุดคือสิ้นปีพอดี นอกจากพี่แกจะโดนจองตัวเต็มทุกวันแล้ว ยังจ้างลูกน้องมาช่วยใส่เสื้อเดินโปรโมทอีก เรื่องนี้นักข่าวเห็นว่าแปลก เลยไปทำข่าว Jason ก็ยิ่งดังค่ะ

น้องเลือกเอาค่ะ ว่ายอมโดนล้อเลียน,ด่าในช่วงแรกโดยทำในสิ่งที่คนทั่วไปไม่ทำกัน หรือจะยอมเป็นคนส่วนมากที่ทำตัวตามน้ำ ตามกระแสไหลไปเรื่อยๆ เห็นคนโน้นทำแล้วดี ทำบ้าง เรื่องที่พูดมา มันเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์กับเรื่องราคาโดยตรงทั้งสิ้น ถ้าน้องทำอะไรออกมาเป็นคนแรกของตลาดหรือของวงการ เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ แน่นอนว่าน้องจะมีสิทธิ์ในตั้งราคาที่เหมาะสมและเป็นราคาที่น้องพึงพอใจได้ค่ะ ทั้งนี้ต้องยอมรับกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการเป็นเจ้าแรกก็คือ…การขายไม่ได้เลย หรือขายได้น้อยด้วย ซึ่งถ้ามันเป็นอย่างนั้นน้องต้องกลับมาดูที่ตัวเองแล้วว่างานน้องขายไม่ได้เป็นเพราะอะไร น้องตั้งราคา เสนอสินค้าหรือบริการที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของน้องหรือเปล่า?

ถ้าน้องกังวลเรื่องราคามาก เช่น ในวงการมีคนทำสิ่งนี้แล้ว และทำถูกมากๆ ถูกกว่าเรา ฝีมือสุดยอดด้วย สิ่งที่น้องต้องทำ ไม่ใช่ไปเปรียบเทียบกับคนๆนั้น เช่น เส้นน้อยกว่า เพราะงั้นราคาถูก มันไม่ใช่ค่ะ ถามว่าเวลาน้องตั้งราคาน้องดูอะไร?ไม่ต้องคิดสูตรอะไรให้มันมึนงงหรอก เช่น จำนวนต่อชั่วโมงที่ทำอะไรพวกนี้ ถ้าคิดไว้เผื่อๆก็ดีค่ะ แต่ราคาที่เหมาะสมมันหมายความว่ายังไง?
พี่ยกตัวอย่างงานเจ้านายเก่าแล้วกัน

นั่นก็คือ แสตนลีย์ อาร์ทเจิร์ม คนนี้แกรับ commission ส่วนบุคคลด้วยค่ะ แต่แกไม่บอกราคา เป็นวิธีที่ดี เพราะว่าการที่น้องไม่บอกราคาค่าจ้างนั้น มันทำให้ความเสี่ยงในการเกิดดรามา และการตัดราคากันเกิดขึ้นน้อยลง นอกจากนี้ แสตนลีย์ยังจ้างคนเป็น Agent อีกด้วยค่ะ คือจัดการเรื่องนี้โดยตรง นั่นก็คือ การรับบรีฟ แสกนบรีฟ คุยกับลูกค้า
ถ้าถามว่า หากแสตนลีย์ซึ่งถือว่าเป็นอาร์ติสท์ที่รุ่นใหญ่แล้ว เป็นระดับเลเจนด์ของสิงคโปร์ ลงมาทำแบบคนทั่วๆไปบ้างนั่นก็คือการรับวาดรูปขาย ต่อให้ 200$-300$ ก็ยังถือว่าถูก มันเป็นเพราะว่า Perception ล้วนๆค่ะ เพราะแสตนผ่านการทำงานกับ DC,Wacom,Capcom,Leo Burnett มาแล้ว ผลงานลง Spectrum ซึ่งเป็นรวมศิลปินรว่มสมัยและคัดงานโหดมาก เขาถึงสามารถตั้งราคาอีกระดับที่สูงขึ้นไปได้

