สวัสดีค่ะ ตอนนี้จะเป็นการตอบคำถามน้องๆในเดือน พ.ค.ถึงมิ.ย.นะคะ ขออภัยที่ช้าเนื่องจากต้องการรวมให้มันเป็น entry เดียว ถ้าใครส่งคำถามมาหรือส่งรูปมาให้วิจารณ์แล้วพี่ตกหล่นในการวิจารณ์รูปหรือตอบคำถามน้อง สามารถส่งอีเมล์หรือ inbox มาทาง  facebook เพื่อเตือนพี่ได้ค่ะ ป.ล.รูปเยอะมากค่ะ entry นี้

===========================================================

ถาม:สวัสดีค่ะพี่มุ่ย 

หนูชื่อทรายค่ะ หนูอยากได้คำแนะนำเรื่องผลงานและแนวคิดด้านการทำแบรนด์ของพี่ค่ะ

หนูติดตาม อ่านบทความในเว็ปของพี่มาหลายเดือนแล้ว บางหัวข้อก็อ่านซ้ำๆ แล้วลองคิดทบทวน+ทำตาม แต่ก็เหมือนยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องแบรนด์ หรือเรื่องตลาดและลูกค้าซักเท่าไหร่ จนพักหลังมานี้หนูเริ่มจะสับสนกับความคิดของตัวเองซะแล้ว 

หนูเป็นคนที่ชอบเขียนงานค่ะ เขียนบ่อยๆ เขียนเรื่อยๆ แต่หนูเป็นประเภท เขียนตามความอยากอารมณ์พาไป จึงไม่ใช่งานตลาด หรือเกาะกระแสอะไรเลย (นี่ข้อเสียหรือเปล่า?) 

หนูเคยมีความคิดว่า ถ้าเราเขียนดี ฝีมือดี ก็จะมีคนชอบงานเอง แต่หลังจากลองมาหลายปี ก็ไม่เห็นผลตามที่ตนเองคิดไว้เลย 

ตอนนี้หนูกำลังจะขึ้นปี 4 ใกล้จะเรียนจบและหางานทำแล้ว หนูจึงคิดว่า

ถ้าหนูยังเป็นแบบนี้ จะไม่ได้แน่ๆในอนาคต แถมตัวเองก็มองไม่ออกด้วย ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะประสบการณ์หนูยังมีน้อย จึงอยากขอคำปรึกษาจากพี่มุ่ยค่ะ ^^

===========================================================

ตอบ:สวัสดีค่ะ น้องทราย

ก่อนอื่นขออภัยที่พี่ตอบช้านะคะ เนื่องจากต้องรอคำถามจากหลายๆคนแล้วตอบไปทีเดียว อีกอย่างคือเดือนนี้ยุ่งๆมีเวลาก็ปลายเดือนแล้วค่ะ แต่ขอบคุณที่ส่งคำถามมาให้พี่ค่ะ คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆด้วย

เรื่องของแบรนด์นี่ ง่ายๆเลยตัวน้องนั่นแหละค่ะ คือแบรนด์ วิธีการพูด วิธีการโพสต์คอมเมนต์ คำพูดที่น้องโพสต์ใน facebook ส่วนตัวของตัวเอง รูปที่น้องโพสต์ใน social network ลายเส้นของน้อง การลงสี มุมมองที่น้องมีต่อโลก สิ่งที่น้องชอบ เพลงที่น้องฟัง ค่านิยมที่น้องยึดถือ รวมๆแล้วมันก็ออกมาเป็นตัวน้อง หรือน้องคือแบรนด์อย่างที่พี่บอก โดยแบรนด์ลักษณะนี้เรียกว่า  personal brand ค่ะ

ส่วนเรื่องของการสร้างแบรนด์นั้น เป็นสิ่งที่น้องจะต้องค่อยๆสั่งสมค่ะ นั่นก็คือ น้องจะต้องทำงานออกสู่สาธารณะชน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นงานจ้างเท่านั้น ตอนนี้น้องยังอยู่มหาวิทยาลัยจากที่น้องบอก คือน้องกำลังอยู่ปี 4 พี่คิดว่างานน้องสวยดีค่ะ สวยแบบบางรูปถือว่าสวยมากเลยนะคะ

แต่น้องยังขาดความคงที่อยู่บ้าง ในด้านการวาดหน้าตา การใช้สีดูโอเคค่ะ ดูเป็นคนใช้สีสดและเลือกโทนสีได้ค่อนข้างดี แต่ถ้าให้พี่ดู พี่คิดว่างานน้องยังดูลายเส้นเอนไปทางยุคเก่านิดๆ ไม่เหมือนนักวาดสมัยใหม่ๆเด็กๆ อาจจะเป็นเพราะน้องอยู่ ปี4 ถือว่าโตแล้วก็ได้ จุดเด่นน้องอยู่ที่ความขยัน การจัดวางภาพ การใช้สีค่ะ ส่วนหน้าตาต้องพัฒนาให้คงที่กว่านี้อีกนิด

พี่คิดว่าเรื่องของการสร้างแบรนด์นั้น น้องจะต้องคุมโทน ไม่ว่าจะเป็นการพูดการจาของน้อง หรือถ้าน้องเขียนงาน หรือเขียนอธิบายงาน น้องจะต้องเป็นตัวของตัวเองค่ะ นั่นก็คือ น้องจะต้องเขียนในสิ่งที่น้องคิดจริงๆออกมา คือเมื่อน้องเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง น้องจะไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็นหรือไม่กลัวที่จะมีตัวตนที่แตกต่างจากคนอื่นๆ

ทั้งนี้ลูกค้าของน้องก็คือลูกค้าที่ชอบสไตล์ในการวาดงาน และเขียนงานของน้อง ชอบตัวตนของน้องนั่นเอง น้องต้องทำใจว่า น้องไม่สามารถทำให้คนทั้งโลกรักน้องได้แน่นอนค่ะ และต้องมีบางคนที่ไม่ชอบงานน้อง และไม่ชอบวิธีการพูดจาของน้อง ทั้งนี้เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆ เนื่องจาก ตัวน้องเองก็อาจจะมีคนที่ชอบหรือไม่ชอบงานหรือแนวคิดของเขาเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้ามีคนไม่ชอบน้อง น้องก็ไม่ต้องคิดมากค่ะ เป็นเรื่องธรรมดา

พี่ไม่ได้บอกให้น้องพยายามทำตัวแตกต่างจากคนอื่น แต่ขั้นตอนในการสร้าง personal brand ของน้องก็คือ น้องจะต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง ที่ไม่ใช่ตามกระแส หรือตามความคิดของคนอื่นแต่มีความกล้าที่จะแสดงตัวตน สิ่งที่น้องชอบ น้องคิดจริงๆออกมา แต่ขั้นนี้แหละที่เรียกว่ายากเลยก็ว่าได้ค่ะ แล้วถ้าถามว่าตัวตนของเรามันมาจากไหน? มันก็มาจากสิ่งที่พี่บอกทั้งหมดนั่นแหละ(ย้อนกลับไปดูพารากราฟแรกๆ)

