รีวิว

รีวิวหนัง X-men day of future past

สวัสดีค่ะ วันนี้มารีวิวหนังอีกเรื่อง นั่นก็คือ X-men day of future past ซึ่งจริงๆแล้วเป็นหนังเรื่องแรกในช่วงก่อนหน้านี้ที่ดูจบแต่รีวิวช้าไปหน่อย เลยต้องมานั่งทบทวนว่าเรื่องเป็นยังไง

25570621-181648-65808950.jpg
เรื่องนั้นจะเกิดขึ้นในยุคของอนาคต คือเรื่องเล่าข้ามไปเลยค่ะ ไปยุคอนาคตที่เกิดสงคราม (มาแนว dystopia อีกเรื่องแล้ว) เพราะว่าภาคที่ผ่านมาเป็นภาคของ professor x หรือ ชาร์ล เซเวียร์ ที่ร่วมมือกับ แม็กนีโต หรืออีริค ซึ่งกล่าวถึงมนุษย์กลายพันธุ์ยุคแรกสุดโดยมีตัวละคร 3 ตัวที่เด่นๆคือชาร์ล,อีริค,มิสทีค โดยจะเล่าว่าความเป็นมาของ professor x และ แม็กนีโตเป็นมายังไงก่อนจะเกิดเหตุการณ์ในภาคก่อนหน้านี้ ส่วนเรื่องนี้อย่างที่บอกคือเป็นการเล่าข้ามไปยุคอนาคต ซึ่งเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ต้องต่อสู้กับ Sentinel ซึ่งเป็นอาวุธสงครามที่สร้างขึ้นมาโดยการศึกษา DNA ของมิสทีค ซึ่งสามารถแปลงร่างเป็นใครก็ได้ในโลก

โดยที่เซนติเนลนั้นสามารถปรับสภาพและแปลงร่างได้ ทำให้เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ตายไปเป็นจำนวนมากในสงครามโดยมนุษย์กลายพันธุ์กลุ่มที่เหลือในเรื่องมีอยู่ไม่กี่คนค่ะ คร่าวๆก็มีสตอร์ม,วูล์ฟเวอร์รีน,professor X,แม็กนีโต,คิตตี้ ไบรด์ แต่บางตัวนั้นไม่ได้เด่นมาก ออกมาเพื่อตายเฉยๆส่วนตัวเด่นๆค่อยๆโผล่มาทีละตัวเริ่มจากคิตตี้ ไบร์ด ผู้ซึ่งสามารถทำให้ใครก็ได้ย้อนเวลาไปในอดีตได้ โดยมีข้อแม้คือ ระหว่างที่คิตตี้กำลังนำมาจิตของคนๆนั้นไปสู่อดีตนั้นตัวร่างของจิตนั้นๆในยุคอนาคตจะเป็นร่างที่หลับอยู่ คือเป็นร่างเปล่านั่นเอง ซึ่งอดีตที่ถูกเปลี่ยนแปลง จะส่งผลทำให้อนาคตเปลี่ยนไป และคนที่สามารถจำอดีตนั้นๆได้ จะมีแต่ผู้ที่ย้อนเวลาเพียงคนเดียว

ซึ่งมีข้อจำกัดในการย้อนเวลา(จำตรงนี้ไม่ได้ค่ะ เนื่องจากดูสักพักแล้ว) ก็คือร่างของคนที่เป็นผู้ย้อนเวลานั้นจะเสื่อมสลายไปเรื่อยๆ และคิตตี้ต้องใช้พลังมหาศาลในการย้อนเวลาไปนานๆ ซึ่งแน่นอนว่าร่างที่ถูกถอดจิตไปในอดีตนั้นถ้าหากหลุดไปสู่อดีตและคิตตี้ไม่สามารถเชื่อมต่อจิตได้ คนๆนั้นก็อาจจะต้องอยู่ในอดีตไปตลอด วูล์ฟเวอร์รีนเลยขออาสาไปเอง เนื่องจากเขาสามารถฟื้นฟูร่างกายได้ เนื่องจากวูล์ฟเวอร์รีนมันมีสกิล hp recovery ตลอดเวลา ทั้งนี้แม็กนีโตและ professor X ได้สั่งเสียเอาไว้ก่อนเขาจะย้อนอดีต ขอให้อดทนด้วย เพราะทั้งสองตัวเกรียนมากในยุคอดีตค่ะ