นอกจากนี้พี่แกยังเปิด section หนึ่งโดยร่วมมือกับ 3d sense เปิดสอน ค่าเรียนเป็นล้านบาทค่ะ ปีเดียวจบ ถ้าถามว่า ตาสีตาสาทำได้ไหม มาถึงตั้งราคาเท่านี้?น้องรู้คำตอบอยู่แล้วค่ะ พูดง่ายๆคือ น้องต้องตั้งราคาที่เหมาะสมกับตำแหน่งหรือ Postioning ที่น้องอยู่ค่ะ ถ้าน้องอยากทำงานได้ราคางานดีๆ สิ่งที่น้องต้องสร้างคือ Social Proof หรือ personal branding ค่ะ นั่นก็คือ ทำให้ตัวน้องเหมาะสมกับราคานั้นๆ ถามว่าเวลาคนทั่วไปดูน้อง เขามองน้องว่ายังไง?

แน่นอนว่า เวลาที่เราคุยกันเรื่องราคา มันนานาจิตตัง บางคนบอกแพง บางคนบอกถูก ถ้ายิ่งไปถามคนหลายๆคนก็จะมีวิธีการตั้งราคาและเรทราคาที่ต่างกันออกไป แล้วส่วนมาก น้องที่กลัวๆกันคือ กลัวคนด่าว่าแพง ถ้าน้องกลัวคนด่าว่าแพง ทำฟรีไปเลยค่ะ พี่ไม่ได้อะไรจากงานเขียนพี่ณ.ตอนนี้ คือเขียนให้อ่านฟรีๆพี่ได้อะไรจากมันหรือเปล่า?ตอบว่าไม่ใช่ทางตรงค่ะ แต่งานเขียนมันเป็นสิ่งที่จะทำให้น้องเข้าใจตัวพี่มากขึ้น ซึ่งปกติแล้วถ้าน้องเข้าใจในสิ่งที่พี่ทำ น้องก็อาจจะสนับสนุนพี่เช่นซื้อสินค้า แต่พี่ไม่ได้หวังณ.จุดนั้นค่ะ และมันก็ต้องมีคนด่าอยู่แล้ว เช่น เขียนยาวว่ะ ไม่อ่าน ถามว่าพี่สนไหมเรื่องพวกนี้ มันเฉยๆมากเลยค่ะ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่าน พี่เขียนแล้วโพสต์ใครอยากอ่านก็อ่านไป น้องอย่าไปกังวลเรื่อง ถูกไป แพงไปเลย เอาเป็นว่าถ้าใครคิดว่าแพง ไม่ต้องซื้อค่ะ

น้องไม่ได้ขายผักขายหญ้า น้องไปได้เอาปืนไปจี้ใครให้มาซื้องาน ถ้าคนรู้สึกว่าแพงแล้วเขายังซื้อ ยังมาใช้บริการอยู่ เขาก็เป็นลูกค้าของน้องนั่นแหละ เหมือนกับเวลาน้องไปกินหมูกะทะแล้วร้านชาร์จราคาน้ำแพง น้องรู้ว่าแพง แต่น้องก็ซื้อ น้องไปนั่งสตาร์บัค กาแฟแก้วละ 100 ถามว่าน้องจะไปด่าโฮเวิร์ด ซูลท์ เจ้าของสตาร์บัคส์หรือเปล่าว่า “กาแฟเฮียแพงจริงๆ หน้าเลือดมาก ถ้าไม่ลดราคา ผมจะไม่ซื้อ และจะบอกให้เพื่อนๆเลิกอุดหนุนสตาร์บัคส์ด้วย” น้องคิดว่าโฮเวิร์ดสนไหม?คนด่าแกลงหนังสือประจำเช่น Starbuck กาแฟแพง ถามว่าโฮเวิร์ดแกปรับราคาไหม?สตาร์บัคส์ไม่ได้ขายกาแฟค่ะ แต่ขาย Lifestyle คือการนั่งชิลล์นานๆอ่านหนังสือ ทำงาน