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงโลโก้ที่น้องใช้ หน้าตาของน้อง น้ำเสียงของน้อง หรือแม้กระทั่งการแต่งตัวของน้อง ทรงผมของน้อง การวางตัวของน้อง เหล่านี้คือ  personal brand ทั้งสิ้นค่ะ น้องควรจะดูแลภาพลักษณ์ของตัวเองพอสมควร ในที่นี้คือ น้องอาจจะต้องมีสไตล์การแต่งตัวของตัวเอง ทั้งนี้พี่ไม่ใช่คนที่ชอบแต่งตัวจัดๆ ค่ะ พี่จะมีเสื้อเชิ้ตหลายๆลายและแบบที่เลือกก็จะคล้ายๆกัน และกางเกงนี่ก็ยีนส์มีไม่กี่ตัว ถ้าน้องไม่มั่นใจว่าตัวเองแต่งตัวดีหรือไม่แนะนำให้น้องเลือกชุดที่ playsafe หรือชุดทั่วๆไปที่คนอื่นๆใส่ก็ดูดี น้องอาจจะมีแบรนด์ที่ชอบซื้ออยู่ประจำ

ส่วนเรื่องการแต่งหน้านั้น ถ้าน้องล้างหน้าเป็นประจำ ทาครีมบ้าง ดูแลสภาพผิว น้องอาจจะไม่ต้องแต่งหน้าจัดก็ดูโอเคได้ ทั้งนี้น้องผู้หญิงควรหัดแต่งหน้าบ้างค่ะ ไม่ยากค่ะ แค่เอาบีบีครีมทา ทาแป้งฝุ่น ทาลิปสีทั่วๆไปที่ดูโอเคอาจจะเป็นส้มหรือชมพู(ปากแดงมันน่ากลัว และดูแรงไปหน่อยค่ะ ถ้าไปเจอลูกค้าธรรมดานะ)

น้องสามารถดูพวก howto แต่งหน้าได้จากเว็บ Jeban รายการโมเมพาเพลิน และ  Michelle Phan ค่ะ ส่วนอื่นๆสามารถหาซื้อได้ตามแผงทั่วไป ทั้งนี้พี่จะบอกว่า ถ้าน้องไม่ได้สนใจเรื่องการแต่งหน้าเป็นพิเศษ ให้หาวิธีการแต่งหน้าที่ง่ายที่สุดและเหมาะสมกับตัวน้องค่ะ เช่น พี่ไม่ชอบใส่คอนแทคเลนส์บิ๊กอายค่ะ และไม่ชอบติดขนตาปลอม ก็จะแต่งตาน้อย  อาจจะแค่กรีดอายไลน์เนอร์ ถ้าแต่งเต็มจริงๆ แต่ส่วนมากพี่จะแต่งแนวธรรมชาติ ก็คือไม่ได้แต่งจัดมากค่ะ และพี่ไม่ได้แต่งหน้าทุกวันด้วยค่ะ

ถ้าถามว่าต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ ไปถึงเรื่องของการแต่งหน้าแต่งตัว อันนี้แน่นอนค่ะ ก็คือ สภาพภายนอกเรานั่นแหละ จะแสดงถึงแบรนด์หรือตัวตนของตัวเรา เพราะฉะนั้นน้องอาจจะต้องดูแลตัวเองในทุกด้านนอกเหนือไปจากการโพสต์งานอย่างประจำผ่านทาง social network ต่างๆ และพี่ก็เขียน entry ไปหลาย entry  เรื่องนี้น้องลองย้อนกลับไปดูได้ เช่น โพสต์งานแล้วไม่ได้รับความสนใจ หรือ มี  feedback น้อยจะทำยังไง?

ก็คือน้องต้องให้เวลากับมันค่ะ ถ้าปัจจุบันน้องยังโพสต์น้อย และฟีดแบ็คที่ได้ไม่โอเค น้องต้องถามตัวเองว่าอะไรคือสาเหตุ?ทั้งๆที่จริงๆแล้วน้องอาจจะวาดรูปเก่งหรือลายเส้นโอเคในระดับหนึ่ง แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร มันก็มีหลายทางค่ะ ในการกระตุ้นหรือการสร้างความสนใจ เช่น โทนในการโพสต์ของน้อง รูปที่น้องวาด

นั่นก็คือ ถ้าน้องอยากได้ฟีดแบ็คดีมากๆน้องต้องรู้ว่าคนส่วนมากชอบอะไร ลายเส้นแบบไหนกำลังอิน หรือมีวิธีดึงดูดความสนใจอย่างไร ถ้าน้องไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือทำความเข้าใจตลาดบ้าง น้องก็จะได้รับฟีดแบ็คไม่ดีไปเรื่อยๆ ทำให้กำลังใจหดหาย ทั้งๆที่จริงๆน้องอาจจะทำดีแล้วก็ได้ค่ะ ซึ่งเรื่องนี้ให้น้องสังเกตุจากคนที่ได้รับฟีดแบ็คเยอะๆดู ว่าเขาโพสต์อะไร ยังไงค่ะ นั่นก็คือหากรณีศึกษาหรือ case study นั้นเอง

ส่วนหนังสือที่พี่แนะนำให้น้องไปอ่านคือ 22 immutable law of branding ของ Al ries และ Laura ries ค่ะ

===========================================================

ถาม:อยากเบนสายงานมาเป็นนักวาดภาพประกอบค่ะ ตอนนี้เป็นดีไซน์เนอร์ แต่ด้วยอยู่ในระบบอุตสาหกรรม ทำให้ไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งที่เราชอบได้ ระบบงานให้พูดตรงๆเลยคือ ต้องไปก๊อปคนอื่นมาอีกที ทำให้เบื่อตัวงาน ประกอบกับรับวาดportraitบ้างและทำงานนี้แล้วรู้สึกดีกว่า มีความสุขกว่า เลยอยากปรึกษาพี่มุ่ยว่า ควรจะเริ่มอย่างไรดี รับงานอย่างไร หางานอย่างไร 

รบกวนด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ

( เรื่องตั้งราคาก็อยากรู้แต่พี่มุ่ยกำลังจะเขียนต่อพอดี จะรออ่านตอนนั้นละกันนะคะ 🙂 )