เมื่อวูล์ฟเวอร์รีนตื่นขึ้น พบว่าเขาตื่นมาในยุค 1973 ค่ะ ภารกิจของวูล์ฟเวอร์รีนก็คือไปหยุดมิสทีคในการฆ่าด.ร.ทราสก์ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของโปรเจคเซนติเนล ซึ่งตามยุคอนาคตนั้นมิสทีคจะถูกจับไปทดลองจากเหตุการณ์นี้ค่ะ เพราะฉะนั้นวูล์ฟเวอร์รีนจึงต้องไปฟอร์มทีมเพื่อหยุดมิสทีคโดยเริ่มจากการไปช่วยแม็กนีโตจากการถูกขังอยู่ในชั้นใต้ดินของเพนตากอน(กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา) เนื่องจากแม็กนีโตฆ่าประธานาธิปดี JFK(john f. Kennedy)อันนี้เอาเรื่องไปผูกกับเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ค่ะ

วูล์ฟเวอร์รีนปฏิบัติภารกิจด้วยความช่วยเหลือจากบีสต์และควิกซิลเวอร์ แต่ก่อนหน้าภารกิจจะเริ่มเขาก็ลำบากมากเนื่องจากชาร์ล เซเวียร์นั้นยังอยู่ในช่วงสภาพจิตใจไม่ปกติ นอกจากนี้ยังต้องฉีดเซรุ่มเพื่อทำให้เขาเดินได้ ซึ่งเซรุ่มนั้นก็ทำให้พลังความสามารถของเขาในการโทรจิตลดลงอีกด้วย เล่าแค่นี้ละกันค่ะ เอาเป็นว่าวูล์ฟเวอร์รีน และมิสทีคเด่นมากในภาคนี้

สำหรับความคิดของเรา เราชอบมิสทีคมาตั้งนานแล้วค่ะ เรารู้สึกว่ามิสทีคเป็นคาแรคเตอร์ที่เมพมาก เพราะว่าความสามารถที่แปลงกายได้ ทำให้มิสทีคมักจะเป็นตัวละครที่ลอบสังหารคนอื่นๆได้ง่ายที่สุด นอกจากนี้ มิสทีคยังเก่งในการสู้กันแบบตัวต่อตัวหรือศิลปะการป้องกันตัวสูง เราจึงเห็นว่ามิสทีคไม่ค่อยใช้อาวุธอื่นๆช่วยเลยเวลาสังหารคน เธอจะล็อคคอ หักคอ อย่างตอนเจอดร.ทราสก์ก็โดนเอาเท้านี่แหละเตะหนีบคอไว้กับผนัง นอกจากนี้มิสทีคยังเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อน เนื่องจากบางครั้งเธอก็ไปเป็นฝ่าย evil หรือฝ่ายชั่ว บางครั้ง เธอก็ทำดีคือช่วยเหลือคนอื่นๆ เหมือนกันกับแม็กนีโต ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่บทหนังหรือบทของคอมิคทำมาดีมากค่ะ