เวลาน้องซื้อแมค ซื้อไอโฟนน้องไปด่าทิม คุก ไปด่า สตีฟ จ็อบส์ที่ตายไปแล้วหรือเปล่า
ว่า”เฮ้ย! ของเฮียแพงมากกกลดราคาให้เท่าพีซีได้ไหม?”
ถามว่าคนซื้อแมคสนไหมเรื่องนี้ เอาตรงๆเลยนะ จากการซื้อสินค้าของ Mac รู้อยู่แล้วค่ะว่ามันแพงกว่าพีซี และถามว่าซื้ออะไร?แมคทำงานสีเพี้ยนน้อยกว่า แฮงค์ยากกว่า เสถียรกว่า ลงโปรแกรมเพิ่มน้อยกว่าไวรัสไม่มีค่ะ ยอมจ่ายส่วนต่างค่ะ จบประเด็น

และน้องไม่ต้องกลัวคนนินทา คนด่าด้วย ถ้ากลัวโดนด่า กลัวดรามามาก เอาราคาออกไปให้หมดเลยค่ะ อย่าประกาศราคา ใครอยากรู้มาถามเอง ถามว่าเสียเวลาไหม ต้องตอบทุกคน เสียเวลานิดหน่อยค่ะ แลกกับการปวดหัวสองเรื่อง นั่นก็คือ การที่น้องไม่ประกาศราคานั้น ทำให้น้องสามารถปรับเปลี่ยนราคาได้ง่ายกว่า แล้วถ้าถามว่าอย่างคอร์สออนไลน์ทำไมประกาศราคา อันนี้ประกาศเพราะมันเป็นระบบอัตโนมัติค่ะ นั่นก็คือ น้องต้องสั่งซื้อผ่านทางหน้าเว็บ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีราคาเขียนไว้ นอกเหนือจากนั้นเอาออกให้หมด อย่าบอกราคาค่ะ เรื่องที่สองคือ ถ้าคนอื่นรู้อัตราของน้องนั้น เขาอาจจะตั้งราคาต่ำมาตัดราคาได้ ถามว่ากลัวเรื่องนี้ไหม จริงๆพี่เฉยๆค่ะ ปกติพี่ไม่กลัวเจอตัดราคาอยู่แล้วด้วย คือ อันนี้ความคิดคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะอยากให้รู้กันไปเลยว่าเท่าไรก็สามารถทำได้ค่ะ ไม่มีวิธีที่ถูกผิด มันอยู่ที่แต่ละคนจะเลือก

ถ้าน้องประกาศราคาน้องจะสะดวกคือน้องไม่ต้องมานั่งตอบลูกค้าทีละคนว่าคิดเท่าไร ซึ่งถ้าน้องเลือกวิธีนี้ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ ถามว่าเจอดรามา เจอด่าเรื่องราคาทำยังไง?เวลาน้องโดนด่าน้องจะเจอด่าตรงนั้นเลย คือ หน้า facebook หรือหน้า Deviantart หรือที่สาธารณะอื่นๆกับด่าลับหลังค่ะ อันนี้เกือบทุกคนโดนแน่ค่ะ เรื่องนินทา พี่เคยบอกแล้วว่าทำใจค่ะ คนที่เกลียดน้องปกติเขาจะไม่มายุ่งกับน้อง หรือ ถ้าเข้ามายุ่งมาด่า มาดรามา น้องก็บล็อคไปค่ะ ต่างคนต่างอยู่ ถ้ากลัวมากก็ทำวิธีที่บอกค่ะคือให้ลูกค้าถาม หรือให้ request a quotation มา เช่น อาจจะทำโบรชัวร์สักอันหนึ่งบอกว่ามีบริการอะไรบ้างและเขียนไว้ว่า สนใจและสอบถามเรื่องราคา ติดต่อได้ที่นี่ๆ