===========================================================

 ตอบ:สวัสดีค่ะ แนะนำน้องให้ลองไปอ่านเอนทรี่เก่าๆที่พี่พูดถึงเรื่องนี้ไว้พอสมควรนะคะ ลายเส้นของน้องที่แนบมา พี่คิดว่างานน้องยังขาดความโดดเด่น คือน้องจะต้องมีทิศทางในการทำงานที่ชัดเจนกว่านี้มากค่ะถ้าน้องจะก้าวเดินทางสายนี้ต่อไป

แต่เรื่องของฝีมือนั้น เราสามารถทดแทนด้วยอย่างอื่นได้ค่ะ เรามีฝีมือประมาณนึง แต่เราสามารถสร้างจุดเด่นที่ไม่เหมือนคนอื่นด้านอื่นๆได้ ถ้าน้องไม่ได้เพนท์หรือไม่ได้วาดเก่งมาก น้องอาจจะใช้การบรรยายหรือทำงานแนวเน้นไอเดีย วาดน้อยๆ โดยส่วนตัวแล้วในบรรดารูปที่น้องส่งมานั้น พี่ชอบรูปขาวดำที่เป็นผู้หญิงมากที่สุดค่ะ

พี่เห็นน้องบอกว่าเป็นดีไซน์เนอร์เลยไม่แน่ใจว่าเป็นดีไซน์เนอร์ด้านไหน ถ้าเป็นพวกกราฟฟิค ดีไซน์เนอร์ น้องมีสกิลหรือทักษะที่แตกต่างจากคนอื่นแน่นอนที่พอน้องวาดรูปแล้ว ทำให้เราสามารถเอาสิ่งที่เกี่ยวข้องหรือมาทางสายงานด้านนี้ มาพัฒนาให้งานวาดภาพประกอบของเราน่าสนใจได้

ยังไงก็ตามพี่คิดว่าน้องไม่ควรจะเน้นงานสำนักพิมพ์หรืองานจากบริษัทอย่างที่ย้ำกับคนอื่นๆเสมอๆ เนื่องจากงานพวกนี้ส่วนมากแล้วคู่แข่งหรือคนทำเหมือนๆกันเยอะมาก การที่น้องทำงานกับสำนักพิมพ์ ถ้าน้องไม่ได้เป็น full time freelance แล้ว หรือน้องไม่เคยรับงานสำนักพิมพ์มาก่อนเลยตรงนี้จะยากมาก รวมไปถึงงานจากสำนักพิมพ์ส่วนมากจุกจิกแก้เยอะค่ะ(บางที่นะ) ฉะนั้น ถ้าน้องเริ่มเดินทางสายนี้ตอนนี้ พี่แนะนำน้องควรสร้างแฟนเบสหรือฐานลูกค้า แล้วทำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายของน้องออกมาขายจะดีกว่ามากค่ะ สุดท้ายนี้ก็สู้ๆค่ะ หวังว่าที่พี่ตอบจะเป็นประโยชน์กับน้องบ้างนะคะ

===========================================================

ถาม:พี่มุ่ย ผมปั๋นครับ เคยเขียนไปปรึกษาพี่มุ่ยเมื่อซักประมาณ 1-2 เดือนที่แล้วถ้ายังจำได้ครับ ^^

 คราวก่อนเขียนไปถามเรื่องการวาดรูปเป็นอาชีพเสริม หลังจากนั้นผมเลยเริ่มรับจ้างวาดการ์ตูนทั่วๆไปครับ งานผมจะเป็นลักษณะ ภาพการ์ตูนของตัวคุณ เหมือนกับจะให้เป็น Avatar ของคนๆนั้นในแบบการ์ตูนน่ารักๆตามที่ผมถนัด มีคนสนใจให้วาดเยอะพอสมควรเลยครับ เป็นรายได้เสริมที่ดีมากๆเลย ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจในระดับนี้ครับ ผมเลยเริ่มมีกำลังใจขึ้นมาอีกหน่อย

รอบนี้อยากจะปรึกษาว่า

 1.จะทำยังไงให้คนรับรู้ และสนใจในงานของผมเพื่อจะได้มีงานเข้ามาเรื่อยๆครับ ส่วนตัวผมเป็นคนที่คิดและเขียนเนื้อเรื่องหรือเล่าเรื่องไม่เก่งเลยครับ วาดได้แต่รูปแต่ไม่รู้จะใส่เนื้อเรื่องอะไรลงไปให้น่าสนใจ ถ้านอกจากการเขียน blog หรือ ทำ fan page ยังพอมีทางอื่นอีกมั้ยครับ เพราะตอนนี้คือมาจากกระแสปากต่อปากจากลูกค้าที่ชอบในงานเรา และบอกต่อๆไป และมีลงให้ดู fb ส่วนตัวของผมบ้าง

2.การตั้งราคาผลงาน ตอนนี้ผมลองตั้งราคาจากขนาดของภาพครับ ถ้าภาพเล็กๆก็ราคาถูกหน่อย ใหญ่ขึ้นก็อีกราคา แต่มาลองคิดไปคิดมา บางคนรูปเล็กก็จริง แต่ให้ใส่รายละเอียดเยอะเลยคิดว่าจะตั้งราคาเท่าเดิมก็ไม่ได้ ตอนนี้เลยสับสนนิดๆว่าจะตั้งราคาจากอะไรดี และจะอธิบายลูกค้ายังไงเรื่องการตั้งราคา 

 3.คือผมตั้งใจว่าจะรับวาดแบบนี้ไปซักพักนึงก่อนครับ แต่ไม่กะทำเป็นประจำ เพราะที่ตั้งใจจริงๆคือได้วาดภาพประกอบหนังสือ นิยาย หรือภาพประกอบในนิตยสาร โดยที่คิดไว้ว่าถ้าฝีมือดีกว่าขึ้นแล้วจะไปลองฝึกใช้ Illus หรือ โปรแกรมอื่นๆต่อไปครับ หรืออีกหน่อยฝีมือและแนวคิดดีกว่านี้อาจจะลองแต่งเรื่อง และวาดภาพประกอบเองด้วยเลยให้ออกแนว Comic essay ละมั้งครับ ที่เค้าเรียกๆกัน 

สุดท้ายผมแนบรูปที่ีเคยวาดมาให้ดูด้วยครับ ส่วนใหญ่ผมพอจะเห็นแล้วครับว่างานมันจะวนเวียนอยู่ประมาณที่ รับปริญญา ของขวัญวันเกิด งานแต่ง งานครบรอบ ฯลฯ

ขอบคุณมากๆครับ ^^

 ปั๋น

https://www.facebook.com/chanakarl.tinsulanonda

img-606115606-0001 img-609111315-0001 img-609111451-0001 img-609111620-0001 img-616091750-0001 (1) img-616091750-0001