ซึ่งการที่คาแรคเตอร์ของหนังช่วงหลังๆ อย่างที่บอกๆไปก็คือ เราจะเห็นตัวละครที่เป็นสีเทาลักษณะนี้เยอะมากกว่าสมัยก่อนค่ะ นั่นก็คือคนชั่วก็แค่เป็นคนที่มีอุดมการณ์อีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ถ้ามองจากอีกมุม เราอาจจะรู้สึกว่าคนๆนั้นชั่ว แต่พอมองจากมุมคนชั่ว เขาก็จะคิดว่าเขาทำดีค่ะ นั่นก็คือ แต่ละคนล้วนมีทางเลือกที่แตกต่างกัน พอเรามองจากฝ่ายตรงข้าม เราก็มักจะมองว่าฝ่ายนั้นชั่ว เช่น กรณีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์,บินลาเดน

ถ้ามองในมุมมองของคนเหล่านี้เขาก็คิดว่าเขาก็ทำตามอุดมการณ์ของตัวเองอยู่ ซึ่งอีกฝ่ายก็คือฝ่าย evil ที่เขาต้องการเอาชนะนั่นเองค่ะ ในขณะเดียวกัน ในสมัยการปกครองประเทศรัสเซียของมิคาอิล กอร์บาชอฟ ชาวรัสเซียส่วนหนึ่งมองว่ากอร์บาชอฟเป็นคนทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย แต่เขากลับได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในสายตาชาวโลกเขาเหมือนฮีโร่ที่ปลดปล่อยโลกจากสงครามเย็นที่สถานการณ์ตึงเครียด

ในกรณีของมิสทีคกับแม็กนีโตก็เป็นลักษณะนี้ นอกจากนี้มิสทีคยังมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับชาร์ล เซเวียร์หรือ professor X อีกด้วยค่ะ ซึ่งถ้าเราพูดถึงแม็กนีโตในภาคนี้ แน่นอนว่าเขาก็ bullshit เหมือนเดิมก็คือเป็นตัวป่วนเรื่องทั้งหมด แม้วูล์ฟเวอร์รีนจะรู้อยู่แก่ใจว่าเขาต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้แน่นอนค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากที่ในที่สุดในอนาคตนั้นแม็กนีโตกับเซเวียร์จะกลับมาเป็นพวกเดียวกันอีกครั้งอย่างที่เราเห็นในช่วงต้นเรื่อง แต่ว่าถ้าเรามองในมุมมองของแม็กนีโต แม็กนีโตก็แค่พยายามช่วยเหลือโลกและพวกพ้องมนุษย์กลายพันธุ์ของเขา เพียงแต่เขาแค่เลือกเดินคนละทางกับเซเวียร์ค่ะ แม็กนีโตและมิสทีคจึงเป็นคาแรคเตอร์ที่เป็นสีเทาๆในเรื่อง ซึ่งพวกนี้ส่วนมากเป็นคาแรคเตอร์ที่ทำให้เนื้อเรื่องสนุกมากขึ้นเนื่องจากเราไม่สามารถเดาได้ว่าตัวละครตัวนี้จะร้ายหรือดี เนื่องจากมันขึ้นอยู่กับว่าทางเลือกของเขาในภาคนั้นๆดำเนินเรื่องไปแบบไหน

สำหรับมิสทีคนั้นแสดงโดย เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ค่ะ อันนี้ขอเน้นนิดนึงเนื่องจากชอบการแสดงและหน้าตาของเธอ เธอไม่ใช่คนที่หน้าสวยมากค่ะ แต่หน้าตามีคาแรคเตอร์ นั่นก็คือ เรื่องอื่นๆที่เธอแสดงเช่น the hunger games ก็เป็นเรื่องที่คาแรคเตอร์เด่นมาก ทั้งๆที่ในเรื่องนางเอกของเรื่องคือ แคทนิสนั้น ตอนที่เราอ่านเราแอบรำคาญบทของเธอในเรื่องมาก แต่พอในหนัง เจนนิเฟอร์แสดงได้โดยไม่ได้ทำให้เรารู้สึกหมั่นไส้ในตัวคาแรคเตอร์นั้นๆ นอกจากนี้เรารู้สึกว่าเธอเหมาะกับบทนี้มากๆ