น้องเอาเวลาดรามากับคนอื่น ไปโฟกัสที่การทำผลงานให้ดีๆดีกว่า และไม่ต้องไปกังวลเรื่องอื่นๆค่ะ
เช่น มีคนวาดรูปฟรี มีคนรับรีเควสต์วาดรูปฟรี วาดเก่งโคตรด้วย ทำไงดี แล้วใครจะมาจ้างเรา? สิ่งที่น้องต้องคำนึงถึงไม่ใช่ตรงนั้นค่ะ อย่างเช่น กรณีพี่ งานสอนมีคนสอนฟรีอยู่คือน้องกลุ่ม Hong14 ซึ่งเขาสอนเขียนการ์ตูนเรื่อง และสอนวาดให้แม่นด้วย ซึ่งเป็นการสอนฟรี ถามว่าพี่กลัวไหม?พี่เฉยๆค่ะ และชื่นชมทัศนคติน้องๆเขาด้วยที่พัฒนาการ์ตูนไทย โดยการที่น้องเขาสอนฟรีนั้นเป็นการตอบแทนให้กับคนที่อุดหนุนหนังสือของเขา นอกจากนี้การสอนของเขาดูดีค่ะ ใคนสนใจการ์ตูนเรื่องก็แนะนำค่ะ ว่าลองไปศึกษาดู

นอกจากนี้ยังมีรุ่นพี่คณะคือพี่เต้ยAnimatoey ที่สอนฟรีเวิร์คชอปสีน้ำ พี่กลัวหรือเปล่าว่าคนจะมาเรียนกับพี่น้อยลง? พี่เฉยๆมาก พี่ชื่นชมพี่เต้ย พี่เต้ยเป็นรุ่นพี่ที่คณะสถาปัตย์ และพัฒนาฝีมือจนตอนนี้เขาสมควรกับสิ่งที่เขาได้รับ การที่สอนฟรีเป็นการแสดงสปิริต แต่ก็ได้ยินมาว่าเดี๋ยวพี่เขาจะเก็บเงินค่าเรียนค่ะ

และโดยส่วนตัวพี่ก็สอนฟรีเยอะมาก คือ พี่คิดอีกแบบ ข้อมูลที่ฟรีๆ หรือการเรียนฟรี มันควรจะเป็นสิ่งที่เข้าถึงทุกคนได้ง่ายๆค่ะ โดยมันควรจะเป็นการนั่งศึกษาด้วยตัวเอง และ contact กับอาจารย์เท่าที่จำเป็น บอกตามตรงคือ จริงๆพี่อยากนั่งอยู่บ้านอัพเว็บเขียนการ์ตูนวาดรูปเล่นไปเรื่อยๆ ทำวีดีโอลงยูทูป ทำโปรเจคใหม่ๆเหมือนนักวาดทั่วไป แต่ตอนนี้มันไม่ใช่จังหวะที่จะทำแบบนั้นค่ะ ถ้าถึงจังหวะที่เหมาะสมแล้วพี่ก็จะค่อยๆเฟดตัวคือสอนฟรีมากขึ้นๆ พี่นึกถึง Khan Academy ที่ทำวีดีโอสอนเลขจนบิลเกตต์ส่งลูกมาเรียน และให้ทุนในการนั่งทำคลิปสอนอยู่บ้านเฉยๆ

พี่มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง อยากไปเรียนต่อนอก แต่ทุนไม่มี พี่เจอปัญหาคือ คนที่อยากเก่ง วาดรูปเก่ง อยากขายงานได้เยอะแยะ แต่ไม่มีทุนทรัพย์ และพี่ก็ไม่มีใครมาลงทุนให้เหมือน Khan Academy พี่จึงมีโลกอุดมคติของตัวเองนั่นก็คือ ถึงจุดหนึ่งแล้วการศึกษาใดๆมันควรจะเป็นการเรียนฟรีส่วนมากค่ะ หรือถ้าไม่ฟรีมันควรจะราคาไม่ได้สูงในการซื้อมากนัก เช่น เป็นคอร์สเรียนออนไลน์ ไม่ต้องเจอหน้ากันมาก เจอกันเฉพาะที่จำเป็น เหมือนกับการทำงานนั่นแหละ ที่ในต่างประเทศหลายๆบริษัทก็ให้นั่งทำงานอยู่บ้านแล้ว ส่วนที่ราคาสูงกว่าควรเป็นส่วน Critique ,สอบถามหรือเจอหน้าอาจารย์ แลกเปลี่ยนความคิด และ Motivate หรือ Coach เด็กมากกว่า