===========================================================

ตอบ:จำได้ค่ะ แต่เพิ่งเห็นลายเส้นน้องนี่แหละ เอาเรื่องลายเส้นนะ น่ารักเลยแหละ สนับสนุนให้วาดต่อไปอย่าเลิกวาด แนวนี้แบบดูสบายๆ แล้วก็ถ้าใส่เนื้อเรื่องให้ภาพน่าจะเข้าท่ามาก ลายเส้นดูเด่นดี ถ้าเทียบกับคนวาดแนวๆนี้ที่พี่เคยเห็น ถ้าให้แนะนำ น้องควรโฟกัสแนวถนัดของน้องแนวนี้ต่อไป และจับตลาดคนซื้อเอาไปฝากเพื่อนให้ของขวัญวันเกิด รับปริญญา แต่งงาน อะไรประมาณนี้

พี่เห็นราคาที่น้องตั้งแล้ว พี่คิดว่าน้องตั้งถูกนะคะ(หมายถึงราคาถูก) แต่เรื่องเหมาะสมกับลูกค้าไหม น้องต้องลองคิดเป็นรายชั่วโมงดูค่ะ และขึ้นอยู่กับวัยของน้อง พี่จำไม่ได้ว่าน้องเป็นเด็กมหาวิทยาลัยอยู่หรือเปล่า หรือว่าทำงานแล้ว ถ้าลายเส้นที่น้องวาดส่งลูกค้าเป็นประมาณที่น้องส่งมาให้พี่ดู แล้วคิดราคาประมาณที่น้องเขียนไว้นั้น ถ้าน้องทำโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที-1 ชั่วโมง ถือว่าเป็นเรทที่โอเค แต่ยังต่ำอยู่ค่ะ  แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดนะ คือสำหรับลูกค้าคนไทย ภาพรายละเอียดประมาณนี้ๆ แล้วก็ราคาเท่านี้ ก็คือเป็นราคาที่คนไทยทั่วๆไปโอเคอยู่

ยังไงก็ตามระยะนี้พี่เห็นมีคนตั้งรับวาด เริ่มที่  100 บาทหลายคน ก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยค่ะ เนื่องจากคิดราคาถูกจริงๆ ยังไงก็ตามเรื่องของการตั้งราคามันเป็นเรื่องของความพอใจเฉพาะบุคคลค่ะ เนื่องจาก บางคนอาจจะพอใจวาดที่ราคานั้นก็ได้ แต่เรื่องนี้มันก็เพิ่งมีฝรั่งคนหนึ่งที่วาดเก่งมากๆและทำงานด้านนี้เป็นอาชีพเลยมาพูดเรื่องราคาค่ะ ชื่อ Anthony Jones ไว้วันหลังพี่จะเอามาเขียนค่ะ(ถ้าไม่ลืมเสียก่อนนะ) แต่พี่ Anthony นี่เขาบอกว่า ถ้าเป็นเขานี่ 75$/ชั่วโมงคือเรทราคาที่พอรับได้ (อันนี้ที่พี่จำได้นะ พอดีบทความมันยาวประมาณนึง)

ยังไงก็ตามเรื่องของการตั้งราคาไว้ถูกนั้น เราสามารถค่อยๆอัพราคาได้ทีละนิดๆค่ะ นั่นก็คือพอน้องมีพอร์ทโฟลิโอหรือคนมาจ้างน้องวาดพอสมควรแล้ว น้องค่อยๆขึ้นราคาทีละ 50-100 บาท ยังถือว่าอยู่ในเรทราคาที่รับได้ แต่น้องอาจจะเพิ่มบริการ หรืออะไรบางอย่างเข้าไปพ่วงกับการตั้งราคา เช่น สามารถแก้ไขได้เพิ่มขึ้น หรืออัดรูปให้ด้วย หรือใส่กรอบให้ แถมเคสโทรศัพท์ฟรี อะไรทำนองนี้ คือทำอะไรก็ได้ที่มันเพิ่มคุณค่างานของน้องน่ะค่ะ เรื่องนี้น้องไม่ได้ถาม แต่พี่จะตอบให้ค่ะ

ส่วนเรื่องที่น้องถามมา ขอตอบเป็นข้อๆนะคะ

 1.จะทำยังไงให้คนรับรู้ และสนใจในงานของผมเพื่อจะได้มีงานเข้ามาเรื่อยๆครับ ส่วนตัวผมเป็นคนที่คิดและเขียนเนื้อเรื่องหรือเล่าเรื่องไม่เก่งเลยครับ วาดได้แต่รูปแต่ไม่รู้จะใส่เนื้อเรื่องอะไรลงไปให้น่าสนใจ ถ้านอกจากการเขียน blog หรือ ทำ fan page ยังพอมีทางอื่นอีกมั้ยครับ เพราะตอนนี้คือมาจากกระแสปากต่อปากจากลูกค้าที่ชอบในงานเรา และบอกต่อๆไป และมีลงให้ดู fb ส่วนตัวของผมบ้าง

-อันนี้พี่คิดว่าน้องควรตัดเส้นทางที่เสียเวลาออกไปเลยค่ะ ก็คือถ้าน้องโพสต์ facebook แล้วได้ผล น้องก็ลดเวลาที่ใช้กับอย่างอื่นไป ตามกฏ 80/20 ค่ะ นั่นก็คือทุกความพยายามในการโปรโมทหรือทำอะไรก็ตามของน้อง มันจะเป็นอัตราส่วนนี้เสมอค่ะนั่นก็คือ ภาพ 20% ของน้องเป็นภาพที่ได้รับความนิยมที่สุด ลูกค้า 20% ของน้อง ซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการของน้องมากที่สุด หน้าที่น้องคือต้องหาว่า 20% ที่ได้ผลที่สุดคืออะไรแล้วก็ rinse-repeat หรือทำซ้ำๆค่ะ

ยกตัวอย่างของพี่ค่ะ ก่อนหน้านี้มี social network อยู่หลายตัว คือเยอะมาก แต่ที่พี่โพสต์แล้ว feedback ดีในสมัยก่อน ก็คือDeviantart นอกจากนี้พี่ยังโฟกัสลูกค้าในต่างประเทศตอนที่รับจ้างวาดรูป เพราะฉะนั้นพี่จึงตัดอันอื่นๆออกไป

ทั้งนี้ถ้าการอัพเดทมันไม่ได้ยากมาก น้องก็ควรค้นหาค่ะ ว่าน้องทำอะไรแล้วได้ผล เช่นในต่างประเทศ นอกจากอัพเดทบลอคและ facebook เขายังมี Tumblr,Pinterest ที่กำลังอินอยู่ในขณะนี้ รวมไปถึง Livestream,Ustream ซึ่งสามารถถ่ายทอดสดและพูดคุยกับแฟนๆได้ทันที นักวาดที่มีชื่อเสียงหลายๆคนก็พบปะแฟนๆได้โดยวิธีนี้ นอกจากนี้เวลาน้องอัพรูปใหม่ๆน้องควรทำ tag ไปที่ facebook profile ของน้องด้วย เผื่อเพื่อนๆน้องเห็นแล้วเพื่อนน้องอาจจะมาจ้างน้องวาดรูปได้ค่ะ

