รีวิวการ์ตูนคอมิค all you need is kill เล่ม 1

สวัสดีค่ะ วันนี้มารีวิวคอมิค all you need is kill เล่ม 1 ค่ะ เรื่องโดย Hitoshi Sakurazaka/storyboard โดย Ryosuke Takeuchi/original illustration โดย Yoshitoshi Abe/art โดย Takeshi Obata ซึ่งได้เอาไปทำเป็นภาพยนตร์ฉายในโรงเมื่อไม่นานมานี้โดยมี Tom Cruise และ Emily Blunt แสดงเป็นตัวเอกค่ะ ภาคหนังฮอลลีวูดใช้ชื่อว่า Edge of tomorrow

25570627-171553-62153332.jpg
พูดถึงรูปเล่มก่อนค่ะ หน้าปกเป็น อาร์ทการ์ดพิมพ์โดยไม่ finish พื้นผิวใดๆเลย และมี uvspot ตรงชื่อเรื่อง ส่วนภาพหน้าปกโดยอาจารย์โอบาตะก็ทำได้สวยดีค่ะ สำหรับรูปเล่มถือว่าทำออกมาโอเคค่ะ ส่วนด้านในก็คล้ายๆเดิม ระดับคุณภาพการพิมพ์ประมาณเดิม ซึ่งนี่เวลาผ่านไปประมาณ 13-15 ปีได้ ราคาขึ้นมาถึง 20 บาททีเดียว แต่จริงๆแล้ว อยากให้สำนักพิมพ์ทุกสำนักพิมพ์เปลี่ยนเป็นกระดาษและคุณภาพการพิมพ์ที่ดีขึ้น เนื่องจากคอมิคส่วนมากคนจะซื้อไปเก็บสะสมมากกว่าค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้หาอ่านออนไลน์ได้ง่ายๆกว่าแล้ว ส่วนคนที่ไม่ชอบอ่านแสกน ชอบอ่านรวมเล่มมากกว่า เขาก็อาจจะอยากได้ที่พิมพ์คุณภาพดีขึ้น

ยังไงก็ตาม เข้าใจว่าการ์ตูนบางเรื่องเด็กอ่านเยอะ ทำให้เวลาออกหนังสือต้องคำนึงตรงจุดนี้ เนื่องจากเด็กส่วนมากก็เอาเงินค่าขนมมาซื้อ แต่เรื่องนี้มันเป็น seinen manga ค่ะ คือการ์ตูนสำหรับนักอ่านชายรุ่นใหญ่ แต่หน้าปกไม่มีเตือนเลยค่ะว่าควรจะอายุ 15-18+ แต่อันนี้ไม่เป็นไรค่ะ (เราก็ไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น อีกอย่างถ้ามองเรื่องความสวยงามแล้วถ้ามี 18+ตรงหน้าปกอาจจะทำให้ดูไม่ดี เอาจริงๆอยากให้ทำโอบิคาดด้วยซ้ำแล้วก็เขียนว่าเหมาะสำหรับผู้อ่าน 15-18 ปี น่ะค่ะ เราอาจจะหัวโบราณไปก็ได้ แต่ตอนเราอ่านเรื่องนี้เรารู้สึกว่าอย่างน้อยน่าจะทำให้ดูรู้ว่ามันเป็น seinen ค่ะ)

กลับเข้ามาสู่เนื้อเรื่องค่ะ ในเล่มนี้ดำเนินเรื่องตามนิยายเป๊ะเลยค่ะ นั่นก็คือฉากต่างๆจะอิงนิยายเป็นหลัก ส่วนตัวละคร เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ในเล่มหนึ่ง จริงๆคือจะอ่านการ์ตูนก่อน อ่านนิยาย หรือดูหนังก่อน แทบจะไม่ต่างกัน ซึ่งได้ยินมาว่าการ์ตูนจบอีกแบบหนึ่ง พอถามพนักงานที่ร้านการ์ตูนเขาบอกว่าเรื่องนี้ประมาณ 2 เล่มจบค่ะ ส่วนด้านล่างนี่เดี๋ยวเราจะเล่าเรื่องนะ ใครไม่อยากโดนสปอยล์ไปอ่านการ์ตูนให้จบก่อนก็ได้ ส่วนคนที่ดูหนังหรืออ่านนิยายแล้ว อ่านได้ตามสบายค่ะ