และอาจารย์ที่สอนนักเรียน ควรเป็นอาจารย์ที่ผ่านสนามจริงมา ผ่านประสบการณ์จริงๆไม่ใช่การอ่านทฤษฎีแล้วมาสอนอย่างเดียว ยังไงก็ตามการเจออาจารย์หรือครูในชีวิตจริงนั่นก็ยังจำเป็นอยู่เพราะการ contact กับเด็กโดยตรงมันจะเรียนได้ผลมากกว่าค่ะ เพราะการเรียนรู้แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนดูคลิปก็รู้เรื่อง บางคนต้องจี้ถึงตัว บางคนต้องเจอแรงกระตุ้นเยอะ ทำให้เรียนด้วยตัวเองไม่สำเร็จ ต้องเจอหน้าเท่านั้น

พอมีความคิดแบบนี้ พี่จึงเขียนบทความให้อ่านกันฟรีๆโดยไม่ติดโฆษณาใดๆในเว็บกว่า 400 entry พี่สอนวาดรูปใน Youtube กว่า 50 คลิป มากว่า 3 ปี ครบ 4 ปีในเดือนสิงหาคมค่ะ ถามว่าทำได้ยังไงเขียนมาเรื่อยๆโดยสะสมได้มากขนาดนี้ ?มันอาจจะเป็นเพราะว่าพี่มีงานที่สามารถเลี้ยงชีพได้แล้วและอยู่ได้จากงานที่ทำ พี่จึงมีเวลาทำในสิ่งที่อยากทำโดยไม่ต้องสนเรื่องเงิน ใครจะมาอ่านก็อ่านได้ ใครจะเรียนวาดรูปฟรีๆก็มีวีดีโอ ดูฟรี อยากดูเพิ่มก็ซื้อ DVD ไม่อยากเสียเงินค่า DVD ก็ไม่ต้องซื้อก็ได้ รอดูคลิปฟรีๆ อ่านบทความฟรีต่อไปค่ะ

พี่ไม่ได้คิดจะเอาบทความและวีดีโอออก และพี่ไม่ได้บังคับน้องค่ะ สอบถามข้อมูล ฟังแล้วคิดว่าแพง ลงเรียนไม่ไหว น้องสามารถหาที่เรียนทางเลือกอื่นๆที่ถูกกว่าพี่เยอะมากๆได้ทั่วไปค่ะ เซิร์จและลองเปรียบเทียบกันดู ใครมีเคมีตรงกันกับพี่ อ่านบทความพี่แล้วคิดคล้ายๆกัน ดูวีดีโอ ชอบสไตล์การสอน อยากลงเรียน ก็มาเรียนค่ะ มาเจอกัน ใครไม่ชอบ ไม่อ่าน ไม่อยากรับรู้ เกลียด หมั่นไส้ เราก็ต่างคนต่างอยู่ค่ะ เราเหมือนสิ่งมีชีวิตคนละพันธุ์กันค่ะ เรามาเคารพเส้นและจุดยืนของกันและกันดีกว่าค่ะ

มันดีกว่าการเถียงกันว่า …
“นายเป็นตัวกินมด ทำไมนายไม่กินปลวกบ้างล่ะ ปลวกอร่อยนะ”
หรือ ไปบอกคนกินแมลงว่า “อันนี้อร่อยมากเลยนะนาย มั๊นมันส์ยิ่งกว่ากินเฟรนฟรายด์อีก”
เพื่อนน้องอาจจะคิดว่า มันไม่เหมือนเฟรนฟรายด์แน่ๆ …