นอกจากนี้ แนะนำทางที่พี่ทำแล้วได้ผล นั่นก็คือการเขียนบลอคและการอัพบลอค อย่างที่น้องว่ามา เนื่องจาก นักเรียนส่วนหนึ่งมาเรียนเพราะ search ผ่าน google มาแล้วพอเห็นเว็บอ่านบทความแล้วอาจจะชอบก็เลยลงเรียนเป็นต้นค่ะ ที่น้องบอกว่ามีทางนอกจากนี้ไหม มันก็มีแต่ประสิทธิภาพของแต่ละเส้นทางอาจจะไม่เท่ากัน

นอกจากนี้ช่องทางที่น้องเลือกควรสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย คือน้องควรจะรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของน้อง hangout อยู่ที่ไหน?มีไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร,รายได้เท่าไร,ช่วงอายุเท่าไร เป็นต้นค่ะ เพราะมันจะทำให้น้องกำหนดแนวทางในการโปรโมทเว็บไซต์หรือเพจให้เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับลูกค้า นอกจากนี้พี่คิดว่าถ้าน้องมีทุนประมาณหนึ่ง การใช้ Ad ใน facebook หรือ Google ก็อาจจะเป็นคำตอบที่ดี

ถ้าถามว่าใช้อะไรดีกว่ากัน โดยปกติแล้วคนที่เล่น facebook เขาเข้ามาไม่ได้ต้องการหาซื้อสินค้าหรือบริการค่ะ แต่เข้ามาคุยกับเพื่อน อัพเดทชีวิต ดูดรูป ซึ่งพวก Ad ใน facebook นั้น ถ้าน้องขายสินค้าหรือบริการ แล้วต้องการปิดการขาย น้องอาจจะใช้ boostpost ซึ่งมันก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลเสมอไป ขึ้นอยู่กับสินค้าน้องเป็นอะไร?ถ้าสินค้าน้องยิ่งราคาสูง หรือเกี่ยวกับสุขภาพ ลูกค้าจะต้องมีความเชื่อใจน้องพอสมควร

ยกตัวอย่างเช่นพวกขายครีม อันนี้รู้กันอยู่ว่าคนทั่วๆไปเสพย์ข่าวเยอะ ก็จะรู้ว่าครีมทั่วๆไปที่ขายตามอินเตอร์เนทนั้นราคาแพงและมีสารอันตรายเช่น ปรอท ปะปนในบางเจ้า เพราะฉะนั้นถ้าน้องขายสินค้าประเภทๆนี้น้องจะต้องมี อ.ย.ยืนยันเพื่อให้ลูกค้าเชื่อใจ

แต่ถ้าน้องไม่ได้ต้องการขายสินค้าในทันที แต่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า(CRM-customer relationship management) ให้เลือก promote page ค่ะ  โดยที่เมื่อน้องเลือกวิธีนี้ไปแล้ว ลูกค้าอาจจะต้องตามอ่าน timeline ที่น้องเขียนค่ะ เช่น น้องอาจจะเขียนหรือโพสต์อะไรที่เข้ากับกลุ่มเป้าหมายอย่างที่พี่บอก แล้วมันจะเกิดการบอกปากต่อปากไปเรื่อยๆ โดยที่ก่อนที่ลูกค้าน้องจะเชื่อใจน้องจนตัดสินใจซื้อมันจะมีกระบวนการบางอย่างอยู่ค่ะ เช่น เห็นad==>อ่านtimeline==>สมัครรับอีเมล์ข่าวสาร==>ได้รับอีเมล์เป็นความรู้สัปดาห์ละครั้ง==>อ่านบลอคเป็นประจำ==>ซื้อสินค้าหรือบริการ เป็นต้นค่ะ

สำหรับ google ad นั้น คนที่ค้นหาจาก google ad จะมีความต้องการในการซื้อสินค้าหรือบริการอยู่แล้วค่ะ แต่ถ้าเราจะใช้ google ad เราจะต้องวัด conversion rate เป็นด้วยค่ะ conversion rate  คืออัตราการซื้อของลูกค้าเทียบกับยอดวิวหรือยอดคลิ้กค่ะ เช่น ถ้าคนเข้ามาเว็บน้อง 100 คนจาก ad แล้วมี 30 คนซื้อสินค้าหรือบริการน้อง อย่างนี้เรียกว่า conversion rate 30% ค่ะ

โดยการที่จะเพิ่มรายได้ของน้องหรือทำให้คนจ้างน้องมากๆขึ้น ไม่ใช่ว่าน้องต้องไปโปรโมทสถานที่อื่นเพิ่มเติม เนื่องจากบางกรณีมันเสียเวลาเปล่าๆ สู้น้องโปรโมทในที่ๆได้ผลจริงๆไปเลย แต่การเพิ่มจำนวนลูกค้า โดยไม่โพสต์ที่อื่นๆเพิ่มนั้น น้องต้องเพิ่ม conversion rate หรือ เพิ่ม Average dollar purchase หรือว่าอัตราในการซื้อสินค้าและบริการต่อลูกค้าหนึ่งคนแทน

วิธีนี้ สามารถทำได้เช่น การพ่วงบริการอื่นๆ และสินค้าอื่นๆที่มีความเกี่ยวข้องเข้าไป ตัวอย่างเช่น น้องขายเคสโทรศัพท์มือถือ เคสละ 500 บาท ซึ่งราคานี้น้องรับวาดภาพลงบนเคสให้ด้วย น้องสามารถเพิ่ม Average dollar purchase หรืออัตราการซื้อ เช่น ซื้อเคสแรกแถมเคสอีกอันที่เป็นลาย fix หรือลายที่น้องสร้างไว้อยู่แล้ว โดยเพิ่มเงินเพียง 100 บาท และไม่ใช่เคสที่ custom หรือออกแบบเฉพาะสำหรับลูกค้า วิธีนี้ทำให้ลูกค้าน้องเสียเงินซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นค่ะ

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง upsell,crosssell อันนี้ไว้เจอกันบล็อคถัดๆไปแล้วกันค่ะ

 2.การตั้งราคาผลงาน ตอนนี้ผมลองตั้งราคาจากขนาดของภาพครับ ถ้าภาพเล็กๆก็ราคาถูกหน่อย ใหญ่ขึ้นก็อีกราคา แต่มาลองคิดไปคิดมา บางคนรูปเล็กก็จริง แต่ให้ใส่รายละเอียดเยอะเลยคิดว่าจะตั้งราคาเท่าเดิมก็ไม่ได้ ตอนนี้เลยสับสนนิดๆว่าจะตั้งราคาจากอะไรดี และจะอธิบายลูกค้ายังไงเรื่องการตั้งราคา 