เอาเรื่องของอาร์ทของอาจารย์โอบาตะก่อน คือวาดได้สวยมากค่ะ จริงๆถ้าเป็นคนญี่ปุ่นที่วาดแนวนี้เรานึกถึง Masamune Shirow ที่วาด Ghost in the shell นั่นก็คือแนวไซไฟค่ะจริงๆไม่ทราบว่าอาจารย์โอบาตะออกแบบใหม่หรือเอาแบบจากอาจารย์โยชิโทจิ อาเบะ ผู้วาดภาพประกอบในนิยายหรือเปล่า แต่ดีไซน์โดยรวมดีค่ะ แต่สิ่งที่ไม่ชอบคือ การออกแบบริต้า วราแทสกี้ของอาจารย์ค่ะ ยังไงก็ตามนี่เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของเรา คนอื่นๆอาจจะชอบก็ได้ค่ะ และความที่ว่ามันเป็นรีวิว มันไม่ใช่การเขียนอวยค่ะ มันเป็นการเขียนด้วยความรู้สึกจริงๆ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับผู้อื่นก็ได้ เราต้องแยกกันค่ะ ระหว่างความชอบอาจารย์โอบาตะ กับสิ่งที่เราคิดว่าดีหรือไม่ดี

จริงๆแอบเห็นมาก่อนจะอ่านการ์ตูนแล้ว แต่เรามีอิมเมจของริต้าในใจอยู่นะ พอเห็นอาจารย์โอบาตะวาด เรารู้สึกว่า มันไม่น่าจะใช่ค่ะ แต่เข้าใจว่าอาจารย์น่าจะออกแบบตัวละครให้คนส่วนมากชอบ ก็เลยออกแบบริต้าเป็นสาวน้อยน่ารักตัวเล็กมากๆ ผอมบาง หุ่นนิดเดียว หน้าอกเล็กๆ ดูเปราะบางมาก เหมือนสไตล์นักวาดซุปเปอร์เซลอย่าง redjuice ค่ะ เรารู้สึกว่าแนวการออกแบบคาแรคเตอร์ตัวผอมๆหน้าตาน่ารักๆเรานึกถึงคนนี้ นอกจากนี้ยังนึกถึงชิโระ นางเอกเรื่อง Deadman wonderland ด้วยค่ะ เพราะว่าชิโระนี่เป็นตัวอันตรายที่สุดในเรื่องทั้งที่หน้าตาน่ารัก

ซึ่งเรารู้สึกว่าริต้าน่าจะออกแบบให้หน้าตากร้านโลก และมีกล้ามประมาณหนึ่ง และหน้าอกไม่ได้ใหญ่ตู้ม เนื่องจากผู้หญิงที่เป็นทหาร ต้องออกกำลังกายให้เกิดกล้ามเนื้อ และส่วนมากหน้าอกจะไม่บึ้มขนาดนั้น สาเหตุที่เราจินตนาการเธอไว้แบบนี้เพราะว่าเธอผ่านสงครามและวนลูปตายมามากกว่าคิริยะ เคย์จิอีก แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง อาจารย์เค้าอาจจะอยากให้ริต้าดูแล้วขัดกับชื่อฉายาของเธอ แต่ยังไงมันก็ดูไม่ make sense หน่ะค่ะ เนื่องจากอาวุธริต้าเป็นขวานใหญ่มาก น้ำหนักเยอะมาก เกราะอีก คือมันเป็นไปไม่ได้ที่ผู้หญิงตัวเล็กแบบนั้นจะใส่ชุดแบบนั้นถือขวานเหวี่ยงไล่ฟันเอเลียนได้ขนาดนั้น

25570627-173833-63513324.jpg
รูปสีรูปนี้หน้าตากับรูปร่างดูต่างจากตอนเปิดเรื่องและเนื้อเรื่องในเล่มหนึ่งค่ะ นั่นก็คือ หน้าอกและลำตัวดูใหญ่ขึ้น ซึ่งถ้าเธอเปิดตัวด้วยลุคนี้เราว่าโอเคกว่านะคะ แต่อาจจะเป็นวิธีการดึงดูดความสนใจอย่างที่บอก