ย้อนกลับไปพูดถึงแม็กนีโต หรืออีริคในภาคนี้ ภาคนี้ทำได้เท่มากค่ะ ทั้งฉากการต่อสู้ การควบคุมเซนติเนลของอีริค แม้ส่วนตัวจะไม่ได้ชอบดีไซน์ของอีริคหรือแม็กนีโตอยู่แล้ว แต่ดีไซน์ชุดแม็กนีโตในภาคนี้ ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าดูแย่ หรือดูดีมาก คือกลางๆมากกว่า แต่การแคสท์ตัวละครมาในบทนี้ ถือว่าแคสท์ได้ดีค่ะ แม็กนีโตดูมีพลัง พอที่จะเป็นผู้นำมนุษย์กลายพันธุ์ได้ นอกจากนี้ ถ้าหากจะมีใครเมพกว่าวูล์ฟเวอร์รีนแล้ว ก็คงต้องเป็นแม็กนีโตที่มีความสามารถควบคุมโลหะทั้งหมด ซึ่งวูล์ฟเวอร์รีนแพ้ทางสุดๆค่ะ เนื่องจากกระดูกวูล์ฟเวอร์รีนเป็นโลหะอันดามันไทม์ เจอแม็กนีโตทีไร วูล์ฟเวอร์รีนดูอ่อนทันที แต่วูล์ฟเวอร์รีนจะเก่งเรื่องของการสู้ตัวต่อตัว และการฟื้นฟูร่างกายได้รวดเร็วมากกว่า

25570621-181909-65949261.jpg

อีกส่วนหนึ่งที่ชอบในหนังก็คือควิกซิลเวอร์ค่ะ ซึ่งควิกซิลเวอร์นั้นเป็นตัวขโมยซีนที่สุดติ่งมาก ทั้งเรื่องออกมานิดหน่อย ประมาณช่วงแรกของต้นเรื่อง แต่ซีนพี่แกแน่นอนว่าเด่นและขโมยซีนที่สุดแล้วในเรื่องเกือบทั้งหมดเลยก็ว่าได้ค่ะ ซึ่งเฉพาะซีนนี้พอได้ดูแล้วรู้สึกว่าเป็นฉากที่จ่ายเงินมาปุ๊บได้ดูฉากนี้แล้วรู้สึก เออ…คุ้มนะ 555 ถ่ายสวยมาก ก็คือ ฉากระหว่างที่ควิกซิลเวอร์ช่วยวูล์ฟเวอร์รีนกับบีสต์ให้เขาไปในเพนตากอน เพื่อไปช่วยแม็กนีโต ซึ่งดีไซน์คาแรคเตอร์ของตัวนี้ในหนังถือว่าออกมาดีค่ะ ถ้าเราดูในฉบับคอมิค ควิกซิลเวอร์จะเชยมาก ดีไซน์เหมือนยุคสไปเดอร์แมน,แบทแมน,ซูเปอร์แมนดัง ตัวละครนี้จะผมตั้ง สีเทา ชุดรัดรูป เรียกว่าไม่ค่อยเด่นค่ะ แต่ในเรื่องเราจะเห็นตัวละครนี้ในตอนอ่อนเยาว์กว่า คือเพิ่งเริ่มเป็นหนุ่ม