-จริงๆพี่ก็อ่านหนังสือมาหลายเล่มเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงนั้นก็คือเรื่องของการตั้งราคา  พี่เคยเจอบางเล่มเขียนสูตรซะวุ่นวาย เช่น เอาค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจิปาถะ มาบวกลบคูณหารกับรายได้ต่อชั่วโมง และบางคนที่พี่เคยอ่านก็ชอบสร้างสูตรในการคิดราคานู่นนั่นนี่วุ่นวายอย่างที่พี่เคยบอกในเอนทรี่ๆผ่านมา ซึ่งถามว่ามันจำเป็นไหม อันนี้มันแล้วแต่คนค่ะ บางคนอาจจะรู้สึกโอเคกว่าถ้ามีสูตรในการคิดราคา หรือตั้งราคาที่แน่นอน

อย่างไรก็ตามการตั้งราคาของงานวาดนั้นไม่เหมือนกัน มันอยู่ที่เราได้  positioning หรือสร้างตำแหน่งในตลาดของเราไว้ที่ระดับไหนค่ะ?

ส่วนเรื่องนี้นั่น เราก็ต้องสร้างหลักฐานหรือสิ่งที่เราคิดว่าเราเหมาะกับราคาระดับนั้นมากขึ้น เช่น ยกตัวอย่างค่ะ ตากล้องมือรางวัล กวาดรางวัลมามากมาย ย่อมราคาสูงกว่าตากล้องคนอื่นๆ และตากล้องคนนั้นๆจะไม่รับงานระดับต่ำกว่านั้นลงมาเลย เช่น ถ้าเป็นตากล้องขึ้นหิ้งไปแล้ว น้องไม่มีทางเห็นตากล้องเหล่านี้มารับงานถ่ายรูปรับปริญญาทั่วๆไปค่ะ

ไม่ได้บอกว่างานรับปริญญาเป็นงานต่ำนะคะ หมายถึงมันเป็นงานที่ไม่เหมาะกับ positioning ที่ตากล้องคนนั้นอยู่ค่ะ ถ้าจะถ่ายรูปรับปริญญาสำหรับตากล้องมือรางวัล มันอาจจะเป็นการถ่ายรูปรับปริญญาใน สถานที่ หรือ concept ที่แตกต่างออกไปจากเดิมๆ แต่น้องอาจจะไม่เห็นตากล้องเหล่านี้เดินตามนักศึกษาเพื่อไปถ่ายรูปในมหาวิทยาลัยค่ะ

เนื่องจากงานถ่ายรูปรับปริญญาเป็นงาน mass ค่ะ ก็คืองานที่มีตลาดใหญ่กว่ารองรับแน่นอน ถ้าน้องถ่ายเก่งประมาณนึง น้องอาจจะได้ 2,500-5,000 หรือเกินกว่านั้นต่อวันค่ะ

ถ้าให้เปรียบกับวงการ illust หรือวงการงานวาดภาพประกอบ ก็คือ อาจจะเป็นพวกงานวาดภาพประกอบปก และ editorial คือ งาน mass หรือขายคนหมู่มากได้นั่นเองค่ะ ถ้าถามว่ามันดีไหม การทำงานให้เป็นงานที่ขายคนหมู่มากได้ มันก็ย่อมดีอยู่แล้วค่ะ เนื่องจากงาน mass ส่วนมากฐานลูกค้าเยอะกว่า ตลาดที่คู่แข่งหรือคนทำเยอะๆนั้น มันแสดงให้เห็นว่าตลาดนั้นใหญ่ค่ะ

ทั้งนี้งานทุกอย่างมีข้อดีข้อเสียของมัน ถ้าน้องต้องการจะอัพราคางานของตัวเอง น้องก็ต้องเพิ่มคุณค่าของตัวเองและงานของตัวเองก่อน เช่น ลงประกวด หลายๆเวที,ส่งภาพไปลงนิตยสาร หรือวิธีอื่นๆ

นอกจากนี้รายชื่อลูกค้าที่น้องทำก็มีผลเช่นกัน เช่นน้องอาจจะได้ทำงานกับลูกค้าที่ high profile หน่อย หรือลูกค้าที่สามารถทำให้ราคางานน้องถีบตัวขึ้นไปอยู่อีกระดับหนึ่ง ดังนั้น การ  positioning  ตัวเอง น้องต้องมีความชัดเจนพอสมควร เช่น รับลูกค้าเป็นบริษัท(B2B-business to business) หรือรับเป็นลูกค้าทั่วไป(B2C-business to customers) แน่นอนว่าลูกค้าทั่วไปน้องจะได้เงินน้อยกว่าลูกค้าที่เป็นบริษัท แต่น้องก็จะไม่มีเรื่องปวดหัวตามมาทีหลังค่ะ

ยังไงก็ตามขอยกตัวอย่างค่ะ เช่น ในวงการโฆษณา มันจะมีความต้องการสวนทางกันค่ะ ระหว่างครีเอทีฟโฆษณากับลูกค้า ลูกค้าส่วนมาก มักจะต้องการโฆษณาแบบที่ขายสินค้าได้ดีกว่า ส่วนครีเอทีฟโฆษณาจำนวนหนึ่งจะเน้นกล่อง หรือว่ารางวัล นั่นก็คือ Cannes Lion ค่ะ เป็นที่รู้กันเลยว่า คนไทยเก่งมากค่ะ เรื่องนี้ เอเจนซี่ไทยได้รางวัลเยอะมากค่ะ

และหลายๆบริษัทไม่ได้เป็นบริษัทข้ามชาติอย่าง Leo burnett,Saachi&Saachi,แต่เป็นเอเจนซี่ที่รันโดยคนไทย เช่น Creative Juice G1 หรือ Jeh United ซึ่งถ้าถามว่าทำไมครีเอทีฟส่วนมากอยากได้กล่อง หรืออยากได้รางวัล แน่นอนว่า การได้รางวัล Cannes Lion คือที่สุดของที่สุดแล้ว และสามารถเพิ่มระดับของเอเจนซี่นั้นๆได้โดยตรง ลูกค้าที่เข้ามาก็จะเป็นลูกค้าที่ profile ดียิ่งขึ้น ทำให้เอเจนซี่สามารถ positioning หรือวางตำแหน่งตัวเองในตลาด ในระดับที่สูงกว่าได้ค่ะ เรื่องนี้ก็คือสิ่งที่พี่บอก ก็คือถ้าน้องจะตั้งราคาเอาไว้สูง Value หรือคุณค่าที่น้องส่งมอบให้ลูกค้า ต้องเหนือกว่าคนที่อยู่ทั่วๆไปในวงการเดียวกัน