เอาเป็นว่ามันเป็นการออกแบบสไตล์ญี่ปุ่นแล้วกันที่บางทีนั้นทำมาให้มันดูขัดๆกันเพื่อให้คาแรคเตอร์ดูน่าสนใจมากขึ้นก็ได้ อีกอย่างคนญี่ปุ่นบางที อาจารย์บางท่านออกแบบไม่ได้คำนึงถึงฟังก์ชันจริงๆของดีไซน์ แต่เน้นการออกแบบให้เยอะ (ซึ่งเรื่องนี้เกาหลีหรือไต้หวันเป็นเยอะกว่าอีก บางคนเพนท์เก่งมาก ทำให้งานดูดีขึ้น พอยกสีออกแล้วจะรู้สึกค่ะว่าดีไซน์ดีหรือไม่)

แต่สำหรับเรา ริต้าไม่น่าจะใช่สาวน้อยน่ารักหน้าตาโลลิคอนแบบฟรุ้งฟริ้งมุ้งมิ้งขนาดนั้นค่ะ แต่ในเรื่องจะมีฉากที่คิริยะ เจอกับริต้า แล้วคิริยะบอกว่า “นี่นะนังหมาบ้าแห่งสงคราม ดูยังไงก็หมาน้อย” ซึ่งอันนี้เป็นจุดที่แตกต่างจากนิยายค่ะ ในนิยายไม่ได้บอกสภาพภายนอกของริต้าแค่นี้ บอกแค่ว่าใส่ชุดเกราะกันเมทัลเรด ถือขวานใหญ่ ผมสีแดงสนิม

ถ้าดูการตีความในเรื่องของคำแปล ในหนังเรียกริต้า fullmetal bitch ในนิยายเรียกเทพีแห่งสงคราม ในการ์ตูนเรียกเทพีแห่งสงครามกับนังหมาบ้าแห่งสนามรบ (คำว่า bitch สามารถแปลได้ความหมายอีกอย่างคือหมาตัวเมียค่ะ) แต่ยังไงก็ตามในเรื่องจะมีตอนที่ริต้าทำตาแข็งๆ นั่นก็คือช็อตที่ชาสต้าพูดถีงริต้า ตอนที่ริต้าเคยบอกไว้ว่าเธอดีใจที่ได้เกิดมาในยุคที่มีสงครามค่ะ ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลนี้ที่อาจารย์ออกแบบริต้าให้ดูอ่อนนอก แข็งใน เพื่อความน่าสนใจขึ้นของคาแรคเตอร์และทำให้ลุคของเธอดูตรงกันข้ามกับฉายาและความสามารถในการรบ

25570627-171958-62398685.jpg
ส่วนคิริยะ เคย์จิ ออกแบบได้สมความคาดหมายค่ะ ถ้าดูตอนเริ่มต้นของเนื้อเรื่องนั้น หน้าตาของคิริยะ จะคล้ายไลท์จากเดธโน็ตที่ตอนแรกหน้าตาดูใสๆ แววไร้พิษภัย และหน้าตาในตอนเริ่มเรื่องเหมือนพระเอกบาคุแมนตอนโตเต็มที่ค่ะ หน้าตาดูอาโนเนะเกินจะเป็นทหาร ออกแบบมาให้ดูสูง มีกล้าม ซึ่งเราว่าก็โอเคค่ะ โอเคตรงที่การ์ตูนความยาวประมาณนี้ เราสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของพระเอกได้ตั้งแต่ในเล่มแรก คือตอนหลังหน้ามันจะร้ายมาก แบบตากร้านโลกสุดๆ

สำหรับเรื่องก็แน่นอนว่าคงต้นแบบของนิยายไว้ ไม่ทราบว่าเล่มสองจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากนี้หรือเปล่า ตัวละครที่อยู่ในนิยายก็มาครบค่ะ เช่น โยนาบารุ,ชาสต้า,แฟเรลล์ การแปลคำอ่านของชื่อ แตกต่างจากในนิยายประมาณหนึ่ง แปลกที่ผู้ได้ลิขสิทธิ์การ์ตูนคอมิคคือ NED ส่วนผู้ได้ลิขสิทธิ์นิยายคือ Siam inter ค่ะ ส่วนตัวละครที่เราไม่แน่ใจว่ามีในนิยายหรือเปล่าคือ เรย์เซล คิซารางิค่ะ ในรวมเล่ม 1 ตอนเกือบๆท้ายเรื่องมีฉากที่เธอพูดจาอ่อยคิริยะ ซึ่งมันไม่มีในนิยาย (ถ้าจำไม่ผิด) เธอน่าจะออกมาแค่ตอนเดียวนะ ถ้าในนิยายมี ก็คือ มันเป็นฉากที่คิริยะชนเรย์เซลมันฝรั่งร่วงเต็มพื้น ซึ่งในการ์ตูนจะบอกว่าเรย์เซลคล้ายๆผู้หญิงที่คิริยะ เคย์จิเคยรักค่ะ(นิยายไม่มีช็อตนี้,หนังไม่มีเรย์เซล)