25570621-181527-65727441.jpg
ส่วนตัวละครที่แสดงเป็นบีสต์ ก็คือพระเอกหนังซอมบี้ Warm body ค่ะ (ในเรื่องนั้นมันเป็นหนังรักฮาๆค่ะ คือพระเอกเล่นเป็นซอมบี้และรักกับนางเอกที่เป็นคน ซื้อนิยายมาละ เวอร์ชันไทย ยังอ่านไม่จบเลย ส่วนหนังดูแล้วค่ะแต่ไม่ได้รีวิวลืมไปละ) พอเป็นภาคนี้ คือบีสต์นี่ด้วยความสามารถมันกับอื่นๆ คือหน้าตาของคาแรคเตอร์นี้มันจะเนิร์ดๆทำให้รู้สึกว่าบทมันดูอ่อนๆ เนื่องจากบีสต์เป็นคาแรคเตอร์ที่ความสามารถไม่ได้โดดเด่นสุดๆ ถ้าเป็นตี้กันกับพวกวูล์ฟเวอร์รีน บีสต์ก็อาจจะเป็นตัวช่วยล่อหรือเบนความสนใจศัตรูได้ แต่ไม่ใช่ตัวละครที่ต่อสู้ได้ดีมากนักค่ะ แต่บีสต์มีความสำคัญในเรื่องคือคอยดูแลชาร์ล เซเวียร์ คือฉีดเซรุ่มและคอยดูแล X-mansion ด้วย ซึ่งตัวละครบีสต์นี้มันทำให้เรานึกถึงพระเอกที่แสดงเป็นพี่มาร์ค ซัค ในเรื่องโซเซียลเนทเวิร์ค เนื่องจากคนนั้น ฮีเล่นอีกเรื่องคือ now you see me แค่เปลี่ยนทรงผมกับการแต่งตัวก็การเป็นคาแรคเตอร์ที่ดูคูลๆได้

25570621-182032-66032383.jpg

ส่วนชาร์ล เซเวียร์ แน่นอนว่า ความสามารถของเซเวียร์ในการโทรจิตและถอดจิตนั้นสุดยอดอยู่แล้วและยิ่งใช้เซเลบรัมก็ยิ่งสุดยอด แน่นอนว่าตัวชาร์ลก็มีบทบาทสำคัญในเรื่อง เพียงแต่ว่ามันไม่เด่นในภาคนี้ คือในตอนนี้มันก็เป็นตัวที่ทำให้เนื้อเรื่องพลิก แต่ยังไม่เด่นหรือพลิกเรื่องได้เท่ามิสทีค เนื่องจากไพ่ตายของทางฝั่งทราสต์หรือผู้ที่พัฒนาเซนติเนลขึ้นมานั้นอยู่ที่ว่าพวกนั้นจะสามารถจับมิสทีคหรือได้ตัวอย่างเลือดของมิสทีคไปหรือไม่ค่ะ

ส่วนความสนุกของภาคนี้อยู่ที่การพลิกไปพลิกมา แบบอ้าว เฮ้ย!ยังไงละนี่ ฝ่ายดีจะชนะฝ่ายชั่วได้อย่างไร เนื่องจากดูเหมือนว่าจะเสียเปรียบไปทุกด้าน ขนาดดูไปจะจบเรื่องยังเจอฉากสะเทือนใจแบบ แล้วมันจะพลิกเรื่องยังไงว๊าาา อะไรทำนองนี้ แต่ก็เชียร์ฝ่ายธรรมะต่อไป แน่นอนว่าเรื่องนี้ดำเนินเรื่องในมุมมองของฮีโร่ เพราะฉะนั้น ทางฝั่งมนุษย์ที่ต้องการทำลายมนุษย์กลายพันธุ์ถึงเป็นฝ่าย evil นอกจากนี้หนังยังดูแล้วสนุก ลำดับเรื่องดี แอบตามเรื่องไม่ทันเล็กน้อย cg น่าทึ่งโดยเฉพาะตัว sentinel ที่เก่งเวอร์แบบเออ…ไม่รู้จะเอาอะไรไปสู้กับมัน แต่ฝ่าย X-men ช่วงแรกๆที่สู้ก็มีหลายตัวที่เราชอบ ได้แก่ เจ๊หน้าจีนที่สามารถเปิดวาร์ปได้ อันนี้ชอบมาก ดูมีประโยชน์ เอาไว้ช่วยเหลือเพื่อนได้ เนื้อเรื่องโดยรวมสนุกดี มีเนื้อเรื่องต่อตรง end credit ให้ลุ้นภาคหน้าอีก ขอให้ [rating:4.5] ค่ะ