ส่วนเรื่องของการตั้งราคาที่ต่ำกว่า มันก็มีข้อดีตรงที่ เราสามารถเก็บลิสต์ลูกค้าได้มันก็เหมือนตีมอนส์เตอร์เก็บเลเวล คือเราต้องตีตัวที่เราตีได้ คือเราต้องรู้ศักยภาพตัวเองว่าอยู่ประมาณไหนค่ะ

แต่พี่ไม่แนะนำให้ตั้งราคาต่ำเกินเนื่องจาก พอจะขึ้นราคาทีหลังมันยากกว่า รวมไปถึงการที่จะทำงานในระดับที่ดูสูงขึ้นมายากกว่าด้วย ถ้าเป็นกรณีนี้ น้องอาจจะต้องหยุดรับงานสักพักเพื่อไปสร้าง Value หรือคุณค่าในตลาดที่มากขึ้น เช่น ชนะประกวด หรือลงนิตยสาร,ออกทีวี เมื่อน้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ น้องจะสามารถอัพราคาได้ประมาณหนึ่งค่ะ

ส่วนเรื่องที่น้องถามมา ถ้าน้องต้องใช้เวลาต่อภาพเยอะขึ้น ไม่ว่าจะขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ถ้าเพิ่มรายละเอียด เพิ่มราคาเรื่องนี้ถูกต้องแล้วค่ะ

3.คือผมตั้งใจว่าจะรับวาดแบบนี้ไปซักพักนึงก่อนครับ แต่ไม่กะทำเป็นประจำ เพราะที่ตั้งใจจริงๆคือได้วาดภาพประกอบหนังสือ นิยาย หรือภาพประกอบในนิตยสาร โดยที่คิดไว้ว่าถ้าฝีมือดีกว่าขึ้นแล้วจะไปลองฝึกใช้ Illus หรือ โปรแกรมอื่นๆต่อไปครับ หรืออีกหน่อยฝีมือและแนวคิดดีกว่านี้อาจจะลองแต่งเรื่อง และวาดภาพประกอบเองด้วยเลยให้ออกแนว Comic essay ละมั้งครับ ที่เค้าเรียกๆกัน 

สุดท้ายผมแนบรูปที่เคยวาดมาให้ดูด้วยครับ ส่วนใหญ่ผมพอจะเห็นแล้วครับว่างานมันจะวนเวียนอยู่ประมาณที่ รับปริญญา ของขวัญวันเกิด งานแต่ง งานครบรอบ ฯลฯ

ขอบคุณมากๆครับ ^^

-เอ…เรื่องนี้พี่คิดว่าพี่พูดไปแล้วในเอนทรี่ก่อนๆและคำถามของน้องๆคนอื่นๆ เนื่องจากหลายๆคนยังคิดอยู่ว่าการทำงานวาดภาพประกอบหรือวาดรูปนั้นน้องต้องทำกับสำนักพิมพ์อย่างเดียว ซึ่งพี่คิดว่ามันไม่จำเป็นค่ะ อย่างไรก็ตามถ้าน้องมีความฝันเช่น ได้ออกรวมเล่มหนึ่งสือของตัวเองอะไรทำนองนี้พี่คิดว่าก็โอเคค่ะ ซึ่งการที่น้องจะออกพ็อคเกตบุ๊กเป็นของตัวเอง

สำหรับพี่ พี่คิดว่าไม่ยากค่ะ น้องแค่ต้องส่งต้นฉบับไปในที่ๆเหมาะสมกับงานของน้อง ทั้งนี้ จากที่พี่ดูงานน้องพี่คิดว่างานน้องเหมาะกับหลายๆสำนักพิมพ์ค่ะ เช่น Bunbook,Salmonbook,Springbook,Let’s หรืออื่นๆ โดยที่การที่น้องจะออกงานกับสำนักพิมพ์เหล่านี้ได้ ลายเส้นน้องโอเคในระดับหนึ่งแล้ว คือน่ารักและไม่ญี่ปุ่นจ๋า ซึ่งสำนักพิมพ์ที่พี่ว่ามานั้นแหละน้องสามารถเสนอต้นฉบับได้

แต่ควรเสนอทีละแห่งอย่าโลภส่งทุกอันเลย ถ้าได้มากกว่า 1 น้องจะเสียเครดิตค่ะ ส่งทีละสำนักพิมพ์แล้วรอผลทีละแห่ง นอกจากนี้ น้องต้องทำการบ้านเพิ่มเรื่องของเนื้อเรื่อง ว่าน้องจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร?คือภาพน้องมันน่ารักดีแล้ว แต่มันยังขาดเนื้อเรื่องค่ะ ซึ่งสำนักพิมพ์ที่ว่ามาทุกสำนักพิมพ์นั้น เน้นเนื้อเรื่องเป็นหลักทั้งสิ้นค่ะ ลองเริ่มจากเหตุการณ์น่าสนใจในชีวิตประจำวันของน้อง เขียนให้ดูมีมุข มีการหักมุมของเรื่อง มีรูปประกอบคำบรรยาย โดยที่พยายามออกห่างจากฟอร์แมทการเขียนการ์ตูนญี่ปุ่นเข้าไว้ค่ะ

สำหรับพี่ตอนที่พี่ได้ออกพ็อคเกตบุ๊กพี่เคยเล่าไปแล้ว ว่าจริงๆพี่ก็อยากเขียนหนังสือมานานแล้ว แต่ตอนออกพ็อคเกตบุ๊กได้มันเนื่องมาจากบ.ก.สยามอินเตอร์ขณะนั้นคือคุณกอล์ฟพอกลอน มาอ่านงานพี่แล้วชอบค่ะ เนื่องจากตอนนั้นพี่เขียนงานแล้วได้ฮ็อตโพสต์บ่อยมากมันเลยเป็นที่มา ทั้งนี้พี่ก็ผ่านมาเยอะค่ะ เรื่องของคำวิจารณ์หลายๆรูปแบบ ทั้งเขียนแล้วมีคนด่าบ้าง คนชมบ้าง มันก็เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ซึ่งน้องก็ต้องเตรียมใจเรื่องนี้ด้วย ก็คือถ้างานน้องออกสู่สาธารณะหรือคนหมู่มาก ย่อมมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบงานน้องค่ะ