ส่วนการออกแบบอื่นๆ เช่น มิมิค ก็ออกแบบมาแตกต่างจากหนัง และก็ไม่ได้เหมือนกับที่นิยายบรรยายไว้เท่าไรค่ะ ถามว่าออกมาดูน่ากลัวไหม ในหนังดูน่ากลัวกว่า ส่วนในนิยายถ้าจินตนาการภาพตามที่ผู้แปลแปลออกมาจะปรากฏว่ามันดูตลกมากกว่าจะน่ากลัวค่ะ(ในนิยายบรรยายว่ามิมิคเหมือนกบขึ้นอืด) ส่วนในการ์ตูนจะออกแบบเป็นตัวกลมๆ ฟันเยอะมากเป็นเหลี่ยมๆ ตรงขาเป็นหนามๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันดูน่ากลัวมากค่ะ

25570627-171728-62248452.jpg
นอกจากนี้ตามเนื้อเรื่องในการ์ตูนจะไม่ได้บอกสาเหตุอะไรเลยว่าทำไมมิมิคถึงมาบุกโลก ทำไมโลกถึงกลายเป็นแบบนี้ ซึ่งดำเนินเรื่องคล้ายๆนิยายอย่างที่บอก แต่ในนิยายจะบอกเหตุผลทั้งหมด และเชื่อว่าบางอย่างที่บรรยายเป็นตัวอักษร พอเป็นภาพแล้วสื่อได้ยากจึงต้องตัดออก ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ feeling หรือความรู้สึกในการอ่านการ์ตูน,อ่านนิยายและดูหนังต่างกัน พอดีเล่มสองยังไม่ออกเลยไม่รู้ว่าในการ์ตูนจะค่อยๆเฉลยเหมือนในนิยายหรือเปล่า

ต่อมาเรื่องออกแบบชุดเกราะ เรารู้สึกว่าสวยนะ ไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะคิดยังไง แต่เรารู้สึกว่าการออกแบบชุดเกราะของอาจารย์ดูโอเคค่ะ คือสวยดีอย่างที่บอก แล้วก็ละเอียดด้วย มันจะมีบางช่องที่ต้องวาดชุดเกราะเรียงๆกันน่ะ ซึ่งดูแล้วรู้สึกว่าถึกมากเลยค่ะ นอกจากนี้ พอริต้าใส่เกราะแล้วดูเหมือนผู้ชายมากค่ะ คือ เข้าใจว่าคงออกแบบมาให้ดูแล้วไม่ต่างกันมากระหว่างชายกับหญิง จนเรารู้สึกเลยว่าตัวผอมอย่างริต้าใส่แล้วมันจะหลวมไหมนั่น แต่ก็คงจะเหมือนการตัดชุด custom ทั่วๆไปที่ออกแบบสำหรับคนๆนั้นโดยเฉพาะค่ะ

ในเรื่องของภาพก็แน่นอนว่าสวยมากๆอยู่แล้วค่ะ เนื่องจากแยกกันหมดเลยระหว่างคนเขียน,คนวาดสตอรี่บอร์ด และนักวาด ทำให้แต่ละช็อตออกมาดูค่อนข้างจะลงตัวค่ะ แล้วในเรื่องแน่นอนว่ามีฉากโหดเยอะ อย่างยิงกันตัวขาดหัวขาด ฟันหัก เลือดกลบปาก เอาเป็นว่าโหด แต่ไม่ได้แบบโหดเห็นเครื่องในอะไรขนาดนั้น แค่โหดกว่าการ์ตูนทั่วๆไปตรงตายเลือดสาด นอกจากนี้ในการ์ตูนจะเห็นชัดเลยว่า คิริยะ เคย์จิ ทำเหมือนการเล่นเกมชนิดหนึ่งเลยค่ะ นั่นก็คือ เขาเขียนจำนวนครั้งที่เขาตายลงมือ เหมือนนิยายนะจุดนี้ นอกจากนี้คิดว่าเป็นผลงานไซไฟชิ้นแรกของอาจารย์โอบาตะ เชื่อเลยว่าอาจารย์แกสามารถวาดการ์ตูนได้ทุกแนวถ้ามีคนคิดเรื่องให้นะ 55 ส่วน Cyborg g chan นี่ไม่นับเป็นไซไฟนะ