เพราะแมลงหรือหนอนทอดมันคือสิ่งมีชีวิต สมมติเพื่อนน้องบอก…
“แต่มันคือสิ่งมีชีวิตนะนาย”
“ไก่ก็สิ่งที่มีชีวิตเหมือนกันทำไมนายยังกินหล่ะ ?”
เริ่มถึงจุดนี้แล้ว เดี๋ยวไกลแน่ค่ะ ทะเลาะยาว
เอาเป็นว่าเราคิดไม่เหมือนกัน และไม่แตกต้องหรือวิจารณ์ในส่วนที่ละเอียดอ่อนค่ะ เหมือนเพื่อนข้างบนหนะ
อยากกินแมลงก็กินไป ไม่ต้องเสียดสีหรือยัดเยียดค่ะ ถ้าเพื่อนน้องอยากลองกินแมลงเดี๋ยววันหลังเขาก็ลองเองและ
แบบนี้สังคมจะน่าอยู่ขึ้นเยอะค่ะ

ถ้าน้องกลัวดราม่ามากๆ กลัวเสียชื่อ กลัวคนด่าแบบวิตกจริตมากๆเกินไป เวลาน้องทำงาน โพสต์อะไรไปแล้ว เขียนบทความไปแล้ว ตั้งราคาแล้ว ประกาศรับงานแล้ว ทวีตโปรโมทแล้ว น้องควรหยุดเช็ค newsfeed,twitter ไปก่อนค่ะสักประมาณ 2-3 วันถ้ากลัวดราม่ามาก หรือ อย่างน้อยวันนึงถ้ากลัวน้อย เนื่องจาก มันจะมีบางคนที่อ่านผลงานน้อง ดูราคาน้อง แล้วด่าเหน็บแนม เสียดสีใน facebook,twitter โดยที่ไม่ระบุที่ตัวน้องโดยตรง ซึ่งถ้าน้องเจอพวกนี้ ถ้าจิตไม่แข็งจริง น้องจะไม่มีอารมณ์ทำอะไรเลยเป็นอาทิตย์แน่นอน แล้วน้องก็จะพารานอยด์

ถ้าน้องเจอคนด่าใน facebook ไม่เอ่ยชื่อน้องแล้วก็เขียนเหน็บ สิ่งที่น้องทำไม่ควรจะเป็นการไปตอบโต้ ถ้าน้องเห็นแล้วว่าเขาด่า อย่าร้อนตัวก่อนขั้นแรก ขั้นที่สอง สมมติเพื่อนมาเล่าให้น้องฟัง โดยแคปหน้าจอมาแล้วเอาไปบอกน้อง แน่นอนว่า พอน้องรู้ น้องต้องรู้สึกไม่ดีอยู่แล้วค่ะ เพราะฉะนั้น การหยุดเช็คไปเลยก็ดี เพราะถ้า 2-3 วันไปแล้วน้องอาจจะเจอเหน็บน้อยลง ถ้าน้องไม่อยากเห็นความคิดของคนๆนั้นแต่ไม่กล้า unfriend ลองหาวิธีในการกดไม่รับ newsfeed ของคนๆนี้ดู และพยายามโพสต์ status facebook น้อยๆหน่อยค่ะ จะแก้การดราม่าได้พอสมควร

เขียนยาวมากเลยค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์เช่นเคยค่ะ แล้วพบกันใหม่ Entry หน้าค่ะ ขอติดไว้ก่อนแล้วกันมีเรื่องนึงที่ยังไม่พูดนั่นก็คือ สมมติเราตั้งราคาสูงกว่าคนทั่วไปประมาณหนึ่งแต่ยังไม่มีงานเข้าเลย หรือลูกค้าน้อย เจอตัดราคา แก้ไขอย่างไรค่ะ