ยังไงก็ตามสุดท้ายแล้วถ้าน้องทำงานคนเดียว ไม่ใช่เป็นเอเจนซี่ แนะนำว่าให้น้องโฟกัสที่ลูกค้าทั่วไปจะเวิร์คกว่ามากค่ะ และทำเป็นงานส่วนตัว อย่างที่น้องทำอยู่นั่นแหละ ซึ่งตลาดอันนี้กว้างกว่าเยอะมากค่ะ น้องไม่ควรจะทิ้งตรงนี้ไป เพราะว่าตลาดของพ็อคเกตบุ๊กอัตราการแข่งขันสูงกว่าค่ะ นอกจากนี้ คนทั่วๆไปนี้ ยังตัดสินใจซื้อและ สร้าง cashflow หรือ กระแสเงินสดให้น้องได้มากกว่าการรับงานจากบริษัท ถ้ารับงานจากบริษัท มันจะมีแบบ เงินกว่าจะได้ต้องปิดโปรเจคก่อน คือได้เงินช้ากว่าแน่นอน ถ้าน้องทำงานต้องผ่อนบ้านอะไรแบบนี้อาจจะลำบากหน่อย

นอกจากนั้น งานที่เป็นระดับแบบอินเตอร์เช่น งานการ์ดเกมของต่างประเทศ,หรืองานเว็บคอมิคที่เน้นลูกค้าชาวต่างประเทศนั้น หลายๆส่วนน้องอาจจะต้องอาศัยทีม และน้องต้องเก่งภาษา รวมไปถึงมี connection หรือสร้าง connection กับบริษัทต่างๆไว้ดี

สำหรับบริษัทที่พี่เคยอยู่สมัยก่อนมีวิธีหางานคือ ทำอาร์ทบุคแล้วไปออกงาน convention ไปเจอบ.ก.โดยตรงเลย ซึ่งงานคอมิคใหญ่ๆ อย่าง Sandiego comicon มักจะมี บ.ก.ไปรีวิวผลงานอยู่แล้วค่ะ

แต่พี่คิดว่างานน้องเน้นขายคนไทยดีกว่าค่ะ เนื่องจากถ้าเป็นต่างประเทศนี่แนวของน้องยากนิดหนึ่ง แนวนี้ถูกใจคนไทยค่ะ งานดูสบายๆน่ารักๆ ซึ่งถ้าน้องมีความฝันเรื่องอยากให้งานอินเตอร์ไปถึงต่างประเทศน้องอาจจะโฟกัสเรื่องของการทำ comic essay ที่น้องว่า แล้วอาจจะลุ้นว่ามีต่างประเทศอย่างไต้หวันเอางานน้องไปแปลหรือเปล่า?เรื่องนี้พี่คิดว่าน้องควรจะอยากได้แบบปล่อยวางนิดหนึ่งค่ะ ก็คือ ถ้าเราทำไปแล้ว สำเร็จหรือไม่สำเร็จยังไงเราก็รับผลนั้นๆได้ค่ะโดยไม่ตีอกชกตัวว่าเราไม่เก่ง ก็เลยไม่ได้ไปไกลกว่านี้ ให้หยุดความคิดลบๆแล้วขยันสร้างผลงานต่อไปค่ะ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ค่ะ

===========================================================

ต่อมาเป็นการรีวิวผลงานของน้อง Mint sch bkg ค่ะ

1079197_618403284921483_778857662_n 10405884_616175751810903_1207130723_n 10425596_618403291588149_249977462_n 10428733_615922978502847_1463158815_n 10428971_617654078329737_1086887795_n 10443910_616891211739357_1762731649_n 10449561_618403288254816_1065668464_n 10449562_614750281953450_284441960_n 10453302_618403294921482_842625702_n 10455402_614750278620117_1676992474_n 10456281_621470271281451_251767146_n 10461787_618403281588150_1996774281_n 10469644_617654074996404_1434879698_n 10475340_618403278254817_1997844089_n 10475944_621470267948118_667544978_n 10477621_621470274614784_779101699_n 10486139_621470264614785_1905884640_n

วิจารณ์รวมๆเลยนะคะ น้องเป็นคนขยันวาดดีแล้วค่ะ แต่งานยังไม่นิ่ง คือ สไตล์ยังไม่เกิดค่ะ คือดูเหมือนว่าแต่ละรูปจะค่อนข้างแกว่งพอสมควร ต้องปรับปรุงหลายจุดเช่น เรื่องสัดส่วน การจัดองค์ประกอบ การใช้สีถือว่าพอใช้ได้ แต่สิ่งที่พี่ชอบในงานของน้องคือเรื่องของไอเดียบางอย่าง เช่น การเอาขนมหวานไอศกรีมมารวมกับหัวคน พี่คิดว่าดูแปลกตาดีค่ะ ถึงแม้จะไม่ใช่ไอเดียที่เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกเลยก็ตาม

นอกจากนี้ก็ งานของน้องหลายๆภาพยังดูไม่ค่อยเรียบร้อย เหมือนภาพที่เพิ่งถ่ายตอนยังไม่ finish หรือยังไม่จบงานค่ะ แต่พี่ดูแล้วรู้สึกถ้าน้องฝึกไปเรื่อยๆ ในอัตราการวาดที่เร็วประมาณนี้ หรืออย่างน้อย 2-3 ภาพต่อสัปดาห์(โดยมีข้อแม้ว่าต้องเป็นรูปที่ไม่เผา)น้องมีโอกาสที่จะเก่งกว่านี้ได้อีกเยอะค่ะ

พี่ก็อยากจะให้น้องไปลงเรียนพวกวาดดรออิ้งหรือวาดเส้นพื้นฐานเพิ่ม จะเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนข้างนอก มันจะทำให้น้องใช้แสงเงา และวาดร่างโครงสร้างภาพต่างๆได้ดีกว่านี้ค่ะ

ส่วนเรื่องของสไตล์นั้นอย่าไปหมกมุ่นกับมันมาก ถ้าน้องพื้นฐานแน่นประมาณนึง แล้วก็วาดไปเรื่อยๆโดยที่มีการฝึกพื้นฐานหลายๆอย่าง เช่น สัดส่วน หรือสี อย่างสม่ำเสมอแล้ว เดี๋ยวสไตล์ก็จะเกิดเองค่ะ ไม่ต้องไปซีเรียสมาก ก็วาดไปเรื่อยๆ เอาเป็นว่า ให้มีความสุขกับการวาดรูปก็พอค่ะ เรื่องอื่นๆช่างมันไปก่อน แต่พื้นฐานนี่ต้องฝึกเพิ่มจริงๆค่ะ อีกอย่างก็คือวิธีในการวาดหน้าของน้อง  อวัยวะบางอย่างบนหน้ามันดูไม่สัมพันธ์กันค่ะ เช่น สมมติน้องวาดจมูกใหญ่ ปกติตาจะต้องเล็กค่ะ เพราะว่าถ้าคนหน้าแบบอวัยวะบนใบหน้าเล็กๆหมด มักจะเป็นหน้าแบบเด็กๆค่ะ​ คือตาโต จมูกเล็ก ถ้าน้องวาดจมูกโต ตาโต มันจะไม่เข้ากันค่ะ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ค่ะ แล้วส่งรูปมาให้พี่ดูอีกนะคะ