ต่อๆค่ะ นอกจากนี้คิริยะก็เขียนบทสรุปว่าต้องทำอะไรบ้างถึงจะผ่าน คือ มันเหมือนการเล่นเกมแล้วตายซ้ำๆแล้วกลับมาที่จุดเซฟแล้วเราก็เขียนบทสรุปเกมว่าต้องทำยังไงถึงจะผ่านด่านนั้นๆค่ะ เพียงแต่ในเรื่องนี้ที่มันต่างกันกับเกมคือคิริยะในเรื่องมันตายจริงๆ แน่นอนว่ารสชาติความตายจริงๆนี่มันย่อมน่ากลัวและเจ็บปวดอยู่แล้วค่ะ เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องหาทางออกซึ่งที่ตรงกับนิยายอีกคือ ตอนแรกคิริยะ แค่จะวิ่งหนีออกไปเรื่อยๆให้เข้าสู่ตัวเมืองเพื่อหลบการออกรบ แต่สุดท้ายก็พบว่า ยังไงก็ต้องรบอยู่ดี เนื่องจากไม่ว่าไปทางไหนก็ตาย มันเหมือนกับการเล่นเกมที่ยากมากๆ แล้วก็ตายๆๆๆไปเรื่อยๆกลับจุดเซฟไปเรื่อยๆ และทุกครั้งที่ตายก็ลิ้มรสความเจ็บปวด สิ้นหวัง ทรมาน และจะมีฉากที่คิริยะพิสูจน์ว่าตัวเขาตายแล้วจะกลับมาที่เดิมไหม โดยการยืมปืนจากโยนาบารุแล้วก็ยิงกรอกปากตัวเอง

ซึ่งถ้าดูในหนังหรืออ่านนิยายจะพบว่า โอกาสรอดของทั้งริต้าและเคย์จิน้อยมากค่ะ เนื่องจากมิมิคเซอร์เวอร์(โอเมก้า) มีการหลอกได้ด้วยก็คือ แกล้งทำเป็นว่าแพ้แล้วก็ส่งนิมิตปลอมๆไปให้ตัววิลเลียม เคจ(เคย์จิในหนัง) เพื่อหลอกให้ไปโจมตีผิดที่แล้วโดนเก็บทุกตัว(คือมันแผนซ้อนแผน) แต่ในการ์ตูนหรือนิยายไม่ได้บอกว่า ถ้าโดนเลือดของมิมิคตัวส่งสัญญาณหรืออัลฟาแล้วจะทำให้วนลูป อ่านถึงตอนจบในการ์ตูนแล้วก็ยังไม่รู้สาเหตุเลยค่ะ คาดว่าเล่ม 2 ถึงจะเฉลยสาเหตุ

ความรู้สึกรวมๆในการดูเล่มหนึ่ง เหมือนกับอ่านนิยายเป็นภาพค่ะ คือเหมือนอ่านนิยายรอบสองเนื่องจากดำเนินเรื่อง 70% เหมือนกัน เพียงแต่บางอย่างจินตนาการของเรา กับอาจารย์อาจจะไม่เหมือนกัน ซึ่งการ์ตูนแนวนี้วาดยากค่ะ มีฉากโหดเยอะ เช่นฉากสงคราม ฉากตายเละๆ ฉากแอคชันอื่นๆ แถมต้องวาดเกราะเยอะมาก พูดๆคือ เราคิดว่าไซไฟเป็นแนวที่ยากที่สุด เนื่องจาก ส่วนใหญ่แล้วใช้ reference ได้น้อย ที่เหลือจินตนาการทั้งสิ้นค่ะ ส่วนคะแนน ด้านภาพ [rating:5] เนื้อเรื่อง [rating:3.5] design [rating:4] ควรซื้อเก็บค่ะ